จริยศาสตร์วิชาการ

“จริยศาสตร์วิชาการ” หรือ academic ethics ในภาษาอังกฤษ เป็นสาขาหนึ่งของวิชาจริยศาสตร์ประยุกต์ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของจริยศาสตร์ และจริยศาสตร์เองก็เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา จริยศาสตร์วิชาการเป็นสาขาวิชาที่มุ่งถามและตอบคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมในวงการวิชาการในด้านต่างๆ เช่น การทุจริตในการสอบถือเป็นการทำผิดจริยธรรมหรือไม่ เพราะเหตุใด หรือว่าอาจารย์ที่ทำวิจัยโดยไปลอกงานของผู้อื่นมา เหตุใดจึงเป็นความผิด นอกจากนี้ก็มีเรื่องเกี่ยวกับเสรีภาพทางวิชาการ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและมีหลากหลายมิติ ปัญหาก็มีเช่น การที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองมาบังคับอาจารย์ว่าห้ามสอนเรื่องนั้นเรื่องนี้ หรือห้ามทำวิจัยเรื่องนั้นเรื่องนี้ มีเหตุผลรองรับอะไร เป็นเหตุผลที่ยอมรับได้หรือไม่ และการที่อาจารย์กับนักศึกษาจะมีเสรีภาพในการค้นคว้าทางวิชาการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มีเหตุผลใดมาสนับสนุน จะเห็นได้ว่าจริยศาสตร์วิชาการเป็นเรื่องของการตัดสินคุณค่าความถูกผิดของการกระทำ ในบริบทของวงการวิชาการ การเรียนการสอน หรือการทำงานในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาอื่นๆเป็นหลัก
ในบทความนี้เราจะทำความรู้จักกับประเด็นสำคัญๆจริยศาสตร์วิชาการโดยเฉพาะในบริบทของสังคมไทย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการคิดการอภิปรายเพิ่มมากขึ้นในวงการวิชาการ ประเด็นเหล่านี้เริ่มจากการลอกเลียนผลงานทางวิชาการ หรือ plagiarism ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นหัวช้อสำคัญและเกิดขึ้นบ่อยมากหัวข้อหนึ่งในจริยศาสตร์วิชาการ นอกจากนี้ก็มีการทุจริตในการสอบ การไม่เคารพเสรีภาพทางวิชาการ การคุกคามความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย และอื่นๆ เราจะเริ่มที่เรื่องที่อาจจะใกล้ตัวผู้อ่านวารสารนี้มากที่สุดก่อน ได้แก่เรื่องการทุจริตในการสอบ

การทุจริตในการสอบ

ปัญหาพื้นฐานที่สุดปัญหาหนึ่งในจริยศาสตร์วิชาการก็เห็นจะได้แก่เรื่องทุจริตในการสอบ โดยทั่วไปเราถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องผิดโดยไม่ต้องสงสัย เพราะการเรียกว่า “ทุจริต” ก็มีนัยยะว่าผิดอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามหากเราพิจารณาลงไปในรายละเอียด ก็อาจจะพบว่าการด่วนตัดสินว่าผิดไปเลยก็อาจจะทำให้ละเลยรายละเอียดบางอย่างที่อาจทำให้การตัดสินเปลี่ยนไปก็ได้ ตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีเช่นในการสอบครั้งหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีระเบียบอยู่ว่านิสิตห้ามนำโทรศัพท์มือถือเข้าไปในการสอบ และห้ามไม่ให้รับโทรศัพท์ในระหว่างการสอบ แต่มีนิสิตคนหนึ่งได้นำเอาโทรศัพท์เข้าไปและโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวได้ดังขึ้นในเวลาสอบ นิสิตคนนั้นก็รีบเอาโทรศัพท์มากดปิด แล้วก็รีบวางลงดังเดิม อาจารย์ผู้คุมสอบเห็นว่านิสิตทำผิดระเบียบก็เลยจะให้นิสิตลงนามรับทราบความผิด เพื่อจะดำเนินการไปยังคณะฯและมหาวิทยาลัยในการลงโทษต่อไป แต่นิสิตอ้างว่าที่ต้องรับโทรศัพท์เป็นเพราะว่าแม่โทรมา และการรับก็เป็นเพียงการกดปิดเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะทุจริตแต่ประการใด และเมื่อให้อาจารย์ตรวจสอบโทรศัพท์ก็พบว่าในโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวไม่มีข้อมูลใดๆที่เกี่ยวข้องกับการสอบเลย ดังนั้นหากจะมีการทำอะไรผิด ก็มีเพียงแต่การทำผิดระเบียบการสอบเรื่องเอาโทรศัพท์เข้าไปเท่านั้น ไม่ใช่การทุจริต แต่อาจารย์ผู้คุมสอบไม่ยอม เรื่องนี้โต้เถียงกันยาวนาน
สาเหตุที่ยกเรื่องนี้มาก็เพราะว่า มีประเด็นทางจริยธรรมตรงที่ว่า การรับโทรศัพท์เป็นการทุจริตในการสอบหรือไม่ การกระทำแบบใดถึงจะเรียกว่า “ทุจริตในการสอบ” ถ้าระเบียบเขียนอะไรว่าทุจริต หรือระเบียบบอกว่าห้ามทำ การกระทำนั้นจะเป็นการทุจริตไปหมดหรือไม่ หากระเบียบเขียนว่าระหว่างการสอบห้ามลุกไปห้องน้ำ ห้ามขออนุญาตผู้คุมสอบไปห้องน้ำ การแอบลุกไปห้องน้ำเพราะเกิดความจำเป็นขึ้นมาจริงๆ จะถือเป็นการทุจริตหรือไม่ และการบังคับตรงนี้อย่างเข้มงวดเกินไปจนนิสิตเกิดปัญหาทางสุขภาพขึ้นมา จะเป็นการทำผิดโดยผู้คุมสอบหรือผู้ออกระเบียบหรือไม่ จะเห็นได้ว่าแม้เรื่องง่ายๆอย่างทุจริตในการสอบ ก็มีรายละเอียดต่างๆที่คาดไม่ถึง และเป็นจุดตั้งต้นให้มีการถกเถียงอภิปรายได้อีกมาก

การลอกเลียนผลงานทางวิชาการ

การลอกเลียนผลงานทางวิชาการ[1] เกิดขึ้นเมื่อคนๆหนึ่งนำเอาข้อเขียนของอีกคนหนึ่งมาใส่ไว้ในงานเขียนของตนเอง แล้วทำเป็นเหมือนกับว่าข้อเขียนนั้นๆเป็นของตนเอง การลอกเลียนนี้เกิดขึ้นทั้งในระดับนักเรียนและนักศึกษา จนถึงระดับอาจารย์นักวิชาการที่มีชื่อเสียง สาเหตุที่การทำเช่นนี้เป็นเรื่องผิดก็เพราะว่า การสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการ ควรจะต้องเป็นผลงานความคิดหรือการค้นคว้าที่ตนเองทำขึ้นมา เพื่อแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆในการอภิปราย หรือเพื่อผลักดันพรมแดนของความรู้ให้ก้าวไปข้างหน้า ดังนั้นหากมีการลอกเลียนก็จะทำให้เชื่อไม่ได้ว่า ผลงานที่ตนเองเสนอออกมานั้น เป็นของตนเองจริงๆ แรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นของตนเองจริงๆก็จะหายไป เราจะดูเรื่องนี้ในรายละเอียดโดยแยกออกเป็นการลอกเลียนในบริบทของการเรียนในชั้น กับในบริบทของการวิจัย
ในบริบทของการเรียนในชั้น จุดมุ่งหมายของการให้นักศึกษาทำรายงานหรือบทความ ก็คือฝึกฝนให้นักศึกษารู้จักวิธีการหาความรู้ และนำเสนอความรู้นั้นในรูปแบบที่เป็นที่ยอมรับ นอกจากนี้บทความยังทำหน้าที่นำเสนอความคิดด้านต่างๆของผู้เรียน ที่ผู้เรียนคิดขึ้นมาเพื่อเสนอแก่เพื่อนๆที่เรียนด้วยกัน และเพื่อแสดงว่าตนเองได้ฝึกฝนตนเองมาเพียงพอที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียนวิชานั้นๆได้ ดังนั้นหากมีการลอกเลียนผลงาน โดยการนำเอาความคิดของผู้อื่นมาใส่เป็นของตน วัตถุประสงค์ตรงนี้ก็จะเสียไป แทนที่การเรียนจะเป็นการฝึกฝนการคิดด้วยตนเอง ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากๆแก่ตนเองในอนาคต การเรียนก็จะเป็นเพียงการฝึกทักษะในการจัดรูปเล่ม หรือการหาข้อความที่จะนำมาใส่ในบทความเท่านั้น ไม่ได้เป็นการฝึกการคิดของตนเอง วัตถุประสงค์หลักในการจัดการศึกษาก็จะเสียไปเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้สถาบันการศึกษาต่างๆจึงเห็นเรื่องนี้เป็นความผิดร้ายแรงมาก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการลอกเลียนผลงานทางวิชาการจะเป็นความผิดร้ายแรง แต่ก็ปรากฏอยู่เสมอๆว่ามีการทำเช่นนี้อยู่ ทั้งนี้เมื่อบทความหรือข้อเขียนต่างๆสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากๆทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ประกอบกับการคัดลอกข้อความทำได้ง่ายมากด้วยคำสั่ง copy and paste ดังนั้นจึงปรากฏว่านักเรียน นิสิต นักศึกษาต่างก็ลอกข้อความจากอินเทอร์เน็ตมาใส่ในรายงานของตนเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญก็คือว่า หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิด ทั้งนี้ก็อาจมาจากสาเหตุว่า ในวัฒนธรรมไทยโบราณ การคัดลอกข้อความจาก “แหล่งอ้างอิง” ที่เป็นที่เคารพนับถือ นอกจากจะไม่มีความผิดใดๆแล้ว ยังได้รับการสนับสนุนอีกด้วย เพราะฐานคิดอยู่ที่ว่า ตนเองไม่สามารถคิดอะไรได้เอง ต้องอาศัยแหล่งอ้างอิงซึ่งอาจจะเป็นตำราโบราณหรือครูบาอาจารย์ที่ตนเองนับถือเป็นอย่างมาก การอ้างอิงท่านเหล่านี้และการคัดลอกมาคำต่อคำ จึงทำกันเหมือนกับว่าเป็นปกติ อย่างไรก็ตามเมื่อธรรมเนียมทางวิชาการของไทยแต่โบราณ มาปะทะกับธรรมเนียมปฏิบัติของวิชาการในโลกสมัยใหม่ ก็เกิดความขัดแย้งกันขึ้น ผลของความขัดแย้งนี้ก็คือว่า หลายคนไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องห้ามไม่ให้มีการลอก และเมื่อไม่เข้าใจก็ยังลอกอยู่อย่างนั้น หรือหาวิธีหลบเลี่ยงในรูปแบบต่างๆ ซึ่งในสังคมไทยมักจะมาในรูปแบบของการใช้อำนาจในทางที่ผิด เช่นผู้เรียนว่าจ้างให้คนอื่นมาทำงานให้ตนเอง จะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีบริษัทรับจ้างเขียนบทความให้นักศึกษา นักศึกษาสามารถเลือกได้ว่าจะให้เขียนบทความเรื่องอะไร มีการกำหนดราคาไว้ต่างๆกัน การมีบริษัทรับจ้างเขียนบทความเช่นนี้ นับเป็นการทำผิดจริยธรรมวิชาการเป็นอย่างยิ่ง และเป็นภัยอันตรายต่อการทำงานของมหาวิทยาลัย และเป็นผลเสียอย่างยิ่งแก่นักศึกษาเอง

การขายปริญญากับการใช้อำนาจกำกับดูแลโดยรัฐ

การว่าจ้างบริษัทภายนอกให้มาทำวิทยานิพนธ์ให้ หรือทำรายงานในวิชาต่างๆให้ ถือเป็นการทำผิดหลักจริยธรรมวิชาการอย่างร้ายแรงดังที่ได้กล่าวไปแล้ว อย่างไรก็ตามการกระทำนี้เป็นการกระทำโดยผู้เรียนเอง แต่การขายปริญญาเป็นการทำผิดจริยธรรมทางวิชาการที่ทำโดยสถาบันการศึกษาเอง มหาวิทยาลัยในประเทศไทยบางแห่งมีเรื่องเล่ากันว่า มีนโยบาย “จ่ายครบจบแน่” หรือ “หากไม่จบยินดีคืนเงิน” ซึ่งก็คือขายปริญญานั่นเอง ทางแก้เรื่องนี้มักอยู่ที่ว่าให้สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติ (สกอ.) เป็นผู้กำกับดูแล แต่ สกอ. ก็ต้องระวังว่าการใช้อำนาจกำกับดูแลนั้นจะต้องไม่กลายเป็นว่ามหาวิทยาลัยต่างๆกลายมาเป็นองค์กรในสังกัดที่อยู่ใต้ สกอ. เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็จะเป็นการละเมิดหลักความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่าเป็นหลักที่จำเป็นต่อความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย มีผู้เสนอเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า แทนที่ สกอ. จะมีอำนาจในการอนุมัติหรือเพิกถอนหลักสูตร หรือแม้แต่ยุบมหาวิทยาลัย สกอ. ควรมีอำนาจเพียงแต่วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและประกาศผลการวิเคราะห์ออกมาเท่านั้น ส่วนการอนุมัติหลักสูตรควรเป็นอำนาจของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งอย่างเป็นอิสระ หากหลักสูตรของมหาวิทยาลัยใดไม่เป็นที่ยอมรับ เช่นได้ปริญญามาง่ายๆด้วยการซื้อหาเหมือนกับสินค้าในตลาด ก็จะเป็นการชอบที่สังคมจะไม่ยอมรับมหาวิทยาลัยนั้น ด้วยการประกาศไม่รับคนจบมหาวิทยาลัยนั้นเข้าทำงานในบริษัทของตน แต่ความเป็นอิสระในการเปิดหลักสูตร ก็ยังควรจะเป็นอำนาจของมหาวิทยาลัยนั้นๆอยู่ และการไม่ยอมรับของสังคมจะเป็นแรงกดดันให้มหาวิทยาลัยนั้นต้องปรับเปลี่ยนและเพิ่มคุณภาพของตนเอง โดยที่ไม่มีการเข้าไปบังคับอย่างเป็นทางการ การคิดเช่นนี้มาจากหลักการว่า ความเป็นอิสระหรือ autonomy ของมหาวิทยาลัยควรเป็นหลักการสูงสุดที่ไม่มีหลักอื่นใดมาล้ม เนื่องจากความเป็นอิสระเป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อการพัฒนาวิชาการของมหาวิทยาลัย หาก สกอ. (ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาล) เข้าไปเป็นเจ้านายมหาวิทยาลัยต่างๆแบบที่เป็นมาในอดีต ความเป็นอิสระตรงนี้ก็จะหายไป และโอกาสที่มหาวิทยาลัยดีๆที่มีคนตั้งใจทำงานเพื่อวิชาการจริงๆจะพัฒนาการสอนการวิจัยและสร้างความรู้ใหม่ๆ ก็จะเกิดขึ้นได้ยาก

เสรีภาพทางวิชาการ

ประเด็นเรื่องการกำกับดูแลมหาวิทยาลัยโดยรัฐมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องเสรีภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัย เสรีภาพทางวิชาการมีความหมายกว้างกว่าเสรีภาพในการพูดและการแสดงออกอยู่บ้าง กล่าวคือเสรีภาพทางวิชาการรวมไปถึงเสรีภาพในการเลือกหัวข้อวิจัย และหัวข้อที่จะมาบรรจุในหลักสูตร ซึ่งเป็นสิทธิ์ขาดของอาจารย์ผู้สอน และของมหาวิทยาลัยโดยตรง เสรีภาพในการสอนกับการวิจัยนี้ถือเป็นเนื้อหาของ “ความเป็นอิสระ” หรือ autonomy ของมหาวิทยาลัยโดยตรง การวัดว่ามหาวิทยาลัยใดจะเป็นอิสระจากการควบคุมโดยอำนาจภายนอกหรือไม่เพียงใด ก็ดูจากว่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้นๆมีเสรีภาพในการเลือกหัวข้อวิจัยเอง หรือเลือกหัวข้อวิชาการเพื่อบรรจุในหลักสูตรหรือไม่เป็นสำคัญ ในสมัยก่อนที่ภาครัฐเข้ามาควบคุมมหาวิทยาลัยอย่างใกล้ชิด จะมีการบังคับว่าอาจารย์ห้ามทำวิจัยหัวข้อนั้นหัวข้อนี้ หรือห้ามสอนเรื่องนั้นเรื่องนี้ อย่างในยุโรปในราวศตวรรษที่สิบแปดที่แนวคิดแบบ “แสงสว่างทางปัญญา” กำลังเฟื่องฟู ก็มีคำสั่งจากรัฐบาลมายังมหาวิทยาลัยบางแห่งว่า ห้ามสอนและห้ามจัดกิจกรรมที่อภิปรายแนวคิดแสงสว่างทางปัญญา ซึ่งรัฐบาลของบางประเทศในยุโรปมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง ด้วยเหตุนี้จึงเริ่มเกิดมีขบวนการที่ต่อสู้เรื่องเสรีภาพทางวิชาการในมหาวิทยาลัย เพราะแนวคิดแสงสว่างทางปัญญาประกอบด้วยหลักวิทยาศาสตร์ของไอแซค นิวตัน และความคิดสมัยใหม่ในด้านต่างๆ ซึ่งหากห้ามไม่ให้เรียนเรื่องนี้ ประเทศนั้นก็จะไม่มีทางเกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และวิชาการแขนงอื่นๆต่อไปได้ หลักเสรีภาพทางวิชาการจึงมีเนื้อหาว่า อาจารย์แต่ละคนมีเสรีภาพและอิสรภาพเต็มที่ในการออกแบบหลักสูตร เลือกเนื้อหามาสอน และดำเนินการวิจัยตามที่ตนเองเห็นสมควร หลักเสรีภาพทางวิชาการนี้ก็ได้มีการแสดงออกอย่างชัดเจนในงานของนักปรัชญาอิมมานุเอล คานท์ เรื่อง “คำตอบของคำถาม – แสงสว่างทางปัญญาคืออะไร?” ซึ่งคำตอบหลักของคานท์ก็คือเสรีภาพทางวิชาการ รวมไปถึงเสรีภาพในการคิดและการแสดงออก[2]
อย่างไรก็ตาม การที่อาจารย์มหาวิทยาลัยมีเสรีภาพในการสอนและการวิจัย ไม่ได้หมายความว่าเสรีภาพดังกล่าวจะไม่มีขอบเขต แต่ขอบเขตดังกล่าวนี้ต้องมาจากวงการวิชาการด้วยกันเอง หมายความว่าการที่อาจารย์คนหนึ่งจะตีพิมพ์ผลงานอะไรออกมาเผยแพร่ ก็ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพและความถูกต้องของผลงานนั้นโดยวงการวิชาการที่เข้าใจเนื้อหาของงานนั้นๆ กระบวนการนี้เรียกว่า peer review หรือการตรวจสอบความถูกต้องและการมีเนื้อหาใหม่ๆของงานวิจัย การมี peer review เป็นการแสดงว่าการตรวจสอบว่างานวิจัยชิ้นใดควรได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่หรือไม่ เป็นกระบวนการของนักวิชาการด้วยกันเอง ไม่ใช่อะไรที่อำนาจภายนอกจากคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการ จะมาก้าวก่ายได้ ดังนั้นการมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพโดยนักวิชาการด้วยกัน ก็เป็นการแสดงตัวออกอีกทางหนึ่งของเสรีภาพทางวิชาการ การเสนอเนื้อหาในหลักสูตรก็เช่นเดียวกัน โดยทั่วไปหลักสูตรจะเป็นเรื่องของกลุ่มอาจารย์ ไม่ใช่อาจารย์คนเดียว การทำงานเป็นกลุ่มที่สนใจในสาขาวิชาเดียวกันก็หมายความว่า จะมีการตรวจสอบคุณภาพกันเองโดยอัตโนมัติ และตามปกติเมื่อกลุ่มอาจารย์เห็นว่าควรจะเปิดหลักสูตร หรือบรรจุเนื้อหาใดในการสอนในรายวิชาใดตามหลักสูตร ก็จะเสนอเรื่องไปให้มหาวิทยาลัยพิจารณา มหาวิทยาลัยก็จะประกอบด้วยนักวิชาการในสาขาต่างๆ ด้วยเหตุนี้หลักที่ว่ามหาวิทยาลัยควรมีอำนาจเต็มในการบริหารและอนุมัติหลักสูตร ก็เป็นหลักที่สะท้อนเสรีภาพทางวิชาการเช่นเดียวกัน

การเสนอความคิดเห็นต่อสาธารณะ

เสรีภาพอีกประการหนึ่งที่ใกล้ชิดกับเสรีภาพทางวิชาการตามที่เสนอมาในหัวข้อที่แล้ว ได้แก่เสรีภาพของนักวิชาการในการเสนอความคิดเห็นต่อสาธารณะ เสรีภาพในส่วนนี้ใกล้ชิดกับเสรีภาพทางวิชาการมาก จนหลายคนคิดว่าเป็นอย่างเดียวกัน ก็เพราะว่าหากนักวิชาการนำเสนอผลงานของตนเองที่ได้ทำมาอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ หากนำเสนอผลงานดังกล่าวต่อสาธารณะ ก็น่าจะเข้าข่ายเสรีภาพทางวิชาการด้วย แต่หากนักวิชาการคนเดียวกันเสนอความคิดในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะนักวิชาการ ก็เข้าข่ายเสรีภาพในการพูดการแสดงออกตามปกติ ซึ่งในสังคมประชาธิปไตยก็ได้รับความคุ้มครองเสมอเหมือนกัน
ตัวอย่างก็เช่น หากมีนักวิชาการการแพทย์คนหนึ่งเสนอผลงานวิจัยของตนเองเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าแก่สาธารณชน เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้แก่ประชาชน การนำเสนอนี้ก็ได้รับการคุ้มครองจากหลักเสรีภาพทางวิชาการ เนื่องจากตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่หากนักวิชาการคนเดียวกันเสนอความเห็นต่อสาธารณะในเรื่องที่เป็นเรื่องนโยบายทั่วไป เช่นเสนอความเห็นว่าควรจะยกเลิกนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เนื่องจากสิ้นเปลือง การเสนอนี้ก็จะเป็นการเสนอในฐานะของคนธรรมดา ไม่ใช่ในฐานะนักวิชาการโรคพิษสุนัขบ้า ก็ได้รับความคุ้มครองเหมือนกัน แต่จะเป็นเรื่องของเสรีภาพในการพูดการแสดงออกทั่วไปมากกว่าเสรีภาพทางวิชาการ หมายความว่าคนธรรมดาคนอื่นๆย่อมสามารถวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอนี้ได้ ในขณะที่หากเขาพูดเรื่องโรคพิษสุนัขบ้าในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ก็จะมีแต่ผู้เชี่ยวชาญโรคเดียวกันเท่านั้นที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอของเขาตรงนี้ได้
ทั้งหมดนี้พูดอีกนัยหนึ่งก็คือว่า นักวิชาการจะมีสิทธิในการอ้างความเป็นนักวิชาการของตนเพื่อให้คนอื่นเชื่อตาม ก็ต่อเมื่อพูดในเรื่องที่ตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่หากมาพูดในเรื่องนโยบายสาธารณะที่เป็นเรื่องของทุกคน ก็จะเป็นการพูดในฐานะประชาชนธรรมดาๆที่เป็นพลเมืองของรัฐเท่านั้น ไม่ใช่นักวิชาการ ซึ่งประชาชนคนอื่นๆก็ย่อมสามารถเข้าใจและวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอของเขาได้เต็มที่ ข้อแตกต่างระหว่างเสรีภาพทางวิชาการกับเสรีภาพการพูดโดยทั่วไปก็อยู่ตรงนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพแบบไหน รัฐในสังคมประชาธิปไตยมีหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองเสรีภาพทั้งสองแบบนี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากการมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จะเป็นหลักประกันว่าพลเมืองแต่ละคนได้รับสิทธิอำนาจในการปกครองประเทศอย่างเท่าเทียมกันกับประชาชนคนอื่นทุกๆคน หากไม่มีตรงนี้แล้วการปกครองแบบประชาธิปไตยก็ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้

สรุป

จะเห็นได้ว่าเรื่องเสรีภาพในการพูดการแสดงออกโดยทั่วไป ทำให้นักวิชาการในสถาบันการศึกษาวิจัย หมดสภาพความเป็นนักวิชาการ กลายไปเป็นพลเมืองธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นเรื่องการพูดต่อที่สาธารณะของนักวิชาการ ถึงแม้ว่าจะใกล้ชิดกับประเด็นต่างๆในจริยศาสตร์วิชาการ แต่ก็ไม่ใช่อย่างเดียวกัน อย่างไรก็ตาม สังคมก็มักจะยกย่องให้เกียรตินักวิชาการที่ออกมาพูดในที่สาธารณะเช่นนี้ โดยจะรับฟังเสียงของนักวิชาการมากกว่าเสียงของประชาชนทั่วไป ซึ่งมาจากว่านักวิชาการมักพูดอย่างมีระบบ มีเหตุมีผลชัดเจน แต่ประชาชนทั่วไปก็สามารถพูดแบบนี้ได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตยที่เน้นหนักเรื่องการศึกษาของพลเมือง ดังนั้นการยกย่องนักวิชาการในแง่นี้จึงเป็นเพียงการยกย่องอย่างไม่เป็นทางการเท่านั้น ไม่มีหลักการทางปรัชญาใดๆมารองรับ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร บทความนี้ก็มุ่งเสนอสาขาหนึ่งของจริยศาสตร์ประยุกต์ คือจริยศาสตร์วิชาการ ซึ่งในต่างประเทศมีการสนใจศึกษาวิจัยกันพอสมควร ก็สมควรที่นักปรัชญาและนักวิชาการแขนงใกล้เคียงจะสนใจศึกษาต่อไป

เชิงอรรถ

[1] จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสนอให้ใช้คำว่า “ลักลอก” ทางวิชาการ ดู กัญจนา บุณยเกียรติ, การลักลอกงานวิชาการและวรรณกรรม (Plagiarism) (กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554) และ “การคัดลอกงานทางวิชาการและวรรณกรรม” สืบค้นได้ที่ http://research.dusit.ac.th/new_ver/pdf/plagiarism.pdf

[2] อิมมานุเอล คานท์, “คำตอบของคำถาม – แสงสว่างทางปัญญาคืออะไร?” แปลโดยโสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s