การสอนปรัชญาในโรงเรียน

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ผมได้เข้าร่วมประชุมกับกลุ่มการศึกษาเพื่อความเป็นไท แล้วก็กลุ่ม “จับตรรกวิบัติ” ร่วมกับอาจารย์อีกสี่ห้าท่าน ประชุมกันเรื่องการเรียนการสอนปรัชญาในโรงเรียน เป้าหมายก็เพื่อช่วยกันคิดว่า จะทำอย่างไรให้มีการเรียนการสอนวิชาปรัชญากับตรรกวิทยาในโรงเรียนมัธยม เหตุผลที่เราคิดกันว่าน่าจะหาทางให้มีการเรียนสองวิชานี้ก็คือว่า วิชาปรัชญากับตรรกวิทยาเป็นวิชาที่เน้นความคิด และเน้นที่รูปแบบที่ถูกต้องของการคิด มากกว่าจะเน้นเนื้อหา การเรียนของนักเรียนในโรงเรียนประถมมัธยมในโรงเรียนทั่วๆไปในประเทศไทย (แต่ในการประชุมคราวนี้เราเน้นที่โรงเรียนมัธยมก่อน) จะเน้นไปที่เนื้อหาเป็นหลัก ซึ่งเป็นการสุดโต่งเกินไป และไม่เป็นผลดีแก่คุณภาพการเรียนการสอน และไม่เป็นการผลิตนักเรียนที่มีคุณภาพให้แก่ประเทศ โดยคุณภาพดังกล่าวได้แก่การที่นักเรียนรู้จักคิด รู้จักถามคำถาม รู้จักแนวทางในการวิพากษ์วิจารณ์ รู้จักการสงสัยในสิ่งที่ตนเองเรียน ไม่เชื่ออะไรโดยง่าย ซึ่งคุณสมบัติเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญมากๆของการเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย และเป็นทรัพยากรบุคคลที่มีค่าในโลกสมัยใหม่

เราแบ่งโจทย์ออกเป็นสองหัวข้อใหญ่ๆคือ รูปแบบที่ควรจะเป็นของบรรจุวิชาปรัชญา/ตรรกวิทยาเข้าไปในหลักสูตร กับแนวทางในการผลักดันเรื่องนี้เข้าไปเป็นวาระระดับชาติ อย่างไรก็ตามเนื่องจากประเด็นแรกมีความซับซ้อน ที่ประชุมจึงคุยกันแต่เรื่องนี้ ซึ่งก็หมายความว่าเราคงจะต้องมีการประชุมครั้งต่อๆไปจากครั้งนี้

ในการอภิปรายเรื่องรูปแบบที่ควรจะเป็นของการบรรจุวิชาปรัชญา/ตรรกวิทยาเข้าไปในหลักสูตรระดับมัธยม ประเด็นที่ถกเถียงกันก็คือว่า เราควรจะเพิ่มรายวิชาปรัชญาหรือตรรกวิทยา (หรือวิชาที่มีส่วนผสมของทั้งคู่) เข้าไปเป็นวิชาใหม่ในหลักสูตร หรือเราควรจะเอาวิธีการเรียนและการสงสัยแบบปรัชญา รวมทั้งการวิเคราะห์ความถูกต้องของการอ้างเหตุผลตามหลักตรรกวิทยา เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนวิชาต่างๆที่มีอยู่แล้วในหลักสูตร ที่ประชุมก็แบ่งออกเป็นสองข้างชัดเจน อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะการพูดคุยเรื่องนี้ในต่างประเทศก็มีการถกเถียงแบบนี้ จนกลายเป็นหัวข้อวิจัย มีการเขียนบทความลงในวารสารวิจัยเป็นจำนวนค่อนข้างมาก แต่อย่างไรก็ตามการเขียนบทความกับการทำวิจัยก็เรื่องหนึ่ง แต่การผลักดันวาระเชิงนโยบายก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ต้องดำเนินคู่ขนานกันไป ไม่เช่นนั้นนโยบายจะไม่เกิดเป็นรูปธรรมเสียที

ฝ่ายที่บอกว่าควรมีวิชาปรัชญา/ตรรกวิทยามีเหตุผลว่า สองวิชานี้มีบทบาทหลักในการสร้างคุณสมบัติแบบที่กล่าวมา โดยที่วิชาอื่นมีบทบาทนี้เป็นเพียงบทบาทรองเท่านั้น การมีวิชาปรัชญากับตรรกวิทยาจึงเป็นการให้หลักประกันว่า การสร้างคุณสมบัติ “คิดเป็น” “ช่างสงสัย” “คิดได้ถูกต้อง” (ไม่มี “ตรรกวิบัติ”) เหล่านี้ จะเกิดขึ้นในหลักสูตรแน่นอน นกจากนี้การมีการเรียนปรัชญาโดยตรง ก็จะเปิดโอกาสให้นักเรียนได้มาเข้าชั้น “อภิปราย” ซึ่งก็จะพูดคุยกันเกี่ยวกับประเด็นต่างๆที่เป็นที่ถกเถียงของสังคมในเวลานั้นๆได้อย่างลึกซึ้งพอสมควร เช่นเรื่องปัญหาแม่อุ้มบุญ การเก็บภาษีมรดก การใช้พีช GMO ในการเกษตร ฯลฯ (หรือรวมไปถึงปัญหาความชอบธรรมของการทำรัฐประหาร หากบรรยากาศเหมาะสม)

อีกประการหนึ่ง ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงว่ามีการสอนปรัชญาอย่างเข้มข้นในชั้นมัธยม แล้วก็มีการสอบวิชานี้เป็นส่วนหนึ่งของการสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วโลกถึงความยากของวิชานี้ การมีวิชานี้ในหลักสูตรชั้นมัธยมที่นักเรียนทุกคนต้องเรียน ทำให้ประเทศฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มีบรรยากาศทางวิชาการสูงมาก ทุกคนรู้จักรากฐานอารยธรรมทางปรัชญาของตนเอง คือรู้จักนักปรัชญาคนสำคัญๆอย่างเพลโต อาริสโตเติล เดส์การ์ตส์ เป็นอย่างดีมากๆ มากกว่าคนที่เรียนในประเทศอื่นๆ การถกเถียงทางปรัชญา หรือการถกเถียงทางความคิดก็เลยเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมฝรั่งเศส และมีส่วนสำคัญทำให้วิชาการของฝรั่งเศสโดยเฉพาะในด้านปรัชญากับมนุษยศาสตร์แขนงอื่นๆก้าวหน้าเป็นอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่บอกว่าควรจะเอาปรัชญากับตรรกวิทยาเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนวิชาอื่นๆก็บอกว่า การบรรจุวิชาใหม่ลงไปในหลักสูตรนั้นเป็นเรื่องยาก ที่ยากที่สุดก็คือเราจะฝึกครูให้สอนวิชานี้เป็นได้อย่างไร นอกจากนั้นคุณสมบัติต่างๆที่อยากให้เกิดขึ้นจากการเรียนปรัชญา เช่นการรู้จักคิด สงสัย ถกเถียง ฯลฯ ก็เป็นเป้าหมายการเรียนของวิชาอื่นๆอยู่ด้วยแล้ว ผู้สอนเพียงแต่เน้นเรื่องเหล่านี้มากขึ้นในการสอนวิชาอื่นๆเหล่านั้นเท่านั้น ตัวอย่างที่ถกกันในที่ประชุมก็คือวิชาประวัติศาสตร์ ที่ผ่านมาการเรียนการสอนวิชานี้มักประกอบด้วยการให้จำรายละเอียดของเหตุการณ์ เช่นปี พ.ศ. ของเหตุการณ์นั้นๆ โดยไม่ได้ชี้แจงให้นักเรียนเข้าใจว่าเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นได้อย่างไร และมีความสัมพันธ์กับเหตการณ์ในช่วงอื่นๆของประวัติศาสตร์ รวมทั้งสถานการณ์ในปัจจุบันได้อย่างไร หรือถ้ามีการชี้แจง ก็จะประกอบด้วยการให้นักเรียนอ่านและจดจำคำชี้แจงจากฝ่ายเดียวตามที่ปรากฏในตำรา ซึ่งก็ไม่ได้แก้ปัญหาอะไร แทนที่จะให้นักเรียนอ่านงานของนักประวัติศาสตร์จากหลายสำนัก เพื่อให้เกิดการอภิปรายว่าแต่ละสำนักมีเหตุผลอย่างไร และจะประเมินเหตุผลดังกล่าวอย่างไร การประเมินเหตุผลก็คือการฝึกให้คิดตามเป้าหมายของการเรียนวิชาปรัชญานั่นเอง จึงไม่จำเป็นต้องให้เรียนปรัชญาแยกต่างหาก

นอกจากนี้อาจารย์ท่านหนึ่งในที่ประชุมก็บอกว่า เรื่องเป้าหมายของการเรียนที่ให้ผู้เรียนคิดเป็น ช่างสงสัยนี้ มีมานานแล้วในหลักสูตรของไทย ก็ปัญหาอยู่ที่ผู้สอนไม่รู้วิธีในการแปลความหมายจากหลักสูตร ให้กลายเป็นแนวทางการสอนในห้องเรียนที่ถูกต้อง ผลก็คือผู้สอนสอนวิชาเหล่านี้แบบเดียวกับที่ตนเองเคยเรียนมาในมหาวิทยาลัย ก็คือบรรยายอย่างเดียว แล้วก็ไม่มีการเปิดโอกาสให้มีการอภิปราย หากเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่า ปัญหาพื้นฐานจริงๆของระบบการศึกษาไทย อยู่ที่คุณภาพของครูผู้สอนเป็นหลัก ปัญหาอีกอย่างก็คือความใหญ่โตอุ้ยอ้ายของระบบการศึกษาของรัฐ ที่กว่านโยบายจากส่วนกลางจะลงไปสู่ภาคปฏิบัติในห้องเรียนได้ ก็จะต้องผ่านขั้นตอนกระบวนการต่างๆมากมาย จนหลายครั้งความตั้งใจของส่วนกลางถูกแปรเปลี่ยนไปโดยครูผู้สอนในท้องถิ่นจนไม่เหลือเค้าเดิม วิธีแก้ก็อาจจะเป็นว่า ให้อิสระแก่โรงเรียนต่างๆจัดการเรียนการสอนตามที่ตนเองเห็นสมควร และเมื่อโรงเรียนใดมีวิธีการที่ได้ผล โรงเรียนอื่นๆก็จะสนใจนำเอาวิธีการนั้นไปใช้ในโรงเรียนของตนบ้าง แทนที่จะจัดการอบรมพร้อมๆกับทั่วทุกภาคที่ส่วนกลางจัดมาโดยตลอด

ที่ประชุมในวันอังคารจบลงด้วยการยังไม่มีข้อยุติว่าระหว่างทางเลือกสองทางนี้ควรจะเลือกทางใด แต่ไม่ว่าจะเลือกทางใด ที่ประชุมทุกคนเห็นพ้องกันว่า ระบบการศึกษาแบบที่เป็นอยู่ของไทย ทิ้งไว้เช่นนี้ไม่ได้แน่นอน จะต้องมีการปรับเปลี่ยนหรือปฏิรูปกันอย่างมาก การเสวนาเรื่องนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไป

12017587_1636503536611889_7344084054899700909_o

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s