ทำอย่างไรงานวิจัยของไทยจึงจะมีคุณภาพมากขึ้น

ผมคิดเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องมาตลอดครับ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมากต่อคุณภาพของมหาวิทยาลัยไทย และคุณภาพของระบบการศึกษากับคุณภาพของคนไทยเองทั้งหมด แล้วผมก็มีประสบการณ์การอ่านกับประเมินงานวิจัยของอาจารย์และนิสิตนักศึกษามาระยะเวลาหนึ่ง ก็เลยเอาที่สังเกตเห็นมาเล่ากันฟังตรงนี้

ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่ทำให้งานวิจัย (บทความวิชาการ วิทยานิพนธ์) ของไทยโดยทั่วไปไม่ค่อยได้ไปไหน ก็คือว่างานเหล่านี้ขาดมิติของการโต้แย้งกับการอ้างเหตุผลครับ เรื่องนี้ต้องขยายความกันยาว เลยต้องมาเขียนในนี้ ลักษณะของงานเหล่านี้มักจะเป็นการบรรยายภาพเสียเป็นส่วนมาก เช่น “ทัศนคติของคนกลุ่มนี้ต่อเรื่องนี้” โดยไม่ได้มีการอ้างว่าการศึกษาทัศนคติตรงนี้ทำให้คนในวงการวิชาการสาขาวิชานั้น รู้อะไรเพิ่มมากขึ้นในสาขาวิชาของตนเอง ตรงนี้สำคัญมาก เพราะ “สาขาวิชาการ” ไม่ได้หมายความอะไรมากไปกว่าการที่นักวิชาการกลุ่มหนึ่งมารวมตัวกัน แล้วก็พูดคุยกันเพื่อหาความรู้ร่วมกัน นักประวัติศาสตร์ก็มารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ทางประวัติศาสตร์ นักสังคมวิทยาก็มารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ทางสังคมวิทยา สิ่งที่นักประวัติศาสตร์เสนอขึ้นมาเป็นงานวิจัยในวิชานี้ ก็คือผลงานการเสนอความรู้ที่ให้นักประวัติศาสตร์ด้วยกันอ่าน ซึ่งลักษณะของการพูดคุยก้นต่อเนื่องแบบนี้ก็คือว่า ต้องมีเรื่องที่พูดคุยกันมาก่อนแล้ว มีปัญหาที่สนใจร่วมกัน เช่นนักประวัติศาสตร์กลุ่มหนึ่งอาจสนใจว่า สงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้นได้เพราะอะไร เรื่องนี้เป็นหัวข้อที่ซับซ้อนมากๆ เพราะมีปัจจัยมากมายหลายอย่าง นักประวัติศาสตร์คนหนึ่งอาจเสนอว่า เกิดขึ้นเพราะแนวคิดชาตินิยม เช่นที่เกิดขึ้นในคาบสมุทรบอลข่าน อีกคนอาจเสนอว่า มาจากการแข่งขันกันสะสมอาวุธ ลักษณะเช่นนี้ทำให้งานวิจัยมีความต่อเนื่อง นักประวัติศาสตร์ที่สนใจจะสานต่อการสนทนาหาความรู้ในเรื่องนี้ ก็เสนอแง่มุมใหม่ๆในการวิเคราะห์ว่าสงครามโลกครั้งที่หนึ่งเกิดขึ้นได้เพราะอะไร ซึ่งแน่นอนว่าต้องไม่เหมือนกับที่เคยมีคนพูดกันมา เพราะเรากำลังสนใจว่าการสนทนาจะต่อออกไปข้างหน้าได้อย่างไรมากกว่า

พูดในภาพรวมก็คือว่า งานวิจัยควรจะเป็นงานที่สานต่อการพูดคุยที่นักวิชาการทำร่วมกันเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่ง ดังนั้นงานวิจัยประเภท “ทัศนคติของคนกลุ่มนี้ต่อเรื่องนี้” จึงต้องเป็นการสานต่อการพูดคุยแบบนี้ด้วย ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าการศึกษาทัศนคติทำไม่ได้ แต่หมายความว่าการศึกษานั้นจะต้องอยู่ในบริบทของการร่วมกันตอบปัญหาที่สนใจร่วมกัน ตัวอย่างเช่นนักวิชาการอาจมีความสนใจร่วมกันว่า ทัศนคติต่อการสูบบุหรี่ จะแปรผันกับปริมาณการโฆษณาของบริษัทบุหรี่อย่างไร ก็มีการศึกษาเรื่องนี้ในประเทศต่างๆ รวมทั้งในประเทศไทย แล้วก็มีการทำให้การศึกษานี้ละเอียดมากขึ้น เช่นโฆษณาแบบนี้ ก่อให้เกิดทัศนคติอย่างไร ถ้าเป็นอีกแบบ ทัศนคติจะเปลี่ยนไปอย่างไร แล้วก็มีตัวแปรทางภูมิศาสตร์เข้ามา เช่นถ้าเป็นสหรัฐ จะเป็นอย่างไร ถ้าเป็นประเทศไทยจะเป็นอย่างไร งานที่น่าสนใจจะเป็นงานที่วางตัวเองอยู่ในบริบทของการสานต่อการแก้ปัญหาร่วมกันแบบนี้ แต่ถ้าเป็นงานโดดๆ เช่นอยู่ดีๆมาบอกว่า ทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อการสอนของพระในโรงเรียนประถมในอำเภอนั้นอำเภอนี้ มันมองไม่ออกว่ามันวางตัวแบบดังกล่าวได้อย่างไร นี่เป็นอาการที่เกิดขึ้นร่วมกันของงานวิจัยไทยส่วนใหญ่ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ต้องแก้

แล้วที่ผมบอกว่างานวิจัยที่มีคุณภาพจะต้องมีมิติของการโต้แย้ง ก็อยู่ตรงนี้ด้วย อย่างงานประวัติศาสตร์ ถ้ามีงานหนึ่งบอกว่า ที่งานก่อนหน้าบอกว่าสาเหตุหลักของการเกิดสงครามโลก ไม่น่าจะเป็นชาตินิยม แต่น่าจะเป็นการสั่งสมอาวุธมากกว่า งานจะน่าสนใจขึ้นมาทันที เพราะมีประเด็นที่มาโต้แย้งกัน เรื่องบุหรี่ก็แบบเดียวกัน เช่นอาจมีงานหนึ่งบอกว่า ทัศนคติในเชิงบวกต่อการสูบบุหรี่ มักจะมาจากการเห็นดาราที่มาเป็น presenter แต่อีกงานหนึ่งบอกว่า ไม่ใช่ แต่เป็นการสนับสนุนของบริษัทบุหรี่ต่องานแสดงต่างๆ เช่นการแข่งกีฬามากกว่า เรื่องนี้ก็จะน่าสนใจมากขึ้น และก็น่าสนใจสำหรับคนที่กำลังมองหาการสร้างทัศนคติในเชิงลบต่อการสูบบุหรี่มาแข่งขันด้วย แต่ถ้าเป็นงานโดดๆที่ทำไปเฉยๆ เพื่อบรรยายภาพนิ่งๆ โดยไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องที่นักวิชาการพูดกันอยู่ มันก็ไม่น่าสนใจ แล้วก็เลยกลายเป็นไม่มีคุณภาพไปด้วย อย่างงานวิจัยเรื่องทัศนคติของนักเรียนที่มีต่อการสอนของพระ ถ้ามีการโต้แย้งว่า พระสอนแบบนี้ทำให้ทัศนคติของนักเรียนคือหลับทั้งห้อง ดังนั้นควรสอนอีกแบบ ขัดกับที่งานวิจัยก่อนหน้าเสนอมา หรือจะเสนอแง่มุมใหม่ที่สนับสนุนประเด็นบางประเด็นของงานวิจัยก่อนหน้าได้อย่างไร อย่างนี้จะทำให้น่าสนใจขึ้นมาทันที

ดังนั้นเวลาทำวิจัย เขาถึงแนะนำว่าต้องทำ “ทบทวนวรรณกรรม” เพราะจะได้ทำให้ผู้วิจัยรู้ว่าการสนทนาในสาขาแคบๆของตนเองเป็นอย่างไร และจะวางงานวิจัยของตนเองเข้าไปในบริบทนั้นได้อย่างไร การฝึกฝนความคิดเช่นนี้ไม่อาจทำได้ด้วยการฝึกเพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ต้องมาจากการศึกษาที่บ่มเพาะความสามารถและความกล้าในการตั้งคำถามและการสงสัยมาเป็นเวลานาน ดังนั้นเรื่องคุณภาพของงานวิจัยในระดับอุดมศึกษา ไม่ว่าจะเป็นของนิสิตหรือของอาจารย์ จึงผูกพันอยู่กับคุณภาพการศึกษาระดับประถมมัธยมอย่างหนีไม่พ้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s