อย่างไรบ้างจึงจะถือว่า “ลักลอก”?

เมื่อตอนบ่ายวันนี้ผมได้เอาเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเกี่ยวกับข้อแนะนำเรื่องการระวังไม่ให้มีการ “ลักลอก” ผลงานทางวิชาการ มาลงในเฟสบุ๊ค ปรากฏว่าเนื้อหาดีและละเอียดมาก ผมเลยคิดว่าน่าจะสรุปความเอามาลงในนี้ ตอนแรกคิดว่าจะแปลทุกคำแต่ปรากฏว่าทำไม่ไหวเพราะเนื้อหาเยอะ คงต้องให้คนที่มีเวลามากกว่าผมเป็นคนทำ ในบล๊อกนี้คงทำได้แต่เพียงสรุปย่อๆแล้วใครที่สนใจก็ไปอ่านต่อเอาเองได้

ก่อนอื่นต้องพูดถึงคำว่า “ลักลอก” ก่อน คำนี้แปลมาจากคำว่า “plagiarism” ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายความถึงการนำเอาความคิดที่ปรากฏในข้อเขียนของผู้อื่นเอามาใส่ในงานเขียนของตนเพื่อให้ปรากฏว่าความคิดหรือข้อเขียนนั้นเป็นของตนเอง คำว่า “ลักลอก” นี้อาจารย์จุฬาท่านหนึ่งเป็นคนคิด ผมจำไม่ได้แล้วว่าใคร ก็ต้องขอขอบคุณท่านมา ณ ที่นี้ ความหมายที่ท่านต้องการก็คือว่า การทำ plagiarism เป็นทั้งการ “ลัก” คือถือเอาของผู้อื่นมาเป็นของตนโดยเจ้าของไม่ได้อนุญาตและไม่รู้ตัว กับ “ลอก” ก็คือก๊อปปี้ ซึ่งก็ให้ความหมายที่ค่อนข้างชัดเจน

คำว่า “plagiarism” มาจากภาษาละตินว่า “plagiarius” แปลว่า “คนจับตัวเรียกค่าไถ่” รากศัพท์ของคำนี้ก็มาจากคำว่า “plaga” ที่แปลว่าตาข่าย ก็หมายความว่าโจรเรียกค่าไถ่จะใช้ตาข่ายจับตัวเหยื่อ ต่อมาความหมายของคำนี้ก็เปลี่ยนไป แต่แกนหลักก็ยังคงเดิม คือเป็นเรื่องของการขโมย

ปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือว่า หลายคนยังไม่คิดว่าเป็นเรื่องผิด และที่แย่ไปกว่านั้นคือมีการสอนกันผิดๆว่าเวลาทำรายงานหรือค้นคว้าหาความรู้ นักเรียนสามารถทำเช่นนี้ได้โดยไม่เป็นความผิด แล้วก็ทำกันต่อมาเรื่อยๆจนมาถึงมหาวิทยาลัยก็ยังทำอยู่ และที่แย่ไปกว่านั้นคือมาถึงระดับปริญญาโทปริญญาเอก บางทีก็ปรากฏว่ายังทำกันอยู่ แต่การที่เรื่องนี้มีคนทำกันมาก ไม่ได้ทำให้การกระทำนี้กลายเป็นการกระทำที่ถูกต้องขึ้นมาได้ สาเหตุที่การลักลอกเป็นการกระทำผิดก็คือว่า เป้าหมายของการเรียนในมหาวิทยาลัยและในโรงเรียน ก็คือการได้ความรู้ที่เป็นของตัวเอง และการที่เราจะแน่ใจได้ว่าความรู้ที่รายงานมาในบทความเป็นความรู้ที่เราคิดได้เอง หาได้เองก็คือระบบการอ้างอิง ระบบนี้มีรากฐานอยู่ว่า หากเรายกความคิดของใครมา หรือข้อความของใครมา (ซึ่งก็เป็นอย่างเดียวกัน เพราะความคิดก็ต้องปรากฏในข้อเขียนหรือในรูปของภาษาเขียนอยู่แล้ว) เราก็จะต้องให้เกียรติแก่เจ้าของความคิดนั้นด้วยการบอกว่าใครเป็นเจ้าของความคิดนี้ ตัวอย่างเช่น เรารู้ได้ว่าอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เป็นเจ้าของทฤษฎีสัมพัทธภาพ แต่หากเกิดเหตุการณ์ขึ้นมาว่า ไอน์สไตน์เป็นคนคิดทฤษฎีนี้ได้แล้วเขียนงานออกมา ปรากฏว่ามีอีกคนหนึ่งขโมยความคิดของไอน์สไตน์ไปแล้วเอาความคิดนี้ไปตีพิมพ์เผยแพร่ประกาศออกไปทั่วว่า เป็นผลงานทฤษฎีของตนเอง โลกก็จะไม่รู้จักไอน์สไตน์ แต่รู้จักจอมลวงโลกคนนี้แทน ผลเสียก็คือว่านักวิทยาศาสตร์และนักวิชาการ ก็จะไม่คิดค้นความรู้ใหม่ใดๆ แต่จ้องจะขโมยความคิดของผู้อื่นแทน ความรู้ไม่ใช่อะไรที่เราสามารถเดินๆไปตามถนนแล้วหยิบเอามาได้ แต่กว่าจะได้มาต้องลงทุนลงแรงลงความคิด เหนื่อยยากกว่าจะได้มา แต่ถ้าเรายอมให้มีการขโมยกันได้ง่ายๆโดยไม่เป็นความผิด ก็จะไม่มีใครอยากจะลงทุนลงแรงขนาดนี้

กลับมาที่เว็บของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด คำถามที่เป็นหัวข้อของหน้าเว็บนี้ก็คือว่า “อะไรถือว่าเป็นการลักลอกทางวิชาการ?” คำตอบได้แก่ verbatim plagiarism, mosaic plagiarism, inadequate paraphrase, uncited paraphrase, uncited quotations, และ using material from another student’s work เรามาดูกันไปทีละอย่าง

verbatim plagiarism เป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยที่สุด และปรากฏเป็นความผิดชัดเจนที่สุด ความหมายก็คือการคัดลอกจากต้นฉบับแบบคำต่อคำ เหมือนกับลากเมาส์ไปที่ข้อความ แล้วสั่งก๊อปปี้ แล้วเอามาแปะในงานของเรา หากในงานเขียนของเรา เรามีความจำเป็นที่จะต้องทำแบบนี้ แบบแผนการเขียนงานวิชาการมีอยู่ว่า เราต้องแยกเอาคำพูดของผู้อื่นออกมาให้เห็นชัดเจนว่าไม่ใช่ของเรา อาจจะด้วยการใช้เครื่องหมายคำพูด ถ้าข้อความไม่ยาวมาก หรือด้วยการแยกออกมาเป็นย่อหน้าต่างหากและกั้นซ้ายให้ร่นเข้ามาทางขวา เพื่อให้เป็นที่สังเกตชัดเจนว่าไม่ใช่คำพูดของเรา

mosaic plagiarism คือการคัดลอกแบบตัดแปะทีละส่วนๆ เหมือนกับต่อจิ๊กซอว์หรือภาพโมเสก แทนที่จะยกคำพูดจากต้นฉบับมายาวๆ ก็ยกมาทีละส่วน ทีละนิดละหน่อย แล้วมาเขียนเชื่อมให้ดูเหมือนว่าตัวเองเขียนเองไม่ได้ลอกเขามา แต่จริงๆก็คือลอกเหมือนกัน

inadequate paraphrase ในการเขียนงานวิชาการ การขโมยความคิดของผู้อื่นไม่ได้อยู่ในรูปของการยกคำพูดของผู้อื่นมาคำต่อคำ หรือมาทีละส่วนๆเท่านั้น แต่ถึงแม้ว่าเราจะเขียนบรรยายความคิดของผู้อื่นนั้นใหม่ด้วยถ้อยคำของเราเอง แต่หากเราไม่อ้างอิงและบอกอย่างชัดเจนว่าความคิดนี้ หรือความรู้ชิ้นนี้เป็นของใครที่เป็นแหล่งที่มา เราก็กำลังลักลอกงานอยู่เหมือนกัน การเขียนบรรยายความรู้ที่ได้มาจากผู้อื่นออกมาใหม่ด้วยภาษาของเราเอง เรียกว่าการ paraphrase  เมื่อเป็นเช่นนี้ inadequate paraphrase ก็จะหมายถึงการทำ paraphrase ที่ถ้อยคำที่เราเขียนใกล้เคียงกับถ้อยคำในต้นฉบับ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ก็จะใกล้เคียงกับ verbatim หรือ mosaic plagiarism

ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์มากๆก็คือว่า ในขณะที่เรากำลังสรุปความคิดหรือผลงานวิจัยของผู้อื่น เราควรอ่านงานของผู้อื่นนั้นจนเข้าใจทะลุปรุโปร่ง แล้วก็ปิดงานต้นฉบับนั้น แล้วก็เขียนออกมาในงานของเราด้วยภาษาของเราเอง วิธีนี้จะประกันได้ในระดับหนึ่งว่าถ้อยคำของเราจะไม่ไปซ้ำกับถ้อยคำของต้นฉบับ

นอกจากนี้หากต้นฉบับเป็นภาษาหนึ่ง เช่นภาษาอังกฤษ แล้วเราเขียน paraphrase ความคิดในงานต้นฉบับนั้นออกมาเป็นภาษาไทย แต่หากภาษาไทยเป็นการแปลตรงตัวมาจากต้นฉบับภาษาอังกฤษ ก็คือว่าเป็น inadequate paraphrase อีกเหมือนกัน หรือถึงแม้ว่าการแปลมาเป็นภาษาไทยแปลไม่ตรงตัว แต่หากยังเป็น “การแปล” ก็จะเข้าข่าย inadequate paraphrase หมด เพราะแนวคิดของเรื่องนี้อยู่ที่การเอาความคิดของผู้อื่นมาเขียนใหม่ ซึ่งหากถ้อยคำตรงกับของเดิม ถึงแม้จะเปลี่ยนภาษาก็ตาม ก็ยังเข้าข่ายอยู่ดี ทางแก้ก็คือต้องอ่านงานต้นฉบับจนทะลุปรุโปร่ง แล้วเขียนออกมาใหม่ด้วยภาษาของเราเอง (ภาษาไทย) ไม่ใช่แปล แต่เขียนจากความเข้าใจเป็นสำนวนภาษาไทยของเราเอง

uncited paraphrase – แต่ถึงแม้ว่าเราจะเขียนเนื้อหาของความรู้ของผู้อื่นด้วยภาษาของเราแล้วก็ตาม แต่หากเราไม่อ้างอิง ก็เข้าข่ายลักลอกผลงานวิชาการอยู่ดี เราจำเป็นต้องอ้างอิงทุกครั้งหากมีการพูดถึงความคิดหรือความรู้ของผู้อื่นเช่นนี้

uncited quotation ถึงแม้เราจะใส่คำพูดของผู้อื่นในเครื่องหมายคำพูด หรือแยกย่อหน้าออกมาพิเศษแล้วก็ตาม แต่หากเราไม่ระบุแหล่งที่มาหรือใส่รายการอ้างอิงให้ชัดเจน ก็เป็นการลักลอกอีกเช่นกัน

using material from another student’s work – ในการลักลอกนั้นเราไม่จำเป็นต้องไปลอกมาจากงานของนักวิชาการดังๆอย่างไอน์สไตน์ แต่ถึงแม้ว่าเราไปลอกงานของเพื่อนสนิทของเราเอง ก็เข้าข่ายลักลอกเช่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าลอกจากนักวิชาการดังๆแล้วผิด แต่ลอกจากเพื่อนไม่ผิด

 

 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s