เสรีภาพในการพูด

หัวข้อนี้ค้ดมาจาก “เสรีภาพในการพูดและการแสดงออก” ที่เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ ปรัชญาทั่วไป ที่เขียนใกล้จะจบแล้วครับ

*

(จากหนังสือ “ปรัชญาทั่วไป” บทที่ ๑๔ ผู้เขียน โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์)

เสรีภาพในการพูดและการแสดงออก

ในงานเรื่อง On Liberty จอห์น สจวร์ท มิลล์ได้เสนอเหตุผลเพื่อสนับสนุนว่าเหตุใดพลเมืองในรัฐจึงควรมีเสรีภาพในการพูด และงานชิ้นนี้ก็ยังเป็นงานที่สำคัญที่สุดในบรรดางานทางปรัชญาที่สนับสนุนเสรีภาพในการแสดงออก เหตุผลหลักของมิลล์ก็คือว่า การมีเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ในการพูดและการแสดงออก (จำกัดอยู่เพียงแค่การใช้เสรีภาพนี้ในการทำร้ายผู้อื่นเท่านั้น) เป็นการให้หลักประกันว่าความจริงจะถูกเปิดเผยออกมาในที่สุด นอกจากนี้การเปิดโอกาสให้ความคิดทุกอย่างได้มีโอกาสได้แสดงออกมา ยังเป็นการทำให้ความคิดต่างๆในมีการแข่งขันกัน ทำให้ความคิดที่ดีที่สุดได้รับการเลือก ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นประโยชน์โดยตรงต่อระบอบประชาธิปไตย เหตุผลของมิลล์ในภาพรวมสามารถแยกออกได้เป็น ๔ ประการ ดังนี้

John Stuart Mill (Wikipedia)

๑. หากเกิดการปิดกั้นเสรีภาพในการพูดและการแสดงออก จะทำให้ความคิดหรือข้อความบางอย่างถูกปิดกั้น ซึ่งความคิดหรือข้อความนั้นอาจเป็นความจริงก็ได้ แต่พลเมืองไม่มีโอกาสได้รู้ เพราะไม่มีเสรีภาพ

๒. ถึงแม้ว่าความคิดหรือข้อความที่ปิดกั้นจะเป็นความเท็จก็ตาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยๆก็คือว่าความคิดหรือข้อความเหล่านั้นจะมีความจริงอยู่ด้วยแม้เพียงส่วนหนึ่ง และเนื่องจากความเห็นของคนส่วนใหญ่ในหัวข้อใดหัวข้อนี้ไม่เคยรวมเอาความจริงทั้งหมด ก็มีแต่การต่อสู้กันของความคิดเท่านั้นที่จะเป็นหนทางที่ทำให้ความจริงที่เหลืออยู่เปิดเผยออกมา

๓. แม้ว่าความเห็นที่เป็นที่ยอมรับจะเป็นจริงและมีความจริงทั้งหมดอย่างครบถ้วน แต่หากความคิดหรือข้อความนั้นไม่ได้ผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากการต่อสู้กันทางความคิด ความคิดหรือข้อความนั้นๆก็จะมีผู้เชื่อถือเพียงเพราะว่ามาจากอคติหรือความเข้าใจอันน้อยนิดบนฐานของเหตุผลเท่านั้น

๔. ความหมายของข้อความหรือความคิดที่ได้รับการยอมรับนั้นก็ตกอยู่ในอันตรายที่จะสูญหายไป หรืออ่อนกำลังลง หรือปราศจากผลตามที่ตั้งใจ ความคิดนั้นๆก็จะกลายเป็นเพียงพิธีกรรม ไม่สามารถก่อให้เกิดผลอะไรได้ แต่จะล้มลงไปยังพื้นดินและยังกันไม่ให้เกิดความเชื่อมั่นที่ออกมาอย่างจริงใจขึ้นมาได้จากเหตุผลหรือจากประสบการณ์ส่วนตัว

กล่าวโดยสรุป เหตุผลที่มิลล์บอกว่าเสรีภาพในการพูดและการแสดงออกมีความสำคัญยิ่งในสังคมประชาธิปไตยก็คือว่า (๑) หากไม่มีเสรีภาพดังกล่าว ก็จะทำให้ข้อความหรือความคิดบางอย่างถูกปิดกั้น ทำให้สังคมหมดโอกาสที่จะได้รู้ข้อความนั้น ข้อความดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่จริงก็ได้ แต่ประชาชนก็จะหมดโอกาสในการรู้และตรวจสอบข้อความนั้น บ่อยครั้งที่เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเพราะผู้มีอำนาจไม่อยากจะให้ประชาชนรู้ข้อความที่ถูกปิดกั้น เพราะหากรู้แล้วจะทำให้อำนาจของตนเองสั่นคลอน ซึ่งก็คือผู้มีอำนาจเผด็จการเหล่านี้ห่วงอำนาจของตัวเองมากกว่าที่จะห่วงส่วนรวม และโอกาสที่ประชาชนจะได้รู้และตัดสินความจริง ยิ่งไปกว่านั้น หากปรากฏว่าข้อความที่ถูกปิดกั้นนั้นเป็นไม่เป็นความจริงเสียทั้งหมด (๒) แต่หากถูกปิดกั้น โอกาสที่ข้อความนั้นจะได้เข้าสู่ “ตลาดเสรีของความคิด” ก็จะหมดไป ตลาดเสรีของความคิดหมายถึงเวทีที่ความคิดต่างๆเข้ามาต่อสู้กันเพื่อให้ประชาชนตัดสิน ซึ่งเป็นวิธีการที่จะทำให้ความจริงแท้ได้รับการเปิดเผยออกมา การที่ข้อความส่วนมากอาจจะเป็นเท็จแต่ก็ยังมีความจริงแฝงอยู่บ้าง ก็หมายความว่าในการต่อสู้กันของความคิด หากเป็นข้อความที่เป็นเท็จล้วนๆจะไม่มีประโยชน์อะไรในการปิดกั้น เพราะข้อความที่เป็นเท็จล้วนๆจะขัดกับความเข้าใจโดยรวมของคนส่วนใหญ่อยู่แล้ว ดังนั้นจึงหาคนเชื่อได้ยาก ข้อความที่มีปัญหาที่ผู้มีอำนาจอยากจะปิดกั้นก็จะได้แก่ข้อความที่ถึงแม้จะเป็นเท็จ แต่ก็ไม่เป็นเท็จทั้งหมดมีความจริงแฝงอยู่ในนั้น และก็เป็นไปได้ที่ความจริงเล็กน้อยในนั้นเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้มีอำนาจอยากจะปิดกั้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม หากปรากฏจริงๆว่าข้อความที่ถูกปิดกั้นเป็นความเท็จล้วนๆไม่มีความจริงแฝงอยู่เลยก็ตาม (๓) การปิดกั้นข้อความเหล่านี้ก็จะเป็นสัญญาณแสดงว่า สังคมนั้นไม่ให้อิสรภาพทางความคิด การที่ผู้คนในสังคมนั้นเชื่อข้อความที่ไม่ได้ถูกปิดกั้น ก็จะกลายเป็นว่าเชื่อเพียงเพราะสังคมหรือผู้มีอำนาจบอกให้เชื่อเท่านั้น และข้อความที่ไม่ได้ถูกปิดกั้นนี้จะไม่ได้ผ่านมาต่อสู้ในตลาดเสรีของความคิด ทำให้ความเชื่อมั่นของผู้คนต่อข้อความนั้นไม่ได้มั่นคงหนักแน่นเท่ากับเมื่อข้อความนั้นได้ผ่านการต่อสู้กับความคิดอื่นๆในตลาดเสรีมาก่อนแล้ว นอกจากนี้ (๔) หากไม่มีตลาดเสรี ความคิดที่ถึงแม้จะเป็นจริง ก็จะไม่มีพลังในการทำการใดๆตามที่ตั้งใจไว้ได้ เพราะผู้คนไม่ได้มีความเชื่อมั่น แต่เชื่อเพราะเป็นข้อความที่ผู้มีอำนาจสั่งให้เชื่อเท่านั้น

ตามความคิดของมิลล์ สังคมไม่ควรปิดกั้นข้อความอะไรเลย และปล่อยให้ข้อความและการแสดงออกทางความคิดทั้งหมดเข้ามาต่อสู้กันในตลาดเสรี อย่างไรก็ตามหากมีข้อความที่แสดงความรุนแรงหรือความเกลียดชัง มุ่งทำร้ายคนอื่น มิลล์ก็บอกว่าเสรีภาพในการแสดงข้อความเหล่านี้ก็ควรจะปิดกั้น มิลล์กล่าวว่า

เหตุผลเพียงประการเดียวที่เราจะใช้กำลังบังคับประชาชนในสังคมอารยะไม่ให้ทำการใดๆตามที่เขาประสงค์ ก็คือการป้องกันไม่ให้เขาไปทำร้ายผู้อื่น

วงการวิชาการเรียกหลักการของมิลล์นี้ว่า “หลักการทำร้ายผู้อื่น” (Harm Principle) หมายความว่าหากการใช้เสรีภาพนั้นมุ่งไปที่การทำร้ายผู้อื่น ก็จะเป็นเหตุผลเดียวที่จะปิดกั้นเสรีภาพนั้นได้ หลักการทำร้ายผู้อื่นเป็นที่ถกเถียงกันมากว่า การทำร้ายนั้นจะต้องเป็นอย่างไร มีขอบเขตเพียงใดจึงจะเป็นเหตุผลเพียงพอในการปิดกั้นเสรีภาพได้ ในกรณีของเสรีภาพของการพูดและการแสดงออก การใช้หลักการทำร้ายผู้อื่นก็จะมีบทบาทในกรณีที่มีข้อความหรือคำพูดที่มุ่งทำร้ายผู้อื่นในทางใดทางหนึ่ง หรือเป็นคำพูดที่จงใจแสดงความเกลียดชัง คำพูดที่มาจากความเกลียดชังเรียกว่า ‘hate speech’ และก็เป็นหัวข้อที่ถกเถียงกันมาก ข้อความแสดงความเกลียดชังนี้ไม่ใช่อย่างเดียวกับคำพูดหมิ่นประมาท ซึ่งเป็นการจงใจทำลายชื่อเสียงของคนที่ถูกพูดถึง ระบบกฎหมายโดยทั่วไปจะมีบทลงโทษการหมิ่นประมาทอยู่แล้ว และหลักการของเสรีภาพในการพูดก็จะยอมรับว่าขอบเขตที่ชัดเจนของเสรีภาพนี้จะหมดลงที่การหมิ่นประมาท แต่ในกรณีของคำพูดแสดงความเกลียดชังเส้นเขตแดนไม่ได้ชัดเจนเช่นนั้น นอกจากนี้คำพูดแสดงความเกลียดชังในที่นี้ก็ไม่ใช่การด่ากันแบบที่เราเข้าใจกันโดยทั่วไป การด่าเช่นบอกว่าคนที่เราพูดด้วยเป็นสัตว์เลื้อยคลานประเภทหนึ่งโดยทั่วไปก็ไม่ใช่การหมิ่นประมาท เพราะการหมิ่นประมาทต้องประกอบด้วยการใส่ความอันเป็นการทำให้เสียชื่อเสียงหรือถูกดูหมิ่นเกลียดชัง โทษตามกฎหมายโดยทั่วไปของการหมิ่นประมาทจะแรงกว่าการดูหมิ่น เนื่องจากผลกระทบจะร้ายแรงมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามความหมายของการดูหมิ่นหรือการหมิ่นประมาทก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะครอบคลุมคำพูดแสดงความเกลียดชัง เพราะในบางกรณีก็อาจมองได้ว่าเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยเสรี และไม่ได้มีเจตนาจะดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทบุคคลคนใดเป็นการเฉพาะ เรื่องนี้จึงยังเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ อย่างไรก็ตาม การพูดยุยงหรือยั่วยุโดยมีเจตนาจะทำให้ผู้ฟังเกิดความโกรธแค้นและใช้ความรุนแรง เป็นความผิดที่หลายๆประเทศมีบทบัญญัติลงโทษอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นการละเมิดสิทธิของผู้ที่ถูกพูดใส่ร้ายโดยตรง การพูดยุยงหรือยั่วยุเช่นนี้ก็เข้าข่ายคำพูดแสดงความเกลียดชังด้วย

ตัวอย่างของคำพูดแสดงความเกลียดชังก็เช่น กรณีพระภิกษุในพม่าพูดให้ชาวบ้านที่นับถือพุทธฟังด้วยถ้อยคำรุนแรงว่าชาวมุสลิมมาแย่งที่ทำกิน มาทำลายล้ายพุทธศาสนาในดินแดนพม่า ซึ่งยังผลให้ชาวพุทธกลุ่มหนึ่งยกพวกไปทำลายข้าวของร้านรวงของชาวมุสลิมในพม่า การพูดของพระภิกษุนี้ถือเป็นคำพูดแสดงความเกลียดชังโดยตรง การให้หลักประกันเสรีภาพการพูดกับการแสดงออกจะไม่สามารถมีขอบเขตเลยมาถึงการคุ้มครองการพูดยั่วยุเช่นนี้ได้ เพราะแม้แต่มิลล์ซึ่งเป็นนักปรัชญาที่เห็นด้วยกับเสรีภาพนี้มากที่สุดยังยอมรับว่า หากเป็นการใช้เสรีภาพนี้เพื่อทำลายผู้อื่น ก็ไม่สามารถกระทำได้ นอกจากนี้ก็มีกรณีการพูดปลุมระดมเพื่อเร้าอารมณ์ผู้ฟังให้เกิดความเกลียดชังอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งอยู่คนละฝั่งกับตนเองทางการเมือง เช่นมีการพูดถึงกลุ่มการเมืองอีกฝ่ายว่าเป็น “ควายแดง” การพูดเช่นนี้ก็เข้าข่ายคำพูดแสดงความเกลียดชังเช่นเดียวกัน เนื่องจากเป้าหมายของการเรียกอีกฝ่ายว่า “ควายแดง” ก็คือทำให้ผู้ฟังที่มักจะอยู่ข้างเดียวกับตนเอง เกิดภาพที่เป็น “ภาพสัญลักษณ์ตัวแทน” หรือ stereotype ของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยที่ภาพนั้นก็คือคนที่อยู่อีกฝ่ายเป็นคนโง่ที่ถูกชักนำได้โดยง่าย เหมือนกับควายที่ใครมาสนตะพายก็พาไปไหนต่อไหนได้ง่ายๆ สาเหตุที่ทำให้การเรียกเช่นนี้เป็นคำพูดแสดงความเกลียดชังอยู่ที่ว่า การเรียกอีกฝ่ายว่า “ควาย” เป็นการยั่วยุให้เกิดความเกลียดชังและมองอีกฝ่ายว่ามีความเป็นมนุษย์น้อยกว่าตนเอง ซึ่งเข้าข่ายการเป็นคำพูดแสดงความเกลียดชังหรือ hate speech โดยตรง ประเด็นสำคัญก็คือว่า หากเป็น hate speech แล้ว รัฐมีความชอบธรรมในการออกกฎหมายเพื่อห้ามการแสดงออกถึงคำพูดแบบนี้โดยหลักการเรื่องเสรีภาพในการแสดงออกไม่สามารถนำมาคุ้มครองได้

อย่างไรก็ตาม อาจมีการอ้างว่าการเรียกอีกฝ่ายว่า “ควายแดง” ไม่น่าจะเป็นการใช้เสรีภาพการแสดงออกอย่างผิดๆ เพราะเป็นการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ไม่ใช่การดูหมิ่นซึ่งหน้าหรือการหมิ่นประมาทซึ่งเป็นความผิดตามกฎหมายอาญาที่ทุกคนเห็นพ้องกันว่าไม่สามารถใช้เรื่องเสรีภาพนี้มาป้องกันได้ แต่อย่างไรก็ตาม หากเราดูที่หลักการของมิลล์ที่เพิ่งอภิปรายกันไป เราจะพบว่าการเรียกฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองว่า “ควายแดง” นี้ไม่ได้มีจุดประสงค์ในการเสนอความคิดเข้าไปแข่งขันกับความคิดอื่นๆในตลาดความคิดเสรี แต่มุ่งที่จะป้ายสีอีกฝ่ายนั้นว่าไม่มีสติปัญญา หลงเชื่อถูกชักจูงได้ง่ายมากกว่า คนที่ได้ยินผู้พูดพูดถึง “ควายแดง” โดยทั่วไปก็ไม่ได้สงสัยว่า คนที่ถูกพูดถึงนั้น ไม่มีสติปัญญา หลงเชื่อถูกชักจูงได้ง่ายจริงหรือไม่ หากเป็นการแข่งขันในตลาดเสรีจริงก็จะต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสได้ยินคำเรียกฝ่ายนี้เท่าๆกัน ฝ่ายที่อยู่คนละข้างกับ “ควายแดง” ก็ต้องเปิดใจรับรู้คำเรียกอื่นๆด้วยเช่น “ผู้รักประชาธิปไตย” หรือ “นักต่อสู้เพื่อเสรีภาพ” เป็นต้น แล้วมิลล์ก็เสนอว่าในตลาดเสรีของความคิด คำเรียกเหล่านี้จะแข่งขันกัน โดยสังคมจะเป็นผู้ตัดสินด้วยเหตุด้วยผลโดยไม่มีอารมณ์มาชี้นำว่า คำเรียกใดจะตรงกับความเป็นจริงมากกว่าคำอื่นๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s