ศาสนากับวิทยาศาสตร์

(โพสนี้เอาขึ้นในเฟสบุ๊คเมื่อวาน แล้วเอาลงในนี้ในวันนี้เพื่อให้อยู่ถาวรครับ)

เมื่อวันศุกร์ที่แล้วในงานสัมมนาของภาค มีนิสิตคนนึงถามคำถามขึ้นมา ซึ่งเป็นคำถามที่ผมคิดไว้มานานแล้ว คำถามนั้นก็คือว่า เหตุใดศาสนาพุทธที่ดูเหมือนว่าจะสนับสนุนวิทยาศาสตร์ จึงอยู่ในประเทศที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์เอาเสียเลย (เช่นแถวๆนี้) แต่ศาสนาคริสต์ที่ดูเหมือนว่าจะขัดแย้งกับวิทยาศาสตร์ กลับอยู่ในดินแดนที่ให้กำเนิดวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ และยักษ์ใหญ่อย่างกาลิเลโอ เคปเลอร์ นิวตัน?

คำถามดีมากๆครับ และก็แสดงว่านิสิตของเรายังรู้จักคิดรู้จักสงสัย เป็นนิมิตหมายที่ดีมากๆ แต่คำตอบนี่สิครับ หาไม่ได้ง่ายๆ เรื่องแบบนี้นักวิชาการต้องใช้เวลากันทั้งชีวิต เขียนหนังสือกันเป็นเล่มๆ อย่างไรก็ตามผมก็จะลองพยายามตอบคำถามนี้ดูคร่าวๆเท่าที่จะคิดออกและเขียนลงตรงนี้ได้

ผมคิดว่าการที่หลายคนคิดว่าศาสนาคริสต์เป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ หรือการเกิดขึ้นของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ในคริสตศตวรรษที่สิบเจ็ด อาจจะเป็นภาพที่ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว จริงอยู่เรามีภาพของความขัดแย้งระหว่างศาสนาจักรกับกาลิเลโอ แต่หากเรามองให้ลึกลงไป จะเห็นว่าศาสนาคริสต์ตั้งอยู่บนหลักการทางเทววิทยาว่า พระเจ้าสร้างโลกขึ้นมาตามหลักการของเหตุผล และเมื่อสร้างขึ้นมาแล้วก็ปล่อยให้โลกดำเนินไปตามครรลองของเหตุผลนั้น และในเมื่อมนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาตามฉายาของพระเจ้า มนุษย์ก็มีเหตุผล มีความสามารถที่จะเข้าใจการทำงานของโลกตามที่พระเจ้าสร้างได้ กาลิเลโอบอกว่า หัวใจของการทำงานของเขาคือ พยายามหาความหมายจากธรรมชาติ พระเจ้าเขียนโลกเหมือนกับเขียนหนังสือ และภาษาที่พระเจ้าใช้เขียนคือภาษาของคณิตศาสตร์ หากไม่มีการมองโลกแบบเป็นคณิตศาสตร์ วิชาฟิสิกส์ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้ และวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็จะเกิดขึ้นไม่ได้เช่นเดียวกัน

Galileo Galilei (from Wikipedia)
Galileo Galilei (from Wikipedia)

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือว่า ศาสนจักรคาทอลิคที่ทะเลาะกับกาลิเลโอในเวลานั้น กำลังต่อสู้อยู่กับขบวนการโปรเตสแตนท์ที่มาเขย่าความ “ชอบธรรม” ของศาสนจักรในการผูกขาดความรู้อย่างรุนแรง กาลิเลโอไม่ใช่โปรเตสแตนท์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าขบวนการโปรเตสแตนท์กับสงครามศาสนาอันยืดเยื้อยาวนานในสมัยเดียวกันกับกาลิเลโอจะไม่มีผลกระทบอะไรเลย ผลของการต่อสู้ก็คือว่า ผู้คนเริ่มเกิดความเชื่อว่า ความรู้กับความจริงไม่ได้มาจากศาสนจักรอีกต่อไป แต่คนธรรมดาๆนี่แหละสามารถหาความรู้ได้ด้วยตัวของตัวเอง ด้วยการใช้ประสาทสัมผัสกับเหตุผลที่คนทุกคนมีเหมือนกัน ความรู้มาจากประสาทสัมผัสกับเหตุผล ไม่ได้มาจากตำรา ยิ่งไปกว่านั้นถ้าตำราขัดแย้งกับประสาทสัมผัสและเหตุผล ก็จะเชื่อสองอย่างหลังมากกว่า

อีกเหตุผลหนึ่งซึ่งสำคัญมากๆก็คือว่า ยุโรปในสมัยของกาลิเลโอ เป็นหนี้ทางวัฒนธรรมต่ออารยธรรมกรีกโรมันอย่างเต็มตัว อารยธรรมกรีกกับโรมันมีรากฐานความรู้ทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้ามาก และเมื่อผู้คนในยุคก่อนหน้ากาลิเลโอไม่กี่สิบปี เริ่มหวนกลับไปหารากเหง้าอารยธรรมนี้ ก็ย่อมมีมรดกทางวิทยาศาสตร์มาด้วย อาริสโตเติลเขียนงานทางวิทยาศาสตร์ไว้เป็นจำนวนมาก แม้ว่างานของเขาจะพิสูจน์ว่าไม่เป็นความจริงด้วยการทดลองทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ (เช่นอาริสโตเติลบอกว่าของหนักตกถึงพื้นเร็วกว่าของเบา) แต่เขาก็ได้วางรากฐานการก่อกำเนิดของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่เอาไว้ด้วยการเน้นย้ำความสำคัญของการสังเกตและการตั้งทฤษฎี ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นคุณูปการอันสำคัญของอาริสโตเติล และก็เป็นมรดกสำคัญที่อารยธรรมกรีกได้มอบไว้ให้แก่อารยธรรมยุโรป การตั้งทฤษฎีคือการหาว่ามีหลักการพื้นฐานง่ายๆสั้นๆอะไรมั้ยที่อธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ ตรงนี้เป็นจุดตั้งต้นของวิทยาศาสตร์ทั้งหมด และก็เป็นชาวกรีกที่คิดได้ว่า จำเป็นต้องมีการคิดหาทฤษฎีเพื่อมาอธิบายธรรมชาติ

ทีนี้มาดูศาสนาพุทธกับประเทศที่ศาสนาพุทธมีบทบาทสูงบ้าง พอเริ่มเปรียบเทียบตรงนี้เราก็เห็นความแตกต่างแล้ว คือในโลกนี้อารยธรรมที่พอจะเทียบได้กับอารยธรรมกรีกโรมันในแง่ความก้าวหน้าก็มีแต่อารยธรรมของอินเดียกับจีน แต่ทั้งอินเดียกับจีนก็พูดไม่ได้เต็มปากว่าเป็นอารยธรรมของพุทธศาสนา อินเดียมีศาสนาพราหมณ์กับฮินดู ที่เป็นคู่แข่งร้ายกาจของศาสนาพุทธชนิดที่ว่าต้องทำลายอีกฝ่ายให้สิ้นซาก (เป็นฮินดูพยายามทำลายพุทธเสียมากกว่า ในขณะที่พุทธทำได้แต่ตั้งรับ) ส่วนในจีนศาสนาพุทธก็เป็น “ของนำเข้า” ไม่ได้มีรากฐานมาจากความเป็นจีนโดยตรง ถึงแม้ว่าศาสนาพุทธจะมียุคสมัยที่รุ่งเรืองมากๆในจีน แต่ก็มียุคสมัยที่ถูกทางการตั้งใจปราบอย่างหนัก ทำให้ศาสนาพุทธพูดไม่ได้ว่า “เป็นเจ้าของ” อารยธรรมจีนโดยสิ้นเชิงเหมือนกับที่ศาสนาคริสต์ “เป็นเจ้าของ” ยุโรปมาหลายร้อยปีนับตั้งแต่การล่มสลายของจักรวรรดิโรมัน

ส่วนของไทยไม่ต้องพูดถึงมาก เพราะรากฐานความก้าวหน้าของอารยธรรมเทียบไม่ได้กับจีนหรืออินเดีย หรือยุโรป ความก้าวหน้าในที่นี้หมายถึงความก้าวหน้าทางความรู้ (มีคัมภีร์ มีการสร้างความรู้ใหม่ๆ) เศรษฐกิจ การทหาร เทคโนโลยี ฯลฯ รวมๆก็คือว่าในระดับโลกไทยเป็นเพียงผู้เล่นระดับเล็กๆเท่านั้น อันนี้เป็นความเป็นจริงที่เราต้องยอมรับ

ประเด็นก็คือว่า การที่ศาสนาพุทธไม่ได้มีบทบาทสำคัญทั้งในจีนและในอินเดีย ก็ทำให้ถึงแม้ว่าจะเป็นไปได้จริงว่าศาสนาพุทธอาจจะจุดประกายให้เกิดการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ได้จริง (สมมติเยอะมากๆ) ก็ไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เพราะศาสนาพุทธไม่เคยมีสถานะครอบงำเหนือศาสนาอื่นๆโดยสิ้นเชิงเหมือนกับที่ศาสนาคริสต์มีในยุโรป

Thales of Miletus (Wikipedia)
Thales of Miletus (Wikipedia)

นอกจากนี้ก็มีอีกประเด็นหนึ่งคือ อารยธรรมจีนกับอินเดียเองไม่มีรากฐานของการศึกษาค้นคว้าธรรมชาติเพื่อหาทฤษฎีมาอธิบายแบบที่ชาวกรีกทำ คนเรียนปรัชญาคงจำทาลีสได้ ทาลีสคือคนที่บอกว่าน้ำคือปฐมธาตุของสรรพสิ่ง ความสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าทาลีสพูดถูกหรือผิด (ผิดอยู่แล้ว) แต่อยู่ที่คำถามกับความสงสัยในแง่นี้ต่างหาก อารยธรรมอินเดียกับจีนไม่เคยคิดสงสัยเรื่องนี้เลย อย่างในอินเดีย ถ้าจะมีการบอกว่าอะไรคือปฐมธาตุ ก็บอกไปเฉยๆโดยใช้วิธีการนั่งสมาธิเอา หรือใช้วิธีสร้างนิทานมาเล่าเรื่อง ซึ่งวิธีการเหล่านี้ไม่เอื้อต่อการพัฒนาวิทยาศาสตร์ เช่นปรัชญาอินเดียบอกว่า “พรหมมัน” คือรากเหง้าของทุกสรรพสิ่ง แต่มันออกไปสังเกตพรหมมันแบบไปสังเกตน้ำไม่ได้ มีแต่คนกรีกที่บอกว่าน้ำ (หรืออากาศ หรือสสารอย่างอื่น) เป็นปฐมธาตุ ส่วนคนจีนก็ไม่ได้สนใจเรื่องปฐมธาตุแต่อย่างใด สนใจแต่การผลิตเทคโนโลยี เป็นที่รู้กันว่าอารยธรรมจีนไม่ให้ความสำคัญแก่การสร้างทฤษฎีหรือการคิดเชิงทฤษฎีมากเท่ากับกรีกหรืออินเดีย เมื่อไม่มีทฤษฎี ถึงแม้ว่าคุณจะพัฒนาเทคโนโลยีได้มากเพียงใด ก็ไม่มีวิทยาศาสตร์อยู่ดี

จริงๆมีอีกเยอะ แต่เหนื่อยแล้ว เท่านี้คงเป็นคำตอบว่าเหตุใดศาสนาพุทธที่มี “เนื้อหาคำสอน” เข้ากันได้กับวิทยาศาสตร์มากกว่าศาสนาคริสต์ ถึงไปอยู่ในดินแดนที่ไม่ได้เป็นต้นตอของการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ คำตอบก็คือตอบแบบเดียวกับนักประวัติศาสตร์ทั้งหลาย คือมันเป็นเรื่องของ “ความบังเอิญ” ทางประวัติศาสตร์ (อิอิ)

เรื่องคำสอนอันที่จริงมีเรื่องพูดอีกเยอะ เช่นในพระอภิธรรม (อณู ปรมาณู ฯลฯ) หรือคำสอนเรื่อง “ตรีเอกานุภาพ” ของศาสนาคริสต์ (หนึ่งเป็นสาม สามเป็นหนึ่งได้อย่างไร) พวกนี้คิดๆไป ก็โยงกับประเด็นเรื่องการก่อตัว (หรือไม่ก่อตัว) ของวิทยาศาสตร์ได้ทั้งนั้น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s