รัฐพุทธศาสนากับพระเจ้าอโศก

(อันนี้เป็นโพสที่ผมเคยเอาขึ้นในหน้าวอลล์ของผมบนเฟสบุ๊คเมื่อสองสามวันก่อน เอามาแปะที่นี่เพราะจะได้อยู่ถาวรครับ ใครที่เคยอ่านแล้วก็ข้ามไปได้เลย)

สืบเนื่องจากที่ผมคุยกับ อ. สุรพศเรื่องบทบาทของพุทธศาสนากับการสร้างความเท่าเทียมกันในสังคม (ใครที่สนใจตามไปดูต้นเรื่องที่หน้าวอลล์ของ อ. สุรพศ ทวีศักดิ์ ได้ ตรงที่มีเรื่องแตงโมขอโทษทักษิณ) แล้ว อ. สุรพศพูดว่าการเอาพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือเสริมอำนาจทางการเมือง มีมานานแล้วตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศก

ผมคุยเสร็จแล้วก็คิดว่า ทำไมพระเจ้าอโศกถึงได้เลือกพุทธศาสนามาเป็นศาสนาของพระองค์ (ซึ่งก็คือศาสนาประจำจักรวรรดินั่นแหละ) คำตอบที่คิดได้ก็คือว่า พระเจ้าอโศกเป็นกษัตริย์องค์แรกที่ตีอินเดียได้ทั้ง หมด ปกครองดินแดนที่เคยเป็นอาณาจักรของกษัตริย์เล็กน้อยต่างๆมาก ดังนั้นต้องหาศาสนาที่ทุกคนในสังคมสามารถเข้าถึงได้เท่าๆกัน เพราะไม่งั้นแล้วการปกครองจักรวรรดิแบบนี้จะยากลำบาก เพราะต้องคอยแก้ปัญหาความแตกต่างภายในอยู่ตลอดถ้าหากศาสนาสอนว่าคนยังมีแบ่ง กันเป็นชั้นๆหรือวรรณะ หน้าที่ของผู้ปกครองอย่างพระเจ้าอโศกคือต้องหาวิธีที่จะทำให้ผู้คนใน จักรวรรดิเกิดความรู้สึกร่วมกันว่าตัวเองเป็นพลเมือง หรือเป็น subject ของจักรวรรดิหนึ่งเดียว อยู่ใต้จักรพรรดิองค์เดียว แล้วอีกอย่างการรับเอาพุทธศาสนาก็ยังเป็นวิธีการในการคานอำนาจกับพราหมณ์ ด้วย เพราะเมื่อวรรณะอื่นๆเกิดจิตสำนึกขึ้นมาว่า ตัวเองก็เท่ากับพราหมณ์ ไม่ได้แตกต่างอะไรกัน ก็เป็นการทอนอำนาจของพราหมณ์ไปโดยปริยาย ซึ่งก็จะเป็นการเสริมอำนาจของจักรพรรดิเอง เพราะตัวจักรพรรดิก็ไม่ได้อยู่วรรณะพราหมณ์อยู่แล้ว

อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาแรกในโลกที่เป็นแบบ proselytizing religion คือมุ่งเน้นการประกาศเผยแผ่ให้คนอื่นๆออกไปได้รับรู้และหันมานับถือ ศาสนาพราหมณ์ไม่มีทางเป็นแบบนี้ เพราะเวลาคุณเอาคนนอกหรือคนต่างชาติมานับถือพราหมณ์ คุณจะให้เขาอยู่วรรณะอะไร? ให้อยู่วรรณะสูง พวกวรรณะสูงเดิมก็ไม่ชอบ ให้อยู่วรรณะต่ำ คนต่างชาติก็ไม่เอาอีก ดังนั้นเมื่อพระเจ้าอโศกเองก็มีนโยบายขยายอำนาจอยู่แล้ว พุทธศาสนาเลยเข้ากันได้กับนโยบายนี้เป็นปี่เป็นขลุ่ย

อีกอย่างก็คือว่า พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้มีนโยบายที่จะให้ศาสนาใหม่ของพระองค์เป็นองค์กรที่มี ระบบ มีแนวทางการปกครองอย่างชัดเจน สังเกตได้จากการที่ไม่ได้แต่งตั้งใครเป็นผู้สืบทอด แล้วที่สำคัญก็คือให้ “พระธรรม” เป็นนายของชาวพุทธแต่ละคน แต่พระธรรมไม่มีตัวมีตนอ่ะครับ ก็เลยกลายเป็นว่าแต่ละคนถ้าไม่ฟังอาจารย์ของตัวเองแล้วก็ปฏิบัติตามนั้น ก็หาทางเข้าถึงพระธรรมด้วยตัวเอง (ยากหน่อย) ผลทางการเมืองก็คือว่า ศาสนาพุทธไม่ยุ่งกับการเมือง รัฐจะปกครองแบบไหนก้แล้วแต่ จะมีจักรพรรดิแบบพระเจ้าอโศกก็ได้ จะเป็นประชาธิปไตยก็ได้ จะเป็นกษัตริย์ในแคว้นเล็กๆก็ได้ ไม่เป็นไร ขอให้อย่ามายุ่งวุ่นวายกับการปฏิบัติธรรมแล้วกัน การไม่จัดองค์กรของพุทธศาสนาก็เลยกลายเป็นว่าพระเจ้าอโศกเอาลักษณะนี้มา “รวมเข้า” (co-opt) กับนโยบายสร้างจักรวรรดิอินเดียสบายๆ แล้วก็เลยเป็นแบบอย่างการปกครองแบบ “รัฐพุทธศาสนา” สืบมา

แต่เมื่อมาถึงสังคมสมัยใหม่ที่ทุกคนเข้าเฟสบุ๊ค รัฐศาสนาแบบพระเจ้าอโศกใช้ไม่ได้แล้ว ศาสนาพุทธจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมประชาธิปไตย ซึ่งก็ไม่ยากเกินเพราะตรงนี้เป็นลักษณะเฉพาะของศาสนาพุทธที่ปรับตัวเข้าได้ กับทุกที่อยู่แล้ว ปัญหาที่เหลืออยู่มีเพียงแค่ว่า เราไม่รู้ว่าศาสนาพุทธที่เป็นส่วนหนึ่งและสนับสนุนแนวคิดเสรีนิยม ประชาธิปไตย หน้าตาเป็นอย่างไร แต่ปัญหานี้ไม่ยากครับ พวกเราแค่ช่วยกันคิด

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s