ที่มาของความชอบธรรม

ในโพสบทก่อนเมื่อหลายสัปดาห์มาแล้ว ผมเขียนเกี่ยวกับทฤษฎีของความชอบธรรมของกฎหมาย ว่ามีหลักๆสองทฤษฎี คือทฤษฎีกฎธรรมชาติ (natural law theory) กับทฤษฎีปฏิฐานนิยม (legal positivism theory) แล้วก็บอกว่าทั้งสองทฤษฎีนี้มีข้อบกพร่องทั้งคู่ จากนั้นก็ทิ้งไว้ว่าจะเสนอทฤษฎีที่เชื่อว่าถูกต้องมากกว่า แต่ก็ไม่ได้เขียนโพสใหม่มาซักที จนกระทั่งถึงวันนี้เพิ่งหาเวลามาเขียนได้

แต่ก็คงเขียนไม่ได้มาก เพราะเรื่องความชอบธรรมของกฎหมายหรือความชอบธรรมโดยรวม เป็นเรื่องใหญ่มาก นักปรัชญาหลายคนอุทิศเวลาทั้งชีวิตให้แก่การศึกษาเรื่องนี้ ดังนั้นที่จะเสนอต่อไปนี้ก็เป็นเพียง “เค้าโครงความคิด” เท่านั้น ไม่ใช่ความคิดที่เป็นระบบหรือมีรายละเอียดอะไรมากมาย

ที่คิดอยู่ก็คือว่า ความชอบธรรมของกฎหมายจะต้องเริ่มมาจากการยอมรับของมหาชนก่อนเสมอ แต่การยอมรับของมหาชนก็ไม่ใช่เพียงสิ่งเดียวที่จะนำไปสู่ความชอบธรรมได้ ก่อนจะทำความเข้าใจเรื่องนี้ เราต้องเห้นร่วมกันก่อนว่าความชอบธรรม หรือ legitimacy มีบทบาทอย่างไรในสังคม บทบาทของความชอบธรรมก็คือว่า ทำให้สังคมเกิดเป็น “สังคมที่ทำงานด้วยดี” หรือ well functioning society ในภาษาอังกฤษ สังคมที่ทำงานด้วยดีก็คือสังคมที่อยู่กันอย่างปกติสุข กลไกต่างๆของสังคมทำงานไปได้ตามที่แต่ละอย่างได้รับการออกแบบมา ผู้คนไม่เดือดร้อน ในสังคมแบบนี้ เรื่องการเมืองจะหายไปจากความสนใจของประชาชน จริงๆก็ไม่ได้หายไปตลอดเวลาเพราะนั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่หายไปเป็นส่วนใหญ่ เพราะเมื่อการเมืองทำงานของมันไปได้ด้วยดี ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ผู้คนส่วนใหญ่จะมาหายใจเป็นการเมืองอยู่ตลอด แต่ละคนก็ต้องมีภาระหน้าที่การงาน มีความสนใจของตัวเองอยู่แล้ว แต่ละคนก็สนใจเรื่องของตัวเองไป ในลักษณะนี้การเมืองจะเป็นเหมือนน้ำมันหล่อลื่นที่ทำให้กิจการต่างๆของแต่ละคนดำเนินไปได้ตามที่แต่ละคนสนใจ เวลาเราขับรถที่เปลี่ยนน้ำมันเครื่องมาดีๆ เราจะไม่สนใจเครื่องยนต์หรือน้ำมันเครื่อง เราสนใจว่าจะขับไปไหน ไปทำอะไร ฯลฯ จนกระทั่งเมื่อรถพัง วิ่งไม่ได้ เพราะลืมเติมน้ำมันเครื่องนี่แหละ เราถึงมาสนใจน้ำมันเครื่องขึ้นมา

ในเรื่องการเมืองก็แบบเดียวกัน สังคมที่มีความชอบธรรมสูง ผู้คนจะมองการเมืองเหมือนกับน้ำมันเครื่องของรถที่วิ่งดีๆ คือไม่ได้คิดถึงน้ำมันเครื่อง จะบอกว่าความชอบธรรมนำไปสู่สังคมที่ทำงานด้วยดีก็ได้ หรือสังคมที่ทำงานด้วยดีเป็นปัจจัยให้กฎต่างๆของสังคมมีความชอบธรรมก็ได้ ผมคิดว่าสองอย่างนี้เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน นิยามอย่างหนึ่งได้ด้วยอีกอย่างหนึ่ง

ฟรีดริค เอเบิร์ต ประธาธิบดีของสาธารณรัฐไวมาร์

ทีนี้เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในสังคม ประเภทที่ถอนรากถอนโคน จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือว่า สถาบันต่างๆเริ่มสั่นคลอนและเกิดปัญหาเรื่องความชอบธรรมขึ้น การเกิดปัญหาความชอบธรรมเป็นลักษณะที่ต้องเกิดขึ้นในสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เมื่อสถาบันต่างๆเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนแปลงไปสู่สถาบันใหม่ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าสถาบันเก่าจะสูญเสียความชอบธรรม จะถูกมองว่าไม่สามารถตอบสนองต่อสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปได้ การสูญเสียความชอบธรรมนี้จะเกิดขึ้นควบคู่กับความไม่มั่นคง ไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนหันมาสนใจการเมืองกันมากกว่าปกติ ตัวอย่างที่ดีมากๆได้แก่ประเทศเยอรมนีในช่วงสาธารณรัฐไวมาร์ เป็นช่วงที่ทุกคนสนใจการเมือง พูดถึงการเมืองอยู่ตลอดเวลา และก็เป็นช่วงเวลาเปลี่ยนผ่านอย่างรุนแรงในประเทศ เราคิดดูว่าเมื่อเริ่มเข้าสู่ยุคไวมาร์ในปี ค.ศ. 1918 เยอรมนียังปกครองด้วยระบอบกษัตริย์แบบเกือบจะเป็นสมบูรณาญาฯ (ไม่ทั้งหมดเพราะยังมีสภากับการเลือกตั้ง แต่กษัตริย์ถือเอาอำนาจเกือบทั้งหมดไป) จนกระทั่งปี ค.ศ. 1933 ฮิตเลอร์ยึดครองอำนาจได้หมดและสถาปนารัฐนาซีขึ้นมาแทน ในเวลาเพียง 15 ปีเท่านั้น เยอรมนีเปลี่ยนจากระบอบสมบูรณญาฯแบบโบราณ มาเป็นรัฐนาซีที่ปกครองด้วยแนวคิดแบบสมัยใหม่นิยมแบบจัด และในช่วงเวลานั้นก็ทดลองกับระบอบเสรีประชาธิปไตย คอมมิวนิสม์ และระบอบอื่นๆระหว่างกลางอีกเป็นจำนวนมาก สถาบันกษัตริย์สูญเสียความชอบธรรมไปจากการแพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง รัฐธรรมนูญของไวมาร์ก็ถูกฝ่ายนาซีโหมโฆษณาชวนเชื่อว่าสูญเสียความชอบธรรมไปจากการปล่อยให้เกิดความไม่มั่นคงในประเทศอย่างกว้างขวางยิ่ง แล้วก็ตามมาด้วยการเปลี่ยนแปลงเมื่อฮิตเลอร์ขึ้นครองอำนาจ จนนำไปสู่สงครามโลกครั้งที่สอง และอาชญากรรมต่อมวลมนุษย์ ซึ่งเป็นที่มาของการไม่มีความชอบธรรมของพรรคนาซี จนพรรคนี้รวมทั้งแนวนโยบายกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมายอย่างรุนแรงไม่เฉพาะแต่ในประเทศเยอรมนีเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงประเทศในยุโรปอีกหลายประเทศ

จักรพรรดิวิลเฮล์มที่สอง

ดังนั้น เราจะมองว่าความชอบธรรมคือหลักการที่สร้างเสถียรภาพให้แก่ประเทศก็ไม่ผิดมากนัก ทีนี้นักปรัชญาฝ่ายที่เชื่อตามคานท์จะบอกว่า การนิยามความชอบธรรมว่าเป็นอะไรก็ได้ที่ทำให้เกิดความสงบสุข ยังไม่เพียงพอ เพราะสิ่งที่ทำเกิดความสงบสุขอาจไม่ถูกต้องก็ได้ เช่นหากผู้มีอำนาจเอากัญชาให้ประชาชนกินทั้งประเทศ ประชาชนก็จะมีความสุข หัวเราะทั้งวัน แต่นั่นไม่ได้แปลว่ารัฐบาลที่ทำแบบนี้มีความชอบธรรม ความชอบธรรมจึงต้องมาจากอะไรที่จับต้องไม่ได้ เช่นความสามารถในการใช้เหตุผลของคนแต่ละคน และโอกาสในการได้ใช้เหตุผลดังกล่าว (พอเมากัญชาแล้วคิดเป็นเหตุเป็นผลไม่ได้) เราคงต้องยอมรับตามคานท์ในแง่นี้ (รวมทั้งนักปรัชญาที่ตามคานท์ ซึ่งก็คือกลุ่มที่อยู่สายเสรีนิยม เช่นรอลส์ สแกนลอน ฮาเบอร์มัส) แต่ในขณะเดียวกันเราก็มองว่าความสามารถและโอกาสในการใช้เหตุผลอย่างเดียวไม่น่าจะเพียงพอเช่นเดียวกัน เพราะก็เป็นไปได้ที่จะมีสังคมที่ทุกคนได้ใช้เหตุผลกันเต็มที่ แล้วก็ใช้เหตุผลนั้นทะเลาะกันเองวุ่นวายไปหมด ทำให้หาฉันทามติร่วมไม่ได้ สังคมก็ไปไหนไม่ได้ ก็ไม่เกิดความชอบธรรมเหมือนกันแม้ว่าทุกคนจะได้โอกาสใช้เหตุผลอย่างเต็มที่ก็ตาม

ดังนั้นผมจึงคิดว่า ความชอบธรรมต้องเกิดจากการยอมรับในสถาบันหลักต่างๆของสังคม แต่ที่สำคัญก็คือว่า ความยอมรับนี้บังคับกันไม่ได้ สถาบันที่จะได้รับการยอมรับต้องพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งบางทีต้องใช้เวลายาวนาน เมื่อสถาบันเก่าสูญเสียความชอบธรรมและถูกประวัติศาสตร์ดันตกเวทีไปแล้ว สถาบันใหม่กว่าจะได้รับความชอบธรรมก็ต้องใช้เวลาหลายปี บางทีก็หลายสิบปี ช่วงเวลาระหว่างกลางนี้ก็จะเป็น “ช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน” ซึ่งของเก่าเริ่มถูกมองว่าไม่ชอบธรรม แต่ของใหม่ก็ยังไม่พัฒนาเต็มที่ ก็ยังไม่มีความชอบธรรมเต็มที่เช่นเดียวกัน ผู้คนก็เลยต้องอยู่กันไปแบบต่อรองกันไปวันๆ เหมือนกับคนเรือแตกที่พอเห็นอะไรที่ลอยได้ก็คว้าไว้ก่อน แต่เราก็น่าจะใจชื้นขึ้นบ้างเมื่อทราบว่า สถานการณ์เช่นนี้เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นอยู่แบบนี้ไปกาลนาน ไม่ช้าไม่นานสถาบันใหม่ก็จะปรับตัวพัฒนาขึ้น ตกผลึกให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้จริง เมื่อนั้นแหละความชอบธรรมก็จะเกิดขึ้น และสังคมก็จะก้าวข้ามจาก “ยุคเปลี่ยนผ่าน” ไปเป็น “ยุคของสังคมที่ทำงานได้ด้วยดี” (well functioning society) อีกครั้ง

 

2 thoughts on “ที่มาของความชอบธรรม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s