วิชาการใช้เหตุผลจำเป็นหรือไม่?

คำถามอีกคำถามหนึ่งที่มีการถกเถียงกันมากในวงการผู้สอนวิชาการใช้เหตุผลก็คือว่า วิชาการใช้เหตุผลจำเป็นหรือไม่? หมายความว่าการมีวิชาหนึ่งที่แยกออกมาต่างหาก เรียกว่า “วิชาการใช้เหตุผล” ที่มุ่งสอนทักษะการคิด การมีวิจารณญาณ ฯลฯ แยกออกมาจากวิชาอื่นๆที่เน้นเนื้อหา เป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่ หรือว่าทักษะการคิด การวิจารณ์เหล่านี้สามารถรวมอยู่ได้ในวิชาอื่นๆอยู่แล้ว

ตัวอย่างเช่น  ในคณะแพทย์มีการสอนให้นิสิตมีทักษะในการวินิจฉัยโรค การวินิจฉัยโรคก็ต้องดำเนินตามหลักการของเหตุผล ดังนั้นการมีทักษะในการวินิจฉัยโรคจึงประกอบไปด้วยการมีทักษะที่เรียนกันในวิชาการใช้เหตุผลไปโดยปริยาย สมมติมีคนไข้คนหนึ่งมาหาแพทย์ มีอาการปวดหัว ตัวร้อน ไอ น้ำมูกไหล เจ็บคอ แพทย์ก็ต้องคิดตามหลักการของเหตุผลว่า อาการเช่นนี้น่าจะมีสาเหตุมาจากโรคอะไร ถ้าตั้งสมมติฐานว่าเป็นโรคนี้ แล้วจะต้องมีอาการอะไรปรากฏ อาการที่ว่านี้ปรากฏในคนไข้หรือไม่ อาการปวดหัวตัวร้อนสามารถมีสาเหตุมาจากหลายโรค ถ้าจะรู้ว่าเป็นโรคอะไรแน่จะต้องทำอย่างไร ทักษะเหล่านี้ล้วนแล้วแต่อาศัยการคิดตามหลักเหตุผลทั้งสิ้น ดังนั้นจึงมีนักปรัชญาที่อยู่ในวงการสอนการใช้เหตุผลอ้างว่า การสอนทักษะเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องแยกออกมาเป็นวิชาเฉพาะ แต่ให้รวมอยู่กับวิชาที่นิสิตต้องเรียนอยู่แล้วในหลักสูตรของตนเอง

อีกตัวอย่างหนึ่ง ในคณะบัญชีมีการเรียนเกี่ยวกับการบริหารองค์กรธุรกิจ การใช้เหตุผลก็รวมอยู่ในการเรียนเรื่องเหล่านี้อย่างแยกไม่ออก ผู้บริหารองค์กรต้องอาศัยเหตุผลในการประเมินทางเลือกว่า หากจะบริหารองค์กรให้ได้ผลแบบนั้นแบบนี้ต้องทำอย่างไร แน่ใจได้อย่างไรว่าหากตัดสินใจแบบนี้แล้วจะได้ผลแบบที่ต้องการ ซึ่งก็เป็นทักษะการใช้เหตุผลอีกเหมือนกัน  ในการเรียนวิชาอื่นๆเช่นวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ก็มีระเบียบวิธีการวิจัยซึ่งประกอบไปด้วยทักษะการใช้เหตุผลอย่างเข้มข้นอยู่แล้ว คณิตศาสตร์ไม่ต้องพูดถึง เพราะการพิสูจน์ในคณิตศาสตร์ก็คือกระบวนการเดียวกันกับที่เรียนในวิชาการใช้เหตุผลเลย จะเห็นได้ว่าวิชาต่างๆทุกวิชามีการรวมเอาทักษะการใช้เหตุผลอยู่แล้วโดยปริยาย นักวิชาการจำนวนหนึ่งจึงอ้างว่า เราไม่จำเป็นต้องมีวิชา “การใช้เหตุผล” ที่แยกต่างหากออกมาโดยเฉพาะ แต่ควรให้นิสิตได้เรียนทักษะการใช้เหตุผล การคิดอย่างมีวิจารณญาณ ไปกับวิชาเอกที่นิสิตต้องเรียนอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการฝ่ายที่เชื่อว่าควรมีวิชาการใช้เหตุผลแยกต่างหากก็บอกว่า การมุ่งสอนการใช้เหตุผลในบริบทของการเรียนตามหลักสูตรวิชาชีพ หรือวิชาเอกของนิสิตนั้น อาจทำให้การเน้นหนักที่มิติของการอ้างเหตุผลได้รับความสนใจน้อยไป ซึ่งอาจทำให้นิสิตขาดการมองภาพกว้าง คือกว้างไปกว่าเรื่องที่ตนเรียนในคณะวิชาหรือวิชาเอกของตน เช่นคนที่เรียนในคณะบัญชี ก็อาจสนใจกระบวนการคิดหรือการใช้เหตุผลเฉพาะในบริบทของการบริหารหรือการตลาดหรือเรื่องอื่นๆที่ตนเรียนมาเท่านั้น แต่พอออกนอกบริบทของตนเอง ก็จะไม่ได้รับฝึกฝนเท่าที่ควร เพราะไม่ได้เรียนการวิเคราะห์การใช้เหตุผลที่เป็นเรื่องของเหตุผลหรือตรรกะล้วนๆโดยไม่อิงอาศัยเรื่องหรือเนื้อหาที่ตนกำลังเรียนอยู่ นอกจากนี้อีกเหตุผลหนึ่งก็คือว่า การเรยนเพื่อให้เข้าใจทักษะของการอ้างเหตุผลหรือตรรกวิทยาล้วนๆ เป็นเรื่องที่ต้องอาศัยเวลาพอสมควร เพราะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยากและซับซ้อน การจะเรียนเนื้อหาไปด้วยพร้อมๆกับการเรียนเพื่อให้ได้ทักษะเหล่านี้จึงไม่น่าจะทำให้ผู้เรียนได้ทักษะต่างๆในวิชาการอ้างเหตุผลที่เพียงพอ เพราะไปมุ่งเน้นที่เนื้อหาเสียแล้ว ด้วยเหตุนี้หลายๆหลักสูตรในมหาวิทยาลัยหลายแห่งจึงมักให้นิสิตนักศึกษาเรียนวิชาการใช้เหตุผลโดยตรง (อาจเรียกว่า “การคิดเชิงวิจารณ์” (critical thinking) หรือ “ตรรกวิทยาไม่เป็นแบบแผน” (informal logic) หรืออะไรทำนองนี้) ในปีแรกของการเรียน แล้วค่อยไปเรียนเนื้อหาของตนเองอย่างเข้มข้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม ฝ่ายที่บอกว่าควรรวมการเรียนการใช้เหตุผลไปกับการเรียนวิชาเนื้อหาก็จะบอกอีกว่า การเรียนทักษะการใช้เหตุผลล้วนๆ ทำให้วิชานี้เป็นนามธรรมมาก แทนที่จะพูดเรื่องใดเรื่องหนึ่งไปเลย เช่นแพทย์ หรือการบริหารธุรกิจ หรือภาษาต่างประเทศ ก็มาพูดเรื่องความสัมพันธ์กันเชิงตรรกของประพจน์ ซึ่งเป็นเรื่องนามธรรมมาก ทำให้ผู้เรียนจำนวนมากรู้สึกว่าวิชานี้ “ไม่เป็นประโยชน์” หรือ “ห่างไกลจากชีวิตจริง” แทนที่จะพูดเรื่องการรักษาคนไข้ หรือการจัดการองค์กร หรือเรื่องอื่นๆที่เป็นเนื้อหา ก็มาพูดเรื่องว่าประพจน์สองประพจน์นี้มีความสัมพันธ์ในรูปแบบที่ถ้าประพจน์แรกเป็นจริง ปรพจน์ที่สองจะต้องเป็นจริงไปด้วยหรือไม่อย่างไร โดยไม่สนใจที่เนื้อหาของประพจน์นั้นๆเลย การเรียนแบบนี้ทำให้นิสิตชั้นปีที่หนึ่งรู้สึกว่าวิชานี้ยากเกินจำเป็น ควรจะเรียนวิชาเนื้อหาไปเลยจะดีกว่า

การบอกว่าตรรกวิทยาหรือวิชาการใช้เหตุผล “ห่างไกลจากชีวิตจริง” ก็เป็นความจริง โดยเฉพาะเมื่อมีการประดิษฐ์คำที่ไม่มีในภาษามาใช้ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถถอนตัวออกมาได้จากการยึดติดกับเนื้อหา เช่น ผมเคยออกข้อสอบให้นิสิตทำเพื่อพิจารณาว่าการอ้างเหตุผลต่อไปนี้มีความสมเหตุสมผลหรือไม่ คือ “ฟงหมุยบางตัวเป็นฟงเช็ง ฟงเช็งทุกตัวเป็นฟงเซียง ดังนั้นฟงหมุยบางตัวเป็นฟงเซียง” ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าฟงหมุยหรือฟงเซียงแปลว่าอะไร มันไม่มีคำแปลเพราะเป็นคำประดิษฐ์ขึ้นมาเฉยๆ แต่ประเด็นก็คือว่า ไม่ว่าฟงหมุยหรือฟงเช็งจะแปลว่าอะไร การอ้างเหตุผลที่เกิดขึ้นมีความสมเหตุสมผล (validity) หรือเปล่า “ชีวิตจริง” ในที่นี้คือความสัมพันธ์กันของประพจน์ ไม่ใช่เรื่องฟงหมุยหรือฟงเซียง

แต่การที่ให้นิสิตรับรู้ความสัมพันธ์กันเชิงตรรกของประพจน์ในแง่นี้ก็มีความสำคัญมาก เพราะหากนิสิตเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า “ความสมเหตุสมผล” คืออะไร “ความสัมพันธ์เชิงตรรก” คืออะไร การเข้าใจเช่นนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการเรียนต่อไปของนิสิต ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ หรือบัญชี หรืออื่นๆ เพราะตรรกวิทยาเป็นวิชาว่าด้วยระเบียบแบบแผนของความคิด ทีนี้ไม่ว่าจะคิดเรื่องอะไร ก็ต้องคิดตามระเบียบแบบแผนนี้ตลอด

เรื่องวิชาการใช้เหตุผลนี้ยังไม่จบ ผมจะค่อยๆทยอยเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับวิชานี้ออกมาอีกเป็นระยะๆ …

(คำว่า “ประพจน์” เป็นศัพท์บัญญัติจากคำภาษาอังกฤษว่า ‘proposition’ หมายถึงสิ่งใดก็ตามที่สามารถมีคุณสมบัติเป็นจริงหรือเป็นเท็จได้)

 

One thought on “วิชาการใช้เหตุผลจำเป็นหรือไม่?

  1. ๑. ที่คณะผมเป็นมากๆ เลยครับ พอใช้เหตุผลอะไรที่เกี่ยวกับฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา จะใช้ได้ดีมากๆ แต่พอเป็นเรื่องอื่นๆ เช่น เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น, รับน้องควรจะมีอยู่ไหม จะไม่ใช้เหตุผลกัน เหตุผลกับเรื่องเหล่านี้จะไม่สำคัญไปเลย หรือใช้ได้แย่มากๆ

    ๒. มหาวิทยาลัยไม่ได้ผลิตคนเพื่อทำไปทำงานเท่านั้น แต่ต้องผลิตคนเพื่อพลเมืองที่ดีด้วย การใช้เหตุผลได้เฉพาะในวิชาหรือวิชาชีพตนเองเท่านั้น ก็ไม่ใช่ผลดี เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นด้วยเลยที่จะมีวิชาแยกออกมา แล้วก็ไม่ได้เน้นไปที่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง

    ๓. อย่างผมตั้งแต่เกิดมา เพิ่งจะมารู้ตอนเขามหาวิทยาลัยว่าจะใช้เหตุผลยังไง ก่อนหน้านั้นก็ใช้แต่ก็ไม่ได้ดูว่า การใช้แบบนั้นถูกต้องไหม แล้วไม่ว่าจะเป็นคนรอบข้าง โรงเรียน ก็ไม่ได้มีใครให้ความสำคัญกับการใช้เหตุผลที่ถูกต้อง ถึงแม้ว่าโดยธรรมชาติมนุษย์เป็นคนที่มีเหตุผล แต่การหล่อหลอมของสังคมก็เป็นเรื่องที่สำคัญ แล้วการหล่อหลอมก่อนที่จะมาเรียนก็สำคัญเช่นเดียวกัน วิชาการใช้เหตุผลมีเป้าหมายหลักคือสอนให้คนมีเหตุผล เพราะฉะนั้นการสอนให้เป็นคนมีเหตุผลในสังคมไทย ผมจึงคิดว่าเป็นโจทย์มากๆ ครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s