ปรัชญากับประชาธิปไตยของสมบัติ จันทรวงศ์

ความนำ

สมบัติ จันทรวงศ์เปิดบทความเรื่อง “ประชาธิปไตยไทย: ปรัชญาและความเป็นจริง” ด้วยคำพูดของนักวิชาการผู้มีชื่อเสียงสองท่าน คือเกษียร เตชะพีระกับเอนก เหล่าธรรทัศน์ ซึ่งใจความหลักของคำพูดทั้งสองได้แก่การที่ยังมีช่องว่างระหว่างอุดมคติของประชาธิปไตยกับความเป็นจริงในประเทศไทยที่ยังไม่ตรงกับอุดมคติดังกล่าว เกษียรบอกว่าคตินิยมของคนไทยยังเป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ในขณะที่ประชาธิปไตยของไทยเป็นเพียงรูปแบบ ส่วนเอนกบอกว่ารูปแบบของประชาธิปไตยเช่นการเลือกตั้ง ยังไม่เป็นที่มาของอำนาจที่ถูกต้องชอบธรรม ในขณะที่ที่มาของอำนาจที่ชอบธรรมในสายตาของคนไทยเป็นราชโองการของกษัตริย์มากกว่า สมบัติบอกว่าคำกล่าวทั้งสองนี้สรุปเนื้อหาของบทความที่เขากำลังเสนอได้อย่างครบถ้วน (หน้า ๓) แต่อย่างไรก็ตาม สมบัติก็ได้เขียนบทความยาวกว่าหกสิบหน้า ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นการขยายความคำพูดของเกษียรและเอนกที่สมบัติยกมาอ้าง หรือไม่ก็เป็นการอภิปรายประเด็นทางปรัชญาการเมืองของสมบัติเอง งานของสมบัติชิ้นนี้ได้มีการนำเสนอในการประชุมภายในโครงการวิจัยของไชยันต์ ไชยพรเรื่อง “วิกฤตความแตกแยกของธรรมวิทยาแห่งพลเมือง: การศึกษาคำประกาศธรรมของประกาศกร่วมสมัย” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลผ่านสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแห่งชาติ (สกอ.)

เนื้อหาหลักของบทความของสมบัติ นอกจากจะเป็นการอภิปรายเกี่ยวกับช่องว่างระหว่างความเป็นจริงกับอุดมคติแล้ว ก็ยังมีการอ้างเหตุผลในเชิงปรัชญาที่วิพากษ์วิจารณ์โจมตีแนวคิดแบบเสรีนิยมที่เป็นรากฐานของแนวคิดประชาธิปไตยเสรีนิยมที่ใช้กันอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้วในปัจจุบัน เหตุผลหลักๆของสมบัติก็คือว่าเสรีนิยมเป็นทรรศนะที่แยกเอาระบบทางการเมืองกับศีลธรรมกับจริยธรรมออกจากกัน ในบทความนี้ผมจะชี้แจงให้เห็นว่าทรรศนะที่สมบัติเสนอตรงนี้มีข้อผิดพลาดอย่างไร ข้อผิดพลาดประการแรกก็คือว่าแม้แต่ในระบบความคิดแบบเสรีนิยมที่มาจากคานท์หรือล็อคเอง (ซึ่งสมบัติวิพากษ์ไว้ในบทความ) ก็ไม่ได้มีการแยกเอาจริยธรรมออกจากการเมืองแต่อย่างใด ในทางตรงข้ามคานท์ถือเป็นนักปรัชญาที่ได้เสนอความคิดที่ทำให้วิชาจริยศาสตร์ก้าวหน้าไปอย่างลึกซึ้งในปรัชญาตะวันตกทั้งหมด เป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะเรียนวิชานี้โดยไม่ศึกษางานของคานท์ ในปรัชญาของล็อคแม้ว่าเขาจะไม่มีระบบความคิดทางจริยศาสตร์ที่พัฒนามาอย่างลึกซึ้งแบบคานท์ แต่แนวคิดทางจริยศาสตร์ของล็อค โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องความถูกต้องของแนวคิดว่าด้วยสัญญาประชาคม ก็ไปในทางเดียวกันกับคานท์ ดังนั้นการบอกว่าเสรีนิยมซึ่งมีรากฐานทางความคิดมาจากคานท์ เป็นระบบที่ไม่มีหลักจริยธรรมเลยจึงน่าสงสัยเป็นอย่างยิ่ง อีกประการหนึ่งก็คือว่าสมบัติเชื่อว่าระบบการเมืองไทยปัจจุบันเป็นระบบที่มีปัญหาเพราะการแยกศีลธรรมกับการเมืองออกจากกัน ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วปัญหาของการเมืองไทยไม่ได้มาจากเรื่องศีลธรรมจรรยา แต่มาจากการยึดครองอำนาจเอาไว้โดยคนบางกลุ่มที่ไม่ยอมสละอำนาจให้แก่ประชาชนส่วนใหญ่ถึงแม้กาลสมัยจะเปลี่ยนไปมากแล้วก็ตาม (ดังนั้นถ้าจะมองให้เกี่ยวกับศีลธรรม ก็มองได้ว่าการยึดครองอำนาจของบางกลุ่มนี่เองที่เป็นการกระทำที่ผิดศีลธรรม และเป็นต้นเหตุของปัญหาในการเมืองไทยมายาวนาน) ในบทความนี้ผมจะอธิบายเหตุผลว่าเหตุใดความคิดสองประการของสมบัติตรงนี้จึงเป็นข้อผิดผลาด โดยเนื้อหาหลักของบทความจะเป็นการอภิปรายสองประเด็นนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนจะพิจารณาข้อผิดพลาดใหญ่ๆสองประการในงานของสมบัติ ก็ยังมีข้อผิดพลาดอีกประการที่ต้องกล่าวถึงในที่นี้ สมบัติบอกว่าพุทธศาสนาไม่สามารถเป็นฐานรองรับแนวคิดแบบเสรีนิยมได้ อันที่จริงสมบัติอาจกล่าวอีกอย่างว่ายังไม่มีกลุ่มใดในสังคมไทยที่ประสบความสำเร็จในการสร้างระบบความคิดที่วางเอาพุทธศาสนาเป็นรากฐานแล้วสร้างระบบประชาธิปไตยเสรีนิยมบนรากฐานนั้น เรื่องนี้อาจจะเป็นจริง แต่สิ่งที่สมบัติทิ้งไว้เป็นนัยๆก็คือว่า พระพุทธศาสนาเองไม่มีคำสอนที่จะเป็นรากฐานให้แก่เสรีนิยมหรือประชาธิปไตย หรือการเคารพสิทธิพื้นฐานของพลเมืองได้ ตรงนี้ผิดอย่างหนัก แนวคิดเรื่องสิทธิพื้นฐานของปัจเจกชนมาจากฐานความคิดที่ว่าคนทุกคนเท่ากัน ไม่ได้เท่ากันในความหมายแบบไม่ฉลาดที่มองว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะแต่ละคนไม่มีใครน้ำหนักเท่ากัน หรือสูงเท่ากัน หรือมีเพศสภาพเดียวกัน ฯลฯ แต่ในความหมายว่าเท่ากันในแง่ของ “ความเป็นคน” มีคุณสมบัติของ “คน” อยู่ด้วยกันเท่าๆกันทุกคน ไม่มีใครเป็นคนมากกว่าหรือน้อยกว่าใคร ในแง่นี้สามารถอธิบายตามแบบของพระพุทธศาสนาได้ด้วยการมองว่าคนทุกคนเกิดมาอยู่ใน “ภูมิ” เดียวกัน คือ “มนุษยภูมิ” ด้วยเหตุนี้จึงมีความเท่ากันในแง่นี้ เนื่องจากว่าการเกิดในมนุษยภูมิเป็นการมีคุณสมบัติร่วมกันบางอย่างที่สัตว์โลกในภูมิอื่นๆไม่มี เช่น ความสามารถในการเข้าใจภาษา ในการรู้ผิดชอบชั่วดี ในการวางแผนหรือมีจินตนาการ ในการเลือกได้ว่าจะทำอะไร (ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องถึงการเกิดในภพต่อๆไป) เหล่านี้สัตว์โลกในมนุษยภูมิมีเหมือนกันหมด ดังนั้นการที่สมบัติดูเหมือนจะบอกเป็นนัยๆว่าพระพุทธศาสนาไม่มีทรัพยากรของตนเองที่จะสนับสนุนแนวคิดเสรีนิยมประชาธิปไตยจึงไม่ใช่เช่นนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ที่สมบัติบอกว่าการอ้างเหตุผลเพื่อสนับสนุนประชาธิปไตยในบริบทของสังคมวัฒนธรรมไทยไม่สามารถอ้างอะไรในระดับปรัชญาได้ จึงไม่เป็นความจริงเช่นเดียวกัน

จริยธรรมของระบบคิดแบบเสรีนิยม

ข้อผิดพลาดหลักของสมบัติในบทความเรื่อง “ประชาธิปไตยไทย” ได้แก่การวิพากษ์เสรีนิยมโดยบอกว่าเสรีนิยมละทิ้งมิติทางศีลธรรมจริยธรรมไป สมบัติกล่าวว่า:

มุมมองด้านจริยธรรมที่แท้จริงแล้วคือการปฏิเสธน้ำหนักของจริยธรรม ทำให้ผู้ที่สนับสนุนคติเสรีนิยมมองว่า ประชาธิปไตยไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องของคุณธรรมของพลเมือง (Civic virtue) เพราะสิ่งที่จะทำให้ประชาธิปไตยดำรงอยู่ได้ ไม่ใช่คุณลักษณะที่ดีของพลเมืองแต่เป็นสถาบันทางสังคมและการเมืองทั้งหลายที่เป็นสถาบันเสรี ประชาธิปไตยเป็นเพียงแค่ระบบกฎหมายที่ทำให้ผู้คนซึ่งแตกต่างกันมากมายสามารถอยู่ร่วมกันได้เท่านั้น

ความหมายของสมบัติก็คือว่า ในระบบคิดแบบเสรีนิยมนั้นรากเหง้าหรือที่มาของศีลธรรมจรรยาตามระบบสังคมโบราณได้ถูกทำลายลงไป ทำให้สังคมสมัยใหม่ที่เดินตามหลักเสรีนิยมขาดรากฐานทางศีลธรรมจริยธรรม ในสังคมโบราณเช่นสังคมยุโรปในสมัยกรีกโรมัน หรือในสมัยกลาง แหล่งที่มาของความถูกต้องทางศีลธรรมจรรยามาจากคำสอนของศาสนา ไม่ว่าจะเป็นศาสนาแบบนับถือพระเจ้าหลายองค์แบบกรีกโรมันโบราณ หรือแบบพระเจ้าองค์เดียวของคริสตศาสนา ลักษณะที่มีร่วมกันคือแหล่งที่มาของความถูกต้องดังกล่าวไม่ได้อยู่ที่ปัจเจกบุคคล ในมุมมองของอริสโตเติลความถูกต้องชอบธรรมนี้มาจากสภาวะทางอภิปรัชญาของมนุษย์กับโลก กล่าวคือหากมนุษย์ทำตัวให้สอดคล้องกับธรรมชาติของมนุษย์เอง ก็จะเรียกได้ว่าเป็นการบรรลุความเป็น “มนุษย์ที่ดี” หรือในความคิดของเพลโต ก็มีความเชื่อว่ามีสิ่งที่เรียกว่า “แบบของความดี” ที่ไม่ขึ้นกับสภาพความเปลี่ยนแปลงของโลกที่สัมผัสได้และเป็นแหล่งที่มาของความเป็นจริงในโลกที่สัมผัสได้ การทำดีก็คือรับเอาแบบของความดีมาเป็นหลักการในการกระทำ หลักการนี้เป็นพื้นฐานของหลักจริยศาสตร์ของกรีกโบราณทั้งหมด ส่วนในสมัยกลางที่อยู่กับคริสตศาสนา หลักการพื้นฐานของศีลธรรมจริยธรรมก็อยู่ที่การปฏิบัติตามคำสอนของพระผู้เป็นเจ้า โดยความเชื่อก็คือว่าพระผู้เป็นเจ้าเป็นต้นตอที่สมบูรณ์สูงสุดของความถูกต้องชอบธรรมทั้งมวล ความเชื่อทั้งหมดนี้ (ธรรมชาติทางอภิปรัชญาของสิ่งต่างๆตามอริสโตเติล โลกของแบบของเพลโต หรือพระเจ้าของศาสนาคริสต์) ได้ถูกท้าทายและทำลายลงโดยผลงานของนักปรัชญาสมัยใหม่ เช่นเดส์การ์ตส์ สปิโนซา กัสเซนดิ ไลบ์นิซ และคนอื่นๆ ภาพของโลกธรรมชาติตามระบบของอริสโตเติลที่เคยยึดถือกันมาเป็นเวลายาวนานในยุโรป ถูกแทนที่ด้วยภาพตามแบบของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่กำลังเริ่มก่อตัวขึ้นมาในยุโรปในช่วงเวลาเดียวกัน ลักษณะสำคัญของภาพตามแบบวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็คือว่า การเคลื่อนไหวของสิ่งต่างๆในธรรมชาติต้องมีสาเหตุจากการเคลื่อนไหวของสิ่งในธรรมชาติด้วยกันที่มาเป็นสาเหตุ ในภาพแบบนี้พระเจ้าแบบศาสนาคริสต์ก็ไม่มีที่อยู่อีกต่อไป เพราะพระเจ้ากลายเป็นสิ่ง “ลึกลับ” ที่ไม่สามารถอธิบายได้ตามหลักของวิทยาศาสตร์

เมื่อเป็นเช่นนี้ ในกรณีของจริยศาสตร์ การตัดสินว่าการกระทำใดถูกหรือผิดจึงไม่สามารถอ้างอิงพระเจ้าได้ และก็ไม่สามารถอ้างอิงโลกของแบบหรือธรรมชาติวัตถุแบบอริสโตเติลได้ เพราะตามหลักของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องลึกลับที่อธิบายตามหลักการของกลไกตามธรรมชาติไม่ได้พอๆกัน พอมาถึงจุดนี้สมบัติก็เข้าใจไปว่าระบบคิดแบบเสรีนิยมก็ละทิ้งเรื่องทางจริยศาสตร์ไปหมด จนสมบัติถึงกับกล่าวว่า “ในสังคมประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมนั้น จริยธรรมก็คือกฎหมาย กฎหมายก็คือจริยธรรม” (หน้า ๕๒) นักคิดฝ่ายเสรีนิยมจะตอบสมบัติว่า การกล่าวอ้างว่าระบบคิดแบบเสรีนิยมมองกฎหมายกับจริยธรรมเป็นเนื้อเดียวกันตลอด เป็นการบิดเบือนแนวคิดเสรีนิยมอย่างร้ายแรง เพราะทำให้เสรีนิยมดูกลายเป็นทรรศนะที่น่ากลัว ไม่น่าเชื่อถือ เพราะกฎหมายสามารถออกโดยจอมเผด็จการที่มุ่งกดขี่ประชาชนได้ แต่ความเป็นจริงที่สมบัติไม่ได้พูดถึงก็คือว่า เสรีนิยมมีวิธีการในการแก้ไขปัญหาเรื่องการเป็นหนึ่งเดียวกันของกฎหมายและจริยธรรมที่มีประสิทธิภาพมากกว่าระบบแบบโบราณที่ดูเหมือนว่าสมบัติจะยืดถือเป็นอย่างมาก หัวใจของเรื่องนี้อยู่ที่ว่ากระบวนการออกกฎหมายนั้นจะต้องเป็นกระบวนที่ถูกต้องชอบธรรม ต้องเป็นอย่างนี้ก่อนขาดไม่ได้ จึงจะอ้างได้ว่ากฎหมาย (ที่ออกมาจากกระบวนการเช่นนี้) เป็นเนื้อเดียวกับจริยธรรม หากขาดกระบวนการที่ถูกต้องชอบธรรมแล้ว ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่กฎหมายกับจริยธรรมจะเป็นหนึ่วเดียวกันได้

การที่กฎหมายออกโดยกระบวนการที่ชอบธรรมก็หมายความว่า กระบวนการดังกล่าวนี้จะมอบความถูกต้องชอบธรรมให้แก่กฎหมาย ปัญหาหลักของปรัชญาการเมืองก็คือว่า เราจะหาความถูกต้องชอบธรรมให้แก่การใช้อำนาจทางการเมืองได้อย่างไร การออกกฎหมายก็เป็นการใช้อำนาจทางการเมืองแบบหนึ่ง ปัญหาก็คือว่า เหตุใดผู้คนในรัฐจึงควรจะเคารพเชื่อฟังกฎหมายด้วย ทีนี้หากกฎหมายออกโดยจอมเผด็จการที่ไม่ฟังเสียงประชาชนก็ไม่มีความจำเป็นใดๆที่ประชาชนจะต้องเคารพเชื่อฟังกฎหมายนั้น หัวใจสำคัญที่สุดของระบบคิดแบบเสรีนิยมอยู่ที่ว่า มีความแตกต่างกันระหว่างการใช้อำนาจตามอำเภอใจโดยผู้ถืออำนาจ (ซึ่งอาจเป็นจอมเผด็จการ หรือกษัตริย์ หรือขุนทหารที่มายึดครองรัฐ) กับความถูกต้องชอบธรรมของการใช้อำนาจนั้น ประเด็นสำคัญตรงนี้สมบัติกลับไม่ได้พูดถึงในบทความของเขาอย่างน่าประหลาดใจ คานท์เรียกความแตกต่างตรงนี้ว่าเป็นความแตกต่างระหว่าง quid juris หรือประเด็นทางกฎหมาย กับ quid facti หรือประเด็นในข้อเท็จจริง อย่างแรกเป็นเรื่องของความถูกต้องชอบธรรมของกฎเกณฑ์ (ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นกฎหมาย) ส่วนอย่างหลังเป็นเรื่องของข้อเท็จจริงว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวมีสาเหตุหรือที่มาอย่างไร อันที่จริงความแตกต่างนี้ก็เป็นสิ่งที่นักกฎหมายทั่วไปเข้าใจเป็นอย่างดี ประเด็นที่นักปรัชญาสนใจก็คือว่า ในกรณีของ quid juris หรือความถูกต้องชอบธรรม อะไรคือที่มาของสิ่งนี้ หากจะตอบว่าเพราะผู้มีอำนาจทางกายภาพเป็นที่มา ก็ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง เพราะผู้มีอำนาจทางกายภาพอาจไม่มีความชอบธรรมก็ได้ เช่นในระบบกษัตริย์ หากมีขุนทหารที่แย่งอำนาจจากกษัตริย์ที่ครองราชย์อย่างมาถูกต้อง แม้ว่าขุนทหารดังกล่าวมีกำลังทหารอยู่ในมือ สามารถยึดอำนาจการปกครองรัฐมาได้ แต่เราจะไม่เรียกขุนทหารนั้นเป็นแหล่งที่มาที่ถูกต้องชอบธรรมของอำนาจในการออกกฎหมาย แต่จะเรียกขุนทหารนี้ว่ากบฎ และประชาชนในรัฐนั้นก็มีความชอบธรรมทุกประการในการโค่นลัมกบฎนี้ กฎใดๆที่ออกมาจากคำสั่งของขุนทหารที่เป็นกบฏก็ไม่จำเป็นที่ประชาชนจะต้องเชื่อฟัง การที่ขุนทหารอาจใช้กำลังขู่เข็ญบังคับให้ผู้คนเชื่อฟังตนเป็นคนละเรื่องกับการที่การกระทำนั้นเป็นการกระทำที่ถูกต้องหรือไม่ (จริงๆก็คือไม่ถูกต้องชอบธรรมแต่ประการใด)

 

ในสมัยโบราณมีการสร้างความชอบธรรมให้แก่กระบวนการออกกฎหมายโดยกษัตริย์ โดยอ้างว่ากษัตริย์ในยุโรปได้รับ “เทวสิทธิ” จากพระผู้เป็นเจ้า (หรือในอินเดียมีการอ้างว่ากษัตริย์ได้ความชอบธรรมในการปกครองมาจากการที่วรรณะของกษัตริย์เองถือกำเนิดจากแขนของพระพรหม ซึ่งก็เป็นแนวคิดแบบเดียวกัน) แต่เมื่อวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ทำให้มองเห็นว่าไม่มีพระเจ้าอยู่จริง การอ้างเทวสิทธิหรือการอ้างพระพรหมจึงเป็นเหมือนกับการเล่นตลกไป ในเมื่อการอ้างอำนาจทางกายภาพล้วนๆมีปัญหาอย่างที่กล่าวมาในย่อหน้าข้างต้น ทางออกของฝ่ายเสรีนิยมก็คือว่าความถูกต้องชอบธรรมจะต้องมาจากความเห็นชอบหรือความยินยอมพร้อมใจของประชาชน ซึ่งก็เป็นรากฐานของแนวคิด “สัญญาประชาคม” (social contract theory) ที่สมบัติของพูดถึงในบทความ แนวคิดแบบสัญญาประชาคมจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อทุกๆคนที่มาทำความตกลงร่วมกันในการร่างเนื้อหาของสัญญา (สัญญาดังกล่าวไม่จำเป็นต้องมีอยู่เป็นเอกสารจริงๆ แต่เป็นแนวคิดเชิงทฤษฎีที่อธิบายความถูกต้องชอบธรรมของการปกครองตามหลักของเสรีนิยม ตัวอย่างเช่นประเทศสหราชอาณาจักรไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ก็ปกครองตามหลักของเสรีนิยม โดยสัญญาดังกล่าวเป็นที่ตกลงร่วมกันโดยประชาชน) มีความเท่าเทียมกันในฐานะสมาชิกของประชาคมที่จะมารวมตัวกันเป็นรัฐเพื่อผลประโยชน์ที่จะได้จากรัฐร่วมกัน ที่สำคัญก็คือว่าทุกคนที่มาร่วมกันร่างสัญญาและตกลงยอมรับข้อความในสัญญาร่วมกัน จะต้องมีความเท่าเทียมกันโดยพื้นฐาน ไม่ใช่ว่าฝ่ายหนึ่งเป็นหัวของพระพรหม ฝ่ายหนึ่งเป็นแขนของพระพรหมหรือเป็นขาเป็นเท้าของพระพรหม ถ้ามีความเชื่อพื้นฐานอยู่แบบนี้ การร่างสัญญาประชาคมก็จะเป็นไปไม่ได้ และการที่จะบังคับให้ประชาคมมารวมตัวเป็นรัฐโดยให้บางฝ่ายยอมรับว่าตัวเองเป็นขาหรือเท้าของพระพรหม ซึ่งหมายความว่าตนเองจะเกิดมาเพียงเพื่อเป็นผู้รับใช้คนวรรณะอื่นๆเท่านั้น ก็จะเป็นไปได้โดยการสร้างเรื่องราวมาหลอกลวงให้ฝ่ายดังกล่าวเชื่อ หรือใช้อำนาจดิบๆมาบังคับอยู่ตลอดไปเท่านั้น ซึ่งย่อมไม่ใช่อะไรที่ถูกต้องชอบธรรมอย่างแน่นอน ผลของการมองโลกแบบสมัยใหม่ก็คือว่า ผู้คนเลิกมองตนเองเป็นอวัยวะของพระพรหมอีกต่อไป เพราะมองเห็นแล้วว่าพระพรหมไม่มีจริง เป็นเพียงเรื่องที่สร้างขึ้นมาเท่านั้น เมื่อไม่มีพระพรหมหรือพระเจ้ามากำหนดให้คนมีความแตกต่างกันโดยธรรมชาติ ก็หมายความว่าคนทุกคนมีความเท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นคนเหมือนกัน มีชีวิตจิตใจแบบเดียวกันที่ศึกษาได้ในวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ได้แบบเดียวกัน

เมื่อทุกคนเชื่อว่าแต่ละคนมีความเท่าเทียมกัน การมารวมตัวกันเป็นรัฐจึงเป็นการที่แต่ละคนมาตกลงร่วมกันว่าจะอยู่ร่วมกันอย่างไร จะแบ่งสรรปันส่วนอำนาจในการปกครองอย่างไร ที่มาของอำนาจที่ถูกต้องจึงมาจากประชาชนที่เป็นสมาชิกของประชาคมทั้งหมด ไม่ได้มาจากเทวสิทธิของกษัตริย์ หรือมาจากการเกิดมาจากแขนพระพรหม หรือการอ้างชาติกำเนิดจากบรรพบุรุษ หรือการอ้างลักษณะของการประพฤติปฏิบัติของตนเองแต่ประการใด ในกรณีนี้พระพุทธศาสนาแตกต่างจากศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูโดยสิ้นเชิง เพราะพระพุทธเจ้าไม่เคยสอนว่าอำนาจในการปกครองต้องมาจากวรรณะกษัตริย์ หรือมาจากชาติกำเนิดแต่อย่างใด ในทางตรงข้ามพระพุทธเจ้าทรงสอนอยู่เสมอว่า ความดีความเลวหรือคุณค่าของแต่ละคนนั้นมาจากการกระทำของคนๆนั้นเอง ไม่ได้มาจากกรสืบชาติตระกูลตามวรรณะแต่อย่างใดไม่ การที่ทรงสอนเช่นนี้ก็ย่อมแสดงว่าทุกคนมีโอกาสเท่าเทียมกันในการเป็นคนดี (หรือคนเลว) ไม่ใช่ว่าต้องเกิดเป็นพราหมณ์หรือเกิดมาในตระกูลสูงถึงจะเป็นคนดีได้ ขึ้นสวรรค์ได้ ส่วนศูทรหรือจัณฑาลเป็นคนเลวโดยกำเนิด ไม่มีโอกาสขึ้นสวรรค์ไม่ว่าจะทำดีมากเพียงใด หัวใจของคำสอนของพระพุทธศาสนาก็คือว่า ไม่ว่าจะเกิดมาเป็นศูทรหรือพราหมณ์ก็มีโอกาสบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ได้ทั้งสิ้น การเป็นพระอรหันต์ได้อยู่ที่การปฏิบัติของตนเอง นั่นคือทุกคนมีความเท่าเทียมกันในการบรรลุธรรม สมบัติไม่ได้กล่าวถึงประเด็นอันสำคัญในพระพุทธศาสนาตรงนี้เลย ในกรณีของคานท์ก็เป็นทำนองเดียวกัน คานท์กล่วว่าการที่คนๆหนึ่งจะเป็นคนดีได้ ไม่จำเป็นว่าต้องมีชาติกำเนิดหรือมีลักษณะผิวพรรณเป็นอย่างไร หัวใจเพียงอย่างเดียวของการทำดี ก็คือมี “เจตนาดี” ซึ่งมีกันได้ทุกคน บางคนอาจเกิดมาจนหรือรวย แต่ทุกคนมีโอกาสจะเป็นคนดีได้เท่ากันหมด เพราะเรื่องความดีเป็นเรื่องของเจตนาไม่ใช่เรื่องฐานะทางสังคมหรือเศรษฐกิจ คนทุกคนมีพื้นฐานในการเป็นคนดีอยู่แล้วโดยธรรมชาติ เพราะความดีมีรากฐานมาจากเหตุผล และคนทุกคนก็มีเหตุผลในฐานะที่เป็นคนอยู่แล้ว เหตุผลนี้หมายถึงการที่แต่ละคนมีความเข้าใจภาษา เข้าใจความหมาย สามารถคิดแยกแยะความถูกผิดกันได้ทุกคน ความสามารถนี้ทุกคนมีในฐานะที่เป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์สามารถเข้าใจภาษาได้ พูดกันรู้เรื่อง มีเหตุมีผล ไม่เหมือนสัตว์เดรัจฉานที่ไม่มีคุณสมบัติเหล่านี้ ดังนั้นมนุษย์จึงเท่าเทียมกันโดยธรรมชาติ และความเท่าเทียมในด้านความสามารถในการเข้าใจเหตุผลนี่เองที่เป็นรากฐานของการที่มนุษย์สามารถมารวมตัวกันช่วยกันร่างสัญญาประชาคมมาเป็นหลักเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกันเป็นรัฐได้

กล่าวโดยสรุปก็คือคานท์บอกว่าความดีมาจากเจตนาดี และทุกคนเท่ากันในฐานะที่เป็นผู้ใช้เหตุผล และเหตุผลนี้เป็นแหล่งที่มาของการสำนึกในความดีและเจตนาดีของบุคคล ในแง่นี้ทรรศนะของคานท์ตรงกับของพระพุทธศาสนาที่บอกว่ามนุษย์มีเหตุมีผล รู้ผิดชอบชั่วดีกันทุกคน เพราะเป็นคุณสมบัติที่แยกมนุษย์ออกจากสัตว์เดรัจฉาน มนุษย์จึงมีความเท่าเทียมกันในแง่นี้ เมื่อมนุษย์มีความเท่าเทียมกัน แหล่งที่มาของอำนาจในการปกครองอันได้มาจากการตกลงรวมตัวกันสร้างสัญญาประชาคมขึ้นมาจึงเป็นรากฐานของความถูกต้องชอบธรรมของเนื้อหาของสัญญาที่เกิดขึ้น ดังนั้นสัญญาประชาคมที่กำหนดลักษณะขอบเขตการใช้อำนาจทางการเมือง จึงมีความชอบธรรมอยู่ที่ตรงนี้ การที่สมบัติบอกว่าเสรีนิยมไม่มีการพูดถึงศีลธรรมจริยธรรมจึงผิดอย่างสิ้นเชิง ความดีมาจากจิตสำนึกในเจตนาดีและในความเท่าเทียมกันของคนทุกคนในฐานะที่เป็นผู้เข้าใจเหตุผล หลักเกณฑ์ของคานท์ซึ่งก็เป็นหลักที่ฝ่ายเสรีนิยมรับกันทั่วไปก็คือว่า การกระทำใดๆที่วางอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกันในทุกคนโดยที่หากเราอยากให้คนอื่นปฏิบัติอย่างไรต่อเรา เราก็ต้องปฏิบัติอย่างเดียวกันต่อคนอื่นด้วย การกระทำแบบนี้จึงเป็นการกระทำที่ดี คานท์เรียกหลักการนี้ว่า “คำสั่งไม่มีเงื่อนไข” (categorical imperative) ซึ่งรากฐานของการกระทำดีทั้งหมด การร่วมมือกันร่างสัญญาประชาคมก็ต้องตั้งอยู่บนหลักการนี้ด้วย ซึ่งเป็นหลักที่กำหนดรูปแบบของกระบวนการเจรจาเพื่อร่างสัญญาประชาคม ผลประโยชน์ของแต่ละบุคคลที่นำมาเจรจากันก็จะประสานกันกับผลประโยชน์ของส่วนรวมที่จะเกิดขึ้นจากการมีสัญญา เพราะเราอยากให้คนอื่นทำอะไรให้เรา เราก็ต้องทำอย่างเดียวกันนั้นให้คนอื่นด้วย การดึงดันจะให้ผลประโยชน์ส่วนตัวของเราได้รับการตอบสนองแต่เพียงฝ่ายเดียวโดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนอื่นๆ จึงผิดหลักการคำสั่งไม่มีเงื่อนไขตรงนี้ จึงไม่สามารถบรรจุอยู่ในสัญญาได้ ด้วยเหตุนี้สัญญาประชาคมจึงมีความถูกต้องชอบธรรมทั้งจากการรวมตัวกันของสมาชิกอย่างเสรีและอย่างยินยอมพร้อมใจดังที่ได้กล่าวมาแล้ว และยังมีความถูกต้องชอบธรรมจากการเดินตามกฎเกณฑ์ทางจริยธรรมเกี่ยวกับเจตนาดีและคำสั่งไม่มีเงื่อนไขด้วย การใช้อำนาจตามกฎหมายที่ออกมาจากสัญญาประชาคมจึงมีความถูกต้องชอบธรรม ชอบที่สมาชิกที่มีส่วนร่วมในการร่างสัญญานั้นเองจะต้องปฏิบัติตามเชื่อฟัง เพราะเป็นกฎที่มีความถูกต้องทั้งด้านการรวมตัวกันและด้านเนื้อหาที่เป็นไปตามหลักจริยธรรม ในแง่นี้และต้องในแง่นี้เท่านั้นที่กฎหมายเป็นไปตามจริยธรรม แต่การที่สมบัติบอกว่าจริยธรรมกับกฎหมายเป็นหนึ่งเดียวกันนั้น เป็นการมองในแง่ลบเพราะสมบัติไม่ได้พูดถึงเงื่อนไขที่ต้องมีอยู่ในการทำให้กฎหมายมีความถูกต้องชอบธรรมเลย ทรรศนะของสมบัติจึงผิดพลาดอย่างร้ายแรงด้วยประการฉะนี้

ปัจเจกบุคคลกับมิติทางจริยธรรม

ผลสืบเนื่องอีกประการหนึ่งของการที่สมบัติอ้างว่าเสรีนิยมไม่มีมิติทางจริยธรรมก็คือว่า สมบัติบอกว่าปัจเจกบุคคลตามแบบของเสรีนิยมนั้นเป็นบุคคลที่ล่องลอยอยู่ในสุญญากาศ ไม่มีหลักยึดทางศีลธรรมจริยธรรมใดๆที่จะหล่อหลอมตนเองให้เป็นคนดีได้ แต่เราได้เห็นกันมาในหัวข้อก่อนหน้าแล้วว่าเสรีนิยมมีมิติทางจริยธรรมที่เข้มข้นตามที่ปรากฏในหลักจริยศาสตร์ของคานท์ เมื่อเป็นเช่นนี้การที่สมบัติบอกว่าในทรรศนะแบบเสรีนิยมปัจเจกบุคคลไม่มีมิติทางจริยธรรมก็ผิดพลาดตามไปด้วย การบอกว่าปัจเจกบุคคลในทรรศนะของเสรีนิยมไม่มีมิติทางจริยธรรมอันที่จริงก็เป็นข้อวิพากษ์ทรรศนะเสรีนิยมที่มีมาตลอด ผู้ที่วิพากษ์เช่นนี้ รวมทั้งสมบัติด้วย อาจจะสับสนระหว่างข้อเสนอของเสรีนิยมที่ให้แยกศาสนากับการเมืองออกจากกันกับเรื่องมิติทางจริยธรรมของบุคคล ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วการแยกศาสนากับการเมืองออกจากกันไม่เกี่ยวกับเรื่องจริยธรรมของบุคคลแต่อย่างใด ข้อเสนอเรื่องการแยกศาสนาออกจากการเมืองมาจากฐานคิดที่ว่าในสังคมสมัยใหม่ที่มองเห็นแล้วว่าเรื่องพระเจ้าเป็นเรื่องลึกลับขัดกับหลักทางวิทยาศาสตร์ การยอมให้ความเชื่อเรื่องพระเจ้ามามีบทบาทในทางการเมืองจึงไม่สามารถทำได้ เพราะย่อมมี (หรืออาจมี) บุคคลที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้าอยู่ในบรรดาสมาชิกที่ร่างสัญญาประชาคมด้วย การบังคับขู่เข็ญให้คนที่ไม่เชื่อพระเจ้า หรือไม่เชื่อในศาสนาใดๆ ให้มารับเข้ารีตนับถือศาสนา จึงเป็นความผิด เพราะเท่ากับเป็นการเอาผลประโยชน์ของตนเอง (ที่อยากเห็นคนนับถือศาสนาตามแบบของตัวเองมากๆ) มาเป็นผลประโยชน์ของส่วนรวม ด้วยเหตุนี้สังคมเสรีประชาธิปไตยจึงมีหลักประกันเรื่องเสรีภาพในการนับถือหรือไม่นับถือศาสนา

การมีหลักประกันเรื่องเสรีภาพทางศาสนาไม่เกี่ยวข้องกับมิติทางจริยธรรมของปัจเจกบุคคล เพราะถึงแม้ว่าสังคมจะประกาศว่าทุกคนมีเสรีภาพที่จะนับถือหรือไม่นับถือศาสนาใดๆ แต่ก็มิได้หมายความว่าสังคมดังกล่าวจะปราศจากหลักยึดทางจริยธรรม ตรงนี้เป็นข้อผิดพลาดที่ฝ่ายวิพากษ์เสรีนิยมเป็นกันมาก เพราะไปเชื่อว่าหลักทางจริยธรรมต้องมาจากศาสนา แต่ความจริงก็คือว่า เราสามารถเป็นคนดีได้อย่างเต็มที่โดยไม่ต้องนับถือศาสนาอะไรเลย คนดีไม่จำเป็นว่าต้องไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์ หรือไปวัดทุกวันพระ หรือสวดละหมาดวันละห้าครั้ง แต่หากเขาเป็นคนที่มองไม่เห็นหลักคำสั่งไม่มีเงื่อนไขของคานท์ กล่าวคือเป็นคนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้งและไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ของคนอื่น เขาก็จะไม่ใช่คนดี ถึงแม้ว่าจะไปโบสถ์ ไปวัด หรือไปมัสยิดทุกวันก็ตาม สมบัติยกข้อเขียนของเพลโตจากเรื่อง “ยูไทโฟร” มาเปิดบทความของเขา แต่ก็น่าประหลาดใจว่าสมบัติไม่ได้พูดถึงประเด็นสำคัญที่สุดในบทสนทนานี้ของเพลโต ซึ่งได้แก่การที่ความถูกผิดของการกระทำนั้นอยู่เป็นอิสระจากคำสอนของศาสนา โสกราตีสถามยูไทโฟรว่า อะไรที่การกระทำที่ถูกต้องชอบธรรม หลังจากคุยประเด็นอื่นๆอยู่พักหนึ่ง ยูไทโฟรก็บอกแก่โสกราตีสว่า การกระทำใดๆที่เทพเจ้าชื่นชอบ ก็คือการกระทำที่ถูกต้อง แต่โสกราตีสถามต่อว่า อะไรถูกต้องมากกว่ากัน ระหว่างการที่การกระทำนี้ดีอยู่ก่อนแล้ว เทพเจ้าจึงชื่นชอบ หรือเพราะว่าเทพเจ้าชื่นชอบ การกระทำนี้จึงเป็นการกระทำที่ดี ยูไทโฟรตอบว่าอย่างแรกถูก ซึ่งก็หมายความว่าความถูกผิดของการกระทำเป็นอิสระจากการที่เทพชอบหรือไม่ชอบ เรื่องเทพมาชอบหรือไม่ชอบก็เป็นเรื่องของคำสอนทางศาสนา ซึ่งเราเห็นตามโสกราตีสว่าเป็นอิสระจากความถูกผิดของการกระทำ อย่างไรก็ตามสมบัติดูเหมือนว่าจะยังเข้าใจว่าหากไม่มีศาสนา ก็จะไม่มีหลักยึดทางศีลธรรมจริยธรรม ซึ่งโสกราตีสบอกว่าไม่ใช่เช่นนั้น การกระทำใดๆจะถูกหรือผิด ไม่เกี่ยวกับว่าเทพชอบหรือไม่ชอบ แต่เทพมาชอบการกระทำบางอย่าง ก็เพราะว่าการกระทำอย่างนั้นเป็นการกระทำที่ดีต่างหาก ความดีหรือไม่ดีของการกระทำมาก่อนคำสอนทางศาสนา และเนื่องจากความดีไม่ดีมาจากเรื่องเจตนากับเรื่องคำสั่งไม่มีเงื่อนไขดังที่ได้กล่าวไปแล้ว คนดีเลยสามารถเป็นคนดีได้โดยไม่ต้องมีศาสนา เรื่องนี้เราอาจมองอีกอย่างได้ว่าการเป็นคนดีเป็นความจำเป็นของสังคม แต่ศาสนาไม่จำเป็น เพราะมีได้หลายศาสนาและก็มีอีกทางเลือกคือไม่นับถือศาสนาใดๆ แต่สังคมไม่อาจขาดคนดีได้ กล่าวคือไม่อาจคนที่มองเห็นว่าผลประโยชน์ใดๆของตนเองจะเกิดมีขึ้นมาได้ก็ต่อเมื่อผลประโยชน์ของคนอื่นๆได้รับการตอบสนองเท่านั้น หลักนี้มาจากเหตุผลล้วนๆ ไม่ได้มาจากศาสนา

สรุป

จะเห็นได้ว่าการที่สมบัติบอกว่าปัจเจกบุคคลตามแบบของเสรีนิยมไม่มีมิติทางจริยธรรมนั้น จริงๆไม่ได้เป็นเช่นนั้นเพราะการอยู่ร่วมกับคนอื่นๆและการยอมตัวให้อยู่ภายใต้การบังคับของสัญญาประชาคม จำเป็นที่จะต้องมีหลักยึดบางอย่างที่ร้อยรวมเอาสมาชิกของประชาคมเข้าด้วยกัน ซึ่งหลักดังกล่าวไม่จำเป็นต้องมาจากศาสนา และเนื้อหาของหลักนี้เองที่กำหนดเนื้อหาว่าคนดีเป็นคนอย่างไร นอกจากนี้เงื่อนไขเพียงประการเดียวที่ทำให้กฎหมายกับจริยธรรมไปด้วยกันได้ ก็คือกฎหมายต้องเป็นกฎหมายที่ถูกต้องชอบธรรม สมควรที่สมาชิกจะเคารพเชื่อฟังปฏิบัติตามโดยสนิทใจ เพราะเป็นกฎหมายที่มุ่งพิทักษ์สิทธิความปลอดภัยและผลประโยชน์ต่างๆของทุกคน แทนที่จะเป็นกฎหมายที่เป็นเครื่องมือของผู้ครอบครองอำนาจที่ไม่มีสิทธิ แต่มุ่งใช้กฎหมายเพื่อบรรลุผลประโยชน์ส่วนตน และมุ่งทำลายผลประโยชน์ของคนอื่นๆ ในกรณีเช่นนี้การใช้กำลังทำลายล้างผู้ครองครองอำนาจเถื่อนๆเช่นนี้เพื่อสถาปนาระบบการปกครองโดยกฎหมาย หรือ “นิติรัฐ” จึงเป็นความถูกต้องชอบธรรม

สมบัติได้อภิปรายค่อนข้างมากในบทความของเขาเกี่ยวกับช่องว่างระหว่างอุดมคติของเสรีนิยมกับความเป็นจริงของประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในบทความนี้ผมไม่มีเวลาเพียงพอที่จะพูดถึงเรื่องนี้ได้ อีกอย่างผมก็ไม่มีพื้นความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองพอที่จะพูดเรื่องนี้ได้อย่างมีเนื้อหาสาระ ก็คงต้องให้ผู้รู้ด้านนี้สานต่อออกไป อย่างไรก็ตามความต่อเนื่องระหว่างเรื่องปรัชญากับเรื่องช่องว่างในบทความของสมบัติก็อยู่ที่ว่า เมื่อสมบัติมองว่าเสรีนิยมขาดมิติทางศีลธรรมจริยธรรม การนำเอาเสรีนิยมมาใช้ในสังคมไทยจึงก่อให้เกิดปัญหาเช่นการขาดศีลธรรมในด้านต่างๆของสังคมปัจจุบัน เช่นมีการพูดถึงปัญหาทำแท้ง คอร์รัปชั่น ฯลฯ แต่ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากเสรีนิยม แม้แต่ในระบอบการปกครองที่เข้มงวดมากๆเช่นเผด็จการ หรือสมบูรณาสิทธิราชย์ ก็ยังมีปัญหาสังคมอยู่ และก็ไม่ใช่ว่าในสังคมแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ผู้คนจะเป็น “คนดี” ไปทั้งหมดแบบในยุคพระศรีอาริย์ การมุ่งเสนอว่าสังคมเสรีนิยมมีปัญหาทางจริยธรรมต่างๆอย่างที่สมบัติเสนอ ทำให้คนอ่านเข้าใจไปว่าเรื่องเหล่านี้เป็นปัญหาเฉพาะของเสรีนิยม ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้น ช่องว่างระหว่างอุดมคติทางจริยธรรม (เช่นระบบจริยศาสตร์ของคานท์) กับความเป็นจริงมีอยู่เสมอ และก็เป็นหน้าที่ของผู้ให้การศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องอื่นๆจะแก้ไข โดยงานประเภทนี้เป็นงานที่ต้องทำอยู่ตลอด ไม่เกี่ยวข้องกับระบบการเมืองการปกครองโดยตรงแต่อย่างใด (ตามที่สมบัติดูเหมือนจะเชื่อเช่นนั้น) การบอกว่าสังคมเสรีนิยมมีปัญหาสังคมต่างๆ ก็เลยเป็นเพียงการวิพากษ์ทรรศนะเสรีนิยมจากอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งเราก็เห็นกันอยู่ว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นแต่ประการใด

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์
ภาควิชาปรัชญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

5 thoughts on “ปรัชญากับประชาธิปไตยของสมบัติ จันทรวงศ์

  1. I am very glad that Ajarn Soraj writes this article. I disagree with Ajarn Sombat’s too. However parts of Ajarn Sombat’s critique of Liberalism are based on the teachings of Leo Strauss and his student, Harry Jaffa (East coast Straussian) who is Ajarn Sombat’s professor. If Liberalism need to argue with this Neo conservativism, we still need more jobs to do. We should write more about Kant, Rawls, Habermas and Rorty.

  2. มีคำวิจารณ์บทความนี้พอสมควร ขอยกมาตอบตรงนี้นะครับ

    ๑. มนุษย์มีเหตุผลจริงหรือเปล่า?
    เสรีนิยมตั้งอยู่บนพื้นฐานความคิดว่ามนุษย์เป็นผู้มีเหตุผล ต่างจากสัตว์ตรงนี้ แต่ก็ปรากฏอยู่เสมอๆว่าหลายครั้งมนุษย์ไม่มีเหตุผล นักปรัชญาอย่าง Schopenhauer ก็ประกาศว่าเหตุผลเป็นเพียงภาพลวงตา แต่ตรงนั้นเป็นพัฒนาการต่อเนื่องจากเสรีนิยม กล่าวคือหากไม่มีความคิดเรื่องปัจเจกบุคคลเป็นที่มาของอำนาจการปกครองและเป็นที่มาของหลักการทางญาณวิทยา (ตัดสินว่าอะไรเป็นหรือไม่เป็นความรู้) และหลักจริยศาสตร์แล้ว ก็จะไม่มีพัฒนาแบบ Schopenhauer เลย ทรรศนะแบบของ Schopenhauer หรือ Kierkegaard เป็นปฏิกิริยาต่อเหตุผลนิยมซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเสรีนิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมองไปที่ Kierkegaard ที่บอกว่ามนุษย์มีสภาวะที่ต้องแสวงหาคุณสมบัติที่กำหนดความเป็นตัวเองมาให้ตัวเอง แนวคิดแบบนี้เป็นเสรีนิยมแบบสุดขั้ว ถึงแม้ว่า Kierkegaard จะวิพากษ์เหตุผลนิยม แต่ไม่ได้แปลว่าเขาปฏิเสธความสำคัญของปัจเจกบุคคล

    แล้วตกลงมนุษย์มีเหตุผลจริงหรือเปล่า? มี แม้แต่สัตว์อย่างลิงกอริลล่าก็ยังมีนักชีววิทยาพยายามแสดงให้เห็นว่าก็มีเหตุผลในระดับหนึ่ง

    ๒. พระพุทธศาสนาเป็นรากฐานให้แก่แนวคิดเสรีนิยมได้อย่างไร?
    ได้เพราะว่ามีคำสอนที่ระบุเช่นนั้นโดยตรง ในสมัยโบราณมีการนำเอาพระพุทธศาสนามาสนับสนุนแนวคิดที่ว่ามนุษย์ไม่เท่ากัน และชนชั้นปกครองควรจะมีสิทธิอำนาจในการปกครองต่อไป แต่ประเด็นนี้ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธศาสนา การที่มีการสอนว่าคนเราไม่เท่ากันเป็นเพราะแต่ละคนทำกรรมมาไม่เหมือนกัน แต่การไม่เหมือนกันในแง่ทำกรรมมาไม่เหมือนกัน ไม่ใช่อย่างเดียวกับการสรุป (โดยพวกนักคิดแบบก่อนเสรีนิยม) ว่าดังนั้นคนเราต้องไม่เท่ากันในทางการเมือง ดังนั้นการอ้างว่าพระพุทธศาสนาสนับสนุนแนวคิดแบบคนเราไม่เท่ากันทางการเมือง จึงเป็นการบิดเบือนคำสอนของพระพุทธศาสนา คนเราเท่ากันเพราะเป็นคนเหมือนกันอย่างที่ผมเสนอไว้ในบทความ ซึ่งก็สอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้าด้วย

    (ขยายความ: คำว่า “เหมือนกัน” กับ “เท่ากัน” ความหมายไม่เหมือนกัน “เหมือนกัน” คือมีคุณสมบัติเดียวกันในทั้งคู่ เช่นชาวเหมือนกัน ผมยาวเหมือนกัน ตาโตเหมือนกัน ฯลฯ แต่ “เท่ากัน” แปลว่ามีคุณสมบัติที่ตามเกณฑ์ที่ใช้ร่วมกัน ผลจากการวัดตามเกณฑ์นั้นออกมาเสมอกัน เช่น สองคนแขนยาวเท่ากัน แขนอาจไม่เหมือนกัน เพราะคนหนึ่งผิวขาว อีกคนผิวดำ แต่แขนยาวเท่ากัน

    ในทางกฎหมายกับการเมือง “เท่ากัน” แปลว่าอยู่ภายใต้บังคับและการคุ้มครองของกฎหมายเสมอกัน และมีสิทธิในการมีส่วนร่วมในการปกครองประเทศเท่ากัน แต่ละคนไม่เหมือนกันอยู่แล้ว เพราะบางคนสูง บางคนเตีย บางคนรวย บางคนจน ฯลฯ แต่เท่ากันในทางกฎหมายกับการเมือง

    ภาษาอังกฤษ: “เหมือนกัน” = same “เท่ากัน” = equal)

  3. ตอบ soraj says: เหมือนกับพวกโซฟีส เหมือนกับคเล้า ชมิท ไม่บอกว่าไม่บอกประชาธิปไตยตรง เหมือกับผู้ชายที่อยากมีเซ็กสืกับผู้หญิงแต่ไม่ยอากรับผิดชอบก้อ้างนู่นอ่างนี่เพื่อความต้องกาของตน ถ้าจะอ้างเพื่อเพิ่อประชาชนมันไม่ดีหรือ กานที่คุณอ้างศีลธรรมแบบนี้ก็เท้ากันเกลียดชังประชาธิปไตยแต่ดันโกหกคนทั่วไป

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s