สื่อเลือกข้าง: ถูกหรือผิด?

โลกปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยความพยายามที่จะโน้มน้าวใจฝ่ายต่างๆให้มาเห็นด้วยกับฝ่ายตน เราจะเห็นได้ตลอดเวลาว่ามีความพยายามที่จะชักชวนให้ผู้คนมีความเห็นคล้อยตามกันในด้านต่างๆ ผมสอนวิชาการใช้เหตุผลมากว่ายี่สิบปี หัวใจหลักของวิชานี้ก็อยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้นิสิตมีวิจารณญาณ มีความสามารถในการแยกแยะว่าอะไรควรเชื่อ อะไรไม่ควรเชื่อ เวลาใครมาพยายามโน้มน้าวใจเราด้วยเหตุผลต่างๆเราควรจะทำอย่างไรเพื่อชั่งน้ำหนักดูว่าเหตุผลที่มีผู้เสนอมานั้นมีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด สมควรที่เราจะเชื่อหรือไม่ ในทำนองเดียวกันเมื่อนิสิตเป็นฝ่ายต้องเสนอความคิดเห็นที่มุ่งโน้มน้าวใจผู้อื่น ก็จะต้องดูว่าเหตุผลที่เราเสนอไปนั้นถูกต้องตามหลักการหรือไม่ มีที่ผิดที่จะทำให้การอ้างเหตุผลของเรามีช่องโหว่ที่ทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือหรือไม่ จะเห็นได้ว่าการเรียนแบบนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในสังคมสมัยใหม่ของเรา ในสังคมสมัยใหม่ที่สื่อมวลชนมีบทบาทเป็นอย่างมาก ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่จะมีการใช้สื่อมวลชนเพื่อโน้มน้าวจิตใจของผู้คนให้มาเห็นคล้อยตามฝ่ายต่างๆ ในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยกระแสความคิดเห็นของประชาชนมีอิทธิพลมาก ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจว่าฝ่ายต่างๆพยายามจะดึงประชาชนมาเข้าข้างฝ่ายตนด้วยการพยายามโน้มน้าวใจผ่านทางสื่อมวลชน ยิ่งมีสื่อใหม่อย่างสื่อทางสังคมเช่นเฟสบุ๊คกับทวิตเตอร์ ความพยายามในการสร้างกระแสมหาชนก็ยิ่งขยายตัวออกเป็นอย่างมาก คนที่เข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์เพียงไม่นานก็จะเห็นว่ามีความพยายามในการโน้มน้าวใจให้เราเชื่อเรื่องนั้นเรื่องนี้มากมาย สถานการณ์เช่นนี้ก็ยิ่งตอกย้ำให้ประชาชนในโลกสมัยใหม่จำเป็นต้องเรียนรู้วิธีป้องกันตนเองจากการถูกโน้มน้าวใจผิดๆหรือถูกหลอกมากยิ่งขึ้น ในสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่แบบสังคมไทยของเรา ใครที่ควบคุมความคิดเห็นของคนจำนวนมากได้ก็ย่อมควบคุมอำนาจได้อยู่ในมือ

 

เมื่อสังคมกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างขนานใหญ่เช่นที่สังคมไทยของเรากำลังประสบอยู่นี้ ก็ยิ่งมีความพยายามที่จะโน้มน้าวใจมากยิ่งขึ้น ดังนั้นบทบาทและความรับผิดชอบของสื่อมวลชนในด้านนี้ก็ยิ่งต้องเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว อย่างไรก็ตามปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือว่าสื่อมวลชนกำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสนับสนุนประเด็นของฝ่ายต่างๆที่กำลังต่อสู้ทางการเมืองกันอยู่ เนื่องจากการโน้มน้าวใจมหาชนเป็นหนทางสู่อำนาจดังที่ได้กล่าวแล้ว ผลก็คือมีความโหมใช้สื่อมวลชนรวมทั้งสื่อทางสังคมอย่างกว้างขวางเพื่อเป็นอาวุธอีกอย่างหนึ่งในการต่อสู้เพื่อให้ได้ชัยชนะ การต่อสู้ทางการเมืองมีได้หลายรูปแบบ แบบหนึ่งก็คือใช้กำลังเข้าต่อสู้กันโดยตรงแบบสงครามกลางเมือง แต่หากสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวยให้มีการทำเช่นนี้ การพยายามโน้มน้าวมติมหาชนก็เลยมีความสำคัญขึ้นมามาก

การ “เลือกข้าง” ของสื่อเช่นนี้ก่อให้เกิดคำถามตามมาเป็นอันมาก อันที่จริงก็มีคำถามตั้งแต่ต้นแล้วว่าการบอกว่าสื่อ “เลือกข้าง” นี้ถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ หรือว่าจริงๆแล้วสื่อไม่ได้เลือกข้างเอง แต่สื่อหลายสื่อ “ถูกเลือก” มาโดยอำนาจที่เหนือกว่าสื่อ ที่ควบคุมสื่อ (ด้วยการเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือด้วยวิธีการอื่นๆ) ไว้อีกทอดหนึ่ง แต่จะอย่างไรก็ตาม หลักการพื้นฐานประการหนึ่งของจริยธรรมสื่อมวลชนก็คือว่า สื่อมวลชนควรจะต้องเป็นอิสระ ทั้งนี้เหตุผลก็คือว่าในสังคมประชาธิปไตยอำนาจพื้นฐานอยู่ที่ประชาชน ทีนี้เรื่องราวต่างๆในสังคมมีความซับซ้อนยากที่ประชาชนทั่วไปจะตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลพื้นฐานที่เพียงพอ ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของสื่อมวลชนที่จะต้องให้ข้อมูลพื้นฐานเหล่านี้แก่ประชาชน หากสื่อไม่เป็นอิสระก็จะไม่สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้ หากสื่อกลายเป็นองคาพยพหรือเป็นเครื่องมือของอำนาจบางฝ่ายทางการเมือง การให้ข้อมูลพื้นฐานเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจเองอย่างถูกต้อง ก็จะขัดแย้งกับผลประโยชน์ของอำนาจนั้นเองที่อยากจะดึงเอาอำนาจของประชาชนมาไว้ในมือ เพื่อที่ตนเองจะได้เป็นฝ่ายตัดสินใจเรื่องราวต่างๆในสังคมเองแทนที่จะให้ประชาชนตัดสินใจ ด้วยเหตุนี้สื่อที่เป็นอิสระอย่างแท้จริงจากอำนาจต่างๆจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในสังคมประชาธิปไตย ดังนั้นรัฐธรรมนูญของหลายประเทศจึงได้ให้หลักประกันเรื่องความเป็นอิสระของสื่อเอาไว้ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของเสรีภาพในการแสดงออกซึ่งความคิดเห็นอย่างอิสระ สื่อที่เป็นอิสระก็จะเป็นกลไกหนึ่งที่ทำให้เสรีภาพนี้ของประชาชนสามารถปฏิบัติได้จริง เพราะสื่อนอกจากจะเสนอข้อมูลข่าวสารอันเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจแล้ว ยังมีอีกหน้าที่หนึ่งคือทำตัวเป็น “ปริมณฑลสาธารณะ” (public sphere) ที่เป็นเวทีสำหรับประชาชนจะแสดงความคิดเห็นอย่างจริงใจและเป็นอิสระเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆในสังคม การเป็นปริมณฑลสาธารณะนี้เป็นหน้าที่ที่สำคัญยิ่ง และเป็นอะไรที่ทำให้สื่อมวลชนมีสถานะที่ควรแก่การเคารพยกย่อง เพราะหากขาดเวทีกลางหรือปริมณฑลที่มาจากสื่อตรงนี้แล้ว การปกครองระบอบประชาธิปไตยก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย เมื่อประชาชนมาถกเถียงอภิปรายกันในเวทีสาธารณะ สิ่งที่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นก็คือความเห็นร่วมหรือเจตจำนงร่วมของประชาชน เราอาจเรียกสิ่งนี้ว่า “มติมหาชน” ก็ได้ มติมหาชนนี้ในสังคมประชาธิปไตยก็จะแปลออกมาเป็นนโยบายสาธารณะ ซึ่งอาจจะเป็นในระดับหมู่บ้าน (ชาวบ้านตัดสินใจว่าจะใช้เงินกองทุนหมู่บ้านทำอะไร เช่นสร้างถนนหรือขุดบ่อน้ำ) หรือในระดับชาติก็ได้ (เช่นสร้างเขื่อนหรือเก็บภาษีเงินได้หรือดำเนินนโยบายต่างประเทศ)

ทีนี้เราก็มาถึงประเด็นที่ว่าการที่สื่อมวลชนเลือกข้างนั้นเป็นเรื่องถูกหรือผิด หากเราพิจารณาว่าคุณค่าสูงสุดของการที่เราแต่ละคนมาอยู่ร่วมกันเป็นสังคมและรวมตัวกันเป็นรัฐที่มีการใช้อำนาจอธิปไตย ได้แก่คุณค่าของประชาธิปไตย ดังนั้นสื่อที่เลือกเข้าข้างประชาธิปไตยจึงถูกอย่างแน่นอน การเลือกเข้าข้างประชาธิปไตยมีลักษณะพิเศษอยู่อย่างหนึ่งคือ ประชาธิปไตยเป็นระบอบที่เน้นเรื่องรูปแบบหรือกระบวนการ ไม่ใช่เนื้อหาโดยตรง จริงอยู่ประชาธิปไตยมีเนื้อหาสำคัญอยู่ที่การที่ประชาชนเป็นเจ้าของและผู้ใช้อำนาจอธิปไตย แต่หากประชาชนจะเลือกใช้อำนาจของตนไปในทางใด เช่นจะกำหนดนโยบายของประเทศไปเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ หรือจะตัดสินใจเรื่องราวเฉพาะต่างๆไปในทางใด ประชาธิปไตยจะไม่มากำหนดทิศทางในระดับนี้ ทิศทางที่ประชาธิปไตยกำหนดก็คือทิศทางกว้างๆในระดับของรัฐธรรมนูญ เช่นการใช้อำนาจขององค์กรต่างๆต้องรับผิดชอบต่อประชาชนในท้ายที่สุด แต่หากเป็นเรื่องของว่าอำนาจดังกล่าวนี้จะใช้ไปในเรื่องราวเฉพาะต่างๆอย่างไร เช่นสังคมอาจมีการถกเถียงกันว่าในป่าตรงนี้จะสร้างเขื่อนดีหรือไม่ ตรงนี้ประชาธิปไตยจะไม่ลงไปบอกว่าสร้างดีหรือไม่สร้างดี แต่จะสร้างปริมณฑลสาธารณะให้ประชาชนได้ใช้เหตุผลอภิปรายกันอย่างเสรีว่าควรสร้างหรือไม่ โดยมีสื่อมวลชนและองค์กรเอกชนต่างๆรวมทั้งรัฐบาล (ที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง) คอยให้ข้อมูล ดังนั้นการที่สื่อเลือกข้างประชาธิปไตยจึงไม่ใช่การลำเอียงหรือไม่เป็นกลาง แต่เป็นการเลือกว่าสื่อนั้นเองจะทำตัวเป็นกลาง เป็นผู้สร้างเวทีหรือปริมณฑลสาธารณะให้ประชาชนเข้ามาถกเถียงอภิปราย อันจะก่อให้เกิดเจตจำนงร่วมที่จะแปลเป็นนโยบายสาธารณะในท้ายที่สุด การที่สื่อเลือกข้างประชาธิปไตยจึงไม่ใช่เรื่องที่ว่าสื่อไม่เป็นกลางแต่ประการใด ในทางตรงข้ามสื่อที่ไม่ได้เลือกประชาธิปไตย แต่ไปเลือกเข้าข้างระบอบการปกครองอื่น เช่นเผด็จการ (ไม่ว่าจะโดยพรรคคอมมิวนิสต์หรือโดยจอมเผด็จการฟาสซิสต์ หรือการปกครองอื่นใดที่อำนาจอยู่ในมือของคนๆเดียวหรือกลุ่มเดียว) ก็สมควรที่สื่อแบบนี้จะถูกโจมตีและกำจัดไปให้หมดจากสังคม หลายประเทศมีกฎหมายห้ามการสนับสนุนระบอบการปกครองอื่นๆที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ทั้งนี้ไม่ใช่เพราะกฎหมายนั้นมุ่งจำกัดริดรอนสิทธิเสรีภาพ แต่เหตุผลก็คือว่าการริดรอนประชาธิปไตยนั้นเป็นการริดรอนอำนาจของประชาชนโดยตรง และเป็นการรวบเอาอำนาจไปอยู่ในมือของคนเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งก็เป็นการควรที่ประชาชนจะยอมไม่ได้และยอมให้มีกฎหมายที่มุ่งกำจัดสื่อแบบดังกล่าว การยอมให้มีการใช้เสรีภาพในการพูดการแสดงออกมาโจมตีประชาธิปไตย อันเป็นระบอบการปกครองที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเสรีภาพนี้เอง ก็เท่ากับว่าเป็นการใช้เสรีภาพในการแสดงออกมาทำลายเสรีภาพในการแสดงออกนั้นเอง เนื่องจากประชาธิปไตยเป็นการปกครองเพียงระบอบเดียวที่ให้คุณค่าและศักดิ์ศรีแก่ประชาชนหรือพลเมืองทุกคนในสังคม การจำกัดการใช้เสรีภาพของสื่อที่มุ่งทำลายประชาธิปไตยจึงเป็นการกระทำที่ถูกต้องชอบธรรม

ดังนั้น ข้อสรุปของเราในตอนนี้ก็คือว่า สื่อเลือกข้างนั้นถูกต้องแล้วหากเลือกข้างประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม ในระดับที่เป็นเรื่องราวเฉพาะด้านต่างๆเช่นนโยบายสาธารณะต่างๆ สื่อก็อาจทำหน้าที่ได้ทั้งผู้จัดเวที และผู้ร่วมเล่นด้วย หากมีการกำหนดกฎกติการชัดเจนว่าการถกเถียงอภิปรายนี้มีความเป็นธรรมและให้โอกาสทุกฝ่ายได้เสนอความคิดเห็นของฝ่ายตนได้อย่างเต็มที่ ตัวอย่างเช่นหากมีการถกเถียงกันในประเด็นสาธารณะบางประเด็น เช่นการเก็บภาษีมรดก (ซึ่งในประเทศไทยพูดกันมานานแต่ไม่เคยสำเร็จ) ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรเก็บภาษีมรดก เพราะเป็นการสร้างความเป็นธรรมในสังคมให้เกิดขึ้น คนเราถ้าจะประสบความสำเร็จร่ำรวยขึ้นมาได้ ก็ควรจะสำเร็จด้วยฝีมือน้ำพักน้ำแรงของตนเอง ไม่ใช่เพียงเพราะโชคดีเกิดมามีพ่อรวยเท่านั้น แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าหากมีภาษีมรดก ผู้คนจะไม่มีแรงจูงใจในการทำงานหนักหาเงินสร้างฐานะ เพราะถึงทำไปลูกหลานก็ไม่ได้อยู่ดี กลายเป็นภาษีไปหมด เมื่อไม่มีแรงจูงใจเช่นนี้โอกาสที่ประเทศจะมีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจก็จะน้อยลงมาก ในกรณีเช่นนี้สื่อมวลชนนอกจากจะทำหน้าที่เป็นเจ้าของเวทีแล้ว ก็อาจจะแบ่งกันเองออกเป็นฝ่ายๆตามที่เถียงกันอยู่ก็ได้ เช่นสื่อบางฉบับหรือบางเจ้าที่สมาชิกของสื่อนั้นส่วนใหญ่มีความเห็นร่วมกันว่า การสร้างความเป็นธรรมในสังคมมีความสำคัญมากกว่าความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ก็อาจจะสร้างสื่อแบบ “สื่อเอียงซ้าย” ที่มุ่งเสนอประเด็นเรื่องความเป็นธรรม ในอีกทางหนึ่งสื่อที่มีความเห็นไปอีกทางหนึ่ง คือเห็นว่าเสรีภาพในการทำงานหนักและในการได้รับผลของการทำงานหนักนั้นอย่างเป็นธรรม (สามารถมอบผลนี้ให้ลูกหลานเป็นมรดกได้ ไม่ใช่ยกให้รัฐเป็นภาษีไปหมด) มีความสำคัญมากกว่าการใช้กำลังบังคับโดยรัฐบาลเพื่อเก็บภาษี ก็สร้าง “สื่อเอียงขวา” ขึ้นมาตอบโต้ เหตุการณ์เช่นนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย ในกรณีแบบนี้สื่อเลือกข้างก็ไม่ใช่เรื่องผิดเหมือนกัน เพียงแต่ว่าสื่อเหล่านี้อย่าไปใช้อำนาจอื่นนอกเหนือจากอำนาจของการใช้เหตุผล หรืออย่ากลายไปเป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายที่มุ่งเอาชนะฝ่ายอื่นด้วยวิธีที่ขัดแย้งกับประชาธิปไตย หากเป็นเช่นนั้นแล้วก็ย่อมเป็นการทำผิดจริยธรรมแน่นอน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s