ดรรชนี

ดรรชนี

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

รองผู้อำนวยการสำนักพิมพ์แห่งจุฬาฯ

ดรรชนีคืออะไร?

ในการทำหนังสือหรือตำราวิชาการ สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการทำดรรชนี นักเขียนหลายท่านมักจะมองไม่เห็นความสำคัญของสิ่งนี้ แต่จริงๆแล้วดรรชนีมีประโยชน์มากหลายประการดังจะกล่าวต่อไป ในบทความนี้เราจะพูดถึงความสำคัญของดรรชนี ตลอดจนเสนอข้อแนะนำคร่าวๆเกี่ยวกับการทำดรรชนี เพื่อประกอบกับการเพิ่มคุณภาพหนังสือวิชาการต่อไป

ก่อนอื่นก็คงจะต้องกล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง “หนังสือ” กับ “ตำรา” เสียก่อน ในวงการวิชาการภาษาไทยมีข้อถกเถียงกันมากเกี่ยวกับความเหมือนกับความแตกต่างของสองสิ่งนี้ แต่ที่เป็นที่ตกลงกันทั่วไปก็คือว่า “หนังสือ” เป็นการนำเสนอเนื้อหาลงบนกระดาษเย็บเป็นรูปเล่ม ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวอาจเป็นเนื้อหาวิชาการหรือไม่เป็นวิชาการก็ได้ เช่นหนังสือนวนิยายมีเนื้อหาเป็นเรื่องแต่งที่มุ่งสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้อ่านเป็นหลัก แต่หนังสือก็มีเนื้อหาวิชาการได้ ซึ่งก็ทำให้สับสนกับตำรา แต่อย่างไรก็ตามข้อแตกต่างระหว่างหนังสือวิชาการกับตำราก็คือว่า หนังสือวิชาการเสนอความรู้และเนื้อหาทางวิชาการที่ไม่ผูกอยู่กับการเรียนการสอน ผู้อ่านหนังสือวิชาการอาจเป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาก็ได้ เช่นนักเรียนนิสิตนักศึกษาต่างๆ หรือเป็นอาจารย์หรือนักวิชาการที่ต้องการอ่านหนังสือนั้นๆเพื่อประกอบการวิจัยของตนเองก็ได้ หรือเป็นคนทั่วไปที่อยากรู้เรื่องราวต่างๆในหนังสือนั้นๆก็ได้ ส่วนตำรานั้นเป็นหนังสือวิชาการประเภทหนึ่ง ที่มุ่งเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับการเรียนการสอนเป็นหลัก ดังนั้นจุดต่างที่สำคัญที่สุดของหนังสือกับตำราก็คือว่า ตำรามีจุดมุ่งหมายใช้เพื่อการเรียนการสอน ส่วนหนังสือวิชาการนั้น (เราไม่พูดถึงหนังสือประเภทอื่นๆในเวลานี้) จะใช้ประกอบการเรียนตามหลักสูตรก็ได้ หรือใช้อ่านเพื่อประกอบการค้นคว้าหาความรู้โดยทั่วไปก็ได้ สรุปก็คือตำราเขียนขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายในการสอน ส่วนหนังสือวิชาการมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสนอความรู้และเนื้อหาวิชาการ ในภาษาอังกฤษจะเรียกหนังสือว่า “book” ส่วนตำราจะเรียกว่า “textbook” ส่วนหนังสือวิชาการเรียกว่า “academic book”

ไม่ว่าเราจะเขียนหนังสือหรือตำรา สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้สิ่งหนึ่งก็คือดรรชนี สำหรับท่านที่อาจจะยังไม่รู้จัก ดรรชนีคือส่วนท้ายของหนังสือที่รวบรวมเอาคำหรือวลีสำคัญๆในหนังสือ มาเรียงกันตามลำดับอักษรเพื่อประโยชน์ในการค้นว่าในหนังสือเล่มนี้มีหัวข้อหรือมีเนื้อหาอะไรบ้าง ดรรชนีต่างจากสารบัญตรงที่ว่า สารบัญจะบอกเราว่าบทต่างๆรวมทั้งหัวข้อใหญ่หัวข้อย่อยของหนังสืออยู่หน้าไหน เพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจอยากรู้เรื่องหัวข้อเหล่านั้นโดยตรง จะได้เปิดไปยังหน้าที่ต้องการได้ทันที ลักษณะของสารบัญก็คือเรียงหัวข้อเหล่านี้ตามหน้าของหนังสือ กล่าวคือบทที่หนึ่งจะอยู่ก่อนหน้าบทที่สองเสมอในสารบัญ ส่วนดรรชนีนั้นแทนที่จะเรียงลำดับหัวข้อตามหน้าในหนังสือ แต่จะเรียงหัวข้อเหล่านั้นตามลำดับตัวอักษร ดังนั้นจุดมุ่งหมายของดรรชนีก็คือว่า ในกรณีที่เรามีหัวข้ออยู่ในใจอยู่แล้ว เช่นอยากรู้ว่าหนังสือเล่มนี้พูดถึงสุนทรภู่ว่าอย่างไร แทนที่เราจะเปิดสารบัญไล่เอาตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้ายว่ามีพูดเรื่องสุนทรภู่บ้างหรือเปล่า เราก็ไปดูที่ดรรชนีแทน โดยดูที่คำว่า “สุนทรภู่” ซึ่งอยู่ภายใต้หมวดอักษร ส จะเห็นได้ว่าถ้าเป็นหนังสือเล่มใหญ่ๆการหาจากสารบัญอาจทำให้เสียเวลามาก นอกจากนี้ถ้าสารบัญไม่ได้ระบุหัวข้อย่อยๆทั้งหมด ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะหาเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับสุนทรภู่ในหนังสือเล่มนั้น ถ้าเราไม่ลงทุนเปิดหนังสือเล่มนั้นทุกหน้าเพื่อดูว่ามีพูดถึงสุนทรภู่ที่ใดบ้างในหนังสือเล่มนั้น ถึงแม้ว่าหนังสือเล่มนี้อาจมีสารบัญที่ละเอียดมาก ระบุหัวข้อย่อยของหนังสือไว้หมด แต่การพูดถึงสุนทรภู่ในหนังสือเล่มนี้อาจจะกระจัดกระจาย พูดอยู่ตามหัวข้อต่างๆในสารบัญเต็มไปหมด ไม่ใช่ว่าจะรวบรวมเรื่องสุนทรภู่มาไว้ในหัวข้อเดียวหรือบทเดียว เมื่อเป็นอย่างนี้การมีดรรชนีจะช่วยเราได้อย่างมาก

อีกตัวอย่างหนึ่ง หากเราจะศึกษาพระไตรปิฎกเราจะพบว่าถ้าไม่มีดรรชนีช่วยการศึกษาจะเป็นไปอย่างยากลำบากมาก สมมติว่าเราอยากศึกษาว่าในพระไตรปิฎกมีการพูดถึงเรื่อง “อวิชชา” ว่าอย่างไร คือมีที่ใดบ้างที่มีการระบุถึงคำๆนี้ ถ้าไม่มีดรรชนีทางเดียวที่เราทำได้ คือเปิดพระไตรปิฎกตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย ซึ่งเนื่องจากพระไตรปิฎกมีเนื้อหามากมายมหาศาลการทำเช่นนี้อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ทำให้การศึกษาวิจัยทำได้ยากลำบาก แต่เมื่อมีดรรชนีแล้ว ทุกๆที่ที่มีคำว่า “อวิชชา” ปรากฏอยู่จะมีการระบุไว้ชัดเจนว่า มีอยู่หน้าไหน ในพระไตรปิฎกเล่มใด หมวดใด พระสูตรใด ฯลฯ ผลก็คือเราเปิดไปได้ทันทีเพื่อหาคำ “อวิชชา” ตามที่เราต้องการ เราก็สามารถเปรียบเทียบได้ว่า ในพระไตรปิฎกทั้งหมดนั้นมีการใช้คำว่า “อวิชชา” ในความหมายที่เหมือนกันหมดหรือไม่ หรือว่ามีที่ต่างกัน ฯลฯ ซึ่งก็จะช่วยทำให้เข้าใจคำสอนของพระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎกได้เป็นอย่างดี

บางท่านอาจกล่าวว่าการทำดังกล่าวไม่จำเป็นอีกแล้ว และอันที่จริงก็ยังไม่มีใครทำดรรชนีคำในพระไตรปิฎกอย่างครบถ้วนมาก่อน แต่ก็อาจไม่จำเป็นแล้วเพราะมีผู้เอาตัวหนังสือในพระไตรปิฎกทั้งหมดมาใส่ไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วคิดค้นโปรแกรมค้นหาคำที่ทำให้เราค้นหาทุกๆที่ในพระไตรปิฎกที่มีคำว่า “อวิชชา” หรือคำอื่นๆได้ฉับพลันทันที แต่หนังสือต่างๆมีจำนวนมากมาย ยังไม่มีใครทำเป็นระบบขึ้นไว้บนคอมพิวเตอร์แบบพระไตรปิฎก เราจึงต้องอาศัยดรรชนีที่พิมพ์ลงบนกระดาษที่อยู่ท้ายเล่มหนังสืออยู่ดี อย่างไรก็ดีดรรชนีนั้นต่างจาก “บัญชีคำ” หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “concordance” กล่าวคือบัซชีคำเป็นเพียงการเอาคำมาเรียงๆกันอย่างเป็นกลไกเท่านั้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คอมพิวเตอร์ทำได้เป็นอย่างดี แต่ดรรชนีนั้นไม่สามารถสร้างขึ้นมาอย่างเป็นกลไกได้ เพราะต้องอาศัยความเข้าใจเนื้อหาและการตัดสินใจว่าคำที่ยกมาทำเป็นดรรชนีนั้นมีความหมายอื่นใดประกอบด้วยหรือไม่ สิ่งที่คอมพิวเตอร์ทำได้มีแต่เพียงค้นหาคำแล้วนำมาเรียงๆกันเท่านั้น ซึ่งหากเราค้นพระไตรปิฎกด้วยคอมพิวเตอร์นี่คือสิ่งที่เราได้ จริงๆแล้วไม่ใช่ดรรชนี แต่หากเป็นดรรชนีจริงๆแล้ว ต้องมีการประกอบกับความหมายอื่นๆด้วย เช่นหากมีดรรชนีพระไตรปิฎก คำว่า “อวิชชา” ก็จะวางเป็นหัวข้อคำหัวข้อหนึ่ง (ไม่ใช่แค่คำๆเดียว) แล้วก็มีคำอื่นๆมาประกอบว่าเป็นอวิชชาในด้านใด เช่นอวิชชาในปฏิจจสมุปบาท หรืออวิชชาในด้านอื่นๆ ผู้ที่สนใจค้นคว้าก็จะได้ข้อมูลทันทีว่า การใช้คำ “อวิชชา” ในพระไตรปิฎกมีความหลากหลายอย่างไรบ้าง เราจะเห็นตัวอย่างเรื่องนี้โดยละเอียดมากขึ้นต่อไปในบทความนี้

ในภาษาอังกฤษ “ดรรชนี” จะเรียกว่า “index” ซึ่งมีความหมายหลายอย่าง อย่างแรกก็คือว่าคำว่า index มาจากภาษาละตินแปลว่า “นิ้วชี้” เราอาจนึกภาพคนที่กำลังค้นหาดรรชนีแล้วเอานิ้วชี้ชี้ไล่ตามรายการของคำต่างๆที่เรียงกันอยู่ในนั้น นอกจากนี้เวลาเราหาอะไรในหนังสือ เราก็มักจะใช้นิ้วชี้ไล่หาเช่นเดียวกัน นอกจากนี้คำว่า “ดรรชนี” ก็มาจากภาษาสันสกฤตแปลว่า “นิ้วชี้” เช่นเดียวกัน

การทำดรรชนี

ดรรชนีที่เราเห็นตามหนังสือต่างๆนั้น ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นมาเองได้ตามธรรมชาติ แต่ต้องมีคนทำขึ้นมา ในบทความนี้เราก็จะให้คำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับการทำดรรชนี จริงๆแล้วการทำดรรชนีเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ต้องมีการเรียนเป็นเรื่องเป็นราว ใช้เวลาอย่างน้อยเป็นเดือนๆ แต่อย่างน้อยเราก็เริ่มทำความเข้าใจเบื้องต้นได้

เราอาจเริ่มที่เนื้อหาของหนังสือวิชาการที่คัดมาเป็นตัวอย่างได้ดังต่อไปนี้ ข้อความต่อไปนี้คัดมาจากหนังสือของผมเองเรื่อง วิกฤตการณ์วิทยาศาสตร์ศึกษาในประเทศไทย (พิมพ์โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย)

… เมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความสำคัญเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องน่าตกใจมากที่ประเทศไทยดูเหมือนว่าไม่ได้ให้ความสำคัญแก่วิทยาศาสตร์มากเท่าที่ควร การศึกษาส่วนใหญ่ยังคงเน้นที่การจดจำเนื้อหามากกว่าการรู้จักมีความคิดเป็นของตนเอง แทนที่นักเรียนจะได้มีโอกาสสัมผัสกับวิทยาศาสตร์ว่า เป็นการท่องเที่ยวไปในโลกของความอยากรู้อยากเห็น โลกของการสัมผัส การทดลอง นักเรียนกลับถูกบังคับให้มองว่าวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่น่าเบื่อหน่าย เป็นวิชาที่มีบทบาทแต่เพียงในห้องเรียนหรือห้องทดลองเท่านั้น การเรียนวิทยาศาสตร์แบบนี้จึงไม่ต่างจากการเรียนวิชาโบราณ เช่นโหราศาสตร์ เพราะโหราศาสตร์ไม่มีการพิสูจน์ทดลองว่าคำสอนหรือเนื้อหาของวิชานี้ เป็นจริงหรือไม่ อย่างไร การเรียนโหราศาสตร์เป็นการท่องจำสูตรหรือกฎต่างๆว่า เมื่อดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่ในตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ในดวงชะตาของบุคคลคนหนึ่ง บุคคลผู้นั้นจะมีชีวิตแบบใด นักเรียนที่เรียนโหราศาสตร์ไม่เคยถูกท้าทายให้สงสัยว่า เหตุใดกฎต่างๆในวิชานี้จึงเป็นเช่นนั้น สิ่งที่นักเรียนได้รับก็คือว่า มีกฎและสูตรอยู่จำนวนหนึ่งในโหราศาสตร์ ซึ่งผู้เรียนจำเป็นต้องจำให้ได้และเข้าใจกลไกการใช้สูตรต่างๆเหล่านี้ในการพยากรณ์ดวงชะตา เราอาจนึกภาพได้ว่า ถ้าโรงเรียนมีการสอนโหราศาสตร์ ลักษณะการเรียนก็จะไม่แตกต่างกับการเรียนวิทยาศาสตร์มากนัก กล่าวคือมีการสอนสูตรกับกฎต่างๆ และมีการออกข้อสอบซึ่งเป็นการทดสอบความสามารถในการใช้สูตรหรือกฎเหล่านี้ในการแก้ปัญหาเชิงกลไก หรือปัญหาที่มีคำตอบตายตัวแน่นอนและมีวิธีการที่ชัดเจนในการเข้าถึงคำตอบเหล่านั้น แต่สถานการณ์การเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนทั่วๆไปของประเทศก็ไม่ต่างจากการเรียนโหราศาสตร์เท่าใดนัก นักเรียนมีสูตรหรือกฎต่างๆของวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆให้ทำความเข้าใจกับท่องจำ โดยการเรียนการสอนก็ดูจะไม่มีการท้าทายเช่นเดียวกันว่า เหตุใดกฎหรือสูตรเหล่านั้นจึงเป็นความจริง นักเรียนต้องท่องจำสูตรต่างๆเหล่านี้ไปเพื่อไปทำข้อสอบ ซึ่งมีลักษณะเป็นการประยุกต์กฎกับสูตรที่เรียนมา ไปใช้ในการแก้ปัญหาเชิงกลไก หรือปัญหาเชิงคณิตศาสตร์ที่มีคำตอบที่ถูกต้องตายตัวอยู่แล้วเช่นกัน ในเมื่อชีวิตประจำวันภายนอกห้องเรียนของนักเรียน จะหาปัญหาใดๆทีมีสูตรสำเร็จเป็นกลไกอย่างนี้ได้ยากมาก วิทยาศาสตร์ก็เลยเหินห่างจากความเป็นจริงมากเท่าๆกับโหราศาสตร์

แต่ความเป็นจริงแล้ววิทยาศาสตร์กับโหราศาสตร์แตกต่างกันเป็นคนละขั้ว โหราศาสตร์ไม่มีกระบวนการทดลองที่สามารถทดสอบซ้ำได้โดยนักโหราศาสตร์คนอื่นๆ นักโหราศาสตร์ไม่มีการศึกษาระเบียบวิธีที่จะใช้กำหนดผลลัพธ์ของวิชา กฎหรือทฤษฎีทางโหราศาสตร์ก็ไม่สามารถพิสูจน์ว่าจริงหรือเท็จด้วยวิธีการใช้ประสาทสัมผัสได้ ในขณะที่โหราศาสตร์เรียกร้องให้ยอมรับกฎหรือทฤษฎีของตนนั้น โหราศาสตร์ไม่สามารถให้คำอธิบายได้ว่า เหตใดกฎต่างๆของตนเองจึงเป็นความจริง ในทางตรงข้ามวิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการที่ท้าทายให้มีการแสดงว่า ผลการค้นคว้าในครั้งหนึ่งๆอาจเป็นเท็จก็ได้ และการทดลองใดๆจะไม่มีผู้ยอมรับเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ถ้าการทดลองนั้นไม่มีผู้ทำซ้ำ หรือมีผู้ทำซ้ำแล้วได้ผลไม่ตรงกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นความจริงที่ว่าการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในประเทศทำให้วิชานี้ดูไม่ต่างจากโหราศาสตร์แล้วละก็ การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในประเทศก็กำลังประสบกับสภาวะวิกฤตอย่างยิ่ง

เราจะมาลองทำดรรชนีข้อความนี้กัน สิ่งแรกที่ต้องทำคือต้องอ่านข้อความที่จะทำดรรชนีอย่างละเอียดเพื่อทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เมื่อเริ่มต้นเราก็เห็นว่าการใช้คอมพิวเตอร์ทำดรรชนีนั้นทำได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากการทำดรรชนีที่ดีผู้ทำต้องเข้าใจเนื้อหาของข้อความที่ทำอย่างแจ่มแจ้ง คิดได้ว่าจะทำดรรชนีอย่างไรให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านสูงสุด และเพื่อให้ขั้นตอนของการทำดรรชนีดูให้ชัดเจนขึ้น จึงขอแยกกระบวนการที่จะพูดถึงต่อไปเป็นหัวข้อๆ ดังต่อไปนี้

ขั้นตอนที่ ๑ อ่านข้อความที่จะทำดรรชนีอย่างละเอียด

หากข้อความที่จะทำดรรชนีเป็นหนังสือยาวๆหนึ่งเล่ม ผู้ทำก็ต้องอ่านหนังสือเล่มนั้นอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบ บางทีอาจจะต้องอ่านมากกว่าหนึ่งรอบเพื่อให้เข้าใจความหมายของหนังสือได้อย่างแท้จริง ประโยชน์ของการอ่านนี้ก็คือให้ผู้ทำดรรชนีมองเห็นภาพรวมของหนังสือ ผู้ทำดรรชนีที่มีประสบการณ์จะมองเห็นภาพของดรรชนีที่ตนเองจะทำได้ในใจทันทีเมื่ออ่านหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง โปรดอย่าลืมว่าดรรชนีนั้นไม่ใช่บัญชีคำหรือ concordance เนื่องจากบัญชีคำจัดทำขึ้นอย่างเป็นกลไก ใช้คอมพิวเตอร์ทำก็ได้ และจะรวดเร็วกว่ามาก แต่สิ่งที่คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันยังทำไม่ได้คืออ่านหนังสือด้วยความเข้าใจเนื้อหา ซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นของการทำดรรชนี เพราะดรรชนีไม่ใช่เพียงแค่รายการคำเท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยการโยงเนื้อหาคำหรือวลีที่ใกล้เคียงกันเข้าด้วยกัน หรือการอ้างอิงข้ามไปข้ามมา (cross-reference) หรือการจัดหัวข้อใหญ่หัวข้อย่อยภายใต้หัวเรื่องหนึ่งๆ เช่นจัดคำ “อวิชชา” เป็นหัวเรื่อง แล้วประกอบด้วยหัวข้อย่อยที่ปรากฏในข้อความของพระไตรปิฎกดังที่ได้กล่าวถึงไปบ้างแล้ว

ขั้นตอนก็คืออ่านข้อความจากหนังสือ วิกฤตการณ์วิทยาศาสตร์ศึกษาของไทย ตามที่ยกมาข้างต้น เราก็มองเห็นภาพรวมว่า ข้อความนี้มุ่งวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน ซึ่งทำให้การเรียนวิทยาศาสตร์ไม่ต่างอะไรจากโหราศาสตร์ การเรียนโหราศาสตร์ประกอบด้วยการท่องขำ แล้วไม่ต้องสงสัยว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เช่นท่องว่าถ้าดาวศุกร์กุมลัคน์แล้วเจ้าชะตาจะหน้าตาดี เป็นต้น ทีนี้เวลาคนไทยเรียนวิทยาศาสตร์ก็ติดนิสัยแบบเดิมๆนี้มาด้วย คือท่องเฉยๆไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมดาวศุกร์กุมลัคน์แล้วเป็นอย่างนี้ แล้วทำไมถ้าดาวเสาร์กุมลัคน์หน้าตาถึงไม่ค่อยดี หรือทำไมสมการต่างๆในวิทยาศาสตร์ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทีนี้เรื่องนี้เป็นเนื้อหาของหนังสือที่เราต้องทำดรรชนี (ซึ่งถ้าพูดต่อไปอาจจะกลายเป็นบทความอีกบทหนึ่ง เรื่องปัญหาการเรียนวิทยาศาสตร์หรือโหราศาสตร์ไปแทน) เราก็คิดต่อไปว่าจะทำดรรชนีละเอียดแค่ไหน ซึ่งถ้าเป็นหนังสือแบบที่ยกตัวอย่างนี้มาก็ให้ละเอียดพอสมควร เราก็เข้าสู่ขั้นตอนต่อไป

ขั้นตอนที่ ๒ เลือกคำที่จะรวมในดรรชนี

ขั้นตอนนี้ถือเป็นหัวใจของดรรชนี คำที่จะเลือกคือคำที่จะมาปรากฏในดรรชนี หลักการทั่วไปคือว่าคำใดเป็นคำในเนื้อหาวิชา คำนั้นต้องปรากฏในดรรชนี ส่วนคำทั่วๆไปไม่ต้องมาอยู่ในดรรชนี เพื่อให้เรื่องนี้ชัดขึ้นเราจะยกเอาข้อความข้างต้นมาดูกันเฉพาะส่วนแรกๆ:

เมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความสำคัญเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องน่าตกใจมากที่ประเทศไทยดูเหมือนว่าไม่ได้ให้ความสำคัญแก่วิทยาศาสตร์มากเท่าที่ควร การศึกษาส่วนใหญ่ยังคงเน้นที่การจดจำเนื้อหามากกว่าการรู้จักมีความคิดเป็นของตนเอง แทนที่นักเรียนจะได้มีโอกาสสัมผัสกับวิทยาศาสตร์ว่า เป็นการท่องเที่ยวไปในโลกของความอยากรู้อยากเห็น โลกของการสัมผัส การทดลอง นักเรียนกลับถูกบังคับให้มองว่าวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่น่าเบื่อหน่าย เป็นวิชาที่มีบทบาทแต่เพียงในห้องเรียนหรือห้องทดลองเท่านั้น การเรียนวิทยาศาสตร์แบบนี้จึงไม่ต่างจากการเรียนวิชาโบราณ เช่นโหราศาสตร์ เพราะโหราศาสตร์ไม่มีการพิสูจน์ทดลองว่าคำสอนหรือเนื้อหาของวิชานี้ เป็นจริงหรือไม่ อย่างไร

คำสำคัญในข้อความสั้นๆนี้ก็มี “วิทยาศาสตร์” “เทคโนโลยี” “โหราศาสตร์” เพราะคำเหล่านี้เกี่ยวกับเนื้อหาของข้อความโดยตรง พวกนี้ต้องรวมในดรรชนี นอกจากนี้ก็มีที่เป็นคำที่ระบุหัวเรื่องที่พูดในข้อความนี้ ได้แก่ “การเรียนวิทยาศาสตร์” “การศึกษา” อีกด้วย เมื่อเลือกได้แล้วเราก็เข้าสู่ขั้นตอนต่อไป

ขั้นตอนที่ ๓ เขียนคำที่เลือกแล้วลงในกระดาษการ์ด

เมื่อได้คำเหล่านี้แล้ว สิ่งที่ทำกันทั่วไปก็คือเราไปหากระดาษโน้ตแข็ง ขนาดประมาณ ๓ x ๕ นิ้วซึ่งมีขายตามร้านขายเครื่องเขียนทั่วไป เราจะเอาคำหนึ่งคำเขียนไว้ด้านบนของกระดาษดังกล่าว โดยให้มีหนึ่งคำอยู่ในหนึ่งแผ่น เช่นคำว่า “โหราศาสตร์” เราจะเขียนไว้ที่หัวเรื่องของกระดาษการ์ดหนึ่งแผ่น แล้วหน้าใดของหนังสือที่มีคำนี้ปรากฏอยู่ เราก็เขียนเลขหน้านั้นลงไป ทำเช่นเดียวกันจนครบทั้งเล่ม แล้วก็ทำแบบเดียวกันกับคำอื่นๆที่เราเลือกมาบรรจุในดรรชนี

ส่วนคำอื่นๆที่ไม่สำคัญเราก็ไม่ต้องใส่ เพราะจะไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของดรรชนี เช่นในข้อความข้างต้น คำเช่น “เมื่อ” “มี” “เช่นนี้” ฯลฯ ไม่ต้องใส่ในดรรชนี เพราะเป็นเพียงคำที่ใช้ในประโยค ไม่ใช่คำหลักที่ระบุเนื้อหาของหนังสือ

หลักสำคัญก็คือว่า เราไม่ได้ทำเพียงแค่รวบรวมคำสำคัญเท่านั้น แต่เรายังรวบรวม “หัวเรื่อง” เอาไว้ด้วย ในข้อความข้างต้นหัวเรื่องก็มีเรื่อง “การเรียนวิทยาศาสตร์” ทีนี้หนังสือเล่มนี้ชื่อ วิกฤตการณ์วิทยาศาสตร์ศึกษาของไทย ซึ่งก็ย่อมหมายความว่าหัวเรื่องการเรียนวิทยาศาสตร์เป็นเนื้อหาของทั้งเล่ม เวลาทำดรรชนีเราก็ต้องแยกเอาหัวข้อย่อยภายใต้เรื่อง “การเรียนวิทยาศาสตร์” เพื่อทำดรรชนีย่อยต่อไป ในข้อความที่ยกมานี้พูดถึงการเรียนวิทยาศาสตร์แบบที่ไม่มุ่งให้ผู้เรียนคิดเองเป็น เราก็สามารถใส่หัวข้อย่อยของดรรชนีได้ว่า “การเรียนที่ไม่มุ่งให้ผู้เรียนคิดเองเป็น” หรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งแม้ว่าวลีนี้จะไม่ปรากฏตามตัวอักษรในข้อความ แต่เราก็ใส่เป็นดรรชนีย่อยไปได้ เพราะเป็นหัวเรื่องของข้อความที่เราทำดรรชนีอยู่

อย่าลืมว่า เราให้มีกระดาษการ์ดหนึ่งแผ่นต่อหนึ่งคำที่จะปรากฏในดรรชนี คำหรือหัวเรื่องนี้เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “entry” หมายถึงคำที่เวลาเราจะต้องเรียงตามลำดับอักษร คำเหล่านี้แหละที่เราจะเอามาเรียง

ขั้นตอนที่ ๔ เรียงกระดาษการ์ดที่มีหัวเรื่องเป็นคำหลักในดรรชนีตามลำดับอักษร

ขั้นตอนต่อไปก็คือเอากระดาษการ์ดต่างๆที่เรารวบรวมได้มาเรียงกันตามลำดับอักษร ถ้าดรรชนีของเราเป็นดรรชนีง่ายๆแบบไม่ต้องมีหัวข้อย่อยมากนัก เมื่อเราเขียนคำที่เลือกมาจากการ์ด ลงเลขหน้าหนังสือที่คำนั้นๆปรากฏอยู่ เรียงกันไปเรื่อยๆตั้งแต่ ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก เราก็จะได้ดรรชนีที่ทำเสร็จแล้วคร่าวๆ ต่อไปเราก็ดูว่ามีรายการอะไรบ้างหรือไม่ที่เราจะสามารถทำ “การอ้างอิงข้ามไปมา” หรือ cross-reference ได้ เช่นหัวข้อ “โหราศาสตร์” อาจอ้างอิงข้ามไปมากับหัวข้อ “ปัญหาการเรียนวิทยาศาสตร์” ได้ทำนองนี้ เรื่องเหล่านี้เป็นศิลปะที่ต้องอาศัยประสบการณ์ และการตัดสินใจของผู้ทำเป็นหลัก หลักที่ให้ก็ทำได้เพียงหลักคร่าวๆเท่านั้น

เมื่อทำดรรชนีเสร็จเรียบร้อยแล้ว หน้าตาของดรรชนีของเราที่ทำจากข้อความในหนังสือ วิกฤตการณ์วิทยาศาสตร์ศึกษา ก็ออกมาประมาณแบบนี้ (ทำจากข้อความยาวที่ยกมาก่อนหน้า เลขหน้าไม่ได้ใส่เพราะเป็นข้อความสั้นๆ):

การแก้ปัญหาแบบกลไก (ดู ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์)

การทดลอง (ดู ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์)

การท่องจำ (ดู ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์)

การพิสูจน์ความจริง (ดู ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์)

การเรียนวิทยาศาสตร์

ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์ (ดูหัวข้อนี้ประกอบด้วย)

การเรียนโหราศาสตร์ (ดู โหราศาสตร์)

ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์

การแก้ปัญหาแบบกลไก

การทดลอง

การท่องจำ

การพิสูจน์ความจริง

สูตรสำเร็จ

วิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์กับโหราศาสตร์

สูตรสำเร็จ (ดู ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์)

โหราศาสตร์

การเรียนโหราศาสตร์

เอกสารอ้างอิง

Mulvany, Nancy C. Indexing Books. 2nd Ed. Chicago, IL: University of Chicago Press, 2005.


ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s