“ศิลปวิทยาเสรี” กับการเรียนข้ามคณะ

บทความข้างล่างนี้เป็นบทความที่ผมเขียนเพื่อสงใน “สารสภาคณาจารย์” ของจุฬาฯฉบับล่าสุด หากท่านมีความคิดเห็นอะไร โพสมาแบ่งปันกันได้เลยครับ ขอบคุณครับ

**

เมื่อบ่ายวันนี้ (๑๐ มกราคม) ผมเข้าไปที่ห้องทำงานของภาควิชาเพื่อไปเอาจดหมายอย่างที่เคยทำมาตลอด เผอิญเหลือบไปเห็นเอกสารชุดหนึ่งที่มาจากการประชุมภาควิชาปรัชญาเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว (๗ มกราคม) ที่ผมไม่ได้เข้า เพราะไปประชุมวิชาการที่สิงคโปร์ มีเอกสารจากคณะมาถึงภาค บอกว่าคณะอักษรศาสตร์ได้ตกลงกับคณะวิทยาศาสตร์ว่าจะแลกเปลี่ยนวิชาโทระหว่างกัน โดยเรียกระบบการเรียนเช่นนี้ว่า “Liberal Arts” หรืออาจแปลเป็นไทยได้ว่า “ศิลปศาสตร์” หรือแปลตรงตัวว่า “ศิลปวิทยาเสรี” ผมสนใจเรื่องนี้มากและก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่ไม่ได้มีโอกาสเข้าร่วมประชุมภาควิชา คณะอักษรได้ขอให้ภาควิชาปรัชญาตอบกลับไปว่า จะกำหนดรายวิชาใดในหลักสูตรปริญญาตรีให้เป็น “วิชาโท” สำหรับนิสิตคณะวิทยาศาสตร์ และคณะวิทยาศาสตร์ก็ได้ส่งรายวิชามาเช่นกัน เพื่อให้ภาควิชาต่างๆในคณะอักษรศาสตร์คัดเลือกว่า รายวิชาใดเหมาะที่จะให้นิสิตวิชาเอกของตนเรียนเป็นวิชาเลือก หรือเป็นวิชาโท

 

ผลคือที่ประชุมภาควิชาปรัชญาได้คัดเลือกรายวิชาของคณะวิทยาศาสตร์จำนวนหนึ่ง มาเป็นรายวิชาที่นิสิตเอกปรัชญาสามารถเลือกเรียนเป็นวิชาโทได้ ความจริงภาควิชาปรัชญาก็ได้กำหนดไว้ก่อนแล้วว่านิสิตสามารถเลือกเรียนวิชาอะไรได้บ้างจากคณะวิทยาศาสตร์ รวมทั้งคณะอื่นๆ และนับรวมเป็นหน่วยกิตของวิชาเอกได้ แต่แนวคิดเรื่องเรียนวิชาของคณะอื่นเป็นวิชาโท เป็นแนวคิดใหม่ ซึ่งถ้าหากคณบดีของคณะอักษรศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ไม่ได้มาตกลงมาคุยกันก่อน เรื่องนี้ก็คงเป็นไปไม่ได้แน่ เมื่อผมดูรายวิชาก็พบว่า จริงๆแล้ววิชาของปรัชญากับของหลายภาควิชาในคณะวิทยาศาสตร์ ไม่ได้แตกต่างกันมากมายอย่างที่หลายคนอาจคิดกัน ตัวอย่างเช่นภาควิชาคณิตศาสตร์ของคณะวิทยาศาสตร์มีรายวิชา “คณิตตรรกศาสตร์” ซึ่งมีเนื้อหาสอดคล้องกับรายวิชา “ตรรกวิทยาสัญลักษณ์” ของภาคปรัชญา (บังเอิญผมเป็นคนสอนวิชานี้เอง และก็ได้เขียนตำราเรื่องนี้ไว้ด้วย ตีพิมพ์โดยสำนักพิมพ์จุฬาฯ) นอกจากนี้หลายวิชาในกลุ่มวิชาเกี่ยวกับ “การสื่อสารวิทยาศาสตร์” หรือ science communication ก็สอดคล้องกับหลายๆเรื่องที่เรียนกันอยู่ในปรัชญา เช่น วิทยาศาสตร์กับสังคม นโยบายวิทยาศาสตร์ เป็นต้น นอกจากนี้รายวิชาเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่นที่เกี่ยวกับนโยบายและการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ก็ตรงกันกับเนื้อหาในรายวิชาเช่น “ปรัชญาเทคโนโลยี” ของภาควิชาปรัชญาเช่นเดียวกัน

ผมจึงรู้สึกตื่นเต้นกับแนวคิดนี้มาก ผมเชื่อมั่นว่าการเปิดโอกาสเช่นนี้จะเป็นผลดีแก่นิสิตแน่นอน ทั้งนิสิตในคณะอักษรศาสตร์และในคณะวิทยาศาสตร์ ผมไม่รู้ว่าการตกลงนี้มีเฉพาะกับคณะอักษรศาสตร์กับคณะวิทยาศาสตร์เท่านั้น หรือว่ารวมของคณะอื่นๆไว้ด้วย อันที่จริงก็ควรรวมเข้าไว้ด้วย เพราะ liberal arts นั้นไม่ได้มีเฉพาะวิชาการในคณะอักษรศาสตร์กับวิทยาศาสตร์ แต่วิชาในคณะเศรษฐศาสตร์กับรัฐศาสตร์ก็ยังเกี่ยวข้องโดยตรง

อย่างที่พูดไปแล้ว หกาจะแปลกันตรงๆ liberal arts ก็แปลได้ว่า “ศิลปเสรี” แต่คำว่า “ศิลปะ” ในที่นี้ไม่ได้หมายถึง “วิจิตรศิลป์” เช่นดนตรีหรือจิตรกรรม แต่หมายถึง “วิชาความรู้” เช่นในคำว่า “ศิลปวิทยา” ดังนั้น “ศิลปเสรี” จึงหมายถึงวิชาความรู้อันเป็นเสรี แนวคิดแบบนี้มีรากเหง้ามาจากวัฒนธรรมกรีก ที่ถือว่าจุดมุ่งหมายสูงสุดของความรู้นั้น ไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาฝึกฝนทักษะในการลงมือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ แต่อยู่ที่เกิดความเข้าใจที่แท้จริงว่าสรรพสิ่งต่างๆนั้นมีธรรมชาติเป็นอย่างไร ในภาษากรีก การมีทักษะทำสิ่งต่างๆ เช่นการเป็นช่างไม้ ช่างปั้น ฯลฯ เป็นเรื่องของ “technē” ส่วนการมีความเข้าใจธรรมชาติของสรรพสิ่ง เป็นเรื่องของ “epistēmē” คำแรกเป็นรากศัพท์ของคำเช่น “technic” “technique” หรือ “technical” สว่นคำหลักเป็นรากศัพท์ของ “epistemology” ที่แปลว่า “ญาณวิทยา” หรือวิชาว่าด้วยความรู้ ชาวกรีกเชื่อว่าการเข้าถึงธรรมชาติที่แท้จริงของสรรพสิ่งนั้น มีฐานะสูงกว่าการมีทักษะประดิษฐ์สิ่งต่างๆ เพราะธรรมชาติที่แท้จริงนั้นมีลักษณะคงที่ถาวร ไม่เปลี่ยนแปลง ในขณะที่สิ่งต่างๆที่นำมาประดิษฐ์นั้นแปรเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา ที่สูงกว่าก็เพราะว่าธรรมชาติอันเป็นนิรันดรของสรรพสิ่งนั้นจะต้องเข้าถึงได้ด้วยปัญญาหรือเหตุผลเท่านั้น และเป็นเงื่อนไขจำเป็นของการพัฒนาบุคคลให้บรรลุศักยภาพที่มีอยู่ภายในอย่างสมบูรณ์ ส่วนการมีทักษะช่าง เช่นช่างปูน ช่างตัดเสื้อ ช่างก่อสร้าง หรือประกอบวิชาชีพ เช่นเป็นหมอ สถาปนิก วิศวกร ฯลฯ นั้น ไม่ได้เกี่ยวข้องกับธรรมชาติที่ว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ การศึกษาเพื่อให้เข้าถึงธรรมชาติที่แท้จริงของสรรพสิ่ง ก็เลยถือว่าเป็น “การศึกษาเสรี” เนื่องจากเป็นการทำให้ผู้ศึกษาหลุดออกจากพันธนาการของสิ่งทางโลกที่แปรเปลี่ยนตลอดเวลา และเข้าถึงความเป็นนิรันดร ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสิ่งทางโลกใดๆ นี่เป็นรากฐานของแนวคิดของ “ศิลปวิทยาเสรี” หรือ liberal arts ซึ่งก็ได้แก่การศึกษาที่ทำให้ผู้เรียนเข้าถึงเสรีภาพอันสมบูรณ์

ด้วยเหตุนี้วิชาการต่างๆใน liberal arts จึงเป็นเรื่องของการเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจว่าโลกทำงานอย่างไร เป็นอย่างไร สิ่งต่างๆมีความหมายว่าอย่างไร แทนที่จะเป็นการเรียนเพื่อพัฒนาทักษะไปประกอบวิชาชีพ ดังนั้นวิชาการต่างๆในคณะอักษรศาสตร์กับคณะวิทยาศาสตร์ จึงมีสถานะเป็น “ศิลปวิทยาเสรี” ดังกล่าวนี้อย่างชัดเจน และในคณะเช่นเศรษฐศาสตร์ จิตวิทยา กับส่วนใหญ่ของรัฐศาสตร์ ก็เป็นเช่นเดียวกัน และหากเรายึดมั่นกับหลักการนี้ วิชาการในคณะอื่นๆ เช่นสถาปัตยกรรมศาสตร์ นิเทศศาสตร์ แพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ ก็ไม่ใช่ liberal arts โดยตรง เพราะมุ่งจะผลิตบุคคลที่จะไปประกอบอาชีพนั้นๆ เช่นไปเป็นสถาปนิก นักข่าว แพทย์ หรือวิศวกร แทนที่จะเป็นคนที่มีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติของสรรพสิ่งเท่านั้น

การถกเถียงเกี่ยวกับความเหมาะสมของการเรียน “ศิลปวิทยาเสรี” มีมานานมาก ปัญหาที่หลายคนเป็นห่วงก็คือว่า เมื่อการเรียนเป็นการให้เกิดความเข้าใจในธรรมชาติของสรรพสิ่ง แล้วจะจบออกไปประกอบอาชีพอะไร? ผู้ที่ไม่ค่อยเห็นประโยชน์ของ “ศิลปวิทยาเสรี” มักคิดว่า เรียนไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรมาก เพราะไม่รู้ว่าจะจบไปทำอะไร เรื่องนี้คนเรียนอักษรศาสตร์รู้ซึ้งเป็นอย่างดี ผมเองก็ต้องพยายามตอบคำถามของหลายต่อหลายคน เมื่อรู้ว่าผมเลือกเรียนคณะอักษรศาสตร์ (เมื่อนานมาแล้ว) ว่าจบแล้วจะไปทำอะไร แม้แต่ปัจจุบันที่ผมมาทำงานในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เมื่อจะเสนอหลักสูตรใหม่ให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัย คำถามแรกที่ได้ยินก็คือ “นิสิตในหลักสูตรนี้จบไปจะไปทำอะไร?” แน่นอนว่าผู้บริหารย่อมไม่ยินดีกับคำตอบว่า “จบแล้วมีความรู้” เพราะเขาคิดอยู่ในใจไว้ก่อนแล้วว่า การมีความรู้กับการทำอะไรเป็นนั้นไม่เกี่ยวข้องกัน จริงๆแล้วคนเรียนวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะแขนงที่ลึกมากๆเช่นคณิตศาสตร์หรือฟิสิกส์ ก็ต้องเจอกับคำถามแบบเดียวกัน

อย่างไรก็ตาม การพยายามชี้แจงให้เห็นว่าการเรียน liberal arts นั้นมีความจำเป็น และเป็นประโยชน์แก่ผู้เรียนและสังคมเพียงใด ไม่ใช่เป้าหมายหลักของบทความนี้ เรื่องนี้มีผู้พูดไว้มากแล้ว เอาเป็นว่า การที่เรามีความรู้นั้นทำให้เรามองเห็นโลกได้กว้างขวางขึ้น เข้าใจอะไรต่ออะไรได้ดีขึ้น ทัศนวิสัยของเราจะไม่ปิดกั้นอยู่กับสิ่งที่เราทำอยู่ต่อหน้าเท่านั้น แต่เรามองเห็นความหมายของสิ่งที่ทำ มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่ทำกับบริบทภายนอก ถ้าจะให้พูดเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ก็ต้องให้ผมเขียนอีกบทความหนึ่ง หรือจริงๆแล้วก็ต้องเป็นหนังสือหนึ่งเล่มเต็มๆเลยจะได้เสนอแง่มุมต่างๆของประโยชน์ของการเรียน “ศิลปวิทยาเสรี” ได้อย่างเต็มที่ อีกเหตุผลหนึ่งที่สนับสนุนเรื่องนี้ก็คือว่า นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันของเรา เป็นผลิตผลของการเรียนแบบ “ศิลปวิทยาเสรี” อย่างเต็มรูปแบบ เพราะหลักสูตร “ปรัชญา รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์” ที่นายกอภิสิทธิ์เรียนที่มหาวิทยาลัยอ๊อกซฟอร์ดนั้น เป็นผลิตผลของแนวคิดแบบนี้โดยตรง

กลับมาที่เรื่องข้อตกลงระหว่างคณะอักษรศาสตร์กับคณะวิทยาศาสตร์ ประเด็นตอนนี้อยู่ที่การเรียนข้ามคณะกันภายในคณะวิชาที่เป็น liberal arts อยู่แล้วทั้งคู่ ซึ่งก็ไม่น่ายากอะไร ปัญหาอยู่แต่เพียงว่าทรรศนะของคนทั่วไปมักจะมองว่า “อักษรศาสตร์” กับ “วิทยาศาสตร์” นั้นอยู่กันสุดคนละขั้ว แล้วจะเอามา “ผสม” กันได้อย่างไร

 

คำตอบคือได้แน่นอน แล้วเมื่อผสมกันแล้วประโยชน์จะเกิดขึ้นอย่างมากทั้งแก่ผู้เรียนเอง และสังคมที่ผู้เรียนเป็นส่วนหนึ่งด้วย ยิ่งไปกว่านั้นผู้สอนทั้งสองคณะก็ยังจะได้ประโยชน์อีกจากการติดต่อประสานงานกันที่จะเพิ่มมากขึ้น ผมเคยจัดสัมมนาเกี่ยวกับ “พระพุทธศาสนากับวิทยาศาสตร์” ซึ่งได้เรียนเชิญอาจารย์จากภาควิชาฟิสิกส์มาคุยกับอาจารย์ภาควิชาปรัชญากับสาขาภาษาบาลีสันสกฤต เพื่อร่วมกันหาคำตอบว่าคำสอนของพระพุทธศาสนาเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์มากน้อยเพียงใด และมีประเด็นอะไรบ้างที่จะเสวนากันต่อไปได้ ก็มีผู้สนใจเป็นจำนวนมาก และก็มีสื่อมวลชนมารายงานจนทำให้มีการอภิปรายกันต่อในโลกออนไลน์ด้วย เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า ฟิสิกส์เองก็ได้ประโยชน์จากการคุยกับนักวิชาการพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากตัวนักฟิสิกส์นั้นเองเป็นชาวพุทธ และนักวิชาการพุทธศาสนาเองก็จะได้แง่คิดใหม่ๆจากการค้นคว้าของนักฟิสิกส์และนักจักรวาลวิทยาที่ทันสมัยด้วย ประเด็นเกี่ยวกับความหมายหรือคุณค่าของวิทยาศาสตร์นั้น เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งในโลกปัจจุบัน ผมได้เสนอมหาวิทยาลัยให้จัดตั้งและสนับสนุน “ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ที่ภาควิชาปรัชญา ก็ด้วยเหตุผลนี้

อย่างไรก็ตาม ความพยายามของสองคณะนี้เป็นเพียงก้าวแรกเท่านั้น แต่ก็เป็นก้าวอันสำคัญยิ่ง ซึ่งท่านคณบดีของทั้งสองคณะต้องได้รับคำขอบคุณอย่างขนานใหญ่ที่สามารถก้าวข้ามกำแพงแห่งความไม่เข้าใจกันจนสามารถบรรลุข้อตกลงระหว่างสองคณะนี้ได้ สิ่งที่ผมอยากเห็นต่อไปก็คือว่า นิสิตของทั้งสองคณะจะสามารถเลือกเรียนวิชาใดๆของทั้งสองคณะเป็นวิชาโทได้อย่างเสรี จะมีปัญหาอะไรหากนิสิตเอกฟิสิกส์หรือชีววิทยา จะเรียนวิชาประวัติศาสตร์เป็นวิชาโท? หรือจะมีปัญหาอะไรหากนิสิตเอกวรรณคดีจะเรียนชีววิทยาเป็นวิชาโท? ปัญหาจะมีก็ต่อเมื่อเราคิดอยู่ก่อนแล้วว่า วิชาเอกกับวิชาโทต้อง “ไปด้วยกัน” ซึ่งอันที่จริงก็มีคำถามว่าเหตุใดประวัติศาสตร์กับฟิสิกส์จึงไปด้วยกันไม่ได้ หรือทำไมชีววิทยากับวรรณคดีจึงไปไม่ได้ งานวรรณกรรมหลายชิ้นอ้างถึงทฤษฎีวิวัฒนาการ นี่เป็นหลักฐานที่เพียงพอหรือยังว่าสองวิชานี้ไปกันได้ดี? การศึกษาประวัติศาสตร์ของยุโรปเรื่องการก่อตัวของโลกยุคใหม่ จะไม่สมบูรณ์เลยถ้าผู้ศึกษาไม่เข้าใจความคิดของเซอร์ไอแซค นิวตัน นี่เป็นเหตุผลเพียงพอหรือยัง? นอกจากนี้ ก็ยังควรจะเปิดโอกาสให้คณะวิชาที่เป็น liberal arts เหมือนกันได้เข้ามามีส่วนร่วม โดยเฉพาะคณะทางด้านสังคมศาสตร์ ได้แก่รัฐศาสตร์ จิตวิทยา กับเศรษฐศาสตร์ เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็อาจจะมีนิสิตที่เอกเศรษฐศาสตร์ แล้วโททางด้านวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม เรามองเห็นได้ทันทีว่านิสิตแบบนี้จะได้เปรียบในการทำงาน และสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้มากเพียงใด

การเปิดเสรีให้เรียนวิชาโทข้ามคณะกันเช่นนี้ยังมีอุปสรรคให้ก้าวข้ามอีกมาก แต่อุปสรรคที่สำคัญที่สุดอยู่ที่ความคิดในใจของเราเอง ถ้าเรามองเห็นว่าการเรียนข้ามศาสตร์เช่นนี้มีประโยชน์ เราก็ต้องกำจัดอุปสรรคในเชิงบริหารที่มาบดบังวิสัยทัศน์ของเราออกไปให้พ้น

6 thoughts on ““ศิลปวิทยาเสรี” กับการเรียนข้ามคณะ

    1. ไม่เคยมีตั้งแต่ต้นครับ เป็นข้อเสนอใหม่ในบล๊อกนี้เฉยๆครับ ความคืบหน้าก็ยังไม่มีในตอนนี้ ต้องรอไปก่อนครับ

  1. ๑. การเปิดให้มีการเรียนวิชาโท แบบที่กล่าวในบทความนี้ จะเพียงพอสำหรับการทำให้เกิดคนที่เป็นผลผลิตจาก liberal art หรือเปล่าครับ แล้วจะต้องมีกระบวนการอื่นที่ต้องจัดให้สำหรับคนที่จะเรียนแบบในบทความนี้หรือเปล่าครับ

    ๒. มหาวิทยาลัยในประเทศไทย ที่มีการจัดการเรียนการสอนแบบ Liberal Arts มีหรือเปล่าครับ

    1. ตอนนี้ยังไม่มีเลยครับ เป็นข้อเสนอเฉยๆ ตอนนี้ใครอยู่คณะไหน ต้องเรียนเอกโทเฉพาะในคณะตัวเองเท่านั้น ก็น่าเสียดายครับ

    2. มหาวิทยาลัยที่มีระบบ liberal arts ก็ต้องบอกว่ายังไม่มีครับ เพราะไม่เข้าข่ายอย่างที่ผมเขียนเอาไว้ในบทความ

  2. หลานสาวพึ่งจบม.6 ตั้งใจจะเรียน liberal arts in education เน้นจิตวิทยาเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษา อยากขอคำแนะนำมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนทั้งเมืองไทยและต่างประเทศด้วยค่ะ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s