การเขียนตำรา

การเขียนตำราถึอเป็นงานหลักงานหนึ่งของอาจารย์มหาวิทยาลัย ถึงแม้ว่าไม่ใช่อาจารย์ทุกท่านที่จะเขียนตำรา แต่ส่วนใหญ่ก็คิดว่าการเขียนตำราเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตการทำงานที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อาจารย์ที่มีความตั้งใจจะเอาดีหรือสร้างความก้าวหน้าในงานอาชีพของตนเอง ก็มุ่งเขียนตำรา ควบคู่ไปกับการทำงานวิจัย ประโยชน์ของตำราก็คือว่า นอกจากนิสิตนักศึกษาจะมีหนังสือไว้คอยเป็นคู่มือใช้ในการศึกษาเล่าเรียนแล้ว คนทั่วไปก็ยังได้ประโยชน์จากความรู้ที่นำเสนอในตำราด้วย การสร้างความรู้และการเก็บรวมรวมบันทึกความรู้ไว้ให้เป็นระบบเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อสังคม ตำราและหนังสือต่างๆก็ทำหน้าที่เหล่านี้โดยตรง

อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยการเขียนตำรามักจะอยู่ในรูปของการเขียน “เอกสารประกอบการสอน” มากกว่าที่จะเป็นตำราเต็มรูปแบบ ความแตกต่างกันก็คือว่า เอกสารประกอบการสอนนั้นไม่ได้มีเนื้อหาครบถ้วนในตัวเอง เป็นเพียงบันทึกย่อที่สรุปเอาประเด็นสำคัญๆที่เป็นเนื้อหาของรายวิชา เพื่อให้นิสิตได้ทบทวนว่าได้เรียนหัวข้ออะไรไปแล้วบ้างเท่านั้น ไม่ได้เป็นตำราที่แท้จริง ซึ่งต้องบรรจุเนื้อหาสาระทั้งหมดของรายวิชาไว้อย่างครบถ้วน คำว่า “ครบถ้วน” ในที่นี้หมายถึงว่า คนทีไม่เคยเรียนในห้องเรียนในรายวิชานั้นๆเลย จะต้องสามารถได้ความรู้เท่ากับหรือมากกว่าการฟังการบรรยายในห้องเรียนได้ ยิ่งไปกว่านั้น ตำรายังควรจะทำหน้าที่บรรจุความรู้ข้อมูลที่เกินเลยไปจากการบรรยายในชั้น เป็นที่รวบรวมรายละเอียดต่างๆที่อาจารย์ไม่สามารถบรรยายในชั้นได้ทั้งหมด พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ตำราควรจะบรรจุรายละเอียด ที่มาที่ไป เบื้องหลัง การอภิปรายกันของนักวิชาการ ฯลฯ ที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นที่อภิปรายหรือบรรยายกันในชั้นเรียน แทนที่จะเป็นเพียง “บันทึกย่อ” ที่สรุปออกมาจากการบรรยายเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้นิสิตนักศึกษาสามารถได้ความรู้เพิ่มเติมจากการอ่านตำรานั้นๆ เป็นการต่อยอดให้ขยายกว้างขวางออกไปจากการฟังและการอภิปรายในชั้นเรียน

ตัวอย่างเช่น สมมติว่าผมสอนวิชาปรัชญากรีก ผมอาจจะมีเวลาในชั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง ที่จะพูดถึงประเด็นย่อยต่างๆแต่และประเด็นในวิชานี้ เช่น ความคิดทางปรัชญาของพาร์เมนิดีส (ที่บอกว่า ทุกสิ่งเป็นหนึ่งเดียว และความหลากหลายเป็นเพียงมายา) แต่พอนิสิตมีตำรา ผมก็สามารถบอกแก่นิสิตได้ว่า ในประเด็นนี้ให้ไปอ่านตรงนั้นตรงนี้ในตำรา เพื่อให้ได้ความรู้ที่ละเอียดมากขึ้น เพราะผมไม่สามารถบรรยายรายละเอียดเหล่านั้นได้ทั้งหมด และจริงๆแล้วผมก็ไม่ควรทำอย่างนั้น เพราะเท่ากับเป็นการ “ป้อน” ความรู้ให้แก่นิสิต โดยไม่คำนึงว่านิสิตเองก็มีความสามารถในการหาความรู้ได้ด้วยตนเอง ดังนั้นตำราก็น่าจะมีเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติชีวิตของพาร์เมนิดีส บริบททางประวัติศาสตร์ของกรีกและกรุงเอเธนส์ในสมัยของเขา งานเขียนของนักปรัชญาในปัจจุบันที่พูดถึงพาร์เมนิดีส เพื่อประโยชน์ในการทำวิจัยต่อไป เป็นต้น

ดังนั้น เวลาเราเขียนตำรา เราไม่ควรคิดว่านี่เป็นเพียงบันทึกย่อ หรือสรุปใจความสำคัญของการบรรยายเท่านั้น เราควรเขียนตำราโดยคำนึงถึงผู้ที่ไม่ได้เรียนกับเราด้วย เพราะเขาก็ควรจะได้ประโยชน์จากเนื้อหารายวิชาของเรา ยิ่งไปกว่านั้น ตำราของเราก็จะคงอยู่ต่อไปได้ด้วยตนเอง หลังจากที่เราไม่สอนวิชานั้นแล้ว เพราะมีเนื้อหาสมบูรณ์ครบถ้วนนั่นเอง

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์
รองผู้อำนวยการสำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s