หลักการและหลักปฏิบัติเกี่ยวกับการสอนแบบอภิปราย

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์** แปล

หนังสือเล่มนี้เปรียบเหมือนกับการพูดคุยอภิปรายกันของครูที่มีประสบการณ์และเอาใจใส่ต่อการสอนแบบอภิปราย แม้ว่าเราจะมีจุดประสงค์ร่วมกัน ได้แก่การทำให้การสอนแบบนี้มีผู้ใช้กันมากขึ้น แต่ข้อเสนอของเราก็มีลักษณะเป็นข้อเสนอส่วนตัวอยู่มาก เรามิได้เสนอความคิดนี้จากการวางตัวเป็นผู้วิเศษที่รอบรู้ไปหมด แต่พูดจากแง่มุมที่ได้จากการเดินทางไปบทเส้นทางที่ผ่านจากความคิดหนึ่งไปสู่อีกความคิดหนึ่งเท่านั้น

ความหลากหลายทางความคิดนี้เป็นสิ่งที่ดีและหลีกเลี่ยงไม่ได้ อเล็กซานเดอร์ โป๊ป กวีชาวอังกฤษกล่าวว่า ความคิดของเราเปรียบเสมือนหนึ่งนาฬิกา ซึ่งไม่มีเรือนใดเหมือนกัน แต่ทุกคนก็เชื่อนาฬิกาของตนเองŽ บทความนี้จะเสนอสมมติฐานบางประการเกี่ยวกับการสอนแบบอภิปราย และเขียนขึ้นด้วยความหวังที่ว่าครูคนอื่นๆจะพิจารณาความคิดต่างๆของข้าพเจ้าและก็ดู นาฬิกาŽ ของตนไปด้วย

ข้อสังเกตพื้นฐานที่สุดที่ผมทำได้เกี่ยวกับการสอนแบบอภิปรายก็คือ แม้ว่ากระบวนการนี้จะดูลึกลับซับซ้อนอย่างใดก็ตาม ก็เป็นกระบวนการที่เราเรียนรู้ได้ ครูก็สามารถฝึกให้เป็นผู้นำการอภิปรายที่ดีได้ โดยการร่วมมือกับเพื่อนๆและการสังเกตการทำงานของตนเอง อย่างไรก็ตามงานนี้ไม่ใช่งายนัก ครูที่สอนแบบอภิปรายมีความรับผิดชอบหลากหลายมาก แต่ผลที่ได้ก็หลากหลายเช่นเดียวกัน ผลดีอย่างยิ่งจะเกิดขึ้นเมื่อห้องเรียนมีชีวิตชีวามากขึ้น มีการร่วมมือทางปัญญาและการประสานกันทางพลังงานของทุกคน และเมื่อนักเรียนสามารถจดจำเรื่องที่เรียนไปได้ดีขึ้น การรับผิดชอบให้เกิดสิ่งเหล่านี้อาจเป็นเรื่องยากในระยะแรก ตัวอย่างเช่นการเตรียมตัวเพื่อสอนแบบอภิปรายกินเวลามากกว่าการเตรียมแบบปกติ เพราะว่าผู้สอนไม่เพียงแต่ต้องเตรียมเรื่องที่จะสอน แต่ต้องเตรียมว่าจะสอนอย่างไรและสอนให้ใครด้วย การเจอกันในห้องเรียนก็กินพลังงานมาก การที่ต้องเอาใจใส่ทั้งวิธีการ (ได้แก่กิจกรรมต่างๆที่เกิดขึ้นในการอภิปราย) และเนื้อหาจำเป็นต้องใช้แรงทั้งทางด้านปัญญาและความรู้สึก การเป็นผู้นำอภิปรายที่มีประสิทธิภาพจึงจำเป็นต้องเก่งทั้งสองทาง และจะทำได้ก็แต่โดยการฝึกฝนด้วยความอดทน

ครูที่สอนแบบอภิปรายเป็นนักวางแผน เป็นเจ้าของบ้าน เป็นผู้ประสาน เป็นนักโต้เถียง เป็นเพื่อนนักเรียน และเป็นผู้ตัดสิน ซึ่งบทบาทเหล่านี้ก็ขัดแย้งกันทั้งสิ้น แม้แต่ผู้นำอภิปรายที่ช่ำชองก็จำต้องพอใจกับความไม่แน่นอน เนื่องจากว่าการสอนแบบอภิปรายต้องอยู่กับอะไรที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดฝัน อย่างไรก็ตามแผนที่ที่ดีก็สามารถช่วยเหลือนักเดินทางได้แม้แต่ในทะเลที่เต็มไปด้วยเมฆหมอก หลักการและหลักปฎิบัติที่กล่าวถึงในบทความนี้ก็คือแผนที่ส่วนตัวของข้าพเจ้า ซึ่งได้ผ่านการทดสอบในประสบการณ์การสอนหลายๆปี ข้าพเจ้าพบว่าแผนที่นี้ไว้ใจได้ในการสอนกลุ่มตั้งแต่ยี่สิบคนถึงแปดสิบคน หรือแม้แต่หนึ่งร้อยคน หลักการสี่ข้อต่อไปนี้ดูจะเป็นหลักการสำคัญที่สุด

๑. ชั้นเรียนแบบอภิปรายเป็น ความร่วมมือ ซึ่งผู้สอนและผู้เรียนมีความรับผิดชอบและอำนาจร่วมกันในการสอน และการเรียนรู้ไปด้วยกัน

๒. กลุ่มอภิปรายต้องพัฒนามาจากกลุ่มบุคคลเป็น ชุมชนเรียนรู้ ซึ่งมีค่านิยมและเป้าหมายร่วมกัน

๓. การสร้าง การอยู่ฝ่ายเดียวกัน ระหว่างครูและนักเรียนจะทำให้ผู้นำการอภิปรายช่วยให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหาของบทเรียนได้ดีขึ้น

๔. การสอนแบบอภิปรายจำต้องใช้ ความสามารถสองทาง ได้แก่ความสามารถในเนื้อหาและกระบวนการ

ความร่วมมือระหว่างครูและนักเรียน

การสอนแบบบรรยาย ซึ่งเน้นที่อำนาจของผู้บรรยายเหนือผู้เรียน เป็นลักษณะของความสัมพันธ์ที่ทรงพลังเมื่อเป้าหมายหลักคือการถ่ายทอดความรู้ แต่เมื่อเป้าหมายเป็นการคิดเชิงวิจารณ์ (ดังเช่นในการสอนแบบศิลปศาสตร์หรืออักษรศาสตร์) หรือการแก้ปัญหา (ดังเช่นในการสอนแบบวิชาชีพ) รวมทั้งการพัฒนาความอ่อนไหว การร่วมมือ หรือความกระตือรือล้นในการค้นหา การสอนแบบอภิปรายมีข้อดีกว่าแบบบรรยายมากมาย การที่จะบรรลุเป้าหมายของการศึกษาแบบนี้ได้ ผู้สอนและผู้เรียนจะต้องปรับเปลี่ยนบทบาทและความรับผิดชอบดั้งเดิมของทั้งคู่เสีย

ในการสอนแบบอภิปราย ความร่วมมือ ซึ่งหมายถึงการแบ่งปันอำนาจ ความรับผิดชอบและภารกิจ จะมาแทนที่ความต่างระดับและความไม่เท่าเทียมกันในความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน กระบวนการการอภิปรายเองต้องให้นักเรียนมีส่วนร่วมอย่างลึกซึ้งกับการเรียนของตน นักเรียนต้องมีบทบาทในการค้นหาความรู้ด้วยตนเอง แทนที่รับเอาคำพูดหรือตัวเขียนไว้เฉยๆแค่นั้น นักเรียนต้องสำรวจดินแดนแห่งปัญญาโดยไม่ต้องใช้แผนที่ บุกเบิกเส้นทางใหม่ๆ ต่อสู้กับอุปสรรค และจัดการกับความผิดหวัง บทบาทต่างๆเหล่านี้แตกต่างจากการฟังคำบอกของคนอื่นอย่างสิ้นเชิง!

กิจกรรมสร้างสรรค์ทำนองนี้ไม่สามารถสั่งให้เกิดขึ้นได้ หรือไม่สามารถบังคับให้ใครที่ไม่ยินยอมทำตามได้ ครูอาจจะบังคับให้นักเรียนเข้าชั้นเรียนหรือให้ท่องจำทฤษฎีและข้อเท็จจริงต่างๆได้ แต่เราไม่สามารถสั่งให้นักเรียนของเราตกลงปลงใจที่จะเรียนและเสี่ยงกับการทดลอง ความผิดพลาด และความไม่แน่นอนของการค้นคว้า ความสนใจในเรื่องเหล่านี้เป็นของขวัญที่เพื่อนด้วยกันเท่านั้นที่จะมอบให้กันได้

ศาสตราจารย์เกรกอร์แห่งสถาบัน MIT มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าผู้บังคับบัญชาต้องพึ่งพาอาศัยผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างไร ผู้บริหารหน้าใหม่คนหนึ่งเพิ่งมาเริ่มงานที่โรงงานทอผ้าแห่งหนึ่งที่ลูกจ้างรวมตัวกันเป็นสหภาพ ผู้บริหารคนนี้บอกแก่หัวหน้าสหภาพว่า ผมเป็นผู้จัดการใหม่ที่นี่ เมื่อผมจัดการโรงงานแห่งนี้ ผมเป็นคนสั่ง เข้าใจไหมŽ หัวหน้าสหภาพพยักหน้า แล้วก็โบกมือ คนงานทุกคนหยุดทำงานทันที เครื่องจักรทุกชิ้นก็หยุดชะงักลง หัวหน้าคนงานหันกลับมาหาผู้จัดการพร้อมกับบอกว่า เอาเลย เชิญคุณสั่งได้Ž นักเรียนโดยทั่วไปไม่ได้รวมตัวกันเป็นสหภาพ แต่พวกเขาก็มีพลังพอที่จะทำให้ชั้นเรียนแบบอภิปรายเปลี่ยนไปเป็นการลวงตาทางวิชาการโดยการไม่ร่วมมือ

เมื่อนักเรียนไม่คุ้นเคยกับการสอนแบบอภิปราย ผู้สอนต้องสร้างความร่วมมือนี้ขึ้นมาให้ได้ก่อน นักเรียนอาจจะไม่เชื่อว่าการร่วมมือและการแบ่งปันอำนาจจะเป็นเช่นนั้นจริง ซึ่งทัศนะเช่นนี้เป็นผลมาจากการที่นักเรียนต้องตกเป็นเบี้ยล่างของครูที่เอาแต่อำนาจมานานเป็นปีๆ ดังนั้นเมื่อผู้สอนบอกว่า เราเป็นเพื่อนกัน เราจะช่วยกันทำงานŽ นักเรียนอาจจะคิดเยาะอยู่ในใจว่า ไม่มีทาง!Ž แต่ถึงกระนั้นนักเรียนก็จะรู้สึกอยู่ลึกๆว่า แต่ถ้าครูคิดอย่างนั้นจริงๆล่ะŽ ความรู้สึกลึกๆนี้ก็จะนำไปสู่คำถามอื่นๆ เช่น ฉันรู้ว่ากติกาของการเรียนทั่วๆไปเป็นอย่างไร แต่ครูคนนี้กำลังจะเปลี่ยนกติกานี้ เขาทำไปทำไมกันŽ

เมื่อนักเรียนเริ่มรู้สึกไม่มั่นใจเรื่องกติกาของการเรียน เขาจะแก้ไขความสงสัยนี้ด้วยการทดสอบครูผู้สอน นักเรียนอาจถามตรงๆหรือโดยทางอ้อมเพื่อดูว่าครูคนนี้ตั้งใจฟังคำตอบจากพวกเขาเพียงใด ครูสนใจที่จะรู้จักเราเป็นการส่วนตัว และจะนึกถึงเราเป็นพิเศษหรือไม่ เมื่อกำลังฟังเราพูดอยู่ ครูฟังข้อคิดเห็นของเราด้วยจิตใจที่เปิดกว้าง (เช่น มีความคิดดีๆมากมายŽ) หรือคับแคบ (ฉันจะคอยจับผิดŽ) ครูฟังเราพูดจริงหรือเปล่า หรือว่ามัวคิดเรื่องอื่น ครูขอให้เราช่วยจริงๆ ทำตามข้อแนะนำ และนับถือความคิดของเราจริงหรือเปล่า เมื่อพวกเราซึ่งเป็นครูผ่านการทดสอบต่างๆนี้ เราจะได้ความนับถือจากนักเรียน และยืนยันว่านักเรียนก็เป็นครูร่วมกับเราด้วย ความมั่นใจในความสามารถของนักเรียนทำให้การร่วมมือกันและความเป็นมิตรเกิดขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญของการเป็นเพื่อนร่วมงาน

ความร่วมมือและความเป็นเพื่อนเป็นสิ่งที่หวนกลับคือมาได้ยากถ้าต้องสูญเสียไป ความร่วมมือนี้จะต้องได้รับการหล่อเลี้ยงอยู่เสมอๆ ซึ่งทำได้โดยกระบวนการที่ชัดเจน ตัวอย่างเช่น การที่ครูเริ่มต้นชั้นเรียนจะส่งสารไปถึงผู้เรียนว่าชั้นเรียนนี้จะเป็นอย่างไร ถ้าผู้สอนเขียนหรือบอกโครงสร้างหรือหัวข้อของการอภิปรายให้นักเรียน นักเรียนก็จะได้รับสารที่ชัดเจนว่าจะต้องเดินตามครูมิฉะนั้นจะหลงทาง เมื่อเป็นเช่นนี้ความเป็นเพื่อนระหว่างครูกับนักเรียนก็มีขีดจำกัด

ในทางตรงข้าม ถ้าผู้สอนเชื้อเชิญให้ผู้เรียนกำหนดหัวข้อเรื่องที่จะพูด การเปิดกว้างเช่นนี้จะส่งสารอีกฉบับหนึ่งให้แก่ผู้เรียนว่า พวกนักเรียนเองเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบต่อการอภิปราย การอภิปรายนี้เป็นของนักเรียน เมื่อการพูดคุยดำเนินไป ผู้สอนก็สามารถเน้นที่การมีส่วนร่วมของนักเรียนและครูพร้อมๆกันโดยการให้นักเรียนสรุปเรื่องที่พูดกันมา หรือเสนอแนะคำถามต่อไปเพื่อให้อภิปรายกันต่อ

การมีส่วนร่วมโดยตรงของนักเรียนต่อการดำเนินการอภิปรายจะทำให้นักเรียนมีการนับถือตนเองเป็นอย่างสูง ซึ่งความรู้สึกนี้จำเป็นอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ และให้โอกาสพวกเขาในการรวบรวมสิ่งที่เรียนมาโดยการสอนเพื่อนนักเรียนด้วยกัน ผู้สอนสามารถเพิ่มคุณค่าของข้อเสนอของนักเรียนโดยการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าเป็นข้อเสนอที่ดี พวกเราทุกคนจะทำดีที่สุดถ้ารู้ว่าการกระทำของเรามีผู้ชื่นชอบ

ผู้สอนสามารถได้ประโยชน์จากการแบ่งปันที่เกิดขึ้นในการร่วมมือแบบเป็นมิตรนี้ การที่นักเรียนเสนอแง่มุมใหม่ๆ หรือทัศนะที่ผู้สอนเองก็ไม่เคยคิดมาก่อน หรือการที่นักเรียนเสนอแนวคิดที่ล้มล้างความคิดดั้งเดิมของผู้สอน ทำให้ชั้นเรียนมีพลังและมีชีวิตชีวาขึ้นมาก และปลุกผู้สอนจากความหลับใหล ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อผู้เรียนทำหน้าที่ครูร่วมไปด้วย พวกเขาจะชำนาญมากขึ้น จนผู้สอนสามารถถอยไปดูห่างๆ ไม่ว่าโดยการสังเกตเงียบๆหรือการถอยออกไปจริงๆ เพื่อเฝ้าดูชั้นเรียนจากแง่มุมของตนเอง โอกาสของผู้สอนที่ได้สังเกตนักเรียนฟัง ตอบโต้ จดบันทึก เตรียมตัวต่อสู้ หรือบางทีก็ ปิดคลื่นŽ ของตนเป็นโอกาสที่ดีมากๆ โอกาสเหล่านี้ช่วยให้ผู้สอนได้เห็นภาพสะท้อนเกี่ยวกับความก้าวหน้าของนักเรียนแต่ละคนหรือของทั้งกลุ่ม การเฝ้าสังเกตการพัฒนาของชั้นเรียนจะทำให้เราวัดการทำงานของเราได้จากมุมมองที่มีความหมายมากที่สุด ได้แก่มุมมองของนักเรียนเอง เมื่อนักเรียนเป็นผู้ร่วมอภิปรายที่ชำนาญ การแสดงความคิดเห็นหลังจากเลิกเรียนก็จะเป็นตัววัดผลอันดียิ่งเกี่ยวกับคำถามในใจของครูทุกคน นั่นคือคำถามว่าเราทำงานเป็นอย่างไรบ้าง

การร่วมมือกันทำงานฉันเพื่อนนี้เป็นเสมือนหน้าต่างซึ่งนักเรียนใช้มองกระบวนการเรียนการสอน และเปรียบเสมือนกระจกเงาที่ส่องให้เห็นกระบวนการเหล่านี้แก่ตัวเขาเอง ซึ่งการทำได้เช่นนี้เป็นส่วนประกอบสำคัญของการศึกษา การมีส่วนร่วมมากๆ การรับผิดชอบต่อคุณภาพของการอภิปราย และการเอาใจใส่ผลของวิชาที่เรียนจะช่วยให้นักเรียนอ้างได้ว่าตนเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนเอง การเป็นเจ้าของนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้นักเรียนพยายามไปสู่ความเป็นเลิศเท่านั้น แต่ยังเพิ่มประสิทธิภาพของเราในฐานะผู้สอนด้วย

ท้ายที่สุด การร่วมมือฉันมิตรนี้ทำให้การสอนมีความสุขมากขึ้น เราผู้เป็นครูแลกเอาการร่วมมือและความใกล้ชิดของการเป็นเพื่อนร่วมงาน มาแทนที่ระยะห่างกับความโดดเดี่ยวที่เกิดจากการวางตัวสูงกว่า การร่วมมือกับนักเรียนให้แรงจูงใจให้เรากลับไปเป็นนักเรียนอีก ครูที่ดีจะเป็นใครเล่าถ้าไม่ใช่นักเรียนที่ดี

ชุมชนเรียนรู้

คุณภาพของสภาพแวดล้อมของการอภิปรายมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการอภิปรายที่ดี เมื่อใดที่บริบทเช่นนี้เอื้อต่อการวิเคราะห์ การใช้ปัญญาและการร่วมมือของกลุ่ม เมื่อใดที่มีการให้สัญญาที่กำหนดว่าครูและนักเรียนจะปฏิบัติต่อกันอย่างไร เมื่อทั้งสองฝ่ายนับถือซึ่งกันและกัน เมื่อนั้นชุมชนที่อุทิศตนเพื่อการเรียนรู้ก็จะเกิดขึ้น

แม้แต่ผู้ที่สังเกตอย่างผิวเผินก็บอกได้ว่าเมื่อใดกลุ่มจะขาดความรู้สึกเป็นชุมชนเดียวกัน เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งของผมกล่าวว่า ถ้าน้ำเสียงของชั้นเรียนเป็นการเผชิญหน้า การจับผิด และการโต้กันอย่างเผ็ดร้อน นักเรียนจะถอยออกไป เหลือแต่เพียงพวกที่ปากแดงไปด้วยเลือดŽ กฎของเกรแชมที่ว่าเงินเลวจะไล่เงินดีออกไปก็ใช้ได้กับชั้นเรียนที่ขาดความรู้สึกเป็นชุมชน นักเรียนที่ก้าวร้าวและเชื่อมั่นในตนเองสูงจะ ขับไล่Ž นักเรียนที่ชอบคิดเงียบๆ เมื่อไม่มีขอบเขตของการกระทำที่ยอมรับได้ การโจมตีกันก็จะกลายเป็นกิจกรรมหลักแทนการร่วมกันค้นคว้า เมื่อผู้ร่วมสนทนาแข่งขันเพื่อเอาชนะกันแทนที่จะร่วมมือกันสร้างสรรค์ การอภิปรายก็เกิดขึ้นไม่ได้ ในสถานการณ์เช่นนี้นักเรียนจะไม่ยอมเปลี่ยนแปลงข้อสรุปเบื้องต้นของตนถึงแม้จะมีเหตุผลตรงกันข้ามกับข้อสรุปนั้น ซึ่งเรื่องเช่นนี้เป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้

ในชุมชนเรียนรู้ที่แท้จริง เบื้องหลังที่แตกต่างกันของผู้ร่วมสนทนาจะผสมผสานเข้าหากันและเชื่อมแต่ละคนเข้าด้วยกันเป็นชุมชนที่ร่วมกันเรียนรู้เป็นกลุ่มเฉพาะตน นักเรียนจะสนใจเรียนรู้ซึ่งกันและกันและสนใจงานที่ได้รับมอบหมาย การสนทนาของนักเรียนจะเปิดกว้าง ซึ่งเป็นลักษณะของการค้นคว้า ผู้พูดไม่เพียงแต่เสนอประเด็นของตน แต่จะทดสอบและเปลี่ยนแปลงทัศนะของตนด้วยแทนที่จะดึงดันเอาทัศนะของตนให้ได้ ผู้ร่วมสนทนาจะสนใจฟังความคิดของกันและกันแทนที่จะกลัวกัน ความคิดเห็นที่แตกต่างกันก่อให้เกิดการสืบสอบไม่ใช่การโต้เถียง เมื่อทั้งชั้นทำงานร่วมกันเป็นหน่วยเดียว ทั้งหมดจะเรียนรู้ที่จะให้คุณค่าแก่ความก้าวหน้าที่วัดได้โดยไม่หวังว่าจะได้ความพอใจในทันที

แรงผลักดันที่จะเข้าใจเนื้อหาความรู้ และการปรับความรู้นั้นในการปฏิบัติจะเป็นพลังผลักดันของการศึกษาทุกแบบ รวมทั้งการศึกษาเพียงลำพัง แต่อะไรเล่าที่เปลี่ยนกลุ่มของนักเรียนเป็นชุมชนเรียนรู้ คำตอบไม่ใช่เพียงแค่การให้นักเรียนมาอยู่รวมกันในเวลาเดียวกัน ผู้สอนจะต้องมีวิธีการที่จะช่วยสร้างความร่วมมือและความเป็นเพื่อนกัน ผู้สอนจะต้องพัฒนากลยุทธที่สะท้อนคุณค่าที่ช่วยให้กลุ่มบุคคลทำงานด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อไปนี้คือคุณค่าหลักๆที่ผมเสนอแนะขึ้นมาเพื่อให้เกิดมีชุมชนเรียนรู้ขึ้นได้

ความมีมารยาท ในการทำงานกับเพื่อนร่วมงานเป็นสิ่งง่ายๆแต่ทรงพลัง ความสุภาพก่อให้เกิดความร่วมมือและส่งเสริมการเปิดกว้าง ที่ให้แต่ละคนช่วยเหลือกันและกันโดยการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ ความเต็มใจที่จะเสี่ยง ซึ่งรวมทั้งส่วนบุคคลและเป็นกลุ่ม ความเต็มใจนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนเท่านั้น แต่ส่งเสริมให้นักเรียนกล้าที่จะคิดสิ่งใหม่ๆ ท้ายที่สุด การยอมรับความแตกต่าง ในพื้นฐาน บุคลิกภาพ คำถามที่ถาม แนวการเรียน กรอบการค้นคว้า และการตีความที่หลากหลาย จะยืนยันได้ว่ากลุ่มจะหลีกเลี่ยงจากความแข็งทื่อของการคิดทางเดียวที่มุ่งไปสู่จุดหมายเดียว แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น การยอมรับความแตกต่างจะทำให้ผู้เรียนมีอิสระที่จะสำรวจดินแดนที่ตนไม่เคยย่างเท้าเข้าไปมาก่อน ซึ่งผู้สำรวจจำเป็นต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน คุณค่าเหล่านี้สามารถกำหนดคุณภาพของการสนทนา และทำให้การสนทนานั้นมีชีวิตชีวาขึ้นมาก

ผู้สอนที่สร้างชุมชนเรียนรู้สามารถเสริมคุณค่าเหล่านี้โดยพฤติกรรมของตนเอง การกล่าวต้อนรับชั้นเรียนก่อนจะเริ่มเรียนหรือการกล่าวทักทายนักเรียนแต่ละคนเมื่อเข้ามาในห้องเรียนจะช่วยได้มาก เราแสดงความตั้งใจจริงให้มีการแบ่งปันความคิดโดยช่วยเหลือผู้สนทนาที่ประสบปัญหา และโดยการขอความช่วยเหลือจากนักเรียนเมื่อเราเองหาทางออกไม่ได้

การเสริมสร้างคุณค่าของชุมชนทำได้โดยการเปิดเผยตนเอง ฮิวจ์ แพรเธอร์พูดไว้ว่า เราต้องทำตัวให้คนอื่นเห็นเสียก่อน ถึงจะเห็นคนอื่นได้Ž# การช่วยให้นักเรียนเปิดเผยตนเองออกมา เราต้องเปิดเผยส่วนที่เราแน่ใจและไม่แน่ใจ ความฝันและความพ่ายแพ้ของเรา และถ้าเราอยากให้นักเรียนของเรายอมเสี่ยงเพื่อให้การสร้างสรรค์เป็นไปได้ เราต้องแสดงว่าเราเต็มใจช่วยเหลือพวกเขาเมื่อประสบกับความยากลำบาก การทำให้นักเรียนเป็นอิสระนั้นเราต้องช่วยเหลือเขาเมื่อความคิดเห็นของเขาแตกต่างจากคนอื่นๆในกลุ่ม วิธีหนึ่งที่ผมใช้คือรวมเอาผู้ที่คิดไม่เหมือนคนอื่นใน เสียงส่วนใหญ่สองคนŽ ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าผมพอใจและยินดีกับการค้นคว้าที่เอาจริงเอาจัง ถึงแม้ว่าคนอื่นๆจะคิดว่าความคิดนี้แปลกประหลาดก็ตาม

เมื่อผู้สอนส่งเสริมคุณค่าเหล่านี้ กลุ่มทั้งหมดก็จะยอมรับคุณค่าดังกล่าวพวกนี้ การเข้าชั้นเรียนจะกลายเป็นความรู้สึกมีส่วนร่วมในวิชาการ และกลุ่มก็จะมีคุณภาพสูงขึ้นในการอภิปรายและในด้านความสัมพันธ์ระหว่างกัน

เราซึ่งเป็นผู้สอนสามารถทำให้ความรู้สึกเป็นกลุ่มเดียวกันเข้มแข็งขึ้นโดยให้ความสนใจแก่พันธสัญญาระหว่างครูกับนักเรียน แอบบี้ แฮนสันกล่าวไว้ในหนังสือเล่มเดียวกันนี้ว่า พันธสัญญานี้รวมความถึงรูปแบบและกฏเกณฑ์พื้นฐานที่ควมคุมบทบาทและกิจกรรมต่างๆในชั้น เราผู้เป็นครูสร้างสัญญานี้ขึ้นด้วยคำพูดและการกระทำของเรา เมื่อเราถามคำถามและตอบสนองต่อข้อเสนอของนักเรียน เราได้ให้โอกาสแก่นักเรียนในการตัดสินการกระทำของเราในฐานะเป็นครู ในการสื่อสารความยินดีของเราต่อความคิดและการตัดสินของนักเรียน เราสามารถให้นักเรียนได้มีโอกาสกำหนดทิศทางของการร่วมมือทางวิชาการ และครูก็จะเดินตามทิศทางเหล่านั้นในการทำงานของเราเอง

การทำงานตามสัญญาระหว่างครูและนักเรียนเป็นเรื่องซับซ้อน ซึ่งมีเหตุผลสามประการ ประการแรก เนื่องจากสัญญาการเรียนการสอนถูกกำหนดขึ้นทั้งทางตรง (โดยคำพูด) และโดยอ้อม (โดยการกระทำซ้ำๆกันในชั้น) ผู้สอนต้องสนใจทั้งคำพูดและการกระทำ ประการที่สอง เนื่องจากการกระทำของเราเกิดขึ้นจากภายในจิตใต้สำนึก จึงเป็นการยากที่จะรู้ว่าสัญญาใดที่กำลังใช้อยู่ (ข้อแนะนำ: การที่นักเรียนเข้าใจการกระทำของเราจะช่วยบอกได้) ประการที่สาม เนื่องจากสัญญาเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิต จึงเปลี่ยนแปลงได้ เมื่อสัญญาไม่ได้รับการเหลียวแล สัญญานั้นก็จะเสื่อมสภาพลง เมื่อความสนใจและความเข้าใจในเนื้อหาวิชาพัฒนาไป สัญญานี้ก็จะต้องสะท้อนให้เห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ด้วย

เมื่อเราให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการควบคุมทิศทางของวิชา นักเรียนก็จะรู้สึกเป็นพลเมืองชั้นสองน้อยลง และเนื่องจากผู้ที่กำหนดมาตรฐานมักจะเป็นผู้ที่พยายามทำให้ดีกว่ามาตรฐานนั้นเอง สัญญาการเรียนการสอนที่ดีที่สุดจึงเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ สัญญาจะพัฒนาขึ้นพ้นจากกฎระเบียบแบบแผน และรายละเอียดเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎจะกลายเป็นเรื่องของความเต็มใจมากกว่าเพียงสัญญาเท่านั้น ความเต็มใจนี้เป็นพันธสัญญาระหว่างสมาชิกของกลุ่มเพื่อแสวงหาประโยชน์ร่วมกัน พันธสัญญานี้เสริมสร้างความรู้สักผูกพันอย่างแนบแน่นที่ก่อให้เกิดความรับผิดชอบร่วมกัน พันธสัญญานี้จะหล่อเลี้ยงความรู้สึกเป็นชุมชนอย่างแท้จริง ใครเล่าที่จะเปิดเผยความเชื่อ ความฝัน ความสงสัย หรือความคิดที่แปลกแหวกแนวในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจกัน

เราสามารถเป็นผู้บรรยายที่ดีได้โดยไม่ต้องสนใจเรื่องพวกนี้มากนัก แต่ในการพูดคุยในการเรียนแบบอภิปรายนั้น ทุกฝ่ายรู้สึกว่าตนเองอาจเจ็บปวดได้ และนักเรียนเองจะรู้สึกเช่นนี้อย่างมาก การเรียนรู้หมายถึงการละทิ้งสิ่งที่ไม่รู้ไปหาสิ่งที่รู้ ซึ่งเป็นการผจญภัยที่น่าตื่นเต้น ในชั้นเรียนแบบอภิปรายนักเรียนจะรู้สึกบ่อยครั้งว่าพวกเขากำลังสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ให้ปรากฎแก่สายตาของทุกคน นักเรียนคนหนึ่งได้กล่าวข้อความนี้เกี่ยวกับประสบการณ์ของเขาว่า

การที่ผมได้อยู่ในห้องเรียนที่มีบรรยากาศของการยอมรับและความโอบอ้อมอารีเป็นสิ่งสำคัญมาก ความโอบอ้อมอารีของครูและนักเรียนคนอื่นที่ปล่อยให้ความคิดต่างๆเฟื่องฟูขึ้นเป็นครั้งแรก ผมรู้สึกเสี่ยงต่อความเจ็บปวดมาก ครูอยู่ในฐานะที่ได้เปรียบที่รู้จักผมก่อนและหลังที่ผมเปลี่ยนไป ราวกับที่ครูเป็นผู้ปกครอง ครูเป็นผู้ที่เห็นความต่อเนื่องนี้เนื่องจากได้เคยเห็นตัวผมทั้งก่อนเปลี่ยนและภายหลัง โรงเรียนควรเป็นที่ๆปลอดภัยที่จะละทิ้งตัวตนเก่าไว้และเปลี่ยนแปลงไป

เนื่องจากชั้นเรียนอภิปรายไม่เป็นที่ๆไม่ปลอดภัยในทุกเวลา ผู้สอนสามารถลดความรู้สึกเสี่ยงต่อความเจ็บปวดโดยสร้างความไว้ใจและความนับถือ การทำให้บรรลุเป้าหมายนี้อย่างเป็นนามธรรมไม่เพียงพอ เนื่องจากนักเรียนจะมองเห็นการใช้ความคิดโล่งๆที่ไม่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติ นักเรียนจะเชื่อการกระทำมากกว่าคำพูด ทักษะสองอย่างมีค่ายิ่งเมื่อผู้สอนพยายามทำให้ชั้นเรียนอภิปรายน่าสนใจและน่าเรียนยิ่งขึ้น

ประการแรก เราสามารถ รับฟัง ความคิดของนักเรียนด้วยความรู้สึกร่วมและระเบียบวินัย ประการที่สอง เราสามารถ ตอบสนอง นักเรียนของเราอย่างสร้างสรรค์ เมื่อผู้ร่วมอภิปรายรู้ว่าผู้สอนมีท่าทีที่เอาจริงเอาจังต่อความคิดของนักเรียนและพยายามนำเอาความคิดเหล่านั้นในมาใช้ในการอภิปราย เมื่อเป็นเช่นนี้นักเรียนก็จะรู้สึกว่าตนเองมีค่า และเมื่อการนับถือกันและกันนี้ดำเนินไปเรื่อยๆ นักเรียนก็จะรู้สึกมั่นใจและไว้ใจ ซึ่งเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อชุมชนเรียนรู้ การฟังอย่างมีระเบียบทำให้ความคิดหรือข้อเสนอของนักเรียนสามารถทำให้การสนทนาก้าวหน้าต่อไปได้ ผู้สอนที่ฉลาดเคยกล่าวไว้ว่าเราควรจะตั้งใจฟังความคิดของนักเรียนอย่างจริงจัง ซึ่งการกระทำเช่นนี้เท่านั้นที่จะช่วยสร้างชุมชนเรียนรู้ที่แท้จริงขึ้นได้

เมื่อเราเป็นผู้ฟังที่ดี เราจะพยายามฟังสิ่งที่ไม่ได้พูดออกมา บางทีคำพูดสั้นๆของบ๊อบว่า เมืองบอสตันไม่ได้ช่วยเหลือเคหะชุมชนเร็วเท่าที่ควรŽ บอกอะไรเราหลายประการเกี่ยวกับพื้นฐานของเขาที่มาจากชุมชนแออัดในเมือง หรือเกี่ยวกับความยากลำบากที่ครอบครัวของเขาต้องเผชิญในการหาที่อยู่อาศัย ถ้าเบ๊ตตี้ซึ่งปกติจะพูดโจมตีการส่งอาวุธไปยังอเมิรกากลาง�อย่างรุนแรง แต่วันนี้กลับนั่งเงียบๆในชั้นเรียนที่กำลังสนทนากันอย่างออกรสชาด ผู้ฟังที่ดีก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกับเธอ เธอจะกำลังคิดถึงการสนทนากันเมื่อวานนี้หรือเปล่า หรือว่าเธอเปลี่ยนความคิดไปแล้ว คำถามที่แหลมคมและภาษาที่ใช้จะช่วยให้เราเข้าใจความรู้สึกอันเข้มข้นของนักเรียนได้

การที่เราถือว่าความคิดของนักเรียนว่าน่าสนใจไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับความเห็นนั้นเสมอไป ผู้เข้าร่วมสนทนาบางทีก็พูดอะไรลอยๆโดยไม่ได้เอาจริงเอาจัง เมื่อเราพบว่ามีคำพูดทำนองนี้ วิธีการคือเราต้องพยายามไม่ให้เกิดมีการเยาะเย้ยถากถาง และพยายามดึงคำพูดลอยๆนั้นกลับลงมา

เนื่องจากเราเป็นครู เรามีส่วนช่วยสร้างชุมชนด้วยการตอบสนองอย่างสร้างสรรค์ต่อความคิดเห็นของนักเรียน ถ้าเรามองว่าความคิดเห็นทุกข้อเป็นปัจจัยที่ช่วยให้การสนทนาบรรลุเป้าหมาย ภารกิจของเราในฐานะครูก็คือรวบรวมเอาวัตถุดิบเหล่านี้เพื่อสานต่อการสนทนาต่อไป ผมพบว่ามีวิธีการบางอย่างที่ช่วยให้เรื่องนี้เป็นไปได้จริง อย่างเช่นเราอาจจะยกย่องความคิดเห็นของผู้ร่วมอภิปรายโดยให้ผู้พูดมีเวลาพอที่จะเสนอประเด็นได้ทั้งหมด ถึงแม้ว่าผู้สอนอาจจะรู้สึกว่าการอภิปรายกำลังหยุดชะงัก (และอาจมีบางคนที่เริ่มเบื่อและหันมาวาดรูปบนสมุด) แต่การตัดบทไม่ให้ผู้พูดได้พูดจบประเด็นจะเป็นการแสดงว่าผู้พูดคนนั้นไม่สำคัญและอาจจะไม่อยากพูดอีก ข้อแนะนำก็คือ เมื่อนักเรียนพูดจบ ครูควรจะสบตากับนักเรียนคนนั้น แล้วถามว่าสายตาของนักเรียนนี้บอกว่าเรื่องที่เขาพูดจบหรือยัง ถ้ายังไม่แน่ใจก็หยุดรอสักอึดใจแล้วลองใหม่ การหยุดสักห้าวินาทีจะช่วยให้ผู้พูดเกิดความคิดใหม่ๆดีๆได้บ่อยมาก

ในระดับเริ่มแรกผู้สอนแสดงว่าตนเองยอมรับนับถือความคิดเห็นของนักเรียนโดยการแสดงว่าทั้งกลุ่มเข้าใจคำพูดนั้นๆ อย่างไรก็ตามการสร้างชุมชนเรียนรู้ที่แท้จริงก็จำเป็นที่ว่ากลุ่มจะต้องนำเอาความคิดเห็นนั้นมาวิเคราะห์และทดสอบ ไม่ใช่รับฟังอย่างเดียว วิธีการที่ช่วยให้เกิดการทดสอบดังกล่าวก็ทำได้โดยการที่ผู้สอนบอกแก่ผู้สนทนาว่าตนเองพอใจกับเวลาและความพยายามที่ผู้สนทนาได้ลงทุนไป และพอใจกับความกล้าหาญที่ได้แสดงออกมาเมื่อความคิดเห็นนั้นไม่ตรงกับเสียงส่วนใหญ่ ชุมชนเรียนรู้ต้องได้คนที่กล้าพอๆกับคนช่างคิด

ชุมชนจะเข้มแข็งขึ้นเมื่อเรานำเอาข้อเสนอหรือความคิดเห็นของนักเรียนไปปฏิบัติ ในทันทีถ้าทำได้ เราอาจใช้คำถามของนักเรียนมาเป็นแนวในการวิพากษ์วิจารณ์ข้อสรุปของกลุ่มหรือของครูเอง เราอาจเชื่อมโยงข้อเสนอหรือความคิดเห็นจากวันก่อนๆมาใช้ในชั้นเรียนวันนี้ หรือเราอาจจะเดินตามการนำทางของนักเรียนไปสู่การค้นคว้าใหม่ๆ หรือสร้างข้อสรุปขึ้นมาจากความคิดของนักเรียนเองโดยใช้ถ้อยคำของพวกเขา

ผู้สอนที่อยากให้เกิดมีชุมชนเรียนรู้จะระมัดระวังในการใช้ความคิดเห็นของตนเองมาเกี่ยวข้องกับการสนทนาของนักเรียน และจะบอกทันทีว่าความคิดเห็นนี้เสนอขึ้นเพื่อให้ทั้งกลุ่มลองพิจารณาและหาข้อโต้แย้ง ผู้สอนอาจถามว่า รูธ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมีความเห็นแตกต่างกันเกี่ยวกับการขึ้นภาษีน้ำมัน ผมเองก็เห็นด้วยกับการนี้ แต่คุณเองคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอย่างไรŽ

การใช้คำพูดก็มีส่วนสำคัญ โดยควรจะใช้คำพูดที่เปิดกว้างไม่ใช่การกำหนดไปตรงๆว่าอะไรเป็นอะไร หรืออะไรต้องเป็นอะไร คำถามเช่น แนวทางนี้ คิดว่า ถูกหรือไม่Ž วิถีทางนี้ อาจจะ เป็นทางที่ควรเลือกหรือไม่Ž หลักฐานนี้ น่าจะ สนับสนุนข้อสรุปนี้ได้หรือไม่Ž คำถามทำนองนี้ทำให้ทั้งผู้สอนและผู้เรียนมีเนื้อที่ที่จะช่วยกันหาคำตอบได้ แนวทางการถามคำถามแบบนี้หลีกเลี่ยงการใช้คำพูดที่ตายตัวอย่างเช่น นี่คือวิธีการวางระบบงานของโรงงานŽ หรือ การให้เงินสนับสนุนเคหะชุมชนในราคาต่ำเป็นความคิดที่ผิดŽ การเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดด้วยลักษณะของคำถามจะทำให้นักเรียนสามารถสร้างความคิดเห็นที่สมดุลย์ของตนเอง และช่วยให้ความเห็นที่ไม่ตรงกันอยู่ด้วยกันได้โดยไม่ต้องมีการเผชิญหน้ากัน

คุณค่าที่แบ่งปันกัน สัญญาระหว่างผู้สอนและผู้เรียนที่เข้าใจตรงกัน และการไว้วางใจซึ่งกันและกันและการนับถือซึ่งกันและกันเป็นเสมือนน้ำที่หล่อเลี้ยงชุมชนเรียนรู้ เมื่อกลุ่มอภิปรายกลายเป็นชุมชนเรียนรู้ ผู้สอนจะก้าวข้ามความไม่แน่ใจหรือการเสี่ยงต่อความผิดพลาดของตนและกลายเป็นเพื่อนร่วมงานที่ผูกพันกับนักเรียน เมื่อครูทำเช่นนี้ครูก็จะปลดปล่อยและค่อยๆตะล่อมพลังอันมีกำลังแรงของประสบการณ์และการสร้างสรรค์ที่นักเรียนไม่ค่อยรู้ว่าพวกเขามีอยู่แล้ว

การเป็นพวกเดียวกันกับนักเรียน

การเป็นผู้นำการอภิปรายที่มีประสิทธิภาพแตกต่างจากการบรรยายตรงที่ผู้นำอภิปรายจำเป็นต้องเป็นพวกเดียวกันกับนักเรียน เราไม่ได้นำเอาเนื้อหามาให้นักเรียน แต่เราเป็นผู้ช่วยให้เขาพบหนทางของเขาเอง เนื้อหาวิชาจะกำหนดพรมแดนของพื้นที่ทางปัญญาของเรา แต่ปัญญาความคิดของนักเรียน บุคลิกภาพ ลักษณะการเรียน ความกลัวและความคาดหวังจะเป็นสิ่งที่กำหนดเส้นทางที่เขาต้องเดินไป นักเรียนหิวกระหายอยากได้ภาพรวม พวกเขาต้องการการยอมรับ ไม่ใช่เพียงในฐานะที่เป็นผู้เรียนเฉยๆ แต่เป็นบุคคลที่มีความสามารถที่จะช่วยตัวเองเกี่ยวกับการศึกษาของเขาและของเพื่อนนักเรียนด้วยกัน การเป็นพวกเดียวกันกับนักเรียนหมายความว่าเราต้องเรียนรู้เกี่ยวกับพวกเขา ภาระผูกพันต่างๆของนักเรียนที่มีต่อครอบครัว สังคม หรือสถาบัน มีผลกระทบทั้งลักษณะและเนื้อหาของการพูดเสนอความคิดเห็นในชั้น ผลดีของเราผู้สอนในการรู้จักนักเรียนของเรามีอยู่มากมาย ประสบการณ์การสอนจะอบอุ่นและมีอารมณ์ร่วมมากขึ้น ไม่ใช่เพียงการบรรยายที่แห้งแล้ง นอกจากนี้ก็มีผลดีต่อการสอนของเราด้วย กล่าวคือเราจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นในการนำกระบวนการของการอภิปราย

การเป็นพวกเดียวกับนักเรียนอันที่จริงก็มีทั้งต้นทุนที่ต้องลงไปและผลกำไร การเรียนรู้เกี่ยวกับนักเรียนเป็นการลงทุนลงแรงที่ใช้เวลา พลังงาน และความสามารถในการวิจัยเป็นอันมาก เมื่อเราเรียนรู้เกี่ยวกับความซับซ้อนของผู้ร่วมสนทนามากขึ้นเท่าใด ภารกิจของเราก็เป็นสิ่งที่ท้าทายเรามากเท่านั้น เพื่อนของผมเคยถามว่า เราจะเรียนรู้เกี่ยวกับนักเรียนได้เพียงพอหรือŽ แน่นอนว่าการเรียนรู้นี้มีของเขตจำกัด และขอบเขตนั้นอยู่ที่ไหน ในการเรียนที่เป็นมิตรแต่เต็มไปด้วยเนื้อหา ข้อมูลที่เหมาะสมอยู่ที่ไหน การเรียนรู้เกี่ยวกับนักเรียนก็อาจจะเป็นสิ่งที่กดดันเราได้ เพราะว่ายิ่งรู้เกี่ยวกับโลกของนักเรียนมากเท่าไหร่ เราก็พบว่าโลกนั้นแตกต่างจากของเรามากขึ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตามผมเห็นว่าการเรียนรู้เกี่ยวกับนักเรียนมีผลดีมากกว่าผลเสีย การเรียนรู้นี้ทำให้เราปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ข้อแรกของการเป็นครู นั่นคืออย่างน้อยที่สุดเราต้องไม่ทำร้ายผู้ที่เรากำลังช่วยเหลืออยู่ ผมจำได้ว่าเคยขอให้นักเรียนเขียนวิจารณ์งานหนึ่งหน้ากระดาษที่ได้แจกไว้ก่อนแล้ว นักเรียนคนหนึ่งหน้าแดงแล้วไม่ยอมเขียน เมื่อหมดเวลาเขาจึงบอกผมว่า เขามีปัญหาเกี่ยวกับการอ่าน อีกเรื่องหนึ่งคือผมจำเรื่องของครูมัธยมคนหนึ่งที่เริ่มต้นชั้นเรียนโดยถามนักเรียนคนหนึ่งที่นั่งข้างหน้า ผู้สอนไม่รู้ว่านักเรียนคนนี้ถึงแม้จะสนใจวิทยาศาสตร์เป็นอันมาก แต่เป็นคนขี้อายและไม่ชอบพูดในที่ประชุมเอาเลย นักเรียนคนนี้พยายามตอบอย่างตะกุกตะกักและผู้สอนก็ทำให้การสนทนากันต่อไปยิ่งแย่ลงไปอีก นักเรียนคนนี้ ซึ่งขณะนี้เป็นชาวเมืองบอสตันอายุเก้าสิบเข้าไปแล้ว ยังคงจดจำเหตุการณ์นี้ได้ดีว่าเขาเจ็บปวดแค่ไหนเมื่อย้อมกลับไปถึงสมัยที่เขาเป็นนักเรียน ผลที่เกิดขึ้นในท้ายที่สุดก็คือ เขาพยายามหลีกเลี่ยงวิชาวิทยาศาสตร์ถึงแม้ว่าจะสนใจวิชานี้มากมายในขณะนั้น เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าการที่เราผู้เป็นครูจะทำลายความมั่นใจของนักเรียนนั้นเป็นเรื่องง่ายเพียงใด

เทคนิคหลายอย่างของเรามีอันตรายตามมาด้วย ตัวอย่างเช่นในการสอนแบบเล่นละคร (role playing) เราต้องดูว่าบทบาทใดที่นักเรียนเรารับไม่ได้เนื่องจากขัดแย้งกับพื้นฐานของเขา ผมจะไม่มอบหมายให้นักเรียนต้องเล่นบทบาทที่เขารับไม่ได้ เช่นให้คนที่นับถือศาสนามอร์มอนซึ่งไม่ดื่มเหล้าเป็นเซลส์ขายเหล้า หรือให้นักเรียนที่เป็นชนกลุ่มน้อยเป็นผู้บริหารที่เกลียดชังชนกลุ่มน้อยพวกนั้น การมองผู้คนเป็นเพียงป้ายชื่อเกิดขึ้นได้ง่ายเว้นแต่ว่าเราจะรู้จักนักเรียนในฐานะบุคคล หญิงคนหนึ่งเล่าว่าครูในมหาวิทยาลัยของเธอชอบใช้เธอเป็น แหล่งความรู้เกี่ยวกับเกาหลีŽ เนื่องจากชื่อ รูปร่างหน้าตา และสถานที่เกิดของเธอ แต่ความเป็นจริงคือเธอเป็นลูกสาวฑูตซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในต่างประเทศมากกว่าประเทศของเธอเอง และรู้เกี่ยวกับปารีสและมาดริดมากกว่าประเทศของเธอเอง

การรู้จักนักเรียนจะช่วยให้บรรยากาศของห้องเรียนเป็นกันเองมากขึ้น แทนที่จะเป็นบรรยากาศที่เป็นแบบแผนและเย็นชา บรรยากาศที่เย็นชานี้เรารู้ดีจากประสบการณ์ ซึ่งนักเรียนเป็นเพียง การรบกวนที่จำเป็นŽ โรเบิร์ต โซโลกล่าวไว้ว่า คำนิยามที่รู้จักกันดีของคำว่า การศึกษาž ที่มักกล่าวถึงนักเรียนว่านั่งอยู่ปลายข้างหนึ่งของท่อนไม้และมีครูผู้ยิ่งใหญ่อีกข้างหนึ่งนั้น แท้จริงน่าจะเปลี่ยนเป็นว่าเป็นครูนั่งทับนักเรียนและพูดกับท่อนไม้! คำพูดนี้เป็นจริงอย่างยิ่ง นักเรียนจะเกิดความประทับใจเมื่อครูสนใจพวกเขาเป็นการส่วนตัว และเมื่อเป็นอย่างนี้ชั้นเรียนก็จะสนุกสนาน เมื่อเรารับรู้ถึงความรู้สึกที่ดีของนักเรียน ความพยายามของเราก็จะบังเกิดผลดีต่อเราเอง เราจะกล่าวกับตัวเราเองว่า นี่เป็นชั้นเรียนที่ดีมากŽ ชั้นเรียนไปได้ดีจริงๆในปีนี้Ž เราสื่อสารความรู้สึกที่ดีของเราทันทีที่เราเดินเข้ามาในชั้น สายตาของเราเต็มไปด้วยประกาย พลังของเราเต็มเปี่ยมเมื่อเรานำการอภิปราย การติดต่อสื่อสารเป็นไปด้วยดี เราฟังความคิดเห็นของนักเรียนด้วยความเข้าอกเข้าใจมากขึ้นเมื่อเราเข้าใจพื้นฐานและความสนใจต่างๆของเขา และปฎิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียนก็จะดีขึ้นด้วย เมื่อเราเรียนรู้เกี่ยวกับนักเรียนมากขึ้น นักเรียนก็จะสนใจเรียนรู้เกี่ยวกับเรา การเรียนรู้ก็จะตามมาด้วยความเข้าใจและความประทับใจ

ความรู้ของเราเกี่ยวกับนักเรียนช่วยให้เราพบกับพวกเขาในถิ่นของพวกเขาเอง และที่นั้นเองเป็นที่ที่การเรียนรู้เกิดขึ้น ไม่ว่าหลักสูตรหรือแผนการศึกษาจะเป็นอย่างไร นักเรียนจะมีที่อยู่ทางปัญญาและทางอารมณ์โดยเฉพาะ และเป็นหน้าที่ของผู้สอนแบบอภิปรายที่จะต้องค้นหาที่อยู่นี้ให้พบ ทิมเป็นนักเรียนแบบไหน เขารู้หรือไม่ว่าจะขอความช่วยเหลือได้อย่างไรและเมื่อใด และจะทดสอบได้อย่างไร เขากลัวหรือตกใจกับสิ่งที่ไม่รู้หรือไม่ เขาพยายามหลีกหนีหรือหาทางลัดหรือไม่เวลาเสนอความคิด เขารู้จักตนเองหรือไม่ เรารู้หรือไม่ว่าเขามีจุดบอดหรือจุดอ่อนอยู่ตรงไหน เขาทำงานร่วมกับนักเรียนคนอื่นๆอย่างไร เขายินดีหรือไม่ที่จะให้ความคิดของเขาถูกทดสอบอย่างตรงไปตรงมา สำรวจการอ้างเหตุผลของเพื่อนร่วมชั้นแม้ว่าเหตุผลนั้นจะคัดค้านกับความคิดของเขาเอง เขามองความผิดพลาดของเพื่อนร่วมชั้นว่าอย่างไร เขามองว่านี่เป็นโอกาสที่จะแสดงว่าเขาเหนือกว่านักเรียนคนนั้น หรือมองว่าเป็นโอกาสที่จะให้เพื่อนนักเรียนคนนั้นได้เรียนรู้ เขามีทักษะการเป็นผู้นำพอที่จะให้อะไรแก่ชั้นเรียนหรือไม่ เขาถามคำถามที่แสดงว่าเขาสนใจประเด็นที่กำลังค้นคว้า และพยายามหาทางให้ประเด็นนั้นก้าวหน้าไปหรือไม่ เขาตั้งใจฟังจริงๆหรือไม่ เขารวบรวมประเด็นต่างๆที่เคยเสนอกันมาเป็นประเด็นหนึ่งเดียวหรือไม่ ที เอส เอเลียตเคยพูดไว้ใช่หรือไม่ว่านรกคือที่ที่ไม่มีอะไรสัมพันธ์กันเลย ทิมมองเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆหรือไม่

ในฐานะที่เป็นผู้นำการอภิปราย เราจำเป็นต้องมองนักเรียนของเราด้วยสายตาที่กว้างไกล นักเรียนนำประสบการณ์ทางวิชาการหรือทางการทำงานใดมานำเสนอในชั้น เขาเคยเป็นผู้ช่วยสอนในชั้นมัธยม เคยเป็นนายหน้าขายเอนไซโคลปีเดีย หรือเคยทำงานในบริษัทคอมพิวเตอร์มาก่อน เขาเคยทำวิจัยให้หน่วยงานรัฐบาลหรือบริหารสาขาต่างประเทศของบรรษัทข้ามชาติหรือไม่ พวกเขาอยู่ในโลกแบบใด มีความสนใจทางการเมือง สังคม หรือการสันทนาการอย่างไร

ความรู้เหล่านี้ช่วยเราได้ในการนำอภิปรายในชั้น ถ้าแครอลทำได้ดีที่สุดเมื่อมีเวลาคิดพอสมควร ผมก็จะไม่เรียกชื่อให้เธอต้องพูด ถ้าพ่อของแซมกำลังจะตาย หรือฮัลต้องรีบเขียนบทละครของเขาให้จบก่อนเส้นตาย บางทีสองคนนี้ไม่จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นผู้นำการอภิปราย ถ้าไอดาเคยเป็นผู้จัดการสถานรับเลี้ยงเด็ก ผมจะนำเธอเข้าสู่การสนทนาได้อย่างไร ผมควรมองเธออย่างไร เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ออกเสียงสนับสนุน เป็นผู้ท้าทาย หรือเป็นแหล่งข้อมูลเพิ่มเติม การกระทำอย่างไรที่จะดีที่สุดต่อตัวเธอและเป็นประโยชน์ต่อชั้นเรียนมากที่สุด

การพบนักเรียน ณ ที่ที่เขาอยู่ทำให้เราย้อนถามตัวเราว่า เรา เองกำลังอยู่ที่ไหน โลกกว้างของเราอยู่ที่ไหน ความสนใจของเราอยู่ที่ไหน สิ่งเหล่านี้มีผลกระทบอย่างไรต่อการนำอภิปรายในชั้น สถานการณ์ของเราอาจมีผลกระบทใหญ่หลวงต่อการสอนในชั้น ในการวางแผนรายวิชา เรามักจะสอนสิ่งที่เราเรียนมาทีหลังสุด เรามักจะให้ความสำคัญแก่การค้นพบของเราในขณะนี้ เพราะเรามองว่าพวกนี้น่าตื่นเต้นและใหม่สด แต่เรื่องเหล่านี้อาจไม่ช่วยนักเรียนของเราเลย นักเรียนอาจจะต้องเรียนเรื่องที่เราเรียนก่อน เพราะว่าเป็นความรู้พื้นฐาน

การรู้ว่าตัวเราและนักเรียนอยู่ที่ไหนทั้งทางวิชาการและส่วนตัวจะช่วยให้เราแก้ปัญหาว่าเราจะเลือกนักเรียนคนในที่ยกมือตอบกันหลายคน และทำอย่างไรกับสีหน้าที่เป็นกังวล บางทีเราอาจจะคิดแบบประชาธิปไตยว่าน่าจะให้คนที่ยกมือมานานที่สุดได้พูด แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิด ความคิดเห็นของนักเรียนคนที่ยกมือนานนั้นเป็นไปได้มากว่าจะเก่าไปแล้ว เพราะความคิดนั้นเกิดขึ้นเมื่อเขาเริ่มยกมือ

ผู้สอนที่ยังมีประสบการณ์ไม่มากนักมักคิดว่านักเรียนที่มีประสบการณ์ในด้านที่กำลังพูดกันน่าจะเป็นผู้ที่ได้พูดมากกว่าคนอื่น ถ้าชั้นเรียนกำลังอภิปรายกันเรื่องนโยบายภาษีของรัฐบาลกลาง และอาร์ลีนทำงานเป็นักบัญชีที่เชี่ยวชาญเรื่องภาษี ผู้สอนควรจะให้เธออภิปรายเรื่องนี้หรือไม่ ข้อเท็จจริงที่ว่าเธอมีประสบการณ์ด้านนี้อาจทำให้เกิดความเบื่อหน่ายหรือไม่ก็ทำให้คนอื่นต้องกลัวเพราะเธอมีข้อมูลมากมาย ถ้าให้เลือกระหว่างนักเรียนที่มีพื้นฐานด้านนั้นโดยตรงกับนักเรียนที่ชำนาญในการสรุปประเด็นและเชื่อมโยงกับเรื่องที่อภิปรายกัน ผมจะเลือกคนหลังมากกว่า หรือผมอาจจะให้นักเรียนที่จะได้ประโยชน์ที่สุดจากการแก้ปัญหาและขบคิดเกี่ยวกับข้อเสนอที่เพิ่งเสนอขึ้นมา เมื่อการอภิปรายดำเนินไปอย่างรวดเร็วจนต้องหยุดเพื่อสรุป ผู้สอนจะช่วยชั้นเรียนได้มากถ้าจะให้นักเรียนคนหนึ่งที่มีความสามารถในการทำความเข้าใจภาพรวมและการแสดงความคิดเห็นที่ชัดเจนได้มีโอกาสสรุปประเด็นของการอภิปราย

ถ้าการรู้เรื่องราวของนักเรียนอย่างลึกซึ้งมีข้อดีมากมายอย่างนี้ ทำไมจึงไม่เป็นที่แพร่หลาย ผมได้พูดถึงต้นทุนหรือข้อเสียของวิธีนี้ไว้บ้างแล้ว แต่ก็ยังมีอุปสรรคอื่นๆอีก บ่อยครั้งทีเดียวที่เรามักจะมองเห็นสิ่งที่เราอยากเห็นเท่านั้น มาร์เซล ปรูสท์ นักเขียนชาวฝรั่งเศส เขียนไว้ว่า

เราวาดเส้นขอบนอกของสิ่งที่เราเห็นด้วยความคิดต่างๆของเราที่เรามีอยู่แล้วเกี่ยวกับสิ่งนั้นหรือคนผู้นั้น และในภาพของเขาที่เรามีอยู่ในใจแนวคิดพวกนี้ก็มีความสำคัญมาก ท้ายที่สุดแนวคิดพวกนี้จะวาดรูปแก้มของเขา วาดจมูก และเข้ากันได้ดีกับเสียงของเขาจนดูเหมือนว่าแนวคิดของเรากลายเป็นสิ่งโปร่งใสที่ทำให้เมื่อใดที่เราได้ยินเสียงของเขา จริงๆแล้วจะเป็นเสียงของแนวคิดของเราเองที่เราจำได้และที่เราฟังอยู่#

ตามที่ปรูสท์เสนอความแตกต่างระหว่าง แนวคิดที่เรามีเกี่ยวกับเขาŽ และแนวคิดของนักเรียนเกี่ยวกับตัวเขาเองอาจเป็นความแตกต่างอันกว้างไกล เราจำต้องถามตัวเราเองว่าจะลดช่องว่างนี้ลงได้อย่างไรโดยการใช้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์

เราลองมาดูนักเรียนเก่าของผมที่ชื่อ บ๊อบ สมิธ เขาก็เหมือนกับนักเรียนคนอื่นๆคือเต็มไปด้วยอดีตและบทบาทต่างๆและความหวังในอนาคตและความรับผิดชอบ ความซับซ้อนอันนี้เกิดขึ้นเมื่อผมพยายามเข้าใจเขามากกว่าแค่เพียงนักเรียนคนหนึ่ง ในใบลงทะเบียนเขามีชื่อจริงว่า โรเบิร์ต ดับบลิว สมิธ อายุ 27 ปี จบจากเวนส์เวอร์ธคอลเลจและเป็นนักศึกษา MBA แขนงการจัดการธุรกิจส่วนตัวŽ แต่นี่เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งของตัวเขาเท่านั้น

จริงๆก็คือมีบ๊อบ สมิธซึ่งอยู่กับภรรยาและลูกอีกสองคนในย่านอุตสาหกรรมในบอสตัน บ๊�อบเป็นสมาชิกของชมรมบริการชุมชนหลายแห่งและเป็นหัวหน้าโครงการช่วยเหลือเด็กในตัวเมืองที่ด้อยโอกาส และยังมีร้อยเอกโรเบิร์ด ดับบลิว สมิธแห่งทหารราบสหรัฐฯ ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่เป็นเวลาสองปีในเวียดนาม ร้อยเอกสมิธได้รับบาดเจ็บจากสงครามและได้รับเหรียญกล้าหาญซิลเวอร์สตาร์ และก็ยังมี อาร์ เวนส์เวอร์ธ สมิธ บัณฑิตจากวิทยาลัยที่ปู่ทวดของเขาตั้งขึ้น ซึ่งจบการศึกษาด้วยคะแนนธรรมดาและถูกสั่งพักการเรียนสองสัปดาห์เนื่องจากไปเข้าร่วมเดินขบวนประท้วงกับนักศึกษาคนอื่นๆ นอกจากนี้ก็มีร็อบ สมิธ บุตรคนสุดท้องของครอบครัวซึ่งมีพี่สองคนที่มีบทบาททางการเมืองและวิชาชีพ แล้วก็ยังมีร็อบบี่ สมิธ บุตรของพ่อแม่ที่เป็นนักวิชาการ

พื้นฐานของบ๊อบซึ่งมีประสบการณ์และความโดดเด่นอย่างสูงทั้งทางด้านครอบครัว สังคม และการทหารทำให้เขาเด่นขึ้นมาในชั้นเรียน พื้่นฐานเหล่านี้กำหนดหัวข้อที่เขาพูดในชั้น กำหนดว่าเขาพูดในชั้นมากน้อยเท่าใด รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเพื่อนนักเรียน นักเรียนคนอื่นๆและครูด้วย นวนิยายเรื่อง Requiem for a Nun ของวิลเลียม โฟล์คเนอร์ กล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า อดีตไม่เคยตาย มันยังไม่ได้ผ่านไปด้วยซ้ำŽ# นักเรียนนำเอาอดีตของเขามาในชั้น พร้อมด้วยความหวังและอนาคต เราผู้เป็นครูจะต้องเข้าใจมิติเหล่านี้เพื่อให้การสอนเป็นไปด้วยดีในขณะนี้

แต่เราจะหา ปัญญาŽ ได้จากที่ไหนและได้อย่างไรเพื่อให้นักเรียนเปลี่ยนสภาพจากตัวเลขบนกระดาษเป็นผู้ร่วมงานในการค้นคว้า คำตอบก็อยู่รอบๆมหาวิทยาลัยนี่เอง คือห้องเรียน ที่ทำงานของเรา ร้านอาหารหรือที่พักผ่อน ที่ต่างๆเหล่านี้มีข้อมูลมหาศาลที่เป็นประโยชน์ หนังสือพิมพ์ของนักเรียนและกิจกรรมต่างๆในมหาวิทยาลัยช่วยให้ครูได้ความรู้สึกว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น รวมทั้งข้อมูลรายละเอียด เช่นใครได้รางวัลเรียนดี หรือใครได้ทุนการศึกษา การเข้าชั้นเรียนก่อนเวลาก็ช่วยได้มาก นักเรียนที่เข้าห้องก่อนมักจะมีอะไรๆมาคุยกับครูหรือมาของความช่วยเหลือ นักเรียนอาจไม่เอ่ยปากขออะไรตรงๆในช่วงแรก แต่จะพูดให้เราเข้าใจในภายหลัง ผมพบว่านักเรียนเหล่านี้สำคัญมากในการทำงานกับแต่ละคนและกับทั้งชั้น แต่ชั้นเรียนอภิปรายจริงๆแล้วก็เป็นแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุด เพราะว่าเรามีโอกาสอ่านผลงานทางวิชาการและความก้าวหน้าของนักเรียนได้ชัดเจน รวมทั้งทักษะของนักเรียนในการนำการอภิปรายและการมีบทบาทในหัวข้อต่างๆที่เรียนกัน

ห้องทำงานของครูก็คือห้องเรียนที่เป็นกันเองมากขึ้น ห้องนี้เป็นที่ที่ดีที่สุดสำหรับการเรียนแบบไม่เป็นทางการ เมื่อนักเรียนเป็นฝ่ายนัดพบครู เราก็จะแน่ใจได้ว่าหัวข้อที่เขาจะถามนั้นมีความสำคัญสำหรับเขา เช่นจุดที่ไม่เข้าใจหรือนักเรียนอาจจะอยากคุยกับครูเรื่องเรียนยากหรืออาจจะขอคำแนะนำจากครูเกี่ยวกับแผนการในอนาคตหรือเรื่องอื่นๆที่เป็นเรื่องส่วนตัว ในกรณีเช่นนี้ครูควรจะระวังไม่ให้ล่วงล้ำไปในบริเวณที่เป็นเรื่องส่วนตัวที่นักเรียนไม่อยากเปิดเผย มีความแตกต่างเป็นอันมากระหว่างการรู้ว่าฮํนส์เป็นนักสะสมแสตมป์กับการไปล่วงรู้เกี่ยวกับชีวิตรักของเขา เราเป็นผู้ชี้ทางแต่ไม่ใช่จิตแพทย์ แต่อย่างไรก็ตามถ้าการสนทนานี้เป็นไปอย่างเป็นการเป็นงาน ก็จะช่วยให้ครูและนักเรียนได้ข้อคิดต่างๆที่ช่วยให้การศึกษาเป็นไปได้อย่างดี

เพื่อนร่วมงานของผมคนหนึ่งให้ข้อสังเกตว่า นักเรียนเปรียบเหมือนไพ่ที่คว่ำอยู่ การอ่านไพ่เหล่านี้ให้ถูกต้องจำเป็นที่เราต้องใช้วิธีการบางอย่าง ผมพบว่าวิธีการต่อไปนี้มีประโยชน์ คือการถามหาอาสาสมัครเพื่อตอบคำถามต่างๆต่อไปนี้ คุณเตรียมตัวเรียนวิชานี้อย่างไร คุณคิดว่าวิชานี้เกี่ยวข้องกับการศึกษาในอดีตและในอนาคตของคุณอย่างไร หัวข้ออะไรในประมวลรายวิชาที่สนใจมากที่สุดและน้อยที่สุด คุณรู้สึกว่าหัวข้อไหนที่มั่นใจมากที่สุด และส่วนไหนที่คุณคิดว่าอยากให้ครูช่วยเป็นพิเศษ คุณจะตัดสินว่าวิชานี้มีคุณค่ามากน้อยอย่างไรโดยใช้วิธีการอะไรและในแง่ไหนบ้าง ผมจะทำให้การให้เกรดเป็นประโยชน์ต่อคุณได้อย่างไร

ต่อจากนั้นผมจะถามเกี่ยวกับพื้นฐานส่วนตัวของนักเรียน ผมจะให้นักเรียนบรรยายเหตุการณ์สองหรือสามเหตุการณ์ในการเรียนของเขาที่มีความหมายที่สุดต่อตัวเขา และให้อธิบายว่าทำไมเขาถึงเลือกพูดถึงเหตุการณ์นั้นๆ นักเรียนอาจเขียนยาวหรือสั้นเท่าใดก็ได้ ผมถามว่า คุณเรียนรู้อะไรบ้าง คำถามอะไรที่คุณคิดว่าได้จากเหตุการณ์ที่คุณพูดถึง เหตุการณ์เหล่านี้มีประโยชน์มากในการเรียนการสอน เพราะว่าข้อเขียนของนักเรียนนี้จะช่วยให้เราเข้าใจตัวตนของนักเรียนจริงๆ พร้อมๆกับนำไปสู่การเชื่อมโยงกับการอภิปรายในชั้น

สุดท้ายผมจะถามเกี่ยวกับอนาคต แผนการในอนาคตของคุณเป็นอย่างไร คุณจะหางานทำอย่างไร คุณมีเป้าหมายอะไรในตอนนี้เกี่ยวกับชีวิตและการงาน คำตอบของนักเรียนจะช่วยให้เราเข้าใจแรงจูงใจของพวกเขาในการเรียน

การทดลองกับข้อมูลส่วนตัวของนักเรียนนี้ไม่ใช่เรื่องยากซับซ้อนแต่อย่างใด การแนะนำเล็กๆน้อยๆตอนเริ่มชั้นเรียนก็เพียงพอแล้ว ผมจะอธิบายเป้าหมายของการให้ทำเช่นนี้โดยบอกแก่นักเรียนว่าเขาต้องช่วยให้ผมช่วยเขาได้ ผมเน้นประเด็นที่ว่าการร่วมมือของเขาเป็นเรื่องของความสมัครใจและข้อมูลที่เขาให้จะเก็บไว้เป็นความลับ ผมจะสนับสนุนให้นักเรียนเปลี่ยนแปลงคำถามถ้าคิดว่าเปลี่ยนแล้วจะเหมาะขึ้น และก็มีนักเรียนหลายคนทำเช่นนี้ด้วยจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ ผมสรุปโดยถามว่ามีอุปสรรคทางกายภาพอะไรบ้างหรือไม่ เช่นการเห็นหรือได้ยินไม่ชัด ผมจะพยายามถามให้น้อยข้อที่สุดและไม่บังคับว่านักเรียนจะต้องส่งภายในวันนั้นวันนี้ นอกจากนี้ผมก็จะไม่บังคับนักเรียนที่ไม่อยากให้ข้อมูล

การสร้างความรู้สึกเป็นพวกเดียวกันกับนักเรียนหมายความว่าเราต้องลงทุนลงแรงทั้งด้านสติปัญญา พลังงาน และความรู้สึกในการค้นหาว่านักเรียนคือใคร และเขาจะหาทางเข้าใจเนื้อหาอย่างไรได้ดีที่สุด ความพยายามเหล่านี้จะช่วยให้ผู้สอนเป็นครูที่แท้จริง

การเป็นพวกเดียวกับนักเรียนเปรียบเสมือนพื้นฐานอันแข็งแกร่งของการร่วมมือกันและการเป็นชุมชน ซึ่งทั้งสองนี้เป็นเป้าหมายอันสูงส่งและเป็นสิ่งธรรมดาสามัญ เรื่องทั้งหมดนี้จบลงที่หลักการข้อที่สี่ ซึ่งเป็นข้อที่เกี่ยวข้องกับการกระทำจริงมากที่สุด นั่นคือเรื่องที่ว่าผู้สอนชั้นเรียนแบบอภิปรายจะต้องพัฒนาทักษะในการจัดการทั้งเนื้อหาและกระบวนการของการเรียนการสอนแบบอภิปราย

การมีทักษะการสอนสองทาง

เนื้อหาส่วนมากของบทความในหนังสือเล่มนี้เน้นหนักที่กระบวนการเรียนการสอนที่เกิดขึ้นในชั้นจากสายตาของผู้แต่งแต่ละคน บทความเหล่านี้ถือว่าผู้สอนแบบอภิปรายจะต้องมีความรู้ในเนื้อหาที่สอนเป็นอย่างดี (เช่นเดียวกับผู้สอนแบบบรรยาย) และนอกจากนี้จะต้องมีความชำนาญในกระบวนการสอนอีกด้วย เนื้อหาของการสอน (มโนทัศน์และข้อเท็จจริง) ไม่ได้มีความสำคัญมากไปกว่าตัวผู้สอนและวิธีการสอน ซึ่งรวมทั้งความรู้เกี่ยวกับนักเรียน และความสามารถในการปรับเปลี่ยนบริบทของการเรียน ความแตกต่างนี้มีความสำคัญยิ่ง และเป็นความแตกต่างที่เสริมกันได้อย่างดี ความสามารถสองอย่างนี้เดินไปด้วยกันและเข้ากันได้เหมือนกับสีน้ำที่ผสมเข้ากันได้สวยงาม

เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว การเข้าใจเนื้อหาและวิธีการเป็นอย่างดีนี้ผมเรียกว่าการมีทักษะการสอนสองทาง ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งต่อการเป็นผู้นำการอภิปรายที่ดี แต่เราจะเริ่มฝึกฝนให้มีทักษะสองทางนี้ได้อย่างไร ถ้าเราเริ่มที่ระดับพื้นฐานที่สุดก่อน ผมก็มีข้อแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมการสอนว่าเป็นพื้นฐานสำหรับคำแนะนำต่างๆที่พบในหนังสือเล่มนี้ จะมีอะไรที่ปูพื้นฐานให้แก่ครูที่จะมีทักษะสองทางได้ดีกว่าการเตรียมตัวสองทาง ผู้สอนที่ให้เวลาแก่เนื้อหาและวิธีการเล่นกับเนื้อหานั้นจะสนุกสนานกับผลดีทั้งทางความมั่นใจและความชำนาญ

การเตรียมตัวไม่สามารถทำให้ความวิตกกังวลหมดสิ้นไปได้ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเรากำลังคาดการณ์สิ่งที่ไม่สามารถคาดการณ์หรือทำนายได้ การอภิปรายเป็นกระบวนการที่ไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ดังนั้นเราจะรู้ล่วงหน้าได้อย่างไรว่านักเรียนจะอยากพูดอะไร แม้ว่าผมไม่มีคำตอบง่ายๆสำหรับคำถามนี้ แต่ผมก็มีข้อเสนอที่ได้ทดสอบมาแล้วจากประสบการณ์ในการสอนวิชานโยบายธุรกิจ การเตรียมตัวของผมเริ่มจากจุดที่รู้จักกันดี ได้แก่การทบทวนเนื้อหา แต่การเตรียมตัวนี้ก็รวมไปถึงการประเมินนักเรียนและความสามารถของกลุ่มในการทำงานร่วมกัน และการค้นคิดวิธีการสอนที่จะช่วยให้เกิดการร่วมมือกันทำงาน การเตรียมตัวทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผู้สอนไปได้ไกลในการฝึกทักษะสองทาง

ประการแรก ผมจะประเมินความก้าวหน้าของชั้นเรียนทั้งหมด กลุ่มนี้เข้าใจเนื้อหาพื้นฐานและการประยุกต์ใช้มากน้อยเพียงใด ชั้นเรียนนี้ได้ความเข้าใจมาจากไหน มีจุดไหนที่ยังมีปัญหา หัวข้อไหนที่ได้พูดถึงไปแล้ว หัวข้อไหนยังเหลืออยู่ และหัวข้อพวกนี้จะเริ่มต้นอย่างไรดี ผมจะพยายามทำให้แน่ใจว่าผมเข้าใจเรื่องหรือกรณีศึกษา (cases) ที่จะอภิปรายกันอย่างทะลุปรุโปร่ง และผมถือว่ากรณีศึกษาพวกนี้เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ กรณีเหล่านี้มีข้อดีข้อเสียตรงไหน มีเนื้อหาอะไรที่จะทำให้นักเรียนไม่สบายใจหรือไม่ มีอะไรบ้างที่ทำให้ตื่นเต้นและสงสัย ผมพยายามทำนายท่าทีของนักเรียนต่อกรณีและคิดล่วงหน้าไปว่าพวกเขาจะเตรียมตัวกับกรณีศึกษาเหล่านี้อย่างไร

ประการที่สอง ผมจะประเมินสถานะของชั้นเรียนในฐานะกลุ่มเรียนรู้ ทักษะของนักเรียนในการทำงานร่วมกันเทียบกับความยากของกรณีได้อย่างไร อารมณ์ของพวกเขาเป็นอย่างไร สนุกสนานหรือทนทุกข์ อะไรกำลังเกิดขึ้นในวงการวิชาการที่อาจจะกระทบการอภิปรายในวันพรุ่งนี้ เช่นการสอบ รายงาน หรือเหตุการณ์สำคัญในมหาวิทยาลัย เรื่อง ร้อนๆŽ อะไรที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงในหนังสือพิมพ์

ประการทีสาม ผมพยายามประเมินสถานการณ์ของนักเรียนแต่ละคน จุดอ่อนจุดด้อยทางวิชาการของแต่ละคนรวมทั้งความสามารถในการมีส่วนร่วมในการอภิปราย ใครจะเรียนรู้ได้มากกว่าเพื่อนในการอภิปรายครั้งต่อไป กรณีที่จะอภิปรายมีความสำคัญเป็นพิเศษอย่างไรต่อนักเรียนที่มีพื้นฐานและความสนใจในอาชีพอย่างนี้ กรณีนี้จะช่วยให้นักเรียนที่นั่งเงียบมาตลอดอยากพูดขึ้นมาบ้างหรือไม่ ใครจะคิดว่ากรณีนี้ยากเกินไป นักเรียนคนไหนที่จะเป็น โค้ชž ให้แก่นักเรียนคนอื่นๆโดยการช่วยเหลือในด้านต่างๆ นักเรียนคนไหนน่าจะเป็นผู้นำอภิปรายและใครน่าจะนั่งเงียบๆ

ประการที่สี่ ผมพิจารณาอารมณ์ของผมเอง ผมรู้สึกอย่างไรกับเนื้อหานี้ ชั้นเรียนนี้เป็นเรื่องสนุกหรือเป็นภารกิจอันน่าเบื่อหน่าย ความลำเอียงหรือความเห็นส่วนตัวของผมเองมีบทบาทอะไรต่อการเป็นผู้นำอภิปรายหรือไม่ เรื่องราวเหล่านี้รวมทั้งเหตุการณ์ในครอบครัวและส่วนตัวมีอิทธิพลไม่น้อยต่อพฤติกรรมของผู้สอนในชั้นเรียน

ประการที่ห้า ผมคิดเกี่ยวกับลักษณะและการลื่นไหลของชั้นเรียน ชั้นเรียนนี้จะเป็นการฝึกฝนการใช้เทคนิคการวิเคราะห์ปัญหาที่อยู่ในกรณีที่ศึกษากัน หรือเป็นการค้นหาคำตอบที่เปิดกว้างต่อปัญหาที่มีขอบเขตกว้างกว่า ความเร็วในการดำเนินการอภิปรายที่เหมาะสมอยู่ตรงไหน ผมต้องการให้การสนทนาไปด้วยความรวดเร็ว พูดถึงเนื้อหาหลายหัวข้อในเวลาอันสั้น และให้นักเรียนทุกคนได้มีโอกาสพูด หรือผมอยากให้ชั้นเรียนพิจารณาหัวข้อจำนวนน้อยอย่างลึกซึ้ง โดยให้นักเรียนจำนวนน้อยคนได้พูดอย่างเต็มที่ เกี่ยวกับเรื่องการลื่นไหลนั้น ผมอยากให้กลุ่มร่วมกันสร้างประเด็นหรือมติร่วมกันทีละน้อยๆ หรือว่าผมอยากให้ต่างคนต่างเสนอเหตุผลของตนมาหักล้างกัน

ประการที่หก ผมวางแผนหยาบๆสำหรับการอภิปรายที่จะเกิดขึ้น การเลือกผู้นำการอภิปรายควรทำอย่างไรจึงจะทำให้การอภิปรายเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เวลาเรียนควรจะแบ่งอย่างไรระหว่างการวิเคราะห์และกิจกรรม ผมอยากมีบทบาทมากเพียงใด ผมควรจะสอดแทรกบ่อยๆ หรือว่าเพื่อเปลี่ยนทิศทางของการสนทนาเท่านั้น

ประการที่เจ็ด ซึ่งเป็นประการสุดท้าย ผมคิดถึงการเริ่มและการจบชั้นเรียน ผมควรจะพูดถึงการเรียนในวันก่อนและบอกว่าผมอยากได้อะไรจากการอภิปรายหรือไม่ ผมควรเปิดการอภิปรายในวันนี้ด้วยคำถามเจาะลึก หรือคำถามกว้างๆ ผมควรเชิญใครมาพูด คำตอบของนักเรียนควรเป็นอย่างไร และกลุ่มทั้งหมดน่าจะมีปฏิกริยาโต้ตอบอย่างไร ผมจะให้ความสำคัญเท่าๆกันกับการจบชั้นเรียน ตัวอย่างเช่นผมควรสรุปประเด็นที่ได้เตรียมมาก่อนแล้ว หรือสรุปประเด็นที่เกิดขึ้นเอง หรือจบการอภิปรายโดยไม่ต้องมีการสรุป อะไรบ้างที่ผมควรให้เป็น ปริศนาŽ สำหรับนักเรียนให้กลับไปคิด ผมมีคำแนะนำอะไรสำหรับการพบกันครั้งต่อไป

การทบทวนเนื้อหาและวิธีการสอนอย่างเป็นระบบ ได้แก่พลวัตของกลุ่ม ความต้องการของนักเรียน ความสนใจของผู้สอน และความสัมพันธ์ระหว่างเนื้อหา วิธีการอภิปรายและมโนทัศน์สำคัญๆ จะช่วยผู้สอนให้คาดการณ์เส้นทางที่กลุ่มอยากจะสำรวจและค้นคว้า อย่างน้อยที่สุด การวางแผนเช่นนี้อาจจะช่วยป้องกันความผิดพลาด (และความกล้ว) และสร้างความมั่นใจตลอดจนความกระจ่าง ซึ่งจำเป็นต่อการมองเห็นและจับเอาเทคนิคการสอนเมื่อเกิดมีขึ้น ครูส่วนใหญ่ที่ดำเนินงานตามนี้หรือที่คล้ายๆกับที่เสนอนี้ จะรู้สึกว่าการวางแผนเช่นนี้ทำให้เขามีความไหวตัวในการตระหนักถึงความซับซ้อนของการสอนแบบอภิปราย เมื่อการเตรียมตัวนี้เป็นไปได้อย่างดีที่สุด ก็จะช่วยให้เราควบคุมพลังที่เกิดขึ้นจากการหลอมรวมกระบวนการและเนื้อหาได้

สรุป

ดินแดนของการสอนแบบอภิปรายไม่เคยมีใครเขียนแผนผังไว้อย่างชัดเจน หลักการทั้งสี่ข้อในที่นี้รวมกับข้อเสนอแนะอื่นๆในการปฏิบัติจริงๆแล้วเป็นเพียงความคิดเห็นของครูคนหนึ่ง ผมยังคงเห็นว่าข้อเสนอนี้มีประโยชน์ และหวังว่าครูคนอื่นที่สอนในลักษณะอื่น จะดำเนินการค้นคว้าแบบเดียวกัน เราทุกคนมีบทบาทในวิชาชีพที่ไม่มีขอบเขตจำกัด ข้อสังเกตของผมเกี่ยวกับวิธีการสอนแบบหนึ่งจึงน่าจะวางอยู่ในบริบทที่ผมถือว่าเป็นพื้่นฐานมากกว่าสิ่งอื่นใด นั่นคือ การสอนทุกประเภทเป็นสิ่งประเสริฐ ไม่ว่าการสอนแบบใดคือการบรรยาย การทำงานในห้องแล็บ หรือการอภิปราย การลงทุนลงแรงของเราให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ายิ่ง เรามีความสุขกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเชื่อมโยงตลอดเวลากับความเยาว์วัย การเติบโต การค้นคว้า และโลกแห่งความคิด ตลอดจนความรู้ว่างานของเรามีคุณค่าอย่างยิ่งต่อผู้อื่น ศักยภาพของกิจวัตรประจำวันที่จะสร้างผลงานที่เป็นที่ประทับใจ ช่วงขณะบางช่วงที่เป็นที่น่าพิศวงที่สุดในอนาคต ช่วงเวลานี้เองที่ทำให้งานของเราเป็นการบริการที่ให้ความพึงพอใจอย่างไม่รู้สิ้น เราเป็นส่วนหนึ่งของความยิ่งใหญ่

* แปลจาก Premises and Practices of Discussion TeachingŽ ใน Louis B. Barnes, C. Roland Christensen, Abby J. Hansen, Teaching and the Case Method: Text, Case, and Readings (Boston: Harvard Business School Press, 1975)

** ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

#Huge Prather, Notes to Myself (Moab, UT: Real People Press, 1970), ไม่มีเลขหน้า.

#Marcel Proust, Remembrance of Things Past, C.K. Scott Moncrieff แปล (New York: Random House, 1935), I, 15.

#William Faulkner, Requiem for a Nun (New York: Random House, 1951), หน้า 52. ในเรื่องนี้ตัวละครคือแกวิน สติเวน พูดกับ เทมเปิล เดรค

3 thoughts on “หลักการและหลักปฏิบัติเกี่ยวกับการสอนแบบอภิปราย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s