สอบวิทยานิพนธ์ที่มหาลัย Bergen

เรื่องต่อไปนี้ผมยกมาจาก Facebook เกี่ยวกับประสบการณ์ไปเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ที่มหาวิทยาลัย Bergen ประเทศนอรเวย์ เมื่อสองสามวันที่ผ่านมา เห็นว่าอาจจะน่าสนใจก็เลยยกมาลงไว้ในนี้ด้วย

***

ขณะที่เขียนอยู่นี้กำลังอยู่ที่เมืองเบอร์เกน ประเทศนอรเวย์ มาเป็นกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ของนักศึกษาปริญญาเอกของภาคปรัชญาที่นี่ รูปแบบการสอบวิทยานิพนธ์ของที่นี่แปลกกว่าของจุฬาฯ หรือของมหาลัยในสหรัฐที่เคยไปอยู่มามาก ก็เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง (รูปแบบของจุฬาฯเหมือนกับของเมกาทุกประการ เพราะเราไปเอาอย่างเขามา)

ที่ได้รับเชิญมาที่เบอร์เกนนี้ มาในฐานะ “second opponent” หรือกรรมการถามคำถามคนที่สอง โดยคนที่เป็น “first opponent” เป็นอาจารย์ที่ bioethics ชื่อดังจากสหรัฐ นักศึกษาที่สอบนี้เป็นคนฟิลิปปินส์ เขียนวิทยานิพนธ์เรื่อง “Threshold Considerations: The Ethics of Healthcare Rationing in Extreme Scarcity” มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเสนอรูปแบบการแบ่งสรรทรัพยากรทางสุขภาพ ซึ่งมีหลักการว่าการแบ่งสรรนั้นจะต้องไม่ทำให้ใครก็ตาม ได้รับการแบ่งสรรที่ต่ำไปกว่าระดับที่จำเป็น ในการที่จะทำให้เขาดำรงความเป็นปัจเจกชนที่มีระดับของความเป็นอยู่ที่ทำให้เขามีส่วนในกิจกรรมต่างๆที่เขาให้คุณค่าได้อย่างเสรี พูดง่ายๆก็คือว่า ระบบการจัดสรรทรัพยากรแบบที่เขาเสนอนี้ ให้หลักประกันว่าจะไม่มีใครที่จะไม่ได้รับการแบ่งสรรที่จะทำให้เขาตกลงไปต่ำกว่าระดับพื้นฐาน หรือ “threshold” ดังนั้นวิทยานิพนธ์นี้จึงอยู่ในทั้งปรัชญาการเมือง การวิเคราะห์มโนทัศน์ความยุติธรรม (โดยเฉพาะ distributive justice) และชีวจริยศาสตร์ไปพร้อมๆกัน

รูปแบบของการสอบนี้ เริ่มจาก advisor ของนักศึกษาคนนี้ ซึ่งรู้จักกับเราดี และเคยร่วมงานกันมาช้านาน เขียนอีเมล์มาถามว่า สนใจจะเป็นกรรมการภายนอกสอบวิทยานิพนธ์ให้ลูกศิษย์ของเขามั้ย เราก็ตอบตกลง เพราะนอกจากจะได้มาเบอร์เกนฟรีๆแล้ว (แถมมี honorarium นิดหน่อย) ยังจะได้สร้าง network กับนักปรัชญาในนอรเวย์และได้มารู้เรื่องราวดีๆเกี่ยวกับวิธีการสอบวิทยานิพนธ์ของมหาลัยในนอรเวย์ ซึ่งไม่เหมือนใครอีกด้วย

การติดต่อกับ advisor นี้เริ่มขึ้นราวๆเดือนมีนาคมปีนี้ ก็หลายเดือนมาแล้ว หลังจากนั้นประมาณเดือนมิถุนายน ทางฝ่ายบริหารของ Bergen ก็ส่งเอกสารมาให้เซ็นตกลงรับทราบคำสั่งแต่งตั้งกรรมการ จากนั้นอีกราวๆสามสี่อาทิตย์เขา็ก็ส่งวิทยานิพนธ์ฉบับพร้อมสอบของนักศึกษาคนนี้มาให้ อันที่จริงเราไม่ถนัดปรัชญาการเมืองมากนัก แต่เนื่องจากเขียนงานเกี่ยวกับ bioethics มาก ก็เลยคิดว่า advisor มาชวนเพราะเหตุนี้ แต่งานชิ้นนี้อยากให้นิสิตของเราที่เรียน ป. เอกได้อ่านกัน จะได้ดูว่าคนที่เขาเรียนกันในเมืองนอกเขาเขียนวิทยานิพนธ์กันยังไง นักศึกษาที่ทำวิทยานิพนธ์นี้ชื่อ Allen Alvarez มีงานทำอยู่แล้วเป็นอาจารย์ประจำที่ Dept of Philosophy ของ University of Philippines ที่มะนิลา เป็นคนไม่ธรรมดาเลย งานที่เขียนมานี้ก็แสดงว่าทำงานมาหนักมาก มี references ยาวสัก 30 กว่าหน้าได้ เรียกว่ามีงานอะไรเกี่ยวกับ distributive justice พวกอ่านเรียบ (อ่านเฉยๆยังไ่ม่พอ มีวิพากษ์วิจารณ์ ให้ข้อสังเกต ฯลฯ ใน footnotes ซึ่งมีเป็นร้อยๆ ต้องยอมรับว่าไม่ได้อ่าน footnotes ทั้งหมด เพราะไม่ไหวจริงๆ)

จากนั้นเราก็ไม่ค่อยได้อ่านงานชิ้นนี้มากนัก เพราะยุ่งอยู่กับงานของภาควิชาและงานอื่นๆที่ประดังกันเข้ามา อย่างไรก็ตาม Reidar Lie ที่เป็น advisor ของ Allen ก็บอกมาว่า การสอบวิทยานิพนธ์ของมหาลัยในนอรเวย์นั้น เป็นงานที่ formal มากๆ เป็นอะไรที่มหาลัยประกาศอย่างเป็นทางการ และเปิดกว้างแก่สาธารณชน คือใครที่อยากเข้าฟังสามารถมาฟังได้ทั้งนั้น ลืมบอกไปว่ากรรมการสอบวิทยานิพนธ์ ที่นี่มีแค่สามคน สองคนแรกคือ “first opponent” กับ “second opponent” คนที่สามเป็นอาจารย์ใน ม. เบอร์เกนนั้นเอง ซึ่งไม่มีบทบาทอะไรในการสอบเลย เดี๋ยวจะเล่าต่อไป

ทีนี้พอได้รับเล่มวิทยานิพนธ์ไปหลายเดือน ราวๆปลายเดือนตุลาคม ทาง Eilert ที่เป็นกรรมการของเบอร์เกนเองที่เล่าเมื่อกี๋ ก็เขียนมาถามว่า เรามีความเห็นว่าวิทยานิพนธ์นี้ สมควรให้ผ่านหรือไม่ กติกาก็คือว่า ถ้ากรรมการภายนอกสองคนบอกว่าไม่ผ่าน กระบวนการทั้งหมดก็จบลงตรงนี้ แต่ถ้าคนหนึ่งของผ่าน อีกคนบอกไม่ผ่าน ก็จะมีการพิจารณาโดยกรรมการเพิ่มขึ้น หรือจะตัดสินเป็นไม่ผ่านเลยก็ จำระเบียบไม่ได้แล้ว (เขาส่งระเบียบมาให้ด้วย แต่มันเป็นภาษากฎหมาย เลยไม่ได้อ่านเท่าไหร่) อย่างไรก็ตาม เราก็เลยต้องเอางานนี้มาอ่านอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบ อ่านดูแล้ว ก็เห็นว่าสมควรให้ผ่าน ก็เลยบอกไปตามนั้น อาจารย์ที่เป็น first opponent ก็เห็นแบบเดียวกัน

เป็นอันตกลงว่าวิทยานินพนธ์ฉบับนี้ผ่านตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคม โดยที่กรรมการภายนอกทั้งสองคนยังอยู่ที่ประเทศของตัวเองอยู่เลย แต่นั่นเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น สิ่งที่กรรมการภายนอกทั้งสอง คนต้องทำอีกก็คือ เขียน evaluation ของวิทยานิพนธ์ คนละประมาณสองหน้า A4 โดยบอกว่าผ่านหรือไม่ผ่าน ด้วยเหตุผลอะไร วิทยานิพนธ์มีจุดเด่นจุดด้อยอ ย่างไร มีข้อเสนอแนะอะไรให้แก้ไข ฯลฯ ก็เขียนส่งไป first opponent ก็ต้องเขียนด้วย แล้วจากนั้น กรรมการภายในก็นำของทั้งสองคนมารวมกัน กลายเป็นคำวินิจฉัยวิทยานิพนธ์อย่างเป็นทางการ

จากนั้นก็ถึงวันเวลาที่เป็นการสอบวิทยานิพนธ์จริงๆ ซึ่งก็คือเมื่อวานกับวันนี้ เมื่อวานนี้เป็นการบรรยาย public lecture ของ Allen ซึ่งต้องทำตามระเบียบของมหาลัย หัวข้อในการบรรยายนี้กรรมการภายนอกทั้งสองคนเป็นคนเลือกให้ โดยห้ามไม่ให้เป็นเรื่องภายในวิทยานิพนธ์ แต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน แนวคิดก็คือให้นักศึกษามองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างงานของตัวเอง กับบริบทอื่นๆทางวิชาการ การบรรยายนี้ใช้เวลาสี่สิบห้านาทีเท่านั้น ไม่ขาดไม่เกิน ที่น่าประหลาดใจก็คือ อาจารย์ชาวนอรเวย์ที่มีส่วนร่วมกับการสอบ บอกว่าผู้บรรยายใช้เวลาเกินไปเก้านาที! คือกำหนดให้พูดสี่สิบห้านาที แต่พูดไปห้าสิบสี่นาที เหมือนกับว่า เป็นความผิดพลาดที่ต้องแก้ไข รู้สึกว่าคนนอรเวย์นี้ตรงต่อเวลามากๆ มากกว่าคนเยอรมันอีก

ทีนี้เมื่อเช้านี้ ก็เป็นช่วงเวลาสำคัญของการสอบ คือ “disputation” เริ่มด้วยขบวนของกรรมการสอบ ประกอบด้วยหัวหน้าภาค ในฐานะประธานของการสอบ นักศึกษาที่สอบ first opponent second opponent กรรมการภายใน (Eilert) แล้วก็ advisor (Reidar) เดินเข้าแถวกันเข้ามาในห้องประชุม แล้วประธาน (หัวหน้าภาค) ที่แต่งตัวใส่ชุด academic gown ก็กล่าวเปิดการ disputation โดยเชิญ first opponent มาหน้าชั้น ยืนคู่กับนักศึกษา (แบบเดียวกับการโต้วาทีในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ) แล้ว first opponent ก็ถามคำถามต่างๆให้นักศึกษาตอบ กำหนดเวลาให้หนึ่งชั่วโมงกับอีกสิบห้านาที ในระหว่างนี้มีแต่ first opponent กับนักศึกษาเท่านั้นที่พูดโต้ตอบกัน ระเบียบบอกว่าห้ามมีคำถามจากคนฟัง เว้นแต่ต้องขออนุญาตจากประธาน ล่วงหน้าเป็นพิเศษ จากนั้นก็พักยี่สิบนาที แล้ว second opponent คือเราเอง เป็นผู้ตั้งคำถาม ใช้เวลาสี่สิบห้านาที จากนั้นประธานก็ประกาศปิดการ disputation แล้วกรรมการสอบก็มาประชุมกัน เพื่อเซ็นชื่อในเอกสารที่จะส่งไปยังฝ่ายบริหารมหาลัยว่า นักศึกษาคนนี้ผ่านกระบวนการสอบแล้ว ปรากฏว่าผ่าน ฯลฯ

ที่แตกต่างจากจุฬาก็คือว่า วิทยานิพนธ์ฉบับที่ส่งให้กรรมการนั้น จะไม่มีการแก้ไขอีก จริงๆแล้วมหาลัยเบอร์เกนพิมพ์วิทยานิพนธ์ฉบับนี้เป็นเล่มสวยงาม ให้นักศึกษาเก็บไว้ส่งไปสมัครงาน ฯลฯ ได้เลย เป็นฉบับ final จริงๆ ไม่เหมือนกับสอบวิทยานิพนธ์ในภาคปรัชญา จุฬาฯ ที่บางครั้งกลายเป็น “สนามซ้อม” ให้นิสิตได้มาลองเล่นๆเฉยๆ แล้วก็สอบใหม่อีก รับรองว่าคนนอรเวย์ต้องงงกับระบบแบบนี้แน่ๆ แล้วในกระบวนการทั้งหมดนี้ advisor ไม่มีบทบาทอะไรทั้งสิ้น ระเบียบบอกว่า advisor ห้ามพูดใดๆทั้งสิ้นในระหว่าง disputation มีแต่กรรมการภายนอกทั้งสองคนเท่านั้น ที่มีสิทธิ์ขาดเต็มที่ในการพิจารณาวิทยานิพนธ์

ก็เห็นว่าน่าสนใจดี เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง เผื่อเราจะได้มีมุมมองอะไรใหม่ๆเกี่ยวกับการสอบวิทยานิพนธ์จ้า…

The Disputation

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s