ทำไมต้องพูดเรื่องวิทยาศาสตร์กับวัฒนธรรม?

ทำไมจึงต้องพูดเกี่ยวกับวิทยาการกับวัฒนธรรม?

ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่าทำไมคอลัมน์นี้ถึงพูดอะไรที่ดูจะไม่เข้ากันเสียเลย วิทยาการนั้นฟังดูหมายถึงความรู้ต่างๆ รวมทั้งเทคโนโลยีอันทันสมัย เรามักได้ยินคำพูดว่า วิทยาการทันโลก หมายถึงความรู้หรือเทคนิควิธีการใหม่ๆที่ทำให้ชีวิตมนุษย์สะดวกสบายขึ้น และมองอีกแง่หนึ่งก็ทำให้ชีวิตซับซ้อนขึ้น ส่วนวัฒนธรรมนั้นมักพูดคู่กันไปกับศิลปะ รวมกันก็มักจะหมายถึงผลงานการสร้างสรรค์เช่นดนตรี วรรณกรรม จิตรกรรมอะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นศิลปวัฒนธรรมกับวิทยาการดูจะไปด้วยกันไม่ค่อยได้

แต่ถ้าเราพิจารณาให้ดีเราจะพบว่าวัฒนธรรมกับวิทยาการเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก และวิทยาการต่างๆของมนุษย์นั้นแท้จริงแล้วก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมนั่นเอง คือก็เป็นผลงานสร้างสรรค์เช่นเดียวกับศิลปะกับดนตรีเช่นกัน และวัฒนธรรมเอง ซึ่งก็หมายรวมไปถึงระบบความคิดความเชื่อของสังคม ก็ย่อมมีวิทยาการเป็นส่วนหนึ่งอยู่ด้วยเช่นกัน ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือ เราชอบแยกสองสิ่งนี้ออกจากกัน เรามีผู้ที่เชี่ยวชาญทางวิทยาการ เช่นนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ วิศวกร และเราก็มีผู้เชี่ยวชาญทางวัฒนธรรม เช่นศิลปิน นักวิจารณ์สังคม นักประวัติศาสตร์ เป็นต้น แต่มีปัญหาในสังคมมากมายหลายประการที่จำเป็นต้องอาศัยมุมมองจากทั้งสองด้าน ตัวอย่างที่ชัดๆที่เกี่ยวพันกับสังคมไทยของเราอยู่ในขณะนี้ ก็เห็นจะมีเรื่องสิ่งมีชีวิตที่ถูกปรับเปลี่ยนพันธุกรรมด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ หรือที่รู้จักกันดีว่า GMO กับเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารหรืออินเทอร์เน็ต

เทคโนโลยีชีวภาพกับสังคม

GMO เป็นผลพวงของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เกิดจากการตัดแต่งสารพันธุกรรมหรือยีนในสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง เพื่อให้สิ่งมีชีวิตนั้นมีลักษณะตามที่ต้องการ การทำเช่นนี้ได้ก็เริ่มมาจากการที่นักวิทยาศาสตร์สามารถค้นพบว่า สารพันธุกรรมหรือตัวการที่ทำหน้าที่ถ่ายทอดลักษณะของสิ่งมีชีวิตจากรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่งนั้น แท้ที่จริงมีตัวตนอยู่ในรูปของสารเคมีที่อยู่ภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ที่เรียกว่า DNA และเมื่อนักวิทยาศาสตร์ค้นคว้าต่อไปก็พบว่า ใน DNA นั้นสามารถแยกเป็นส่วนๆที่เกี่ยวข้องกับลักษณะทางพันธุกรรมต่างๆกันออกไป เช่นในคนก็มีลักษณะพันธุกรรมต่างๆมากมายมหาศาล นับตั้งแต่สีผม สีผิว จนไปถึงโรคกรรมพันธุ์ต่างๆเป็นต้น เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบวิธีกำหนดตัวการของกรรมพันธุ์ต่างๆเหล่านี้ใน DNA ขั้นตอนต่อไปในการใช้เทคนิคเพื่อปรับปรุงพันธุ์พืชหรือสัตว์ที่เรียกว่า GMO ก็คือดูว่าพืชหรือสัตว์ประเภทใดมีลักษณะพันธุกรรมแบบใดที่ต้องการ เมื่อพบแล้วก็ดึงเอาส่วนของ DNA ในพืชหรือสัตว์นั้นมา เพื่อมาปะติดปะต่อกับ DNA ของสัตว์หรือพืชที่ยังไม่มีลักษณะนั้นแต่อยากให้มี ตัวอย่างก็เช่นบริษัทมอนซานโตของสหรัฐฯ ได้คิดค้นวิธีทำให้ต้นข้าวหรือธัญพืชอื่นๆสามารถทนทานต่อยาฆ่าหญ้าของบริษัทนี้เองได้ โดยเทคนิคการตัดต่อพันธุกรรมนี้ หรือผลิตต้นฝ้ายที่มีสารพันธุกรรมที่เป็นพิษต่อหนอนชนิดหนึ่งที่เป็นศัตรูตัวฉกาจของฝ้าย โดยไปเอาหน่วยพันธุกรรม หรือที่เรียกว่า ยีนž จากแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่มีพิษต้านทานแมลงเจาะสมอฝ้าย แล้วเอาหน่วยนั้นมาใส่เข้าไปใน DNA ของฝ้าย ทำให้ฝ้ายสามารถผลิตพิษชนิดนี้ได้เองโดยไม่ต้องฉีดยา ทำนองนี้เป็นต้น

สาเหตุที่ทำให้เรื่องวิทยาการด้านเทคโนโลยีชีวภาพนี้เป็นข่าวหน้าหนึ่งติดต่อกันมาเป็นเวลานานเช่นนี้ ไม่ใช่เพราะตัวเนื้อหาของเทคโนโลยีนี้เองแต่ประการใด แต่เป็นเพราะว่าเทคนิคในการปะติดปะต่อพันธุกรรมในพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์นี้ ไม่ใช่สมบัติร่วมของมนุษย์ทุกคน แต่เป็น ทรัพย์สินทางปัญญาŽ ของบริษัทผู้ผลิต ความหมายก็คือว่าเมล็ดข้าวหรือฝ้ายที่ได้รับการตกแต่งพันธุกรรมนี้ ไม่ได้หามาได้เองเฉยๆ แต่เกษตรกรต้องไปเสียเงินซื้อมาจากผู้ผลิต ปัญหาก็เกิดขึ้นทันทีเพราะเราเคยเชื่อกันมาตลอดว่า พันธุ์พืชพันธุ์สัตว์นั้นมีอยู่เองในธรรมชาติ ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนตัว นอกจากนี้ก็ยังมีปัญหาทางวิทยาการว่าพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ที่ได้รับตกแต่งพันธุกรรมนี้จะมีโทษอะไรแก่มนุษย์หรือแก่สิ่งแวดล้อมบ้างหรือไม่ การศึกษาวิจัยด้านนี้ก็ยังไม่ปรากฎชัด แต่จะอย่างไรก็ตาม เรื่องสำคัญที่สุดของปัญหานี้ได้แก่เรื่องทรัพย์สินทางปัญญานี้เอง ซึ่งจะนำไปสู่การครอบงำทางเศรษฐกิจอย่างเบ็ดเสร็จ ถ้าบริษัทที่เป็นเจ้าของสามารถควบคุมการใช้ผลิตภัณฑ์ของตนในการเกษตรทั้งหมดได้

จะเห็นได้ว่า เอาเข้าจริงๆเรื่องสำคัญกลับไม่ใช่เรื่องการตัดต่อยีนหรือเรื่องอะไรที่เป็นเนื้อหาของวิทยาศาสตร์ล้วนๆ แต่วิทยาศาสตร์นั้นเองเกี่ยวพันกับชีวิตของมนุษย์ในสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถ้าการค้นคว้าเรื่องตัดแต่งยีนเกิดขึ้นแต่ในห้องทดลองเท่านั้น ไม่นำมาเสนอขายทั่วโลก ก็คงไม่เกิดปัญหาวุ่นวายขนาดนี้ แต่แม้กระนั้นเองการค้นคว้าในห้องทดลองเองก็หลีกหนีการเกี่ยวข้องกับสังคมภายนอกไม่พ้น เพราะการค้นคว้าเช่นนี้จำเป็นต้องใช้เงิน และส่วนใหญ่นักวิทยาศาสตร์ก็ใช้เงินจากรัฐ ซึ่งก็เก็บเป็นภาษีมาจากประชาชนอีกทอดหนึ่ง ดังนั้นถือได้ว่าประชาชนเป็นเจ้าของกิจการต่างๆของนักวิทยาศาสตร์ และควรจะมีสิทธิรับรู้และออกเสียงในการกำหนดว่านโยบายของการวิจัยพัฒนาทางวิทยาศาสตร์นั้น ควรจะเป็นอย่างไร

ดังนั้น นอกจากปัญหาเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าแล้ว การปรับแต่งพันธุกรรมด้วยเทคโนโลยีชีวภาพยังมีคนพูดถึงมากมายในรูปแบบทางวัฒนธรรม เราอาจเคยได้ยินกันว่า อาหารที่ทำจากสิ่งมีชีวิตที่ได้รับปรับแต่งพันธุกรรมเช่นนี้ มักได้ชื่อว่า อาหารแฟรงเกนสไตน์Ž ความหมายก็คือว่า แฟรงเกนสไตน์เป็นนักวิทยาศาสตร์ในนวนิยายเรื่องหนึ่ง ซึ่งคิดค้นวิธีทำให้ศพเดินได้ ทำงานได้ ดังนั้นการเรียกอาหารประเภทนี้ว่าอาหารแฟรงเกนสไตน์ จึงเป็นการเปรียบเทียบว่า อาหารนี้ผิดธรรมชาติ เหมือนกับ ศพเดินได้ž นั่นเอง ผลก็คือผู้คนเกิดความหวาดกลัว นอกจากนี้ก็เพิ่งมีภาพยนตร์มาฉาย เกี่ยวกับปลาฉลามที่ได้รับการตัดต่อยีนจากมนุษย์เข้าไป ทำให้ฉลาดเหมือนมนุษย์ แต่ว่ายน้ำเก่งและมีพละกำลังมากเหมือนปลาฉลาม นี่เป็นตัวอย่างที่ดีของการที่วิทยาการกับวัฒนธรรมมาสัมพันธ์กัน

สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในประเทศไทยเราการพูดคุยอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้ยังมีอยู่น้อยมาก การพูดอภิปรายกันเกี่ยวกับเทคโนโ,ลยีและผลกระทบต่อสังคมนั้น ถ้าไม่ใช่พูดออกมาโดยบรรดานักวิทยาศาสตร์ ซึ่งมักจะเน้นหนักที่เนื้อหาความรู้ (เช่น ยีนคืออะไร ปรับแต่งยีนทำอย่างไร) ก็จะเป็นฝ่ายต่อต้านเทคโนโลยี เช่นบรรดาสมาชิกองค์กรเอกชน หรือ NGO ซึ่งก็มุ่งโจมตีไปเรื่อยว่าสังคมจะเสียหายถ้ารับเทคโนโลยีเข้ามา สิ่งที่ประเทศไทยของเรายังขาดอยู่ก็คือการพยายามประสานกันระหว่างสองฝ่าย เพื่อหาข้อตกลงร่วมและใช้เหตุใช้ผลเข้าหากัน และคอลัมน์นี้ก็มุ่งที่จะแก้ไขสิ่งที่ยังขาดอยู่นี้ให้ดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย

เทคโนโลยีการสื่อสารและอินเทอร์เน็ต

เทคโนโลยีอีกอย่างหนึ่งที่กำลังมีผลกระทบต่อคนไทยอย่างมากคือ อินเทอร์เน็ต เมื่อเร็วๆนี้เพิ่งมีข่าวว่าดาราสาวหลายคนเข้าแจ้งความ กล่าวหาว่ามีผู้ไม่หวังดีเอารูปของพวกเธอไปตัดต่อ เอาหน้าไปใส่บนภาพโป๊ แล้วเผยแพร่ออกไปทั่วโลก และก็อาจเคยได้ยินว่า อินเทอร์เน็ตเป็นแหล่งข้อมูลเกี่ยวกับองค์การก่อการร้ายต่างๆ และมีข้อมูลเกี่ยวกับการทำอาวุธ วัตถุระเบิด ฯลฯ ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตหรือความสุขสงบของชุมชน นี่เป็นเรื่องร้ายๆของอินเทอร์เน็ต ส่วนเรื่องดีๆก็มีมาก เช่น ในขณะนี้รัฐบาลกำลังเตรียมการให้ประเทศไทยสามารถกระโดดเข้าสู่สนามของธุรกิจบนอินเทอร์เน็ต หรือที่เรียกกันว่า อีคอมเมิร์ซž อย่างเต็มตัว นอกจากนี้ก็มีโครงการเผยแพร่อินเทอร์เน็ตไปยังโรงเรียนต่างๆทั่วประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปการศึกษา และมียังมีโครงการกระจายการใช้อินเทอร์เน็ตไปตามที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถเชื่อมต่อกับอภิมหาเครือข่ายคอมพิวเตอร์นี้ได้อย่างสะดวก

เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดตัวอย่างหนึ่งของการศึกษาผลกระทบของวิทยาการ ต่อสังคมและวัฒนธรรม ผลกระทบอย่างหนึ่งที่มีคนพูดกันมากได้แก่ เรื่องอินเทอร์เน็ตกับโลกาภิวัฒน์ ทีนี้ โลกาภิวัฒน์ž หมายความว่า โลกใบนี้เล็กลง ไม่ได้เล็กลงแบบขนาดทั้งหมดเล็กลง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ แต่เล็กลงในแง่ที่ว่า ผู้คนในจุดใดจุดหนึ่งของโลกจะมีความสัมพันธ์กับผู้คนในจุดอื่นๆในโลกได้ทันที และการตัดสินใจใดๆในมุมใดมุมหนึ่งของโลก จะมีผลกระทบต่อมุมอื่นๆของโลก ดังนั้นอินเทอร์เน็ตกับโลกาภิวัฒน์จึงมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น เพราะอินเทอร์เน็ตทำให้ผู้คนทั้งโลกติดต่อกันได้ทันที เรื่องอะไรเกิดขึ้นที่มุมหนึ่ง ก็แพร่กระจายออกไปทั้งโลกในเวลาฉับพลัน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่า ในโลกนี้มีวัฒนธรรมต่างๆมากมาย แต่เมื่อผู้คนในโลกใช้อินเทอร์เน็ตกันมากขึ้น จึงมีผู้ตั้งคำถามว่า จะเป็นไปได้หรือไม่ที่อินเทอร์เน็ตจะทำให้ผู้คนในโลกคิดเหมือนกันหมด และทำอะไรๆเหมือนกันหมด ที่มีคนคิดเช่นนี้ก็เพราะว่า อินเทอร์เน็ตดูจะเป็นเครื่องมือที่มีพลังมหาศาลในการเปลี่ยนแปลงความคิดของคน

ไม่ต้องดูอื่นไกล ข่าวเรื่องตัดต่อภาพดาราโป๊บอกเราว่า อินเทอร์เน็ตทำให้ความคิดเกี่ยวกับเรื่องลามาอนาจารต้องเปลี่ยนไป คือแต่ก่อนรัฐหรือชุมชนสามารถควบคุมประชาชนได้มาก เช่นเรื่องภาพลามกนี้ ถ้ารัฐเห็นว่าไม่เหมาะสม ก็ออกกฎมาห้าม และให้ตำรวจคอยดูแล แต่เมื่อมีอินเทอร์เน็ต ลักษณะประจำของเครือข่ายนี้ก็คือว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะมีใครหรือองค์กรใดจะควบคุมเครือข่ายนี้ได้หมดสิ้น หนุ่มคนที่เป็นมือตัดต่อภาพนั้น ไม่ได้ส่งภาพไปไว้ในเครื่องที่อยู่ในเมืองไทย แต่ส่งภาพเหล่านี้ไปยังเครื่องที่อยู่ที่ประเทศสหรัฐฯ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของอินเทอร์เน็ตกับโลกาภิวัฒน์ที่สัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น เมื่อเราอยู่บนอินเทอร์เน็ต พรมแดนระหว่างชาติต่างๆแทบไม่มีความหมายเลย กฎหมายของแต่ละชาติก็ทำอะไรมากไม่ได้ ดังนั้นกฎหมายไทยจึงมีปัญหาว่าจะจัดการกับภาพที่อยู่ในเครื่องแม่ข่ายที่สหรัฐฯได้อย่างไร นอกจากตำรวจไทยต้องขอความร่วมมือจากตำรวจสหรัฐฯ ให้บอกไปยังผู้ดูแลระบบที่สหรัฐฯว่า ให้ลบภาพเหล่านั้นออก แต่ผู้ดูแลระบบก็อาจอ้างได้ว่า ภาพพวกนี้ไม่ได้ละเมิดลิขสิทธิ์ใคร หรือไม่ก็อ้างว่า ตนเองมีสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯในพูดและโฆษณา หรือถ้าตำรวจสหรัฐฯสามารถจัดการให้ลบภาพพวกนี้ได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าภาพพวกนี้จะหายไปจากโลก เพราะเมื่อภาพนี้เผยแพร่อยู่ก็อาจมีคนเก็บภาพไว้ในเครื่องของตน (ซึ่งทำได้ง่ายมาก) และถ้าเจ้าของเครื่องเผยแพร่ภาพออกไปอีก ซึ่งคราวนี้อาจจะไปเก็บไว้ในเครื่องแม่ข่ายในประเทศที่ไม่ค่อยจะเข้มงวดเรื่องภาพลามกอนาจารมากนัก ปัญหาก็จะวนเวียนออกไปอีก ไม่จบง่ายๆ

ดังนั้น ทางที่ดีก็คือว่า แทนที่เราจะพยายามควบคุมอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำไม่ได้ เราควรมาให้การศึกษาแก่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตให้รู้จักแยกแยะเองว่า อะไรควรดู อะไรไม่ควรดู นั่นคือเราต้องให้อำนาจในการตัดสินใจแก่ประชาชน แทนที่จะรวบอำนาจนี้ไว้ในมือของผู้บริหารบ้านเมืองดังที่เคยเป็นมาตลอด ประเด็นนี้เองที่ทำให้หลายคนเชื่อว่า อินเทอร์เน็ตจะทำให้ผู้คนคิดเหมือนกัน คือคิดเป็นประชาธิปไตย และเชื่อว่าอำนาจที่แท้จริงต้องอยู่ในมือประชาชนคนธรรมดา ไม่ใช่อยู่ที่รัฐบาล และเชื่อมั่นในพลังของอินเทอร์เน็ตว่า สามารถทำให้อำนาจของรัฐกระจายหายไปได้ เนื่องจากอำนาจใดๆก็ควบคุมเครือข่ายทั้งหมดไม่ได้

*

จะเห็นได้ว่า ทั้ง GMO และอินเทอร์เน็ตมีบทบาทมหาศาลต่อสังคมและวัฒนธรรมของไทยเรา ดังนั้นสองเรื่อง จึงจะเป็นเรื่องสำคัญที่ผมอยากจะพูดถึงในคอลัมน์นี้ต่อไป แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะพูดแค่สองเรื่องนี้เท่านั้น เพราะเรายังมีวิทยาการและเทคโนโลยีด้านอื่นอีกมากมาย ที่มีผลกระทบต่อสังคมเช่นกัน ก็หวังว่าท่านผู้อ่านคงจะให้ความสนใจคอลัมน์นี้บ้างนะครับ และผมอยากให้เราช่วยกันคิดเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ให้มากๆ เพราะเมื่อเราย่างเข้าสู่รอบพันปีรอบใหม่ (ตามปฏิทินของตะวันตก) เราก็น่าจะสังเกตสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบๆตัวเรา ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น ที่สำคัญก็คือ เราต้องอยู่เหนือการเปลี่ยนแปลง ให้การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างที่เราต้องการให้เป็นครับ ไม่ใช่ให้ตัวเราเป็นก้อนหินในสายน้ำที่ถูกพัดไปเรื่อยๆ เรื่องพวกนี้ต้องช่วยกันมากๆครับ

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

One thought on “ทำไมต้องพูดเรื่องวิทยาศาสตร์กับวัฒนธรรม?

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s