วิทยาศาสตร์กับประชาธิปไตย (2)

สังคมวิทยาศาสตร์กับสังคมประชาธิปไตย (2)

ความคิดที่ว่าสังคมปิดอย่างสหภาพโซเวียตอาจมีวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้าได้ อาจจะสืบเนื่องมาจากแนวคิดที่ว่า วิทยาศาสตร์กับสังคมนั้นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกัน กล่าวคือไม่ว่าสภาพสังคมหรือรูปแบบการปกครองในสังคมจะเป็นอย่างไรก็ตาม ไม่มีผลกระทบต่อการดำเนินงานทางวิทยาศาสตร์ของนักวิทยาศาสตร์ ในสังคมปิด การทำงานของนักวิทยาศาสตร์สามารถจำกัดให้อยู่ภายในขอบเขตเฉพาะได้ เช่นในห้องทดลองหรือในห้องทำงาน แต่เมื่ออยู่นอกห้องทดลองนักวิทยาศาสตร์ก็หมดความเป็นนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเพียงประชาชนคนหนึ่งที่ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่างๆของสังคมนั้น ซึ่งถ้ากฎเกณฑ์ดังกล่าวปราศจากเหตุผล ก็จะเกิดความขัดแย้งขึ้นระหว่างวิธีปฏิบัติของการศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์ กับกฎระเบียบภายนอกนั้นๆ ถ้าเป็นความจริงที่ว่า การคิดอย่างมีเหตุมีผลนั้นไม่สามารถจะจำกัดขอบเขตให้อยู่เพียงบางสถานการณ์หรือบางแห่งได้ แต่ผู้ที่คิดอย่างมีเหตุผลและเป็นคนช่างสงสัยจะมีคำถามกับทุกเรื่องที่เขาเห็นว่าขาดเหตุผล ถ้าเป็นเช่นนี้จริงความขัดแย้งนี้ก็เป็นอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งของการพัฒนาวิทยาศาสตร์ในสังคมปิด นักวิทยาศาสตร์ที่วิพากษ์วิจารณ์สังคมจะถูกลงโทษโดยผู้มีอำนาจ หรือไม่่เช่นนั้นนักวิทยาศาสตร์อาจยอมให้ผู้มีอำนาจ ซึ่งในท้ายที่สุดการยอมนี้อาจทำให้การศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์นั้นเองต้องสูญสิ้นพลังไป แต่ถ้านักวิทยาศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของชนกลุ่มน้อยที่กุมอำนาจของสังคม นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ก็จะมีสิทธิพิเศษต่างๆ และอาจพัฒนาวิทยาศาสตร์ให้ก้าวหน้าไปได้อย่างมากในระยะหนึ่ง แต่อำนาจในมือของนักวิทยาศาสตร์ก็จะทำให้นักวิทยาศาสตร์ตกอยู่ในวังวนของการเมือง และการแก่งแย่งแข่งขันเพื่อดำรงอยู่ในอำนาจ การเป็นสมาชิกของกลุ่มผู้มีอำนาจสามารถดลบันดาลให้นักวิทยาศาสตร์เหล่านี้ได้ทรัพยากรต่างๆในการวิจัยได้อย่างพอเพียง อย่างไรก็ตามมีปัญหาว่าในสภาพเช่นนี้นักวิทยาศาสตร์อภิสิทธิ์เหล่านี้จะดำรงสถานะอันนี้ไว้ได้นานและเหนียวแน่นเพียงใดในสังคมปิด เพราะนโยบายสาธารณะของสังคมปิดโดยทั่วไป จะขึ้นอยู่กับความประสงค์หรือความพอใจส่วนบุคคลของผู้มีอำนาจ ซึ่งไม่มีหลักประกันว่าเมื่อใดจะมีการเปลี่ยนนโยบาย ผู้มีอำนาจอาจเปลี่ยนตัวอย่างกะทันหันเนื่องจากไม่มีระบบที่เปิดเผยในการสืบทอดอำนาจ หรือผู้มีอำนาจอาจเปลี่ยนนโยบายอย่างกะทันหัน เช่นอาจเลิกสนับสนุนการวิจัยที่เคยสนับสนุนไปเฉยๆ แล้วเอาทรัพยากรไปทำอย่างอื่นแทน ในทางกลับกัน ถ้านักวิทยาศาสตร์ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของกลุ่มผู้มีอำนาจแล้ว นอกจากจะไม่ได้รับการสนับสนุนในเชิงทรัพยากรแล้ว ยังอาจเสี่ยงต่อการถูกลงโทษถ้าไปทำอะไรที่ทำให้ผู้มีอำนาจไม่พอใจ

นักวิทยาศาสตร์บางคนอาจคิดว่า การดำเนินงานทางวิทยาศาสตร์ของตนไม่เกี่ยวข้องอะไรกับระบบสังคมการเมือง การหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ไม่ขึ้นอยู่กับว่าระบบการเมืองของประเทศที่ตนอาศัยอยู่จะเป็นอย่างไร แต่ความจริงก็คือว่า การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์หลีกหนีการตัดสินใจทางการเมืองไม่พ้น ตราบใดที่การค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันยังเป็นกิจกรรมราคาแพงที่ต้องอาศัยเครื่องมืออุปกรณ์ ผู้ช่วยวิจัย การออกภาคสนาม ฯลฯ ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น และค่าใช้จ่ายนี้ส่วนใหญ่ในประเทศต่างๆก็มาจากเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ดังนั้นถ้าวิทยาศาสตร์ไม่สามารถอยู่ร่วมกับสังคมปิดได้ และยังต้องอยู่ร่วมกับระบบการเมืองเสมอไปเช่นนี้แล้ว ก็ไม่น่าประหลาดใจว่า เหตุใดสังคมวิทยาศาสตร์กับสังคมประชาธิปไตยจึงมีความสัมพันธ์กันอย่างแน่นแฟ้น ถึงแม้การค้นคว้าทางคณิตศาสตร์บริสุทธิ์ ซึ่งไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไร ก็ยังหนีการเมืองไม่พ้น เพราะนักคณิตศาสตร์เองก็ยังต้องทำงานมีเงินเดือนเพื่อหาเลี้ยงชีพ ซึ่งเกือบทั้งหมดก็ทำงานเป็นครูสอนคณิตศาสตร์ในสถาบันการศึกษา การทำงานเช่นนี้ก็ทำให้โดยพฤตินัยแล้ว นักคณิตศาสตร์หลีกหนีการเมืองไม่พ้น เช่นเดียวกับนักวิชาการสาขาอื่นๆและพลเมืองทุกสาขาอาชีพ

(อ่านต่อฉบับหน้า)

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

๓๑ มีนาคม ๒๕๔๓

2 thoughts on “วิทยาศาสตร์กับประชาธิปไตย (2)

    1. สังคมปิดคือสังคมที่ไม่ยอมรับแนวคิดใหม่ๆที่มาจากภายนอก และไม่ยอมเปลี่ยนแปลงใดๆอันเป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกครับ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s