ขอบฟ้าปรัชญา: ความรู้ ปรัชญา สังคมไทย

ผมเขียนบทสรุปย่อของหนังสือเล่มนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2540 วันก่อนดูไฟล์เก่าๆในเครื่อง พบไฟล์นี้เข้าคิดว่าน่าจะเอามาให้พวกเราได้อ่านกัน คิดว่าน่าจะยังเป็นประโยชน์อยู่

***
ขอบฟ้าปรัชญา: ความรู้ ปรัชญา และสังคมไทย

วิชาปรัชญาในประเทศไทยถือกำเนิดอย่างเป็นทางการมากว่าสามสิบปีแล้ว ที่เรียกว่าเป็นทางการนี้หมายความว่า วิชาปรัชญาได้มีการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาชั้นสูง เริ่มตั้งแต่ระดับปริญญาตรี จนในที่สุดมีการสอนระดับปริญญาเอกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (และกำลังมีโครงการเปิดหลักสูตรปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยอื่น เช่นมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ) วิชาปรัชญาดังกล่าวนี้เป็นการศึกษาตามแบบของโลกตะวันตก และเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแบบสมัยใหม่ ดังนั้นจึงมีการศึกษาปรัชญาของโลกตะวันตกควบคู่ไปกับปรัชญาตะวันออก ซึ่งนับเป็นจุดแข็งจุดหนึ่งของการศึกษาปรัชญาในประเทศของเรา เพราะมีการประสานและการเปรียบเทียบปรัชญาของวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งน่าจะทำให้มีแนวความคิดและการแก้ปัญหาใหม่ๆมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาดังกล่าวนี้มักจะอยู่ในรูปการศึกษาค้นคว้าแนวความคิดของระบบปรัชญาต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยายามปรับแนวคิดทางพุทธศาสนาให้สามารถอธิบาย หรือแก้ปัญหาปรัชญาต่างๆได้ ดังจะเห็นได้จากการวิจัยโดยคณาจารย์ภาควิชาปรัชญาส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัยไทยปัจจุบัน ซึ่งมุ่งไปที่การแสดงเนื้อหาคำสอนของพุทธศาสนาเป็นหลัก# ที่เป็นเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่ประการใด เพราะพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และเป็นแหล่งคำตอบทางความคิดและปรัชญาของคนไทยมานาน แต่สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือว่า การกระทำเช่นนี้มักทำขึ้นภายใต้สมมติฐานที่ว่า พุทธศาสนาให้คำตอบแก่ปัญหาปรัชญาไว้หมดแล้ว และเป็นแหล่งของความจริงในแง่มุมต่างๆ การคิดเช่นนี้แม้จะมีส่วนดีในแง่ของการแสดงศรัทธา และการสร้างความเชื่อมั่น แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาความคิดเชิงวิจารณ์ และความกล้าหาญที่จะคิดอะไรที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน เราอาจคิดว่าความคิดทำนองนี้เป็นเรื่องของคนตะวันตก ซึ่งไม่เหมาะสมกับสังคมของเรา แต่ถ้าทุกคนคิดเช่นนั้น ความก้าวหน้าในด้านต่างๆก็เกิดขึ้นได้ยาก การคิดอะไรใหม่ๆได้ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ในที่ได้ที่หนึ่งที่อยากให้เกิด แล้วห้ามไม่ให้เกิดที่อื่น แต่ถ้าจะเกิดขึ้นที่ใดได้ ก็จะต้องเกิดขึ้นได้ในทุกที่ หรือไม่เช่นนั้นก็ไม่เกิดขึ้นเลยไม่ว่าที่ใด ดังนั้นการไม่มีความคิดวิพากษ์วิจารณ์ในพื้นที่ของปรัชญา ก็ย่อมสะท้อนไปถึงการขาดการวิพากษ์วิจารณ์ในพื้นที่อื่นๆด้วย และในโลกของการแข่งขันกันระหว่างชาติในปัจจุบันนี้ การที่เราไม่สามารถสร้างอะไรใหม่ๆได้เองเป็นอันตรายอย่างที่ทราบกันอยู่

มูลเหตุนี้เป็นประการหนึ่งที่จูงใจให้ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น เป้าหมายหลักของหนังสือเล่มนี้ก็ได้แก่การพยายามสร้างสิ่งที่เจตนา นาควัชระเรียกว่า “วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์” ขึ้น การวิจารณ์นี้ไม่ได้จำกัดตัวอยู่แต่เพียงการวิจารณ์วรรณกรรมเท่านั้น แต่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ทุกๆส่วนของสังคมดังที่ได้เสนอไว้ข้างต้น มูลเหตุนี้อันที่จริงเป็นการมองจากภายนอกเข้ามาที่หนังสือเล่มนี้ และน่าจะเกิดขึ้นเมื่อมีคนอ่านหนังสือนี้และก่อให้เกิดการโต้แย้งถกเถียงขึ้น แต่นั่นเป็นมูลเหตุภายนอก ซึ่งยังไม่ได้กล่าวถึงปัจจัยทางเนื้อหาภายในของหนังสือ ว่าทำไมจึงต้องเขียนหนังสือเล่มนี้ ซึ่งมีเนื้อความอย่างนี้ขึ้นมา

ก่อนที่จะตอบคำถามนี้ได้ผมคงต้องเสนอเนื้อหาคร่าวๆของหนังสือเล่มนี้ก่อน เนื้อหานั้นก็ได้แก่การเสนอปัญหาสำคัญมากปัญหาหนึ่ง ได้แก่ว่าวิชาปรัชญาเองสามารถเป็นศาสตร์อย่างที่ศาสตร์ต่างๆเป็นกันอยู่ได้หรือไม่ ซึ่งหนังสือจะมุ่งแสดงว่าปรัชญาไม่ใช่ศาสตร์ในแง่ที่ว่า ปรัชญาไม่มีหน้าที่ในการแสวงหาความรู้หรือความจริง แต่ปรัชญามีบทบาทหน้าที่ในการสร้างจิตวิญญาณของการวิพากษ์วิจารณ์ให้เกิดขึ้น แนวคิดเช่นนี้แตกต่างจากของนักปรัชญาชาวอเมริกันท่านหนึ่งได้แก่ริชาร์ด รอร์ตี ซึ่งเสนอว่าปรัชญาควรเป็นเพียงการสนทนากันเฉยๆระหว่างคนที่มีเวลาว่างพอหรือมีความสนใจที่จะมาสนทนากันเท่านั้น โดยที่เรื่องราวของการสนทนาก็เป็นเรื่องต่างๆของปรัชญานั่นเอง การสนทนากันเฉยๆย่อมไม่ใช่การวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งต้องประกอบไปด้วยการอ้างเหตุผล ภาพที่ผมวาดไว้คือ เราน่าจะมาร่วมมือกันสร้าง วัฒนธรรมแห่งการอ้างเหตุผล ให้เกิดขึ้นในสังคม และผมเชื่อมั่นว่าวิชาปรัชญามีบทบาทเป็นอันมากในกรณีนี้ แทนที่เราจะคิดว่าปรัชญาเป็นหนทางสู่ความเป็นจริง หรือคิดว่าปรัชญาเป็นเพียงการเล่นสนุกทางความคิด หรือการสนทนากันเฉยๆ เราน่าจะคิดว่าปรัชญาเป็นกระบวนการของการต่อสู้กันทางความคิดที่เอาจริงเอาจัง ถึงแม้ว่าในท้ายที่สุดจะหาข้อยุติไม่ได้ก็ตาม จริงๆแล้วข้อยุติไม่ใช่สิ่งสำคัญ การโต้แย้งกันจะหยุดได้ก็เมื่อผู้โต้แย้งตกลงกันว่าจะหยุด (เพราะจะไปทำอย่างอื่น หรือเพราะเบื่อ หรือเหตุอื่นๆในทำนองเดียวกัน) ไม่ใช่หยุดเพราะจำเป็นต้องหยุด ทั้งนี้ก็เพราะว่าเมื่อถึงที่สุดแล้ว การหยุดโดยจำเป็น หรือการถึงที่สุดเช่นนี้เป็นไปไม่ได้ บทต่างๆในหนังสือก็จะพยายามเสนอเหตุผลมาสนับสนุนประเด็นหลักอันนี้ โดยเริ่มจากการศึกษาและการวิเคราะห์ลักษณะธรรมชาติของความรู้ของมนุษย์ และเสนอว่าการตัดสินว่าอะไรเป็นหรือไม่เป็นความรู้นั้นแตกต่างจากที่นักปรัชญาทั่วไปเชื่อกันเป็นอย่างมาก

บทที่สองของหนังสือเป็นการปูพื้นฐานของปัญหาก่อนที่จะเริ่มมองไปที่แนวทางแก้ พื้นฐานดังกล่าวก็ได้แก่ประวัติสังเขปของปรัชญาตะวันตก ตั้งแต่สมัยกรีกจนถึงปัจจุบัน สาเหตุที่พูดถึงปรัชญาตะวันตกเป็นหลักก็เนื่องจากว่า การไตร่ตรองเกี่ยวกับธรรมชาติของวิชาปรัชญาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมทางปรัชญาที่เกิดขึ้นก่อนในโลกตะวันตก ที่กล่าวมานี้มิได้หมายความว่า กิจกรรมทางปรัชญาต้องเป็นของโลกตะวันตก และยึดติดกับบริบทของโลกตะวันตกเท่านั้น แต่หมายความว่าการคิดการสงสัยเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ บังเอิญเกิดขึ้นในโลกตะวันตกก่อน และกิจกรรมการถกเถียงในประเด็นนี้ในปัจจุบันก็ยังเกิดขึ้นอยู่ในโลกตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นการเข้าร่วมกิจกรรมนี้เพื่อตรวจสอบหาทิศทางที่ควรจะเป็นสำหรับปรัชญาในประเทศไทย จึงหลีกเลี่ยงไม่พ้นที่จะต้องย้อนกลับไปดูความเป็นมาของปรัชญาในโลกตะวันตก อีกประการหนึ่งก็คือว่า ในขณะนี้วงการปรัชญาในโลกตะวันตกกำลังอยู่ในระหว่างการถกเถียงกันอย่างเข้มข้นถึงความเป็นไปได้ของวิชาปรัชญาโดยรวม ว่าปรัชญาจะยังคงเป็นวิชาการแขนงหนึ่งที่มีขอบเขตการศึกษาของตนเองโดยเฉพาะอยู่หรือไม่ หรือจะกลายเป็นวิชาอื่นไป และก็มีปัญหาว่าความรู้ทั้งหลายที่เรามีเป็นเรื่องของความจริงแท้ หรือว่าเป็นเพียงเครื่องมือที่มนุษย์ใช้ในการแก้ปัญหาต่างๆหลากหลาย สถานการณ์ทำนองนี้นับว่าเป็นวิกฤตการณ์ทางปรัชญาในโลกตะวันตก ซึ่งวิกฤตการณ์นี้ก็เป็นเช่นเดียวกับวิกฤตการณ์อื่นๆ คือเป็นช่องทางที่จะช่วยให้เรามองเห็นการเปลี่ยนแปลงและหนทางที่จะพาเราไปสู่ความก้าวหน้าที่เรามองไม่เห็นมาก่อนได้

บทที่สามจะเริ่มเสนอแนวทางแก้ปัญหาของผมเอง โดยผมเสนอว่าทฤษฎีความรู้ต่างๆที่เคยยอมรับกันมา ปัจจุบันนี้ไม่ควรจะยอมรับเชื่อถืออีกต่อไป ทฤษฎีดังกล่าวนี้ก็ได้แก่ทฤษฎีแบบพื้นฐานนิยมทั้งหมด กับแบบสหนัยนิยมส่วนใหญ่ (ที่กล่าวถึงสหนัยนิยมเพียงส่วนใหญ่ไม่ใช่ทั่้งหมดก็เพราะว่า ในบทที่สี่ผมจะเสนอทฤษฎีที่เชื่อว่าถูกต้อง ซึ่งเป็นสหนัยนิยมแบบหนึ่ง) พื้นฐานนิยมเป็นทัศนะที่ถือว่า การที่เราจะยอมรับว่าอะไรเป็นความรู้ได้นั้น เราต้องสามารถหารากฐานให้แก่ความเชื่อที่จะได้สถานะเป็นความรู้ได้ โดยรากฐานนั้นจะต้องมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเป็นจริง ซึ่งโดยมากจะเป็นความสัมพันธ์เชิงประสบการณ์ ตามแนวคิดแบบนี้ ความเชื่อใดๆที่เราจะรับว่าเป็นความรู้ได้ต้องวายอยู่บนพื้นฐานที่สนิทแนบแน่น หรือเป็นหนึ่งเดียวกับความเป็นจริง แต่ถ้าเราไม่สามารถอธิบายให้กระจ่างได้ว่าความสัมพันธ์นั้นเป็นเช่นใด และถ้าเราแสดงได้ว่าความรู้ไม่สามารถอิงอาศัยพื้นฐานหรือรากฐานดังกล่าวนี้ได้ พื้นฐานนิยมก็ไม่น่าจะเป็นแนวคิดที่ยอมรับได้ ในอีกกรณีหนึ่ง สหนัยนิยมได้แก่ทัศนะที่ถือว่า การที่ความเชืื่อข้อใดข้อหนึ่งมีหลักการควรแก่การเป็นตัวอย่างของความรู้ได้นั้น ไม่จำเป็นที่ความเชื่อนั้นจะต้องวางอยู่บนรากฐานที่เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริง แต่การที่ความเชื่อข้อใดจะมีสถานะเป็นความรู้ได้นั้น ขึ้นอยู่กับว่าความเชื่อนั้นๆมีความสัมพันธ์บางอย่างกับความเชื่อข้ออื่นๆที่มีอยู่แล้ว แนวคิดที่ผมเสนอในบทที่สี่ก็เป็นสหนัยนิยมแบบหนึ่งเหมือนกัน เพียงแต่ว่าผมไม่เห็นด้วยว่า ความสัมพันธ์นั้นจะต้องเกิดขึ้นภายในจิตใจของคนเพียงหนึ่งคนตามที่นักปรัชญาที่เสนอแนวคิดแบบสหนัยนิยมทั่วไปเชื่อกัน บทที่สี่ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหัวใจของหนังสือเล่มนี้ จะพัฒนาแนวคิดนี้อย่างละเอียดและเป็นระบบ ทฤษฎีแบบสหนัยนิยมทั่วไปนั้นเกือบจะถูกต้องบริบูรณ์อยู่แล้ว เพียงแต่ว่าส่วนใหญ่นั้นเชื่อว่าการมีความสัมพันธ์กันกับความเชื่ออื่นๆในระบบนั้นเป็นเรื่องภายในของบุคคลแต่ละคน โดยคนๆหนึ่งจะมีความเชื่อที่มีสถานะเป็นความรู้ได้ก็ต่อเมื่อเขาสามารถโยงความเชื่อข้อนั้นให้เข้ากันได้กับความเชื่ออื่นๆที่เขามีอยู่ก่อน ข้อบกพร่องของแนวคิดแบบนี้ก็คือว่า เป็นแนวคิดที่ทำให้การศึกษาทฤษฎีความรู้จำกัดตัวอยู่แต่เพียงมุมมองของคนเพียงคนเดียว และทำให้เรามองไม่เห็นแง่มุมที่เป็นเรื่องของชุมชนหรือสังคมในการครุ่นคิดเกี่ยวกับความรู้ การคิดว่าการหาความรู้เป็นเรื่องของคนๆเดียวทำให้เราเข้าใจไม่ได้ถี่ถ้วนว่า เหตุใดความรู้จึงมีความสัมพันธ์แนบแน่นกับสังคมและวัฒนธรรม จนเสมือนหนึ่งว่าความรู้เป็นส่วนหนึ่งที่กำหนดนิยามวัฒนธรรมหนึ่งๆว่าแตกต่างจากวัฒนธรรมอื่นๆ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดได้แก่ความรู้เรื่องฮวงจุ้ยของชาวจีน ซึ่งรับรู้กันโดยทั่วไปว่าเป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกจากวัฒนธรรมจีน การพูดเช่นนี้แน่นอนว่าย่อมมีผู้ประท้วงขึ้นมาทันทีว่าเป็นทัศนะแบบสัมพัทธนิยม กล่าวคือเมื่อผูกความรู้เข้ากับวัฒนธรรมก็มีปัญหาขึ้นมาว่า เมื่อแต่ละวัฒนธรรมแตกต่างกันและมีความรู้คนละแบบกัน จะไม่เป็นจริงหรือที่ว่าความรู้ของใครก็ของคนนั้น และตัดสินไม่ได้ว่าของใครถูกต้องตามความเป็นจริง (ซึ่งตามสายตาของนักปรัชญามุ่งโจมตีทัศนะแบบที่เสนอนี้ ดูราวกับว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย ยอมรับไม่ได้) แต่ในบทที่สี่จะมีหัวข้อหนึ่งที่พูดถึงปัญหานี้โดยตรง ข้อเสนอหลักก็คือว่า การโจมตีทัศนะนี้ว่าเป็นสัมพัทธนิยมเกิดจากการยอมรับสมมติฐานบางประการซึ่งไม่เป็นจริง

ประเด็นเรื่องสัมพัทธนิยมนี้ก็จะเป็นหัวข้อต่อเนื่องมาถึงบทที่ห้า ซึ่งประกอบด้วย การอภิปรายในสองหัวข้อใหญ่ๆ หัวข้อแรกก็คือเรื่องสัมพัทธนิยมนี้เอง โดยจะเสนอว่าทัศนะหลักของหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่ทั้งสัมพัทธนิยม และก็ไม่ใช่ทั้งทัศนะที่ปฏิเสธสัมพัทธนิยม ซึ่งเรียกว่าสัมบูรณนิยม เหตุผลหลักๆอยู่ที่ว่าเมื่อใดเรายังจะต้องใช้ภาษาในการเข้าถึงความเป็นจริงอยู่ เมื่อนั้นการพูดเรื่องสัมพัทธนิยมกับสัมบูรณนิยมก็ไม่ค่อยจะมีความหมายเท่าใดนัก นอกจากนี้บทที่ห้ายังพูดถึงอีกประเด็นหนึ่งที่เกี่ยวข้อง ได้แก่เรื่องความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงกับค่านิยม ทัศนะโดยทั่วไปมักถือว่าสองอย่างนี้แยกจากกันโดยเด็ดขาด แต่เมื่อพิจารณาให้ถี่ถ้วนแล้วจะพบว่าไม่เป็นเช่นนั้น ซึ่งเมื่อเข้าใจว่าข้อความหรือความเชื่อที่ถือว่าเป็นข้อเท็จจริง ในบางกรณีอาจเป็นค่านิยมและในทางกลับกัน เราก็น่าจะมองเห็นว่าทัศนะแบบที่ถือว่าความรู้ได้แก่การที่ความเชื่อสัมพันธ์กับความเป็นจริงเฉยๆ ไม่ใช่ทัศนะที่ควรแก่การเชื่อถืออีกต่อไป

สองบทสุดท้ายของหนังสือดูจะเป็นส่วนที่อ่านง่ายที่สุด บทที่หกว่าด้วยธรรมชาติ ประโยชน์ตลอดจนทิศทางของวิชาปรัชญาโดยทั่วไป และก็เป็นการอภิปรายที่ตั้งอยู่บนแนวคิดทางทฤษฎีความรู้ที่ได้เสนอมาไว้ในบทก่อนๆ ข้อเสนอเกี่ยวกับปรัชญาและการแก้วิกฤติการณ์ที่กล่าวถึงไว้ในตอนต้นก็จะพูดถึงอย่างละเอียดในบทนี้ กับในบทที่เจ็ดซึ่งเป็นการมองเจาะลึกลงในบริบทของปรัชญาในสังคมไทย เมื่อความรู้ผูกพันอยู่กับวัฒนธรรมและชุมชนอย่างลึกซึ้ง วิชาปรัชญาจึงย่อมไม่ใช่การศึกษาหาความจริงลอยๆที่ไม่อิงอาศัยบริบททางสังคมใดๆ ตรงกันข้ามปรัชญาเป็นกระบวนการของการโต้เถียงและการค้นคว้าด้วยเหตุผล เพื่อแก้ปัญหาในเชิงมโนทัศน์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อทิศทางของชุมชนนั้นๆเอง ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าปรัชญามีประโยชน์อย่างมากต่อทุกชุมชน เมื่อใดที่ชุมชนเกิดสงสัยขึ้นว่าทิศทางที่ชุมชนโดยรวมกำลังมุ่งหน้าไปเป็นทิศทางที่ควรจะเลือกเดินหรือไม่ เมื่อนั้นชุมชนนั้นก็เริ่มกลายเป็นชุมชนทางปรัชญาแล้ว ปัญหาเกี่ยวกับทิศทางของชุมชนนี้ก็กำลังเกิดขึ้นในสังคมของเราเช่นเดียวกัน ดังจะเห็นได้จากการถกเถียงเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญในเวลานี้ (ปีพ.ศ. 2540) การถกเถียงนี้แสดงว่าสังคมไทยกำลังเลือกหาทางเดินที่จะเหมาะที่สุดสำหรับตนเอง และในสถานการณ์เช่นนี้ปรัชญามีบทบาทอย่างยิ่งในการทำมโนทัศน์ต่างๆให้กระจ่างแจ้ง เพื่อให้การถกเถียงเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิผล นอกจากนี้การถกเถียงนี้ยังเป็นการแสดงออกของแนวความคิดหรือปรัชญาที่แตกต่างกัน ซึ่งฝ่ายต่างๆที่ถกเถียงกันอยู่อาจจะไม่ได้รู้ตัวว่ากำลังนำเอาทัศนะปรัชญามาถกเถียงกันก็ได้ ประโยชน์ของปรัชญาอีกประการหนึ่งจึงอยู่ที่การเปิดเผยให้เห็นชัดว่า การถกเถียงในระดับลึกๆถึงทิศทางโดยรวมของชุมชนนั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับทางเลือกของชุมชนนั้นเอง ซึ่งแน่นอนว่าย่อมไม่มีคำตอบที่สำเร็จรูปตายตัว ขึ่้นอยู่กับว่าชุมชนเองจะเลือกเอาทางใด ในสังคมประชาธิปไตยซึ่งประกอบด้วยผู้คนที่มีความคิดเห็นหลากหลายนั้น การที่มีการคิดอย่างละเอียดรอบคอบเกี่ยวกับการถกเถียงในระดับลึก ซึ่งหาทางลงรอยกันไม่ได้นั้น มีความจำเป็นมากในการทำให้ทุกฝ่ายเข้าใจว่าการถกเถียงกันนี้เป็นปรากฎการณ์ของชุมชนเองเมื่อชุมชนกำลังดิ้นรนหาทางออกให้แก่ตนเอง ดังนั้นแต่ละฝ่ายก็ย่อมเคารพความคิดเห็นของฝ่ายอื่น ซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นที่จะให้ประชาธิปไตยเป็นไปได้จริง นอกจากนี้บทที่เจ็ดยังเสนอทิศทางสำหรับปรัชญาในสังคมไทยไว้ว่า เราควรมีกิจกรรมทางปรัชญามากขึ้น หรือพูดอีกอย่างก็คือเราควรมีกิจกรรมเหล่านี้มากขึ้น ได้แก่การหยุดคิด การย้อนกลับมาคิดถึงสิ่งที่รับกันอยู่โดยทั่วไป การอ้างเหตุผล การถกเถียงโต้แย้ง การสงสัย การตั้งคำถาม การตรวจสอบความเชื่อดั้งเดิมว่าทำไมจึงยังเชื่ออยู่ ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งต่อชีวิตแบบประชาธิปไตย และบทบาททิศทางของปรัชญาในสังคมไทยก็คือ การเอื้ออำนวยให้กิจกรรมเหล่านี้มีมากขึ้น ซึ่งผู้สอนปรัชญาในสถาบันการศึกษาสามารถทำได้โดยการสอนที่เน้นหนักที่กิจกรรมเหล่านี้ ตลอดจนการเข้าไปมีบทบาทมากขึ้นในเวทีสาธารณะในฐานะนักปรัชญา

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์
ภาควิชาปรัชญา
คณะอักษรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
มิถุนายน 2540

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s