ปรัชญากับความรัก

พรุ่งนี้เป็นวันวาเลนไทน์แล้ว ก็เลยคิดว่าต้องพูดเกี่ยวกับความรักสักเล็กน้อย

ผมเคยสอนวิชา “ปรัชญาเพศกับความรัก” เมื่อสามหรือสี่ปีมาแล้ว ในชั่วโมงแรกมีคนมาจะเรียนเต็มไปหมด เรียกว่าล้นห้อง ส่วนมากตื่นเต้นว่าจะได้เรียนเรื่องที่ไม่เคยได้เรียนมาก่อน แต่พอผมให้รายการอ่านหนังสือ แล้วมีเล๊คเชอร์ยากๆเกี่ยวกับเพลโต อริสโตเติล ก็ค่อยๆหายกันไป พวกที่หายมาจากคณะอื่นทั้งนั้น เหลือแต่นิสิตอักษรที่เรียนกับผมจนจบคอร์ส

ประเด็นที่มีพูดถึงกันในเรื่องความรักก็คือคำถามว่า “ความรักคืออะไร?” ซึ่งเป็นปัญหาเก่าแก่ยาวนาน ที่จริงในวิชานี้มีแบ่งเป็นเรื่องเพศกับเรื่องความรัก แต่วันวาเลนไทน์เป็นวันแห่งความรัก ไม่ใช่วันแห่ง sex เราก็เลยพูดกับเรื่องความรักในโพสนี้ในวันนี้ (อาจจะมีพูดเรื่อง sex ในวันหลังถ้าไม่โดนกระทรวง ICT บล๊อก)

เราอาจแบ่งความรักออกเป็นสามแบบตามคำสามคำในปรัชญากรีกที่มีเรียกความรัก คือ philia, eros, กับ agape สามอย่างนี้คล้ายๆกันแต่ไม่เหมือนกันทีเดียว philia เป็นความรักแบบที่เรามีกับเพื่อน เช่นมิตรภาพ ซึ่งก็รวมไปถึงความรักที่เรามีกับสถาบัน (เช่นรักจุฬาฯ) หรือรักชาติ ก็เป็นเรื่องของ philia ด้วย คำว่า “philosophy” ที่เป็นชื่อวิชาปรัชญา ก็มาจากการผสมกันของคำสองคำ คือ philia กับ sophos โดย sophos แปลว่า “ปัญญา” (ไม่ใช่ “ความรู้” เพราะ “ความรู้” ตรงกับ episteme ซึ่งเป็นเรื่องของการเข้าใจว่าจริงๆแล้วเป็นอย่างไร แต่ sophia ลุ่มลึกกว่านั้น เพราะหมายถึงการที่เรารู้ว่าควรจะทำอย่างไรในสถานการณ์ใดๆด้วย) ดังนั้น “philosophia” จึงแปลว่า “รักปัญญา” ตัวอย่างที่ดีก็คือโสกราตีส ที่บอกว่าแม้ตนเองจะไม่รู้อะไร แต่ก็ยังรู้ว่าอย่างนั้น และรักที่จะได้ความรู้ ปรัชญาจึงเป็นการเข้าหา “ปัญญา” ตลอดเวลา แต่เข้าไม่ถึง (ซึ่งก็เป็นลักษณะของปรัชญามาตลอดทุกยุคทุกสมัย)

ความรักแบบที่สองคือ eros ซึ่งเป็นความรักที่ประกอบไปด้วยความปรารถนาหรือความอยากที่จะได้ครอบครองสิ่งหรือคนที่ตนเองรัก ความปรารถนาจะมีความสัมพันธ์ทางเพศกับบุคคลที่เราปรารถนา ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งของ eros นี้ ลักษณะเฉพาะของ eros ก็คือว่า เป็นความปรารถนาที่จะได้เป็นเจ้าของสิ่งที่ตนเองรัก ข้อแตกต่างระหว่าง philia กับ eros ก็คือว่าอย่างแรกเป็นความรักระหว่างเพื่อน ส่วนอย่างหลังมีเรื่องความปรารถนาทางเพศเข้ามาเกี่ยวข้อง ทีนี้ความปรารถนาทางเพศนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องระหว่างเพศก็ได้ เพราะคนบางคนมีความปรารถนาทางเพศกับคนเพศเดียวกันตน เช่นโสกราตีสมีรสนิยมชอบเด็กหนุ่มๆ เป็นต้น เราอาจพูดได้ว่า eros กับ philia ต่างกันตรงที่ eros มีเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศเข้ามา แต่จริงๆอาจมีอะไรมากกว่านั้น เพราะการรักองค์กรหรือสถาบัน ซึ่งเป็นเรื่องของ philia ก็กว้างกว่าแค่รักเพื่อนเฉยๆ

ส่วน agape นั้นเป็นความรักที่เป็นสากล ซึ่งมาจากคำสอนของคริสตศาสนาเป็นหลัก เราจะเข้าใจความรักนี้ได้อย่างชัดเจน หากเราเข้าใจสิ่งที่พระเยซูได้ทำไป สิ่งที่ชาวคริสต์ทุกคนต้องสำนึกก็คือว่า เหตุใดพระเยซูจึงต้องยอมให้เขามาจับตรึงกางเขนด้วย? พระเยซูเป็นพระบุตรอยู่ในสวรรค์ เหตุใดจึงลงมาอยู่กับเราในโลกมนุษย์ และถูกดูหมิ่น ถูกใส่ร้าย ถูกเข้าใจผิด และในท้ายที่สุดถูกจับประหารชีวิตด้วยวิธีการที่เลวร้ายที่สุด เท่าที่ทหารโรมันในสมัยนั้นจะคิดได้? เราจะไม่มีวันเข้าใจพระเยซูหากเราไม่เข้าใจความรักอันไพศาลที่พระเยซูมีให้แก่มนุษย์ นี่เรียกว่า agape ซึ่งได้แก่ความรักอันยิ่งใหญ่ ไม่มีประมาณ เป็นความรักอันปราศจากตัวตนอย่างแท้จริง ลักษณะสำคัญของ agape ก็คือ spontaneous and unmotivated คือเกิดขึ้นมาเอง (spontaneous) และปราศจากแรงจูงใจ (unmotivated) นี่คือความรักของพระเยซู ไม่ใช่ว่าพระเยซูยอมถูกตรึงกางเขนเพื่อไถ่บาปเรา แล้วมาทวงคืนจากเราภายหลังแถมคิดดอกเบี้ยอีกต่างหาก ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ใช่ความรักแต่ประการใด

ปัญหาที่นักปรัชญาถกเถียงกันเกี่ยวกับความรักก็คือ “เหตุใดเราจึงต้องมีความรักด้วย?” ถ้าตอบแบบชีววิทยาก็อาจจะได้ว่า “เรามีความรักเพราะความรักทำให้เกิดการสืบพันธุ์ ซึ่งทำให้ยืนดำรงอยู่” แต่คำอธิบายนี้ก็ไม่ได้อธิบายความรักแบบอื่น ได้แก่ความรักแบบเพื่อนหรือความรักสากล เพราะสองอย่างนี้ดูจะไม่เกี่ยวกับชีววิทยา ความรักสถาบัน เช่นนิสิตรักจุฬาฯ ดูจะไม่เกี่ยวกับชีววิทยาเท่าใดนัก คือไม่ใช่ว่าเมื่อรักจุฬาฯแล้วนิสิตจะมีโอกาสในการสืบพันธุ์มากขึ้น นักชีววิทยาอาจตอบว่า การรักสถาบันทำให้เกิดความผูกพันกับพวกพ้อง ซึ่งมีผลดีในทางวิวัฒนาการ เพราะสัตว์ประเภทที่ไม่รักพวกพ้อง ไม่มีโอกาสมากเท่าในการสืบพันธุ์ต่อมา ก็อาจจะเป็นไปได้ แต่คำตอบแบบนี้ก็ดูเหมือนกับว่า ยังขาดมิติทางด้านคุณค่าหรือทางด้านจิตวิญญาณ ที่เรามักคิดว่ามีอยู่ในความรัก โดยเฉพาะความรักแบบ agape ที่พูดถึงเมื่อกี๊

คำถามก็คือว่า “เราได้อะไรจากความรัก?” หลายคนอาจคิดว่า ไม่ได้อะไรเลยแถมต้องเสียอีกมาก เพราะต้องอกหัก นั่นคือการมีความรัก (ความรักแบบเพศ ไม่ว่าระหว่างสองเพศหรือระหว่างเพศเดียวกัน) เป็นความเสี่ยงอย่างหนึ่ง และโอกาสที่จะสูญเสียก็มีไม่น้อยเหมือนกัน แต่แม้กระนั้นคนก็ยังอยากมีความรัก เป็นเพราะเหตุใด?

คำตอบหนึ่งอาจเป็นเช่นนี้ คือการมีความเสี่ยงนั้นเป็นความสุขอย่างหนึ่ง นี่เป็นคำอธิบายว่าเหตุใดหลายคนจึงชอบเล่นการพนัน ถามว่าถ้าผมให้เงินคุณฟรีหนึ่งพันบาท กับผมเล่นโยนหัวโยนก้อยกับคุณ ถ้าคุณชนะเอาไปเลยสองพันบาท แต่ถ้าแพ้ไม่ได้อะไรเลย คุณจะเลือกแบบไหน บางคนเลือกแบบหลังเพราะได้ลุ้น การได้ลุ้นนี่แหละเป็นความสุขอย่างหนึ่ง ซึ่งบางทีการมีเงินหนึ่งพันเฉยๆอาจจะหาโอกาสได้ลุ้นแบบนี้ไม่ง่ายนัก ไม่รู้ว่าความรักเป็นแบบเดียวกันหรือเปล่า?

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s