ดนตรีกับปรัชญา

ตอนนี้ผมขอพูดเรื่องใหม่ที่อาจไม่เกี่ยวกับปรัชญาภาษาโดยตรง อันที่จริงดนตรีกับปรัชญามีความสัมพันธืกันมาเนิ่นนาน และก็เหมือนกับเรื่องอื่นๆในปรัชญา คือเราเริ่มที่พวกกรีก เป็นที่รู้กันว่าไพธากอรัสเป็นนักปรัชญาที่มีทรรศนะว่า สิ่งจริงแท้นั้นได้แก่ “ความกลมกลืนกัน” หรือ harmony ตำราบางเล่มอาจจะบอกว่า สิ่งจริงแท้สำหรับไพธากอรัสได้แก่จำนวนหรือสัดส่วน ซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นสิ่งเดียวกันกับความกลมกลืน เพราะความกลมกลืนกันนี้ก็เป็นสัดส่วนของจำนวนนั่นเอง

เรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างเทคนิค ถ้าเราไม่ได้มีพื้นฐานทางดนตรี แนวคิดหลักๆก็คือว่า สัดส่วนของความกลมกลืนกันพื้นฐานทางดนตรีนั้น เป็นสัดส่วนความกลมกลืนกันพื้นฐานของสรรพสิ่งด้วย ตัวอย่างก็คือ คลื่นเสียงที่แตกต่างกันหนึ่ง octave (สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นดนตรี เสียงที่ต่างกันหนื่ง octave หรือหนึ่ง “คู่แปด” ได้แก่เสียงที่มีชื่อแบบเดียวกัน แต่มีความสูงต่ำต่างกัน ผมอธิบายได้แค่นี้ ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ ต้องถามคนเล่นดนตรีเป็น) นั้น จะมีความถี่คลื่นเสียงต่างกัน 2 เท่าพอดี กล่าวคือ หากเสียงหนึ่งมีความถี่ที่ n Hz (ตัวอย่างคือ เสียง A ที่ใช้เทียบเสียงวงออเคสตรา มีความถี่ 440 Hz) เสียงที่สูงขึ้นไปอีกหนึ่ง octave จะมีความถี่ 2n และเสียงที่สูงขึ้นไปอีกหนึ่ง octave ก็จะมีความถี่ 4n ไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ สัดส่วนระหว่างคู่เสียงอื่นๆ เช่นคู่ห้า ก็มีสัดส่วนต่างออกไป แต่ที่แน่ๆก็คือ สัดส่วนระหว่างโน้ตตัวหนึ่ง กับคู่ห้าของโน้ตตัวนั้น จะต้องเป็นสัดส่วนที่เท่ากันเสมอ

นั่นเป็นเรื่องหนึ่งของดนตรีกับปรัชญา ซึ่งเกี่ยวกับความเป็นจริงในธรรมชาติ ซึ่งค่อนข้างจะต้องอาศัยพื้นความรู้ ทั้งทางฟิสิกส์และดนตรีเป็นหลัก (ผู้ที่สนใจเรื่องนี้ ลองดูเว็บเกี่ยวกับ “Math and Music”) นอกจากนี้ ก็ยังมีประเด็นที่คนทั่วไปที่ไม่ใช่นักดนตรีหรือนักคณิตศาสตร์สนใจกัน ก็คือปัญหาเกี่ยวกับ “ความสื่ออารมณ์” ของดนตรี “ความสื่ออารมณ์” เป็นคำที่ผมบัญญัติชั่วคราว เพื่อแปลคำว่า “expressiveness” ในภาษาอังกฤษ ตัวปัญหาก็คือว่า การที่เราบอกว่าดนตรีบางบท “สื่ออารมณ์” นั้น เราหมายความว่าอย่างไร? อารมณ์ที่สื่อนั้นอยู่ในลักษณะของดนตรีนั้นเอง หรือว่าอยู่ที่บริบท เช่นเนื้อร้อง หรือช่วงจังหวะในละครที่ดนตรีบทนี้เล่น การที่เพลงๆหนึ่งเป็น “เพลงเศร้า” นั้น อะไรกันแน่ที่เป็นตัวการทำให้เศร้า??

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญในสุนทรียศาสตร์ดนตรี (musical aesthetics) ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของสุนทรียศาสตร์ นักปรัชญาดนตรีคนหนึ่งชื่อว่า Edward Hanslick ได้เสนอแนวคิดไว้ว่า ความเศร้าหรือความเบิกบาน ที่บางคนคิดว่าเป็นคุณสมบัติของดนตรีบางบทนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่คุณสมบัตของตัวดนตรีนั้นๆเลย แต่เป็นคุณสมบัติทีเราผู้ฟัง “อุปโลกน์” ขึ้นมาเอง เพราะเคยฟังเพลงนี้ในละคร แล้วกำลังเป็นช่วงเศร้า เลยเข้าใจว่าเพลงนี้เป็นเพลงเศร้า หรือมีเนื้อร้องมีความหมายแบบเศร้าๆ แต่ถ้าเอาตัวดนตรีนั้นมาเล่นเฉยๆ โดยไม่มีบริบทแล้ว จะบอกไม่ได้ว่าเศร้าหรือไม่เศร้า เรื่องเศร้าหรือเบิกบานไม่ใช่คุณสมบัติของตัวดนตรีโดยตรง

เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น ลองฟังเพลงนี้ ซึ่ง Hanslick ยกมาเป็นตัวอย่างของเพลงที่คนคิดว่าเป็น “เพลงเศร้า”

เพลงนี้มีชื่อว่า “Che farò senza Euridice?” หรือแปลเป็นไทยว่า “ฉันจะทำอย่างไรหากขาด Euridice?” เป็นเพลงหนึ่งในอุปรากรเรื่อง Orfeo ed Euridice ของ Christoph Willibald von Gluck (ผู้ร้องได้แก่ Janet Baker) เรื่องของเรื่องก็คือว่า ผู้ร้องเพลงนี้ได้แก่ Orfeo ซึ่งเป็นคนรักของ Euridice ในเรื่อง Euridice ถูกงูกัดถึงแก่ความตาย เมื่อ Orfeo พบเข้าก็โศกเศร้าเป็นอันมาก และก็ร้องเพลงนี้ออกมา ตามเรื่องในเทพนิยายกรีกนั้น เพลงของ Orfeo เศร้ามากจนเหล่าทวยเทพต่างก็ร่ำไห้ เหล่าทวยเทพแนะนำให้ Orfeo (ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Orpheus”) เดินทางไปยังแดนของคนตาย ที่มี Hades กับ Persephone เป็นเทพดูแลอยู่ Orfeo เป็นเพียงคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้พา Euridice กลับมายังโลกมนุษย์ มีข้อแม้อยู่เพียงประการเดียว คือเมื่อ Orfeo พา Euridice กลับขึ้นมา ห้ามให้หันกลับไปดูเธอ จะหันมาดู Euridice ได้ก็ต่อเมื่อทั้งคู่ขึ้นมายังโลกมนุษย์เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อ Orfeo ขึ้นมาถึงโลกมนุษย์ ด้วยความเป็นห่วงภรรยา จึงหันกลับไปดู ทั้งๆที่ Euridice ยังขึ้นมาไม่ถึง และแล้วคราวนี้ Euridice ก็หายไปเป็นครั้งที่สอง และไม่หวนกลับมาอีก

ก็เป็นเพลงเศร้า แต่ประเด็นของ Hanslick ก็คือว่า ถ้าเราไม่รู้เนื้อร้อง หรือถ้าเพลงนี้ไม่ได้เล่นใน opera เรื่อง Orfeo ed Euridice และมาร้องในตอนนี้ ที่ Orfeo กำลังเศร้าโศกที่สูญเสียคนรัก เราก็ไม่รู้ว่าเพลงนี้เป็นเพลงเศร้า ความเศร้าไม่เศร้าไม่ได้อยู่ที่เพลง

นักสุนทรียศาสตร์หลายคนไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้เลย เพราะมีหลักฐานว่า เพลงเศร้านั้นหากเล่นเฉพาะดนตรีเฉยๆ ไม่ต้องมีเนื้อร้อง คนก็ยังรู้ว่าเศร้าอยู่ดี ไม่รู้ว่าคุณฟังเพลงนี้ โดยยังไม่ต้องรู้เรื่องใน opera คุณจะรู้ว่าเศร้าหรือเปล่า?

ร์เฟียสกับยูริดิซ
ออร์เฟียสกับยูริดิซ

17 thoughts on “ดนตรีกับปรัชญา

  1. ได้ฟังเพลงนี้แล้วคะ ไม่มีความโศกเศร้าเลย แม้ว่าจะรู้เรื่องราวแล้วก็ตาม แต่รู้ได้ว่าดนตรีกำลังรำพึงรำพรรณอะไรออกมาในทางลบ แต่ไม่เศร้าเหมือนใจจะขาดแบบเนื้อหา ยิ่งเราไม่รู้ภาษาด้วยแล้วแล้ว ไม่เกิดความเศร้าเลย แต่ก็พอจะรับรู้ได้ถึงความรำพึงรำพรรณก้พอจะบอกได้ว่าดนตรีก็มีส่วนทำให้เรารู้สึกได้
    แต่เราเองก็มีส่วนที่จะทำให้เกิดความรู้สึกเศร้าเหมือนกัน คิดว่ามันสัมพันธ์กันนะค่ะ เพราะถ้าฟังเพลงสนุกๆในตอนเราเศร้าๆมัน ก็ทำให้เราครึกครื้น ขึ้นมาได้อยู่นะคะ

    ยังคิดว่าดนตรีมีส่วนให้เราเกิดความรู้สึก

  2. สงสัยคำนี้ครับแปลว่าอะไร

    “แต่ที่แน่ๆก็คือ สัดส่วนระหว่างโน้ตตัวหนึ่ง กับคู่ห้าของโน้ตตัวนั้น จะต้องเป็นสัดส่วนที่เท่ากันเสมอ

    สัดส่วนของอะไรกับอะไร

    และก็สงสัยอีกด้วยครับว่า ทำไม คอร์ด พื้นฐานต้อง มีโน้ต 1 3 5

  3. สัดส่วนของโน้ตพื้น (ตัวที่ 1) กับคู่ห้าของโน้ตตัวนั้น​ (ตัวที่ 5) สัดส่วนนี้จะต้องคงที่เสมอ ไม่ว่าโน้ตจะอยู่ในระดับเสียงอะไร เหมือนกับคู่แปดที่จะต้องต่างกันสองเท่าเสมอ ทีนี้คู่ห้าเป็นสัดส่วนหนึ่ง ซึ่งผมต้องไปค้นว่าเป็นสัดส่วนทางคณิตศาสตร์แบบไหน

  4. ต่อจากเม้นของทับทิม

    เหตุที่นักปรัชญาหลายคนไม่ค่อยเห้นด้วยกับ Hanslick ที่บอกว่า ดนตรีกับอารมณ์ความรู้สึกไม่มีความเกี่ยวข้องกันในตัวเอง เป็นเพราะว่าถ้าเป็นอย่างนั้น แล้วเราจะอธิบายปรากฏการณ์ที่ดนตรี “สื่ออารมณ์” ได้อย่างไร? ทีนี้ถามทับทิมหรือคนที่ฟังเพลงนี้จบแล้วว่า ถ้าไม่ใช่เพลงเศร้า แล้วเพลงนี้สื่ออารมณ์อะไรออกมาหรือเปล่า?

  5. แล้วในมุมมองของคนเล่น(หรือร้อง)หล่ะครับ ดูเหมือนว่า ถ้าจะเล่นเพลงเศร้าให้ได้ดี คนเล่นก็ต้องทำอารมณ์ไปกับเพลงด้วย , action ของคนเล่น มีผลต่อการรับรู้ของผู้ฟังอย่างไร?, เป็นแค่ภาษากาย หรือว่า ส่งผ่านมากับ เสียงได้

    1. ผมก็เล่นดนตรีค่อนข้างบ่อย แต่สำหรับนักดนตรีแล้ว อารมณ์ของเพลงเช่นเศร้าหรือเบิกบาน เป็นอะไรบางอย่างที่แตกต่างจากอารณ์เศร้าหรือเบิกบานในชีวิตจริง เช่น เวลาเราเล่นเพลงเศร้า เราไม่จำเป็นว่าต้องเศร้าไปด้วย การเล่นดนตรีไม่เหมือนกับเล่นละครตรงนี้ แต่ใจของเราจะจดจ่ออยู่กับรูปแบบและการเล่นดนตรีนั้นๆ เช่นตรงไหนหนัก ตรงไหนเบา ฯลฯ แต่ถึงกระนั้น ก็ยังบอกไม่ได้ชัดว่า ดนตรีปลอดจากอารมณ์ใดๆเลย เช่น เวลาเล่นเพลงสนุกๆ ก็มักจะสนุกไปด้วย

  6. เอาอีกครับ เอาอีก อาจารย์ลงมาอีกเรื่อยๆนะครับ จะหาเพื่อนมาอ่าน(ผมเจิดครับ)

    ……….

    เคยอ่านมานิดเดียวเกี่ยวกับ วิทยาศาสตร์ทางดนตรี(ลืมศัพท์เทคนิคที่เรียกวิชานี้ไปแล้วด้วย)

    และก็ไปจำคนอื่นเค้าพูดเกี่ยวกับ ปีทาโกรัสมา….. ทำนองที่ว่า สัดส่วนของโน้ตดนตรี สามารถอธิบายได้ด้วยคณิตศาสตร์

    ประเด็นนี้จะนับเป็นข้อถกเถียงได้มั้ยครับว่า ดนตรีมี Logic ของมันหรือไม่

    ……….

    ส่วนประเด็นที่ว่า ความรู้สึกเกิดขึ้นที่ไหน…………ผมว่ามันตอบยากตรงที่

    ดนตรีมันไม่ได้เกิดขึ้นเองนี่ครับ ข้อตัดสินว่า เพราะหรือไม่เพราะ รู้สึกอย่างไรเมื่อฟัง

    ก็คงตอบได้ยากเพราะ เสียงอะไร(ที่ได้ยิน ) ใครเป็นคนฟัง ……

    อืมมม ถ้าคำถามว่าเกิดที่ไหนคงตอบได้ยาก แต่ตอบได้แค่ว่า มันเกิดขึ้นระหว่างคนฟังกับเพลงที่ได้ยิน

    ไม่มีเพลงก็ไม่มีความรู้สึก ไม่มีคนฟัง(หรือคนเล่นที่ถ่ายทอดความรู้สึก) ก็ไม่มีเพลงที่ฟัง

    ………….

    และแน่นอน bgging the question เพราะคำถามคือ ความรู้สึกมาจากที่ไหน

    (แต่ก็เป็ฯไปได้ว่าคำถามผิดตั้งแต่แรก)

  7. อ๋อ มันคืออย่างงี้ป่ะครับเรื่อง คู่ 5 ที่ว่า

    ไม่ว่าจะอยู่ใน Mode หรือ scale ไดๆ โน้ตตัวที่ 5 จะห่างจากโน้ตตัวฐานเท่ากันเสมอ

    แปลกดีแฮะ(ถ้าผมเข้าใจถูกนะ)

  8. อ่านทวนอีกรอบลืมตอบไป 1คำถาม

    ผมคิดว่าดนตรี ไม่เกี่ยวกับเนื้อร้องก็แสดงอารมณ์ได้นะครับ อย่างเพลงที่ว่ามา

    ด้วยดนตรีมันก็ฟังแล้วรู้สึกว่าเป็นการคร่ำครวญเหมือนกันนะครับ

    ยิ่งเนื้อร้องนี่ยิ่งไม่มีผล เพราะฟังอิตาเลี่ยนไม่ออก เสียงร้องเลยเหมือนเครื่องดนตรีอีกชิ้นไป

  9. มีอีกตัวอย่างนึงครับไม่แน่ใจว่าเป็นตัวอย่างที่ดีหรือเปล่า

    เพลงเดียวกัน โน้ตเดียวกันแต่เปลี่ยนวิธีการเล่นเล็กน้อย ยังคงความรู้สึกเดิมไว้ได้รึเปล่า

    เอาเพลงนี้มาลองให้ฟังครับ

    In the hall of the mountain king

    กับอีกเวอร์ชั่นนึงที่ถูกเล่นโดยวง quartet แจ่นำ Cello มาเล่นในสไตล์ Heavy Metal

    วงชื่อ Apocalyptica มีชื่อเสียงทีเดียวรับสำหรับวงนี้เพราะไม่มีใครคิดว่า Cello จะเล่น Heavy Matal ได้

    1. สงสัยต้องเปิดคอร์ส musical aesthetics แน่ๆแล้ว

      ปัญหาหนึ่งที่เราอาจคิดกันก็คือ เรื่องความสำคัญของ “ขนบ” ต่อการเข้าใจดนตรี ตัวอย่างเรื่อง Che faro ในโพส แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของขนบ ว่าหากเราไม่เข้าใจขนบแล้ว เราก็ไม่สามารถเข้าใจดนตรีชิ้นนั้นได้ถูกต้อง เช่นไม่รู้ว่าเพลงนี้เป็นเพลงเศร้า แต่ถ้าขนบสำคัญ แล้วคนที่ไม่ใช่นักดนตรี หรือไม่ได้ร่ำเรียนมาในขนบนั้นๆ จะเข้าถึงหรือเข้าใจ หรือฟังดนตรีเพราะได้อย่างไร?

    2. ปัญหาสำคัญที่เราได้จาก Hanslick ก็คือว่า ดนตรีสื่ออะไรได้อย่างไร? เราพูดได้หรือไม่ว่า ดนตรีสื่ออารมณ์? ถ้าพูดได้ แล้วทำไมเราไม่คิดว่าเพลง Che faro สื่ออารมณ์เศร้า? ที่เราไม่คิดเช่นนั้น ตรงกับคนส่วนใหญ่รวมทั้งนักวิเคราะห์วิจารณ์ดนตรีอย่าง Hanslick ด้วย เป็นไปได้ไหมว่า เพลงเดียวกัน คนสองคนฟังแล้วบอกว่าเพลงนี้สื่ออารมณ์คนละอย่าง? เช่้น ผมฟังเพลง heavy metal แล้วบอกว่าไม่สื่ออารมณ์อะไรเลย เพราะฟังแล้วรำคาญหู ทำให้เกิดอารมณ์หงุดหงิด แล้วก็คิดว่า ความหงุดหงิดนั้นคงไม่ใช่สิ่งที่ดนตรีนั้นสื่อ หรือจะสื่ออย่างนั้นจริงๆ?

  10. เสียดายจัง อาจารย์เปิดจะมานั่งฟังครับเพราะถึงเวลานั้น คงไม่ได้เป็นนิสิตที่ภาคแล้ว(ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง 555)

    สนใจครับเรื่องนี้น่าสนุก

  11. รู้สึกว่า โน๊ต คู่ 1 5 น่าจะเป็นเบสิคของคอรด์นะครับเจิด ส่วน คู่ 3 นั้นเป็นส่วนผสมของ key major เพราะอย่างคอร์ด 7 (คอร์ด jazz)ต่างๆจะมี 1 3 5 7 แต่โน๊ตตัวกลางไม่จำเป็นต้องเป็น 3 เสมอไป เช่น key minor ส่วนที่ต้องมี คู่ 5 นั้นมันเป็นหลักของ harmony ที่ทำให้เกิดเสียง harmony หรือ เสียง คอรัส เพราะถ้าเป็น คอร์ด มันก็ต้องมีสองเสียง หรือมากกว่าหนึ่งเสียงขึ้นไป แต่จะต้องเป็นสองเสียงหรือกลุ่มเสียงที่ harmonize กัน คือความกลมเกลียวในความแตกต่างนั้นเอง อย่าง คู่แปดนี้ไม่ใช่เสียง harmony เพราะเป็นเสียงของ key เดียวกันแต่เล่นคนล่ะ octave ลองไปกดดูกับ กีตาร์หรือเปียโนก็ได้ครับ(แล้วเอาหูแนบกับ body ของเครื่องดนตรีชิ้นนั้น) ถ้ากดคู่สามหรือคู่ห้า ก็จะได้เสียง harmony แล้วจะมีเสียงที่ดังออกมาระหว่างสองสายแล้วจะมีเสียง vibrate ที่มันสั่นๆรับกัน แต่พอดีด คู่แปด เสียงมันจะทับกันแล้วไม่เกิด เสียงสั่นรับกันของ harmony นั้นคือ สองเสียงที่เหมือนกันแต่ไม่ harmonize กัน ส่วนคู่ 1 4 หรือ1 6 ก็คือตัวอย่างของเสียงที่ต่างกัน แถมยังไม่ harmonize กันอีกด้วย ไม่ทราบขงจื่อทราบหลักการพวกนี้หรือปล่าว แต่ตอนผมเรียนเรื่อง เฮ๋อ (harmony) กับ อ สุวรรณา ผมก็อดคิดเรื่องหลัก harmony ตอนที่ขงจื่อบอก harmony is not sameness เหมือนกับขงจื่อพูดถึงโน้ตคู่แปดเลยคือเป็นเสียงของ key เดียวกันแท้ๆแต่ดันไม่ harmonize กัน

    ที่นี้ส่วนผสมของคอร์ดเองก็ไม่จำเป็นต้องมีคู่ สาม เพราะแล้วแต่โทนเช่นโทนเศร้า ก็คือคีย์ ไมเนอร์ ที่คู่กลางก็เปลี่ยนไปเป็น สี่ ในกีตาร์ (หรือเป็น คู่สามแบบ # ถ้าเป็นเปียโน) ได้ แต่ยังไงก็ตามคู่ 5 ก็ยังเป็นตัวฐานคู่กับหนึ่งเสมอไม่ว่าจะเป็น minor, major, major 7 minor 7 หรือ add 9 ซึ่งก็ตามที่ชื่อบอกอ่ะฮะว่า คอร์ด 7 หรือ add 9 ก็คือยังมีส่วนผสมของ คู่ 1-5 เพียงแต่พ่วง 7 กับ 9 เข้าไป คู่เสียงพวกนี้จะเป็นการถ่างเสียงออก แต่ก็แปลกดีที่มันยัง harmonize กันได้

    ส่วนที่เจิดพูดถึง logic ในดนตรีหมายความว่ามันมีกฎอะไรบางอย่างซ้อนอยู่หรือปล่าว ถ้าใช่ก็เป็นเรื่องที่ผมก็สนใจอยู่พอดี เพราะเห็นคนที่ไม่เข้าใจ jazz ชอบบอกว่า jazz เป็นดนตรีที่ไม่มีกฎ แต่ผมกลับเห็นต่างกันว่าดนตรี jazz เป็นแนวเพลงที่แต่ล่ะนักดนตรีก็มีอารมณ์คนล่ะอารมณ์ เพียงแต่เวลา improvise ในเพลงเดียวกัน เหมือนคนกำลังนั่งคุยกัน ใครจะพูดอะไรก็ได้ แต่ขอให้เป็นประเด็นเดียวกัน ภาษาเดียวกัน เช่น เพลงนี้นับ 3 แต่อีกคนกลับนับสี่ นั้นก็ไม่ตรงกับคนอื่น หรือแม้แต่กระทั้งนับ 3 ด้วยกันหมดแต่กลับเล่นคนล่ะ tempo ก็คือคุยกันไม่รู้เรื่อง แต่คนที่เพิ่งฟัง jazz ใหม่ๆจะได้ยินเหมือนคนเล่มครอมจังหวะซึ่งจริงมันก็ยังมีกฎอยู่เช่น คนอื่นเล่นจังหวะยก แต่เราเล่นจังหวะลง หรือบางคนเล่นโน้ตที่จังหวะสามของห้องหนึ่งแต่ลากคีย์ไปจนถึงห้องสองเป็นต้น ถ้าคนไม่เข้าใจพื้นเหล่านี้ เวลาฟัง jazz เลยดูเหมือนกับใครจะเล่นอะไรก็ได้ ไม่ต้องไปเล่นให้ตรงคีย์หรือจังหวะก็ได้

    อีกอย่างหาก jazz ไม่มีกฏอะไรบางอย่างนั้นก็หมายความว่าใครที่ไหนก็ได้ที่เล่นดนตรีไม่เป็นแล้วจับเครื่องดนตรีมาแล้วก็เล่นอะไรก็ได้แล้วบอกนี่ jazz ซึ่งจริงๆมันไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะจริงเราจัดอันดับนักดนตรี jazz ที่เก่งที่สุด หรือเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างข้วางได้ ก็เพราะมี logic อะไรบางอย่างซ่อนอยู่ในเสรีภาพแห่งการ improvise และทำให้เราพูดอะไรบางอย่างเช่น John Coltance นี้สุดยอด เพราะถ้าบอกว่า ไม่มี logic ในดนตรี แล้วสิ่งที่ John Coltrance เล่นก็เป็นแค่สิ่งที่ใครๆก็ทำได้ ส่วนดนตรี classic ผมคงไม่สงสัยว่ามีกฎหรือไม่ เพราะแน่นอนอยู่แล้วว่ามี แต่ตอนนี้กำลังสนใจ jazz อยู่เหมือนกัน พยามฟังแล้วก็เล่น แต่การ improvise jazz นี้ไม่ใช่ง่ายๆเลย เพราะ logic ที่อยู่เบื้องหลังดนตรีประเภทนี้มันเป็นกฏที่แปลกๆ ประหลาดๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s