โชเพนฮาวร์กับพระพุทธศาสนา

โครงการเกี่ยวกับปรัชญาโดยตรงที่ผมกำลังทำอยู่ในขณะนี้ ได้แก่เขียนบทความเกี่ยวกับปรัชญาของโชเพนฮาวร์เปรียบเทียบกับพระพุทธศาสนา ผมเคยเขียนในโพสก่อนๆหน้าเกี่ยวกับโชเพนฮาวร์นิดหน่อย และในนี้ก็จะพูดเกี่ยวกับโครงการเขียนบทความนี้เล็กน้อย

โชเพนฮาวร์เป็นนักปรัชญาที่น่าสนใจคนหนึ่ง แต่รายวิชาเกี่ยวกับประวัติปรัชญาหรือแม้แต่ปรัชญาเยอรมัน ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจเขามากเท่าใดนัก ซึ่งเป็นเรื่องแปลกเนื่องจากความคิดของโชเพนฮาวร์มีอิทธิพลต่อนักคิดนักปรัชญาสมัยต่อมาอีกมาก เช่นนิทเช่ หรือฟรอยด์ รวมทั้งวิตเกนสไตน์อีกด้วย

ความคิดของโชเพนฮาวร์เป็นระบบมาก และรวมอยู่ในหนังสือเล่มเดียว ทำให้การเศึกษาความคิดของเขาค่อนข้างง่าย โดยเฉพาะเมื่อเปรียบกับนักปรัชญาเยอรมันคนอื่นๆโดยเฉพาะเฮเกล มีเรื่องเล่าว่า โชเพนฮาวร์เกลียดเฮเกลอย่างหนัก และเมื่อสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินด้วยกัน โชเพนฮาวร์ตั้งใจจัดเวลาเลคเชอร์ของตัวเองให้ตรงกับของเฮเกล ซึ่งคงจะเป็นเพราะต้องการจะดึงนักศึกษาออกมาจากห้องของเฮเกล แต่ปรากฏว่านักศึกษาปรัชญาเกือบทั้งหมดเลือกไปฟังบรรยายของเฮเกลแทน ซึ่งก็อาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้โชเพนฮาวร์มีทัศนะค่อนข้างจะเป็น “ทุนิยม” หรือ pessimist มากขึ้น

ซึ่งก็ตรงกับปรัชญาของเขาเองตามที่เข้าใจกันทั่วไป โชเพนฮาวร์ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากปรัชญาอินเดีย ซึ่งในขณะนั้นเริ่มมีการแปลออกมาเป็นภาษายุโรป เขาได้อ้างอิงแหล่งที่มาของความคิดเกี่ยวกับปรัชญาอินเดียอย่างชัดเจนในงานของเขา คือ Die Welt als Wille und Vorstellung หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “โลกในฐานะที่เป็นเจตจำนงกับที่เป็นภาพแทน” (ชาว “บริสุทธิ์นิยม” (purist) เกี่ยวกับภาษาไทยจะบอกว่าการแปลนี้ฟังไม่รื่นหู ซึ่งก็ถูกต้องเพราะผมไม่ต้องการให้รื่นหู แต่ต้องการให้แปลตรงความหมาย – เรื่องนี้ก็น่าจะพูดให้ละเอียดในอีกโพสหนึ่งต่อจากนี้) โดยโชเพนฮาวร์บอกว่า ความคิดของเขาที่เสนอในหนังสือเล่มนี้ คือการที่โลกเป็นทั้งเจตจำนงและเป็นภาพแทน ไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นอะไรที่มีพูดในปรัชญาอินเดียก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ปรัชญาของยุโรปตามความเห็นของเขา ไม่ได้มองเห็นความจริงข้อนี้

เราจะพูดเกี่ยวกับเรื่องโลกเป็น “ภาพแทน” ก่อน คำนี้ตรงกับภาษาเยอรมันว่า “Vorstellung” ซึ่งมักแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “representation” เรื่องนี้มีมาตั้งแต่สมัยของ John Locke โดยเขาเรียก representation ว่า idea อย่างไรก็ตาม นักปรัชญาทั่วไปมักแปล Vorstellung ว่า representation มากกว่า เพราะคำว่า ‘idea’ นอกจากใช้ในบริบทของ Locke แล้ว มักจะมีความหมายไปในทางที่เกี่ยวกับแบบของเพลโตมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีบริบทในปรัชญาของคานท์ที่พูดถึงทั้ง representation และ idea อยู่ด้วยกัน โดยมีความหมายต่างกันมาก ดังนั้น จึงมักแปลคำว่า Vorstellung ว่า representation

แนวคิดคือว่า เมื่อเรารับรู้อะไรบางอย่าง เช่นมองนอกห้องไปยังต้นไม้ สิ่งที่เรารับรู้โดยตรงไม่ใช่ต้นไม้ แต่เป็น “ภาพแทน” ของต้นไม้ พูดในเชิงสรีรวิทยาก็ได้ว่า สิ่งที่เรา (หรือสมอง) รับรู้โดยตรงคือภาพของต้นไม้ที่มาตกลงยังจอเรตินา สมอง (หรือเรา) ไม่ได้ไปสัมผัสกับต้นไม้ แต่สัมผัสกับข้อมูลที่ส่งผ่านเรตินาผ่านประสาท โชเพนฮาวร์บอกว่า โลกนี้มิได้เป็นอะไรอื่น นอกเสียจาก “ภาพแทน” ในแง่นี้

อย่างไรก็ตาม โชเพนฮาวร์ก็ยังบอกอีกด้วยว่า การที่โลกของเรานี้มีสภาพเป็น ภววิสัย หมายความว่า มีความเป็นไปตามตัวของมันเอง ไม่ได้ขึ้นกับเราทั้งหมดแบบสภาวะอันเป็นอัตวิสัย หมายความว่า โลกนี้ต้องเป็นอะไรบางอย่างที่เป็นอยู่เอง และเนื่องจากในสภาวะอันแท้จริง โลกเป็นภาพแทน ซึ่งเป็นเรื่องของจิต ก็ย่อมหมายความว่า จิตนั้นเองที่เป็นภววิสัย อันเป็นจิตที่ดำรงอยู่เอง ไม่ใช่จิตย่อยของใครคนใดคนหนึ่ง โชเพนฮาวร์เรียกจิตในสภาพอันเป็นภววิสัยนี้ว่า “เจตจำนง” หรือ Wille ในภาษาเยอรมัน ซึ่งตรงกับคำว่า “will” ในภาษาอังกฤษ

ดังนั้น โลกหรือความเป็นจริงทั้งหมด จึงได้แก่ “เจตจำนง” ตรงนี้ โชเพนฮาวร์บอกว่า คานท์เข้าใจผิดที่บอกว่า สิ่งในตัวเองไม่ใช่อะไรที่เราจะรู้ได้ว่าเป็นอะไร เนื่องจากที่คานท์เรียกว่าสิ่งในตัวเองนั้น ก็ได้แก่เจตจำนงนี่เอง นอกจากนี้ โชเพนฮาวร์ยังบอกอีกว่า เฮเกลผิดอย่างแรงที่บอกว่า จิตรวมหรือ Geist นั้นเป็นหนึ่งเดียวกับโลกที่ปรากฏและสร้างขึ้นด้วยโครงสร้างของเหตุผล โชเพนฮาวร์บอกว่าเรื่องนี้ผิด เพราะรากเหง้าของความเป็นจริงนั้น ไม่มีเหตุผลใดๆ เป็นพลังขับเคลื่อนอันมืดบอด เป็นพลังที่ปรากฏตัวออกมาแก่เราเป็นโลกที่เรารับรู้อยู่ ตัวมันเองมิได้มีโครงสร้างของเหตุผลในตัวของมันเองแต่ประการใด

สิ่งสำคัญในปรัชญาของโชเพนฮาวร์ก็คือว่า เขาเสนอแนะวิธีที่จะหลุดออกจากกระแสของเจตจำนงนี้ เราไม่ได้ตกอยู่ใต้อำนาจของเจตจำนงตลอดไป เนื่องจากว่าเรามีหนทางที่จะปฏิเสธเจตจำนงนี้ได้ ด้วยการบำเพ็ญตนตามวิถีทางที่โชเพนฮาวร์เรียกว่า “asceticism” หรือการใช้ชีวิตแบบ “สมณะ” ที่เน้นหนักเรื่องการปฏิเสธเจตจำนง จุดนี้เองที่ทำให้ผมสนใจเปรียบเทียบกับพระพุทธศาสนา ซึ่งก็คงต้องพูดเรื่องนี้ต่อในโพสต่อไป

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s