ความเงียบกับอภิปรัชญา

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มเข้ามาสนใจปรัชญา “อภิปรัชญา” หรือ metaphysics เป็นแขนงหนึ่งของปรัชญาที่ศึกษาเกี่ยวกับความเป็นจริง ทีนีคำว่า “ความเป็นจริง” ก็ตรงกับภาษาอังกฤษว่า reality หมายถึงสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ อภิปรัชญาต่างจากวิทยาศาสตร์ตรงที่ แม้ทั้งคู่จะอ้างว่าศึกษาความเป็นจริงเหมือนกัน แต่อภิปรัชญากว้างกว่ามาก เพราะเป็นการศึกษาไปที่ตัวมโนทัศน์หลักๆที่เราใช้ในการทำความเข้าใจความเป็นจริง ในขณะที่วิทยาศาสตร์จะต้องผ่านกระบวนการที่รู้จักกันว่า “วิธีการทางวิทยาศาสตร์”

ตัวอย่างเช่น ปัญหาว่า สสารประกอบด้วยอะไร เป็นปัญหาวิทยาศาสตร์ เพราะเราสามารถหาความรู้นี้ภายใต้ระบบของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ คำตอบก็ออกมาในทำนองว่า สสารประกอบด้วยอะตอมกับโมเลกุล หรือถ้าลงให้ลึกไปอีกก็ประกอบด้วยอนุภาคพลังงาน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหัวข้อของวิชาฟิสิกส์ แต่คำถามเดียวกันนี้ก็อาจเป็นคำถามเชิงอภิปรัชญาได้ หากการหาคำตอบเป็นกระบวนการคิดด้วยเหตุผล หรือด้วยการวิเคราะห์ความหมายของมโนทัศน์ ดังนั้น หากตอบคำถามนี้ว่า สสารประกอบด้วยโมนาด โดยคำว่า “โมนาด” เป็นคำในระบบปรัชญาของไลบ์นิซที่หมายถึงส่วนประกอบเล็กย่อยที่สุดของสรรพสิ่ง ซึ่งไม่มีขนาด มีแต่คุณสมบัติ ก็เป็นคำตอบในเชิงอภิปรัชญา วิธีการทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์การมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของโมนาดได้ เพราะฐานคิดแตกต่างกัน โมนาดเป็นเรื่องของการใช้เหตุผลล้วนๆ และเป็นผลจากการยอมรับระบบความเป็นจริงระบบหนึ่ง แต่วิทยาศาสตร์ไม่เป็นแบบนั้น

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดของอภิปรัชญาก็ได้แก่ภาษา ไลบ์นิซซึ่งเป็นนักอภิปรัชญาคนสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ใช้วิธีการวิเคราะห์ความหมายและเหตุผลล้วนๆในการเสนอความคิดทางอภิปรัชญา เนื่องจากภาษาที่จะใช้สื่อความเข้าใจได้ ต้องอยู่ในรูปประโยค (เพราะว่าหากเป็นวลีเฉยๆ  เช่น “ข้าวจานนี้” ก็ไม่รู้ว่าพูดถึงข้าวจานนี้ว่าอย่างไร) ดังนั้นอภิปรัชญาจึงมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับรูปประโยค นักตรรกวิทยาจะเรียกรูปประโยคนี้ว่า “ประพจน์” ซึ่งเราก็เคยเรียนเรื่องนี้กันมาแล้ว

เมื่ออภิปรัชญาเกี่ยวกับข้องกับภาษาเช่นนี้ ผลที่ตามมาก็คือว่า ความเป็นจริงเอง (ซึ่งเป็นสิ่งที่อภิปรัชญาศึกษา) กับภาษาก็ย่อมเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก นี่อาจเป็นประเด็นที่สนับสนุนข้อเสนอของวิตเกนสไตน์ที่บอกว่า ภาษาก็ได้แก่ความเป็นจริง ขอบเขตของภาษาก็คือขอบเขตของความเป็นจริง

แต่ปัญหาก็คือว่า ในโพสที่แล้วเราเห็นมาว่าในความเงียบก็ดูเหมือนจะมีความเป็นจริงอยู่ มีพราหมณ์ชื่อวัจฉโคตร ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าตัวตนมีจริงหรือไม่มีจริง พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบคำถามทั้งสองนี้ ทรงนิ่งเงียบ ซึ่งก็ทำให้เราเข้าใจได้ว่า ความเงียบก็มีความหมาย และเมื่อภาษาคือความเป็นจริงอย่างที่เราเห็นกันมา ความเงียบซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นคู่ตรงข้ามกับภาษา (เพราะเวลาเราเงียบเราไม่ได้ใช้ภาษา) ก็น่าจะตรงกับอะไรที่เป็นคู่ตรงข้ามกับความเป็นจริงด้วย แต่ก็ดูจะไม่ใช่เช่นนั้น

ปัญหาก็คือว่า ถ้าภาษาตรงกับความเป็นจริง ความเงียบจะตรงกับอะไร? จะตรงกับ “ความไม่เป็นจริง” ได้หรือไม่? แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น การที่พระพุทธเจ้าทรงเงียบกับคำถามที่ว่าตัวตนมีจริงหรือไม่มีจริง ก็จะหมายความว่าตัวตนไม่มีใช่หรือไม่ คงจะไม่ใช่อย่างนั้น เพราะหากตัวตนไม่มีอยู่จริงๆ พระพุทธเจ้าก็น่าจะทรงตอบไปแล้ว อย่าลืมว่าหากสมมติฐานคือ ขอบเขตของภาษาคือขอบเขตของความเป็นจริง การเงียบของพระพุทธเจ้าก็น่าจะหมายถึงว่าเรื่องตัวตนอยู่นอกขอบเขตของภาษา แต่เราก็กำลังใช้ภาษาอยู่ใช่หรือไม่ คือมีคำภาษาไทยว่า “ตัวตน” ซึ่งก็มีความหมาย

ตกลงแล้วทั้งหมดนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่?

6 thoughts on “ความเงียบกับอภิปรัชญา

  1. เรากำลังสมมติฐานเบื้องต้นว่า การนิ่งเงียบของพระพุทธเจ้านั้น มีความหมายไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง สิ่งที่เราใช้ตัดสินว่าการนิ่งเงียบของใครบางคนมีความหมายนั้นมีมากมายหลายประการ แรกสุด เพราะผู้พูดต้องการสื่อสารไปถึงผู้ฟังแล้วให้ผู้ฟังโต้อตอบกับสิ่งที่ได้สื่อสารไป ในกรณีนี้หากผู้ฟังไม่ได้รับรู้สิ่งที่ผู้พูดสื่อสาร เราอาจจะเข้าใจได้ว่าการนิ่งเงียบนั้นไม่มีความหมาย เช่นผู้ฟังอาจจะใส่หูฟังจึงไม่ได้ยินสิ่งที่พูด หรือว่าผู้พูดคุยกับสัตว์ซึ่งมันไม่น่าจะเข้าใจภาษาคนจึงนิ่งเงียบ แต่จากกรณีดังกล่าว หากมีการตอบโต้กลับมาอย่างไม่ตั้งใจก็อาจจะทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิดคิดว่าแม้จะนิ่งเงียบ แต่กลับตอบโต้ด้วยกริยาอื่นๆแล้วจะกลายเป็นมีความหมายไป เช่นเราขอพ่อไปเที่ยว พ่อไม่ได้ยิน แต่มีเหตุให้พ่อผงกหัว เราก็เข้าใจว่าพ่ออนุญาต ซึ่งความหมายที่ได้อาจไม่ตรงกับความจริง

    ทีนี้ถ้าเราคาดว่าผู้ฟังได้ยินแน่ๆ แต่กลับนิ่งเงียบ ก็เป็นธรรมดาที่เราจะเข้าใจว่าการนิ่งเงียบนั้นต้องแฝงด้วยความหมาย แต่เราจะฟันธงได้อย่างไรว่าการนิ่งเงียบในบริบทนั้นหมายถึงอย่างไร ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลประกอบมาก เช่น ตัวตนของผู้นิ่งเงียบ สถานการณ์ที่เป็นอยู่ นิสิตที่อยู่ในห้องเรียนแล้วอาจารย์ถาม อาจนิ่งเงียบ เพราะอาจจะกำลังประมวลสิ่งที่อาจารย์ถามเพื่อคิดต่อยอด หรืออาจจะกำลังลุ้นให้ผู้อื่นตอบเพราะว่าตนไม่ได้อ่านหนังสือมาล่วงหน้า หรืออาจจะกำลังคิดเรื่องอื่นอยู่เลยไม่ได้ยินที่อาจารย์พูด หรืออาจจะไม่มั่นใจว่าสิ่งที่ตนเองคิดนั้นควรที่จะพูดออกไปหรือไม่ เพราะรู้อยู่แก่ใจว่าอาจารย์มี assumption บางอย่างที่รับไว้อยู่แล้ว ถ้าพูดออกไปอาจารย์จะไม่เชื่อแน่ๆ ฯลฯ ในกรณีของพระพุทธเจ้าก็เช่นกัน เราจะรู้ได้อย่างไรว่าท่านต้องการจะสื่อความหมายอะไร ซึ่งแม้แต่การสรุปว่าตัวตนอยู่นอกขอบเขตของภาษา เพราะพระพุทธเจ้าเห็นว่า “ตัวตน” ไม่อาจจะใช้ภาษาบรรยายได้ ก็เป็นเพียงการสันนิษฐานข้อหนึ่งเท่านั้น

    ผมจึงคิดว่าเราไม่ควรนำความเงียบไปรวมไว้กับภาษา รวมไปถึงท่าทางของร่างกายต่างๆ เพราะว่ามันไม่ได้ประกอบด้วยระบบโครงสร้างที่ชัดเจนเหมือนกับภาษา ซึ่งแน่นอนว่าความเงียบและท่าทางเหล่านี้ไม่อาจจทำให้อยู่ในรูปประพจน์ได้ หากเชื่อตามนี้ ข้อสรุปที่ว่าภาษาได้แก่ความเป็นจริงนั้นก็ไม่น่าเชื่อถือ เพราะว่าภาษาแบบที่แปลงเป็นประพจน์ได้นั้นเกิดชึ้นมาพร้อมๆกับมนุษย์ เท่ากับว่าก่อนหน้าที่จะมีมนุษย์ ยังไม่มีความเป็นจริงอยู่เลยหรือ ผมเห็นว่าภาษานั้เป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่ใช้สำหรับบรรยายสิ่งที่เราเชื่อว่าคือความเป็นจริงได้ (ซึ่งถ้าไม่เชื่อก็คือไม่จริง) ภาษาจึงไม่จำเป็นต้องตรงกับความเป็นจริง (คืออาจจะตรงหรือไม่ตรงก็ได้ มันไม่แน่เสมอไป) ส่วนความเงียบนั้น สำหรับผมมันไม่ได้บรรยายอะไรเลย เราต่างหากที่พยายามใส่คำบรรยายให้กับมัน

    ส่วนที่ว่าแล้วถ้าการนิ่งเงียบนั้นเป็นความตั้งใจของผู้ฟังจริงๆ (ดังเช่นนักศึกษาที่ไม่ยอมตอบอาจารย์ เพราะเชื่อว่าพูดไปก็ไม่ได้เกิดอะไรขึ้นมา) ในกรณีนี้ ตัวของผู้คิดเท่านั้นก็รู้ว่าประพจน์ของความตั้งใจที่อยู่เบื้องหลังความเงียบคืออะไร ซึ่งภาษาที่เกิดในความคิดนั้นบรรยายความเป็นจริง แม้ผู้คิดอาจจะคิดว่า ชั้นเงียบเพราะขี้เกียจจะเสวนากับเธอ มันก็เป็นประพจน์ที่เกิดกับตัวเราอยู่ดี หากเขาจะเข้าใจ ก็เข้าใจประพจน์ที่เป็นของเขา แต่ความเงียบก็ไม่ได้บรรยายสิ่งใดอยู่ดี เราเดาจากบริบทจนประกอบขึ้นเป็นความหมายในใจของเราต่างหาก

    1. วิตเกนสไตน์บอกไว้ว่า “ขอบเขตของความเป็นจริงคือขอบเขตของภาษา ขอบเขตของภาษาคือขอบเขตของความเป็นจริง” (หรืออะไรคล้ายๆอย่างนี้) ความหมายก็คือว่า ภาษาเป็นทั้งหมดของความเป็นจริง ความเป็นจริง​ (เรียกอีกอย่างว่า “โลก” หรือ “ธรรมชาติ”) เป็้นอย่างไร ภาษาก็เป็นอย่างนั้น เรื่องนี้สนับสนุนโดยปรัชญาของ Michael Dummett ตามที่เราเรียนกันไป ดังนั้น การคิดว่าความเงียบไม่มีความหมาย ก็คือเชื่อว่าภาษากับความเป็นจริงเป็นหนึ่งเดียวกัน

      ผลก็คือว่า เราไม่สามารถทำความเข้าใจอะไรได้เลยกับกรณีที่ความเป็นจริงดูเหมือนว่าอยู่เกินเลยจากภาษา เมื่อความเป็นจริงอยู่เกินเลยจากภาษา สิ่งเดียวที่ภาษาทำได้คือ “เงียบ” เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบคำถามของวัจฉโคตร แต่หากเราเชื่อว่ามีความเป็นจริงที่เกินเลยไปจากภาษา เราก็อาจจะต้องยอมรับความหมายของความเงียบในบางกรณีเช่นเดียวกัน

      ในเมื่อเรื่องที่กำลังพูดเป็นเรื่องของ “ความเป็นจริง” การวิเคราะห์นี้ก็เลยเป็นส่วนหนึ่งของวิชาอภิปรัชญาไปด้วย

  2. ผมมีความสนใจประเด็นว่า ถ้าภาษาไม่ได้ถูกถ่ายทอดไปที่ทารกแรกเกิด เขาจะมีความคิดขึ้นมาได้หรือไม่ สมมติให้ทารกเกิดมาหูหนวก-ตาบอด และไม่ได้รับการสัมผัสทางร่างกายใดๆ
    โดยทัศนะผม เห็นว่าทารกน่าจะมีเพียงสัญชาติญานเท่านั้น ไม่สามารถมีความคิดจินตนาการใดๆ เพราะองค์ประกอบแห่งความคิดไม่สมบูรณ์
    แม้ขณะนี้ ผมลองคิดด้วยตัวเอง ภาษามันก็ผุดขึ้นมาคู่กับความคิดเสมอ เราคิดๆๆๆๆ มันก็คือเอาภาษามาประกอบกัน เราไม่คิดเป็นภาษาเกาหลี เพราะเราไม่ได้รับถ่ายทอดมาในภาษานั้น
    ในประเด็นสงสัยนี้ ท่านมีความเห็นอย่างไรครับ

    1. ถ้าเป็นอย่างที่คุณว่า เด็กคนนี้จะพูดอะไรไม่ได้ และไม่มีความคิดแบบที่มนุษย์มีเลยครับ การเรียนภาษาเป็นสิ่งสำคัญมาก ถ้าเด็กไม่มีโอกาสตรงนี้จะพัฒนาความคิดขึ้นมาไม่ได้เลย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s