ความเงียบของพระพุทธเจ้า

ผมติดอยู่ที่สวีเดนนี้ ทำให้มีเวลาไตร่ตรองใคร่ครวญอะไรหลายอย่าง ภารกิจในการสอนของผมหมดแล้ว ตอนนี้ก้มีแต่ตรวจ paper ของนักศึกษา ซึ่งคงใช้เวลาไม่นานมากนัก ต่อจากนั้นก็ว่าง

เวลาว่างๆเช่นนี้ก็เหมาะ สำหรับการเขียนบล๊อก ผมไปพบกับพระสูตรบทหนึ่งในพระไตรปิฏก คือ “อานันทสูตร” ความจริงอานันทสูตรมีหลายบท แต่บทนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นการแสดง “ดุษณี” หรือ “ความเงียบ” ของพระพุทธเจ้า ประเด็นเรื่องความเงียบก็ย่อมเป็นประเด็นทางปรัชญาภาษาด้วยแน่นอน เพราะการที่พระพุทธเจ้าทรงเงียบไม่ตอบคำถาม ก็ย่อมมีความหมาย พอเป็นเรื่องของความหมาย ก็ย่อมเป็นเรื่องของปรัชญา

พระสูตรมีเนื้อหาดังนี้ เพื่อให้เข้าใจง่ายก็ยกพระสูตรฉบับภาษาอังกฤษ ที่แปลโดยท่านฐานิสสโรภิกขุ เพราะฉบับภาษาไทยที่อยู่ในเว็บพระไตรปิฎกเช่น http://84000.org/ อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง ภาษาอังกฤษรู้เรื่องมากกว่า (แต่ใครที่ยังเทียบกับฉบับภาษาไทยก็ดูได้ ที่นี่):

Then the wanderer Vacchagotta went to the Blessed One and, on arrival, exchanged courteous greetings with him. After an exchange of friendly greetings & courtesies, he sat to one side. As he was sitting there he asked the Blessed One: “Now then, Venerable Gotama, is there a self?”

When this was said, the Blessed One was silent.

“Then is there no self?”

A second time, the Blessed One was silent.

Then Vacchagotta the wanderer got up from his seat and left.

Then, not long after Vacchagotta the wanderer had left, Ven. Ananda said to the Blessed One, “Why, lord, did the Blessed One not answer when asked a question by Vacchagotta the wanderer?”

“Ananda, if I — being asked by Vacchagotta the wanderer if there is a self — were to answer that there is a self, that would be conforming with those priests & contemplatives who are exponents of eternalism [the view that there is an eternal, unchanging soul]. If I — being asked by Vacchagotta the wanderer if there is no self — were to answer that there is no self, that would be conforming with those priests & contemplatives who are exponents of annihilationism [the view that death is the annihilation of consciousness]. If I — being asked by Vacchagotta the wanderer if there is a self — were to answer that there is a self, would that be in keeping with the arising of knowledge that all phenomena are not-self?”

“No, lord.”

“And if I — being asked by Vacchagotta the wanderer if there is no self — were to answer that there is no self, the bewildered Vacchagotta would become even more bewildered: ‘Does the self I used to have now not exist?'”

ปัญหาก็คือว่า เหตุใดพระพุทธเจ้าจึงทรงเงียบไม่ตอบคำถาม เมื่อท่านวัจฉโคตรทูลถามว่า “ตัวตนมีจริงหรือ?” และเมื่อถามว่า “ตัวตนไม่มีจริงหรือ?” คำถามนี้เป็นคำถามที่เราอยากฟังจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าทั้งสิ้น แต่ก็ทรงไม่ตอบ และเมื่อท่านพระอานนท์ทูลถามว่า เหตุใดจึงทรงเงียบ ก็ตรัสตอบว่า หากตอบไปทางใดทางหนึ่ง ก็จะทำให้ท่านวัจฉโคตรเข้าใจผิดไป แต่ก้ยังไม่ทรงตอบคำถามอยู่ดี ว่าจริงๆแล้วตัวตนมีอยู่หรือไม่มีอยู่

นี่เป็นเหตุให้เราต้องมาสนใจเรื่องความเงียบ คงจำกันได้ว่า ในงาน Tractatus Logico-Philosophicus วิตเกนสไตน์กล่าวไว้ว่า “ขอบเขตของความจริงคือขอบเขตของภาษา สิ่งใดที่ภาษากล่าวถึงไม่ได้ ก็ต้องผ่านไปในความเงียบ” เราดูเหมือนจะเข้าใจกันมาตลอดว่า ภาษาของเรามีอำนาจมาก เรียกอะไรได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งสิ่งที่ไม่มีอยู่ มันก็ดูเหมือนกับมีอยู่หากเราเรียกมันได้ เช่น ม้ามังกร นางเงือก สินสมุทร สุดสาคร ตัวยูนิคอร์น กษัตริย์ฝรั่งเศสองค์ปัจจุบัน เป็นต้น แต่มีอะไรบ้างหรือไม่ ที่เราไม่สามารถใช้ภาษาไปเรียกได้เลย แต่เรารู้อยู่ว่ามีอยู่จริง นี่เป็นต้นตอของปัญหาของท่านวัจฉโคตรที่ทูลถามพระพุทธองค์ว่า ตัวตนมีจริงหรือไม่มีจริง?

นอกจากนี้ก็ยังมีประเด็นที่ว่า แม้แต่ของที่เราเชื่อกันว่ามีอยู่จริงก็ยังตกอยู่ใต้วังวนของภาษาอยู่ดี ยกตัวอย่างของง่ายๆเช่นโต๊ะ โต๊ะมีอยู่อย่างแน่นอน เพราะตอนนี้ผมกำลังเขียนโพสนี้อยู่บนโต๊ะ แต่อะไรคือโต๊ะ? หากเราชี้ไปที่หนึ่ง คำตอบก็ไม่ใช่โต๊ะ แต่เป็นพื้นโต๊ะ เป็นขาโต๊ะ เป็นไม้ เป็นตะปู เป็นพลาสติคขึ้นรูป เป็นสี เป็นเสี้ยนไม้ หากมองใกลๆไปอีกแล้วชี้ลงไปแคบๆ ก็อาจเห็นตัวไรที่อยู่บนโต๊ะ หากมองในระดับเคมีก็เป็นโมเลกุลของเซลลูโลสที่ประกอบกันเป็นไม้ แล้วอะไรที่เป็นโต๊ะ??

แล้วตกลงว่าโตีะไม่มีจริงใช่หรือไม่? ลองคิดดูว่าพระพุทธเจ้าจะทรงตอบว่าอย่างไร หากมีผู้ทูลถามว่า “โต๊ะมีอยู่จริงหรือไม่?”

ทีนี้ ตัวตนของเราก็ได้แก่อะไรก็ตามที่เราหมายถึงเมื่อเราใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่งเรียก เช่น เด็กคนหนึ่งพูดว่า “หนูหิวข้าว” คำว่า “หนู” ในที่นี้ทำหน้าที่เป็นสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง หมายถึงใครก็ตามที่กำลังหิวข้าวอยู่ แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดพระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงตอบไปเลยว่ามีตัวตนอยู่จริง?

แต่เมื่อเราพิจารณาตัวตนแบบที่เราพิจารณาโต๊ะเมื่อครู่ ก็ออกมาเป็นแบบเดียวกัน คือชี้ไปแล้ว มองไม่เห็นว่าไหนคือตัวตน เห็นเป็นร่างกายบ้าง เห็นเป็นลักษณะของจิตในแต่ละขณะบ้าง ก็เลยไม่รู้ว่าไหนคือตัวตน แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่ทรงตอบวัจฉโคตรไปเลยว่า ตัวตนไม่มีจริง?

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s