ความหมายของการเดินตามกฎที่เป็นไปได้

ความหมายของการเดินตามกฎที่เป็นไปได้

วลีที่ว่า “เดินตามกฎ” ที่ปรากฏในปรัชญาภาษาเป็นวลีที่น่าจะได้พิจารณาให้ละเอียดขึ้นเพื่อค้นหาความหมายอย่างแจ่มชัด โดยอาจพิจารณาทีละคำ คำแรกคือคำว่า “เดิน” อาจแปรได้ว่า การเคลื่อนไปซึ่งโดยปรกติเป็นการเคลื่อนไปข้างหน้า เช่น การเดินของมนุษย์ สัตว์ หรือนาฬิกา คำว่า “ตาม” หมายถึงการทำให้เหมือนกับคนที่ทำก่อนหน้า ส่วนคำว่า “กฎ” หมายถึงข้อกำหนดหรือคำสั่งเกี่ยวข้องกับการห้ามหรือการอนุญาต เมื่อนำมารวมกัน “เดินตามกฎ” น่าจะหมายความว่า “เคลื่อไปให้เหมือนกับที่คนอื่นๆ ก่อนหน้ากระทำกันภายใต้ข้อกำหนดที่วางไว้”

ถามว่าทำไมเราจึงต้องเคลื่อไปให้เหมือนคนอื่นๆภายใต้ข้อกำหนดด้วย เราไม่เคลื่อนไม่ได้หรือไร! คำตอบคือความกลัวในจิตใต้สำนึกเป็นตัวกระตุ้นให้เราต้องเคลื่อนหรือดำเนินไปให้เหมือนกับคนอื่นๆ มิฉะนั้นเราจะถูกตำหนิหรือถูกลงโทษ เราทุกคนมีประสบการณ์ในวัยเด็กทำนองเดียวกันคือ เคยถูกผู้ใหญ่ห้าม ดุ หรือลงโทษมาแล้วเมื่อไม่ทำตามที่ผู้ใหญ่บอก จนสิ่งเหล่านี้ได้ถูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึก เราทุกคนเรียนรู้ว่าจะทำได้ก็เฉพาะสิ่งที่ผู้อื่นอนุญาตให้ทำ และไม่สามารถทำในสิ่งที่ผู้อื่นไม่อนุญาตให้ทำ เมื่อเติบโตขึ้นความกลัวนี้ก็ยังคงอยู่คอยเตือนว่า เราไม่ควรละเมิดกฎ เพราะหากละเมิดกฎจะมีใครคนใดคนหนึ่งในสังคมขึ้นมาห้าม ตำหนิ หรือลงโทษ ดังนั้นเพื่อเลี่ยงกรณีดังกล่าเราจึงควรทำให้ถูกกฎเสมอ เราทำได้เฉพาะสิ่งที่ผู้อื่นอนุญาตให้ทำเท่านั้น

ดังนั้นสิงที่เรากลัวไม่ใช่กฎ แต่สิ่งที่เรากลัวคือคน เพราะกฎจะไม่มีความหมายอะไรถ้าไม่มีคน และถ้าการเดินตามกฎในที่สุดแล้วหมายถึงการที่เราแคร์ในความรู้สึกของคนอื่นก็จะหมายความว่า การมีความหมายในภาษาก็คือการที่เราเข้าใจความหมายของคำๆ หนึ่งตามที่คนอื่นๆ (ในชุมชนผู้ใช้ภาษาหนึ่งๆ ) อนุญาตให้เข้าใจได้ และไม่สามารถเข้าใจคำๆ นั้นอย่างที่คนอื่นๆ ไม่อนุญาตให้เข้าใจ

ตัวอย่างเช่นคำว่า แมว ถ้าอยู่ตามลำพังอาจคิดเล่นๆ ให้คำนี้หมายถึงสุนัข แต่เมื่อต้องสื่อสารคำนี้กับคนอื่นๆ เราก็ต้องสื่อคำว่าแมวให้หมายถึงแมว เพราะจิตใต้สำนึกบอกว่าถ้าเราสื่อคำว่าแมวกับคนอื่นให้หมายถึงสุนัข จะมีใครบางคนเข้ามาห้ามหรือตำหนิ

อีกตัวอย่างหนึ่งเป็นคำในปรัชญา คำว่า โลกที่เป็นไปได้ ถ้าอยู่ตามลำพังอาจคิดให้คำนี้หมายถึงโลกที่สามารถมีความขัดแย้งในตัวเองเชิงตรรกได้ แต่เมื่อต้องสื่อคำนี้กับคนอื่นๆ (ชุมชนปรัชญา) เราก็ต้องสื่อให้คำนี้หมายถึงโลกที่เป็นไปได้ที่ไม่มีความขัดแย้งในตัวเองเชิงตรรกเกิดขึ้นในโลกดังกล่าว มิฉะนั้นจิตใต้สำนึกบอกว่าเราจะถูกใครคนหนึ่งเข้ามาห้ามหรือตำหนิ

ถ้าเรานำเอาการวิเคราะห์ข้างต้นมาพิจารณาปรัชญาแนวอิสรภาพนิยม ก็จะพบว่าในที่สุดแล้วมนุษย์ไม่มีอิสรภาพ นักปรัชญาในแนวนี้อาจยืนยันว่า “มนุษย์มีอิสรภาพ” แต่ทันทีที่เขาพูดหรือสื่อสารกับผู้อื่นว่า “มนุษย์มีอิสรภาพ” ก็หมายความว่า เขาได้รับอนุญาตให้เข้าใจความหมายของการพูดว่า “มนุษย์มีอิสรภาพ” ว่า มนุษย์มีอิสรภาพ เท่านั้น กล่าวคือจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใจว่า สิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ไม่มีสิ่งที่ไม่เรียกว่าอิสรภาพ ฯลฯ ถ้าการที่มนุษย์มีอิสรภาพถูกจำกัดให้เข้าใจว่า มนุษย์มีอิสรภาพ เท่านั้น แล้ว มนุษย์จะมีอิสรภาพที่แท้จริงได้อย่างไร เพราะอย่างน้อยเขาก็ไม่สามารถเข้าใจข้อความที่ว่า “มนุษย์มีอิสรภาพ” เป็นอย่างอื่นได้ เขาถูกจำกัดให้เข้าใจข้อความนี้ในความหมายนี้เท่านั้น ซึ่งอิสรภาพน่าจะมีความหมายว่า สามารถเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้หรืออย่างน้อยก็เข้าใจในสิ่งที่ผู้อื่นห้ามไม่ให้เข้าใจได้ด้วย นักปรัชญาในแนวนี้อาจตระหนักในปัญหานี้จึงไม่ใช้วิธีพูด คือ แทนที่จะพูดว่า “มนุษย์มีอิสรภาพ” แต่แสดงออกทางการกระทำโดยหนีไปอยู่ป่าแทน แต่ไม่ว่าจะเป็นการหนีไปอยู่ป่า การหนีไปอยู่เกาะร้าง การหนีไปอยู่ในถ้ำ หรือพฤติกรรมอื่นใดก็ตามที่เป็นไปในทำนองที่ว่าหนีกจากสังคม หลบออกจากข้อบังคับต่างๆ ก็ล้วนแต่เป็นพฤติกรรมที่ได้รับอนุญาตให้เข้าใจว่าเป็นการแสดงออกซึ่งอิสรภาพได้ทั้งสิ้น ดังนั้นแม้เขาจะหนีไปอยู่ป่าก็เป็นเพียงการเลือกกระทำพฤติกรรมอย่างหนึ่งซึ่งได้รับอนุญาตให้เข้าใจว่าเป็นการแสดงออกซึ่งอิสรภาพเท่านั้น เขาไม่ได้ทำในสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใจว่าเป็นการแสดงออกซึ่งอิสรภาพ ดังนั้นจะถือว่าเขามีอิสรภาพได้อย่างไร เขาจะมีอิสรภาพได้ก็ต่อเมื่อเขาสามารถทำสิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใจว่าเป็นอิสรภาพได้ อย่างเช่น การจองจำตัวเอง แต่ถ้าเขาแสวงหาอิสรภาพด้วยการจองจำตัวเองจริงๆ เราก็คงไม่คิดว่าการจองจำตัวเองเป็นอิสรภาพอยู่ดี

5 thoughts on “ ความหมายของการเดินตามกฎที่เป็นไปได้

  1. เพราะในโลกมีคนอื่นอยู่ด้วย มนุษย์จึงมีอิสรภาพที่แท้จริงได้เพียงในใจเท่านั้น เมื่อใดก็ตามที่มีการกระทำภายนอกเกิดขึ้น เมื่อนั้นก็ต้องหันกลับมามองทันทีว่าสิ่งที่เราทำนั้นผิดกับเงื่อนไขที่มนุษย์ตกลงเอาไว้ร่วมกันหรือไม่ เงื่อนไขที่ตกลงร่วมกันนั้นก็คือกฏหมายนั้นเอง เท่ากับว่าไม่ใช่แค่ภาษาส่วนตัวจะไม่มีเท่านั้น ชีวิตส่วนตัวจริงๆแล้วก็ไม่มีด้วยเช่นกัน
    ภาษาส่วนตัวมีไม่ได้เพราะเราต้องเดินตามกฏของการใช้ภาษา ไม่ว่าภาษาจะคิดค้นขึ้นมาใหม่ แปลกหรือพิสดารอย่างไร ก็ต้องมีกฏอะไรบางอย่างที่ทำให้เข้าใจภาษานั้นๆได้ และการมีกฏนี้นี่เองทำให้ภาษาส่วนตัวมีไม่ได้
    ส่วนชีวิตส่วนตัวมีไม่ได้ก็เพราะว่าไม่ว่าเราจะกระทำอะไรก็ตามเราต้องคอยคำนึงอยู่ตลอดเวลาว่าสิ่งที่เราทำนั้นผิดกฏหมายหรือไม่ ไม่เพียงแค่กฏหมายเท่านั้น เราต้องดูด้วยว่าสิ่งที่เราทำนั้นผิดต่อความคิดของชาวบ้านทั่วๆไปหรือไม่ และเมื่อไหร่ก็ตามที่เราทำสิ่งที่ผิดกับกฏหมายหรือผิดต่อความเห็นของคนอื่น สิ่งต่างๆภานนอกก็พร้อมที่จะเข้ามายุ่งกับชีวิตของเราทันที กฏหมายก็จะส่งตัวแทนที่ถูกเรียกว่าตำรวจมาจัดการกับเรา พาเราไปผ่านกระบวนการตรวจสอบความถูกผิด(ขึ้นศาล) หรือถ้าเราทำผิดต่อคนอื่นๆเราก็จะถูกติฉินนินทาหรือถ้าหนักไปกว่านั้นก็อาจจะถูกกลั่นแกล้งให้ทรัพย์สินเสียหาย ไม่ใช่แค่ว่าเมื่อเรากระทำผิดแล้วโลกภายนอกจะเข้ามายุ่งกับโลกส่วนตัวของเรา แต่ทว่าแม้เราอยู่เฉยๆโลกภายนอกก็บังคับให้เราต้องทำตามด้วยเช่นกัน เช่น เราอยู่เฉยๆไม่ได้ เราต้องไปเรียน ทุกคนต้องจบการศึกษาขั้นต่ำตามที่กำหนดไว้ ทุกคนต้องมีบัตรประชาชน ผู้ชายต้องผ่านการเกณท์ทหาร ทุกคนต้องเสียภาษีเมื่อถึงเวลา จึงกล่าวได้ว่า อิสรภาพจริงๆแล้วก็มีได้แต่ในใจเท่านั้น ชีวิตส่วนตัวไม่มีจริงๆ

    จริงๆแล้วประเด็นนี้อาจจะไม่เกี่ยวกับเรื่องภาษาส่วนตัวเสียทีเดียว แต่พอได้อ่านความเห็นเรื่องอิสรภาพที่พี่โจยกขึ้นมาแล้วพลอยคิดไปถึงเรื่องนี้ ก็เลยเขียนลงมาด้วย

  2. ภาษาส่วนตัวที่ว่าผมว่าไม่น่าจะเกี่ยวกับประเด็นอิสรภาพนะครับ

    ถ้ามนุษย์ไม่สามารถมีภาษาส่วนตัวได้เนื่องเพราะภาษาของเราสามารถเข้าใจได้ด้วยคนอื่น นั่นไม่ได้แปลว่าเราไม่มีอิสรภาพครับในความเห็นของผม

    ถ้าวิเคราะห์ว่าการกำหนดตัวเองโดยสมบูรณ์นั้นคืออิสรภาพ แม้จะถูกกำหนดโดยการใช้ภาษาอะไรก็ตามที่คนอื่นเข้าใจได้ นั่นไม่ได้หมายความว่าเราไม่มีอิสรภาพไม่ใช่หรือครับ เพราะไม่มีความจำเป็นใดๆในการที่คนอื่นเข้าใจภาษาของเราได้เสมอ จะเกี่ยวโยงกับว่าเราไม่สามารถกำหนดอะไรได้ เพราะที่สุดความเชื่อมโยงระหว่างการเลือกด้วยตัวเองกับการสืบทอดแนวความคิดหรืออะไรก็ตามนั้น ไม่มีการเชื่อมโยงอย่างจำเป็นครับ

    แต่หากจะนิยามอิสรภาพด้วยว่า ต้องไม่โดนกำหนดด้วยอะไรเลยนั่นคงเป็นไปไม่ได้ล่ะครับที่จะมีอิสรภาพใดๆ เพราะอย่างไรมนุษย์ก็ต้องร่วมการเข้าใจในกฏอย่างเช่นที่ว่า นั่นหมายถึงว่า ใดๆที่เราคิดคนอื่นเข้าใจได้ แต่ประเด็นนี้มีข้อสังเกตตรงที่ว่า แล้วในการร่วมเป็นมนุษย์ที่ทำให้เข้าใจกฏได้คล้ายๆกัน แล้วโลกภายนอกก็เหมือนกัน มันทำให้ไม่มีอิสรภาพหรือ
    ในแง่นี้ผมเข้าในในแบบที่ว่า เราสามารถมีอิสรภาพได้ในระดับที่เราไม่สามารถไม่เป็นมนุษย์ได้ นั้นหมายความว่า อิสรภาพที่มองว่าเราไม่สามารถมี ถ้าอยากมีก็ต้องไม่เป็นมนุษย์ นั่นขัดแย้งกันเองหรือไม่ครับ หรือไม่ก็ต้องมีโลกธรรมชาติที่ไม่เหมือนกัน นั่นก็ขัดแย้งกันเองอีกหรือไม่ครับ
    จึงนำเสนอไว้ดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว

  3. ดูเหมือนว่าสิ่งที่โพสแรกต้vงการจะสื่อ หนึ่งในนั้นคือการมีเสรีภาพอย่างสุดกู่ วึ่งเป็นปัญหาอยู่มากทั้งในทางสังคมเอง หรือในทางปรัชญาก็ตาม
    สิ่งที่คิดแว่บแรกคือ ภายใต้กรอบของวิกเกนไสตน์ เราไม่สามารถมีภาษาส่วนตัว หรืออีกนัยนึงคือการคิดที่เป็นส่วนตัวได้ (เราคิดผ่านภาษานี่นา) ภาษาคือการให้ความหมายแก่รับสัญลักษณ์ชุดหนึ่ง และนั่นนำไปสู่เรื่องเกมภาษาอันโด่งดัง แน่นอนว่า เรามีหลายเกมเหลือเกินในโลกใบนี้ และแน่นอนเช่นกันว่า เราสามารถกระโดดลงไปเล่นได้ทุกเกมตามที่ต้องการ ถึงแม้เกมนั้นจะมีคนให้ค่าความหมายมาอยู่แล้วก็ตาม และดูเหมือนว่าไร้อิสระเหลือเกิน
    อย่างไรก็ตาม เกมต่างๆย่อมมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบ หนุนคิดว่า เกมหมากเก็บที่เด็กไทยสมัยก่อนเล่น กับหมากเก็บขอสมัยนี้คงต่างกันประมาณหนึ่งทีเดียว และการเปลี่ยนแปลงนั้นก็ไม่ใช่อะไรอื่น นอกเสียจากมีคนทำให้ไม่เปลี่ยน ซึ่งนั่นอาจเป็นสังคม ผุ้เล่นหรืออะไรก็แล้วแต่
    เมื่อมาถึงตรงนี้ หนุนจึงคิดว่า การเปลี่ยนไปของเกมหมากเก็บนั้นเป็นอิสรภาพรูปแบบหนึ่ง กล่าวคือ ผู้เล่นเกมหมากเก็บอาจพัฒนาหรือลดทอนรูปแบบการเล่น หรือกติกาบางอย่างอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้เข้ากับความชอบ หรือการเปลี่ยนแปลงของวัตถุดิบ และปัจจัยอื่นๆมากมาย เช่นเดียวกัน เมื่อเรากระโดดลงมาในเกมที่มีผู้วางไว้แล้ว เช่นภาษา คงไม่ถูกนักถ้าบอกว่าเราไร้อิสระที่จะกำหนดเกมนั้นโดยสิ้นเชิง รูปแบบของภาษาส่วนหนึ่งคือใช้เพื่อสื่อสารระหว่างกัน เป็นเครื่องมือที่ในแง่นี้มีการปรับเปลี่ยนการใช้งานอยู่เสมอ และผู้ปรับเปลี่ยนนั้นคงมีเราเป็นส่วนหนึ่งเช่นกัน
    แน่นอนว่า หากเราเกิดอยากประกาศเกมภาษาใหม่เอี่ยมอ่องในทันทีอาจทำไม่ได้ แต่การทำไม่ได้ไม่ได้หมายเอาความเป็นไปไม่ได้ เกมภาษานั้นอาจจะแค่รอเวลาที่เหมาะสม และเมื่อถึงเวลานั้น เราเองก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการคิดค้นเจ้าสิ่งใหม่นี้ นั่นคืออิสระหรือไม่ สำหรับหนุนแล้ว คิดว่าใช่คะ

  4. กฎที่หมายถึงใน “การเดินตามกฎ” เป็นเรื่องของกฎของภาษา หรือกฎเกณฑ์ของการมีความหมาย ไม่ใช่กฎทางสังคม เช่นเห็นผู้ใหญ่แล้วยกมือไหว้ ฯลฯ เป็นคนละเรื่องกัน

    ประเด็นของคริบคีก็คือว่า เมื่อเราคิดว่าเราเดินตามกฎๆหนึ่ง เช่นการบวก (กฏบอกว่า การบวกทำอย่างไร เมื่อไหร่บวกผิด เมื่อไหร่บวกถูก) จริงๆแล้ว เราอาจจะเดินตามกฏอื่นๆอีกเป็นจำนวนมากก็ได้ ซึ่งทำให้เกิดผลสรุปได้ว่า ความหมายอาจจะมีความหลายหลากมากๆ และมีแต่การทำจริงในสถานการณ์จริง (อ. กนิษฐ์จะเรียกว่า ‘practice’) เท่านั้น ที่จะเป็นตัวกำหนดความหมายได้

  5. ผมสนใจความเห็นของ apinyanoon ว่่าเราเล่นเกมภาษาตลอดเวลา และผมเชื่อว่าการเล่นนั้นเป็นการเล่นอย่างจริงจัง มีแรงผลักดันด้วยความกลัวตามที่อาจารย์โสรัจจ์บอก

    ในแง่มุมหนึ่ง ความพยายามในเกมภาษาคือการเปลี่ยนขนาดของจำนวนสมาชิกในเซ็ตที่สื่อสารด้วยภาษาเดียวกัน

    การที่เรา master ภาษาใดภาษาหนึ่ง ที่มีสมาชิกคือผู้รู้ภาษาจำนวนมาก ทำให้เราได้เปรียบ เพราะอยู่ในหมู่พวกใหญ่

    แต่ความใหญ่ของหมู่พวกนั้นมีข้อจำกัด เพราะถ้าทุกคนเข้าใจทุกอย่างหมด อำนาจที่มีจะไม่แตกต่างกัน

    เราจึงไม่ต้องการให้ภาษาของเราแพร่หลายมากอย่างไม่มีขอบเขต

    เราบอกว่า เราเป็นคนละประเทศกับลาว แม้ว่าเราจะเข้าใจภาษาลาวบ้าง เราก็สามารถจะแกล้งไม่เข้าใจ ขึ้นกับเกมขณะนั้น ว่าเข้าใจแล้วเป็นผลบวก หรือทำเป็นไม่เข้าใจจะได้ประโยชน์มากกว่า

    แม้การนิ่งเงียบ ก็เป็นการใช้ภาษาในแง่นี้ เพราะบอกอีกฝ่ายหนึ่งให้รู้สึกกำกวม เกิดความไม่มั่นใจ ว่าเราไม่เห็นด้วย เราเห็นด้วย เราไม่สนใจ หรือเราไม่เข้าใจภาษา อีกฝ่ายหนึ่งอาจเกิดความกลัวขึ้นได้ ซึ่งเป็น basic element ของเกมภาษา เพราะในการใช้ภาษา ผู้ใช้ย่อมมีความคาดหวังพ่วงมาด้วย หากใช้แล้วผู้รับฟังนิ่งเงียบ ผู้เริ่มสนทนาย่อมเกิด insecurity ขึ้นอย่างแน่นอน

    การใช้ภาษา มีสิ่งใหม่เกิดขึ้นตลอดเวลา จนในแต่ละขณะ ผู้ที่เข้าใจภาษาในขณะนั้นตรงกัน คือผู้ที่มี interaction กันอย่างสม่ำเสมอ และคาดหวังพฤติกรรมซึ่งกันและกันได้เท่านั้น (เช่นเรียนปรัชญาด้วยกัน)

    พรมแดนนี้มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา้ ในหมู่พวกที่อาจจะใช้ภาษาเดียวกัน เช่นภาษาไทย พ่อค้าจะพูดแบบหนึ่ง เช่น “อย่าคิดว่ามันเป็นสินบนเลยนะครับ” ตัวอย่างนี้หากผู้รับยอมรับสินบนจริง คำถามคือ เขารับเพราะเขารู้ภาษาพ่อค้า และเข้าใจด้วยว่าเขากำลังรับสินบน หรือเขากำลังทำตามคำสั่งพ่อค้า คือ “ไม่คิด” ว่ามันเป็นสินบน และรับโดย “เชื่อ” ว่ามันไม่ใช่สินบนจริงๆ เพราะพ่อค้าบอกว่ามันไม่ใช่

    วัยรุ่นมีคำและวิธีใช้ภาษาแปลกใหม่เสมอ ภาษาเหล่านี้เป็นการสร้างพรมแดน เพราะผู้ใหญ่ฟังอาจไม่เข้าใจ และถ้ามีวัยรุ่นใช้คำนั้นต่อ ความมีอำนาจและอิสระในวงวัยรุ่นของผู้ใช้ภาษานั้น จะชัดเจนขึ้น

    ผมคิดว่า ถ้าผู้ใหญ่พยายามติดตามการใช้ภาษาวัยรุ่น ทำความเข้าใจ และนำไปใช้ น่าจะมีผลบวก เพราะแม้ว่าจะเป็นการรุกล้ำพรมแดนวัยรุ่น แต่วัยรุ่นอาจคิดว่า เป็นการขยายเขตอิทธิพลของวัยรุ่นก็ได้

    ผู้ใหญ่ในสื่อหลายแขนง รับรู้ภาษาวัยรุ่นเร็วช้าไม่เท่ากัน แต่ในที่สุดก็รับ (และทิ้ง) ตามสภาพความนิยม

    ผู้ใหญ่ที่เป็นครูภาษาไทย ทำไมจึงพยายามบอกว่าวัยรุ่นใช้ภาษาผิด เรื่องนี้น่าสนใจมาก

    การใช้ภาษาที่ผิดแปลก หรือใหม่ หรือเป็นภาษาวิบัติ ในความหมายว่าวิบัติจริงๆ หากเกิดขึ้นในกลุ่มที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีอำนาจทางเศรษฐกิจมาก ก็ไม่มีใครทำอะไรได้ เช่นในวงการไอที เป็นต้น

    ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในวงการไอที ทำได้อย่างเดียว คือเรียนรู้ภาษาไอที และแม้ว่าจะเห็นว่าการใช้แบบอื่นเหมาะสมกว่า ก็ไม่มีอำนาจพอจะเปลี่ยนแปลงภาษาของผู้ใช้ไอทีได้

    เวลานี้เราเห็นคนงานต่างชาติ เราอาจไม่กล้าพูดไทยกับเขา เราอาจกลัวเขา เราอาจล้อเขาในหมู่พวกเราเอง เหล่านี้เป็นการรักษาพรมแดน

    แรงกดดันอยู่ที่คนงานต่างชาติ เขาต้องเรียนภาษาไทย เพราะทำให้เขาได้เปรียบด้วยเหตุผลหลายข้อ เช่นทำให้เขาอยู่ในประเทศไทยอย่างสบาย เขาอาจแกล้งทำเป็นไม่รู้ภาษาไทย แล้วนั่งฟังว่าพวกเราพูดอะไร ซึ่งกลายเป็นว่า เขามีความได้เปรียบชั่วคราว แม่ว่าเป็นคนกลุ่มน้อย

    ส่วนคนไทย เวลานี้อาจไม่รู้สึกอยากเรียนภาษาพม่า เพราะภาษาไทยยังเป็นภาษาของฝ่ายที่ได้เปรียบอยู่ ไม่มีความ “กลัว” มากจนต้องอยากรู้ว่าพม่าพูดอะไร

    แต่ถ้าไปอยู่ปัตตานี นราธิวาส ความอยากเรียน หรืออยากรู้ภาษาถิ่น อาจเป็นความรู้สึกที่รุนแรงขึ้น เพราะมีผลกระทบ ทำให้เกิดความกลัวโดยตรง

    นักท่องเที่ยวที่พยายามเรียนรู้ภาษาก่อนไปเที่ยว หรือที่เอาแต่เกาะกลุ่มอยู่ในกรุ๊ปทัวร์ แม้พฤติกรรมต่างกัน แต่ก็เป็นความกลัวคล้ายๆกันนั่นเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s