โดนัลด์ เดวิดสันกับ “กรอบมโนทัศน์”

เรื่องที่น่าสนใจมากๆอีกเรื่องหนึ่งในปรัชญาภาษา ได้แก่เรื่อง “กรอบมโนทัศน์” ของโดนัลด์ เดวิดสัน ซึ่งเป็นนักปรัชญาชาวอเมริกันที่สำคัญทีสุดคนหนึ่ง เดวิดสันมีอายุรุ่นเดียวกับไควน์ และเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2003 ที่ผ่านมานี้

โดนัลด์ เดวิดสัน
โดนัลด์ เดวิดสัน

“กรอบมโนทัศน์” ในที่นี้แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า conceptual scheme ซึ่งเดวิดสันพูดถึงเรื่องนี้ไว้ในบทความที่มีชื่อเสียงมากบทหนึ่ง ได้แก่เรื่อง “On the Very Idea of the Conceptual Scheme” ประเด็นหลักของบทความนี้คือ การคิดว่ามีกรอบมโนทัศน์หลายๆกรอบ ซึ่งแต่ละกรอบไม่สามารถแปลกันไปมาได้ หรือเปรียบเทียบเข้ากันไม่ได้ (incommensurable) เป็นแนวคิดที่ผิด และไม่ชอบด้วยเหตุผล

คนที่เคยเรียนปรัชญาวิทยาศาสตร์ ต้องรู้จักชื่อนักประวัติวิทยาศาสตร์โทมัส คูน (Thomas Kuhn) ซึ่งได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่อง “paradigm” เอาไว้ ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ในสายตาของคูน ขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของ paradigm ซึ่งกำกับแนวคิดหลักๆและกรอบทฤษฎีของวิทยาศาสตร์เอาไว้ ทีนี้ paradigm ของคูน ก็คล้ายๆกับ conceptual scheme ของเดวิดสัน เพียงแต่ว่า conceptual scheme นี้กว้างกว่า เพราะใช้ได้แก่บริบทต่างๆที่ไม่ใช่บริบทวิทยาศาสตร์แบบ paradigm

ประเด็นหลักเกี่ยวกับ paradigm ของคูนก็คือว่า แต่ละ paradigm มีความไม่ลงรอยกันหรือแปลกันไม่ได้ หรือที่เรียกว่า incommensurability ซึ่งประเด็นนี้เองที่บทความของเดวิดสันปฏิเสธ เหตุผลหลักๆของเดวิดสันก็มาจากทฤษฎีเกี่ยวกับความจริงกับความหมาย ที่บอกว่า ความหมายของประพจน์ได้แก่เงื่อนไขความจริงของประพจน์นั้นๆ เงื่อนไขความจริงของประพจน์ใดๆก็ได้แก่อะไรก็ตามที่ “ทำให้” ประพจน์นั้นเป็นจริงหรือเป็นเท็จ ทีนี้เดวิดสันก็มีแนวคิดอีกประเด็นหนึ่งที่บอกว่า เป็นไปไม่ได้ที่คนๆหนึ่งจะมีความเชื่อที่เป็นเท็จโดยส่วนใหญ่ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า หากเป็นเช่นนั้นจริงๆแล้ว ก็จะหมายความว่า ข้อความที่คนๆนั้นเชื่อไม่มีความหมาย (เพราะความหมายคือเงื่อนไขความจริง) หากเป็นไปได้ที่ข้อความที่เชื่อเป็นเท็จโดยส่วนใหญ่ ก็จะหมายความว่าข้อความที่เชื่อเหล่านั้น แปลกแยกออกมาจากการใช้ภาษาในการติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆ เพราะการติดต่อสื่อสารและการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายนั้นเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อข้อความที่ใช้ในนั้นเป็นจริงโดยส่วนใหญ่ (ที่บอกว่าเป็นจริง “โดยส่วนใหญ่” ก็เพราะว่าเป็นไปได้เสมอที่จะมีข้อความเท็จ เช่นหลอกกันหรืออำกัน แต่ไม่สามารถมีได้ทั้งหมด)

ดังนั้นหากเป็นเช่นนี้ แล้วเราจินตนาการว่ามี “กรอบมโนทัศน์” สองกรอบที่ไม่ลงรอยกัน หรือ incommensurable กัน ก็จะต้องแสดงว่า กรอบสองกรอบนี้แปลกันไปมาไม่ได้ แต่เดวิดสันจะบอกว่า กรอบเช่นว่านี้มีไม่ได้ เพราะขัดกับเหตุผล ทั้งนี้ก็เพราะว่า หากความเชื่อของเราเป็นจริงโดยส่วนใหญ่ กรอบทั้งสองกรอบนี้ก็จะต้องเป็นจริงโดยส่วนใหญ่เช่นกัน และเนื่องจากกรอบทั้งคู่นี้ในความเป็นจริง ก็อยู่ในโลกใบเดียวกัน นั่นก็คือต้องมี “เงื่อนไขความจริง” ที่แบ่งปันกันได้ ดังนั้นจึงเป็นไปได้เสมอที่กรอบหนึ่งจะมีเงื่อนไขความจริงหนึ่ง ซึ่งเงื่อนไขความจริงนั้นเอง ที่เป็นเงื่อนไขให้แก่ภาษาในอีกกรอบหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้พูดภาษาชาวบ้านก็คือว่า ภาษาในสองกรอบนี้ แปลกันมาได้นั่นเอง

นิิสิตคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่าอย่างไร?🙂

4 thoughts on “โดนัลด์ เดวิดสันกับ “กรอบมโนทัศน์”

  1. ดูเหมือนกับว่า Davidson จะเสนออะไรคล้ายๆกับทฤษฏีความหมายแบบ Wittenstein ที่ว่าไม่มีอะไรในภาษา ไม่ว่าจะใช่โดยใคร ถ้ามันมีความหมายที่สามารถใช้ได้ เข้าใจได้ สื่อสารกันได้ ไม่ว่าจะเป็นการสื่อสารกับคนในสังคมเดียวกัน สื่อสารข้ามสังคน หรือสื่อสารในตัวเอง (แบบ Descartes) แ้ล้ว มันก็จะต้องมีกฏอะไรที่ทำให้เข้าใจได้ และดังนั้นมันจึงสามารถเข้าใจความหมายได้ ผมเห็นว่า Davidson เองไม่ไ่ด้พูดเรื่องภาษาส่วนตัว แต่พูดเรื่องความเป็นสาธรณะของความหมาย มันเลยดูคล้ายๆกับ Wittgenstein

    เรื่องความหมายของคำกับกรอบภาษาที่เป็นบริบทให้กับคำแต่ล่ะคำในภาษา ซึ่งคล้ายๆกับแนวคิดเกี่ยวกับกรอบความหมายของศัพท์ทางวิทยาศาสตร์ ที่ Thomas Khun เสนอไว้ ตัวอย่างเช่น คำว่า แรง ในกรอบวิทยาศาสตร์ แบบ Aristotle ก็เป็นคำๆเดียวกันกับ คำว่า แรง ในกรอบวิทยาศาสตร์แบบ Descartes และ คำว่าแรงใน Descartes ก็ยังต่างจากคำว่าแรงใน Newton ต่อมาความหมายของคำว่าแรงใน quantum physic แบบ ไอน์สไตน์ ก็ยิ่งต่างเข้าไปอีก แต่อย่างไรก็ตามคำว่าแรงก็ยังมีคุณสมบัติร่วมความหมายกันในแต่กรอบวิทยาศาสตร์ของแต่ล่ะแนว แต่ก็ไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นความหมายที่สามารถนำมาใช้แทนกันได้ เพราะกรอบทางบริบทของ ทฤษฏีแต่ล่ะคนนั้นต่างกัน ไม่สามารถแปลข้ามไปข้ามมาได้

    สาหรับในประเด็นทางภาษาก็มี เช่น คำว่า เกรงใจ ภาษา อังกฤษ ก็อาจจะเป็น politeness แต่ก็ไม่ตรงทีเดียวเพราะกรอบวัฒธรรมแบบตะวันตก เขาเกรงใจกันคนล่ะแบบ และดีไม่ดีอาจจะเป็น politeness ที่ไม่ใช่ความเกรงใจแบบ นอบน้อมถ่อมตน แบบ ไทย แต่เป็น ความสุภาพเรียบร้อยที่ยังมีอีโก้แบบคนตะวันตกอยู่ หรือไม่ก็เป็นความเกรงใจในแบบที่ relate กับความหมายของเกรงใจแบบไทยได้ยากกว่า หากแปลเป็นภาษา จีน หรือ ญี่ปุ่น เพราะในวัฒนธรรมแบบ จีน และ ญี่ปุ่นก็มี character ของความเกรงใจที่คล้ายๆคนไทย ซึ่งคนที่มาจากวัฒนธรรมตะวันตกอาจจะมีปัญหาในการแปลคำว่าเกรงใจแบบตรงๆ ในขณะที่ คน จีน หรือ คนญี่ปุ่นอาจจะมีปัญหาน้อยกว่า และในขณะเดียวกัน คนในวฒนธรรมตะวันออกแบบ ไทย หรือ จีน ร่วมทั้งใน อฟริกา เราอาจจะแปลความหมายของคำว่า ประชาธิปไตยได้ แต่เป็นความหมายที่ติด บริบท ของความ เสมอภาคแบบ ไม่เท่าเทียมกันมาด้วยเป็นต้น โดยที่คำว่า democracy ที่ีคนไทยยึดถือกันว่ามันมีความหมายตรงตัว คือ ประชาธิปไตย นั้นจริงๆแล้วมันยังมีปัญหาในการแปลแบบตรงตัวอยู่ ซึ่งในขณะที่ ประเทศอย่าง อเมริกา ฝรั่งเศษ อาจจะมีการแปล หรือเข้าถึงความหมายของคำว่าประชาธปไตยได้มากกว่า เฉกเช่นเดียวกับการที่คน Asia มีการเข้าถึงความหมายของคำว่าเกรงใจได้มากกว่าคนตะวันตกนั้นเอง เพราะเรามีวัฒธรรม ที่มีความไม่เสมอภาคกัน ความเคารพกันตามลำดับชั้นกันจึงมีลายละเอียดที่ซับซ้อนมากกว่าการที่จะแปลไปตรงๆว่า เกรงใจ นั้นแปลว่า politeness หรือ respectfulness และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้เองที่ทำให้สังคมของเราไม่สามารถแปลความหมายของ democracy ว่าประชาธิปไตย นั้นเอง เพราะบริบททางสังคมแบบ Asia นั้นเป็นสังคมที่คนในชุมชนยังมีลำดับชั้นอยู่ ดังนั้น คนไทยจึงง่ายที่จะเข้าใจความหมายที่ถ่องแท้ของความหมายของคำว่า เกรงใจ มากกว่าการเข้าถึงความหมายของคำว่า ประชาธิปไตย ประเทศไทยอ้างว่าปกครองด้วย ระบอบประชาธิปไตย มาตั้งแต่ 2475 แล้ว แต่ถามจริงคนไทยเข้าใจประชาธิปไตย ตามความหมายของมันที่ใช้โดยวัฒนธรรมที่คิดค้นระบบนี้มาหรือไม่ นี้ก็ปาเข้าไป ปี 2551 แล้วมาเรียกร้องให้มีการแต่งตั้ง 70-30 แล้วยังมาเรียกตัวเองว่า people alliance for democracy อีก ในขณะที่อีกฝ่ายก็ประกาศว่าประชาธิปไตยคือเสียง vote ที่ผูกขาดการตัดสินใจในสภา คะแนนเสียงจากการเลือกตั้งคือทุกอย่าง ทำให้ยิ่งเห็นชัดเข้าไปอีกว่า การแปล democracy เป็นประชาธิปไตยนั้น ของไม่ว่าจะเป็น พวก PAD หรือ นปช นั้นเป็นการแปลแบบถื่อเกินไปหรือปล่าว เหมือน แปลคำว่า แรง ของ Aristotle มาเป็น แรง แบบ นิวตัน โดยไม่ดูเลยว่าบริบทของแนวคิดทางวิทยาศาสตร์แบบ นิวตัน ต่างจาก Aristotle อย่างไร รู้สึกว่า Aristotle จะเสนอว่า แรงมีอยู่ในธรรมชาติของปฐมธาตุทั้งสี่ คือ แรงที่อยู่ใน ดินคือแรงที่จะลงที่ต่ำ แรงที่อยู่ในน้ำคือลอยอยู่เหนือดิน แรงของ อากาศ คือลอยอยู่เหนือ น้ำ และ แรงของ ไฟคือวิ่งขึ้นสูง ส่วนใน นิวตันคือ แรงที่สามารถอธิบายได้โดยกฏของแรงโน้มถ่วง คือไม่เกี่ยวกับ potential ในตัว ดิน น้ำ ลม(อากาศ) และ ไฟ แต่แรงในการเคลื่อไหวของสรรพสิ่งรวมถึง ปฐมธาตุทั้งสี่ นั้นขึ้นอยู่กับมวลของมัน เช่นโลกใหญ่กว่า ลูกแอปเปิ้ล ลูกแอปเปิลก็วิ่งลงสู่โลกเป็นต้น

    อย่างไรก็ตามสิ่งที่ Davidson ต้องการจะเสนอคือว่า กรอบของภาษา และบริบททางวัฒนธรรมที่เป็นกรอบให้กับความหมายหมายนั้นเป็นสิ่งสากลเป็นกฏการยอมรับที่เป็นสาธารณะของคนในสังคมนั้น

    ความเป็น incommumensurable จึงเป็นการไม่สามารถถ่ายทอดทางแบบตรงๆได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่เข้าใจมันได้ คือเราเข้าใจได้ แต่เราต้องเรียนรู้กรอบของภาษานั้นและรวมถึงวัฒนธรรมที่เป็นกรอบคลุมวิธีคิด วิธีมองโลก ในแบบของคนในสังคมที่ใช้ภาษานั้นเลยที่เดียว ฟังดูแล้วคล้ายกับปฏิเสธภาษาส่วนตัวของ Wittenstein ที่บอกว่าบริบทที่เป็นกรอบคงวามหมายของคำนั้นเป็นสิ่งสาธารณะที่ต่อให้ดูเหมือนกับจะต่างกันจนหาวิธีแปลไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดหากเข้าไปคลุกคลีกับวิถีชีวิต วิธีมองโลก และวิธีคิดในบริบทของผู้ใช้ภาษา ที่เป็นเรื่องทางรูปธรรม เป็นสาธารณะแล้วมันก็หมายความว่ายังไงแล้วก็ยังเข้าใจคงวามหมายได้อยู่ดี เพราะฉะนั้น Davison จึงไม่ยอมรับ ความหมายที่เป็น incommensurable ของ Khun ในแนววิทยาศาสตร์นั้นเอง

  2. ในเรื่องนี้ ผมมีความคิดเพิ่มเติมว่า

    คนแต่ละคนหากมองดูให้ดีแล้วจะเห็นได้ว่า เป็นกรอบมโนทัศน์คนละกรอบเช่นกัน หากพิจารณาดูถึงการที่เราเอ่ยถึงสิ่งๆหนึ่ง เรามีความเข้าใจของเราเองเกี่ยวกับสิ่งนั้น (ทั้งสิ้นทั้งปวงที่เราเคยปฏิสัมพันธ์กับสิ่งนั้นมา) แล้วเราเอ่ยถึงสิ่งนั้น หรือเรียกสิ่งนั้นให้คนอื่นฟัง คนอื่นจะเข้าใจได้ในทันทีว่าสิ่งที่เราเอ่ยถึงคืออะไร นั่นคือเราร่วมแบ่งปันหรืออยู่ร่วมในสิ่งที่เป็นเงื่อนไขชุดเดียวกัน คือโลกภายนอก ความเป็นมนุษย์ และวัฒนธรรม

    ถ้าพูดถึงคนที่อยู่ในวัฒนธรรมเดียวกันคุยกัน จะพบได้ว่า ในชีวิตของคนสองคนที่ร่วมวัฒนธรรมที่คล้ายๆกัน จะมีประสบการณ์และความทรงจำเกี่ยวกับคำเดียวกันคล้ายๆกัน คือใกล้เคียงกันมาก ในแง่นี้จะสามารถสื่อสารกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือเข้าใจกันได้มาก แต่ก็มีกรณีเกี่ยวกับการบรรยายความรู้สึกบางอย่างที่อาจดูจะเข้าใจกันได้ยาก แต่ก็พอจะเข้าใจกันได้ เช่นว่า หากผมรู้สึกโศกเศร้า ในแง่หนึ่งคนอื่นๆก็อาจไม่เข้าใจได้จริงๆว่าความโศกเศร้าที่ผมเผชิญนั้น มันเป็นอย่างไร แต่ในฐานะที่มีการร่วมวัฒนธรรมกันในด้านการแสดงออก และร่วมความเป็นมนุษย์เหมือนกัน ก็ดูจะเป็นเรื่องง่ายดายที่เมื่อผมพูดถึงความโศกเศร้าแล้วคนอื่นๆจะพอเข้าใจได้ว่าผมนั้นโศกเศร้าเป็นอารมณ์อย่างไร จะเห็นชัดเจนขึ้นหากยกตัวอย่างคนพิการพูดคุยกับคนที่มีอวัยวะครบถ้วนถึงความรู้สึกแย่ที่ได้รับหลังสูญเสียอวัยวะ จะเห็นได้ว่าคนที่มีอวัยวะครบถ้วนน่าจะเข้าใจได้ถึงความรู้สึกดังกล่าว แต่ก็ไม่เคยมีประสบการณ์ เขาคนนั้นน่าจะเทียบเคียงได้ถึงความรู้สึกแย่ๆที่เคยได้รับมาในประสบการณ์แม้จะไม่เคยมีประสบการณ์สูญเสียอวัยวะ นั่นคือเรามีการแปลอยู่แทบจะตลอดเวลาอยู่แล้ว เพียงแต่ความใกล้เคียงทำให้เรารู้สึกเหมือนกับว่าเราได้สื่อสารกันโดยไม่ผ่านการแปล

    ซึ่งประเด็นการแปลในลักษณะตัวต่อตัวบุคคลนี้ จะเห็นชัดเมื่อกล่าวถึงสถานการณ์ที่คนสองคนมาพูดถึงความรู้สึกส่วนตัวของตนเอง นั่นคือจริงๆแล้วคนๆหนึ่งไม่ได้รู้ถึงความรู้สึกของอีกคนหนึ่งจริงๆ แต่ก็เข้าใจได้ว่าคนอีกคนนั้นพูดถึงอะไร และคล้ายๆว่าจะรับรู้ได้จริงๆถึงความรู้สึกของคนอีกคนหนึ่ง(จากการเทียบเคียงประสบการณ์และปัจจัยที่มีร่วมกันอยู่)

  3. ทฤษฎีการแปลของเดวิสัน นั้นเป็นส่วนหนึ่งในทฤษฎีค่าความจริงด้วยรึป่าวค่ะอาจารย์ เช่น ข้อความว่า “snow is white” และ “หิมะสีขาว” สองข้อความนี้มีค่าความจริงเหมือนกันคือ เป็นจริง เพราะมีหลักฐานคือไปดูที่หิมะเป็นสีขาว และเป้นหลักฐานอันเดียวกัน ฉะนั้น สองข้อความนี้จึงเป็นข้อความที่มีความหมายเหมือน และสามารถแปลจากการภาษาไทย มาเป็นภาษาอังกฤษได้

    1. ทรรศนะัของเดวิดสันก็คือว่า ความหมายเป็นเรื่องของความจริง การอธิบายความหมายต้องอาศัยมโนทัศน์เกี่ยวกับความจริง ที่คุณยกตัวอย่างมานั้นถูกแล้ว การแปลกันได้หมายความว่า สองประโยคนั้นความหมายเหมือนกัน การที่ความหมายเหมือนกันก็หมายความว่า สองประโยคนี้เป็นจริงหรือเป็นเท็จในสถานการณ์เดียวกัน

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s