Jean Baudrillard กับ Wag the Dog ?

วันนี้ในคาบเรียนปรัชญาภาษาอาจารย์พูดถึง Jean Baudrillard ขึ้นมา จึงอยากจะนำเสนอแนวคิดของเขาบางประเด็นผ่านการวิเคราะห์ภาพยนตร์ จะได้รู้สึกใกล้ชิดเขามากขึ้น

สมัยเรียนอยู่ที่ภาคสังคมศาสตร์ที่ศิลปากร ผมได้มีโอกาสได้ดูหนังชื่อแปลกว่า Wag the Dog เพื่อพูดคุยถึงมุมมองทางสังคมศาสตร์ ผมก็ไปค้นเจอคนที่วิจารณ์หนังเรื่องนี้โดยนำแนวคิดของ Jean Baudrillard มาอธิบาย แต่อาจารย์ที่สอนกลับมองว่าผมขยันมากไปหน่อย เนื่องจากแกไม่ชอบอะไรที่เป็นทฤษฎี ทั้งๆที่ผมเห็นว่าคนวิจารณ์ก็แสดงให้เห็นอยู่นี่ไงว่ามันเอามามองกับชีวิตประจำวันได้ ผมเลยคิดว่ามาเรียนปรัชญาดีกว่าเหอๆ

หนังมีเนื้อหาย่อๆว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง 11 วันเพื่อเฟ้นหาผู้ที่จะมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา มีเนตรนารีคนหนึ่งออกมาให้ข่าวว่าประธานาธิบดีคนปัจจุบัน เคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเธอเชิงชู้สาว จึงทำให้สื่อหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเล่น กลายเป็นประเด็นร้อน ทำให้คะแนนนิยมของประธานาธิบดีคนปัจจุบันลดลง และเป็นช่องทางให้ผู้สมัครที่เป็นคู่แข่งโจมตีเพื่อลดความน่าเชื่อถือได้อีกด้วย

ประธานาธิบดีคนปัจจุบันจึงต้องพึ่งกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งซึ่งทำงานอยู่เบื้องหลังในสถานที่ลับเฉพาะที่ไม่มีใครล่วงรู้ ให้กู้สถานการณ์นำคะแนนนิยมของประชาชนที่มีต่อเขากลับคืนมา ซึ่งพวกเขาลงความเห็นว่าการแก้ปัญหาคือต้องทำให้ประเด็นนี้ตกจากกระแสความสนใจของประชาชนไปก่อน พร้อมกับหาทางเพิ่มคะแนนนิยมของประธานาธิบดีไปด้วยพร้อมๆกัน ซึ่งวิธีการนี้ต้องอาศัยสื่อมวลชน เป็นเครื่องมือเพื่อที่จะสามารถดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็วที่สุด พวกเขาจึงตัดสินใจชักชวน Stanley Motss มาร่วมงานด้วย เนื่องจาก Stanley เป็นผู้กำกับหนัง Hollywood จึงมีความสามารถในการผลิตสื่อเป็นอย่างดี อีกทั้ง Stanley ก็ตอบรับคำชวนอย่างง่ายดายเนื่องจากเขาเป็นผู้กำกับขาลงที่หวังจะฟื้นชื่อเสียงให้กลับคืนมาด้วยผลงานครั้งนี้

Stanley ให้ความเห็นว่าโฆษณาที่ใช้ promote ประธานาธิบดีที่มีอยู่ (ซึ่งผลิตโดยคนเบื้องหน้า) นั้นไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ วิธีที่เขาเสนอก็คือสร้างสถานการณ์ใหม่ขึ้นมาเพื่อดึงดูดความสนใจของประชาชนออกจากเรื่องที่เป็นประเด็นร้อนอยู่นี้ ซึ่งเขาคิดว่าสงครามเป็นวัตถุดิบที่ดีที่สุด เขาจึงสร้าง “หนังข่าว” ขึ้นมาเรื่องหนึ่ง เป็นภาพของหญิงสาวชาว Albania หลบหนีภัยจากสงครามอยู่ โดยผูกเรื่องว่าใน Albania เกิดสงครามขึ้นโดยที่สหรัฐฯได้ส่งกองกำลังเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนเหล่านี้แล้ว และจัดฉากให้มีชาว Albania ไปกล่าวขอบคุณประธานาธิบดีถึงที่สนามบิน

รายละเอียดการเขาสร้างหนังข่าวของ Stanley เป็นส่วนที่ผมเห็นว่าควรที่จะต้องไปติดตามในหนังต่อกันเองสำหรับผู้สนใจที่ยังไม่เคยดู แต่หลังจากที่หนังเรื่องนี้ออกฉายเพียงหนึ่งเดือนก็มีข่าวของประธานาธิบดี Bill Clinton ว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับนางสาว Monica Lewinsky ก็ออกมาพอดิบพอดีเลย ตอนนั้นเกิดปฏิบัติการ Operation Desert Fox เป็นปฏิบัติการเพื่อโจมตีประเทศ Iraq 3 วัน ซึ่งเกิดขึ้นเวลาเดียวกับที่สภาผู้แทนของสหรัฐฯพิจารณาการ Impeachment (การกล่าวโทษเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารชั้นสูงของรัฐบาลโดยสภาผู้แทนราษฎรต่อสภาสูง [senate] ของสหรัฐอเมริกา เช่น กรณีมีความสัมพันธ์ทางเพศเชิงชู้สาว ข่มขืน ล่วงละเมิดทางเพศ หรือพรากผู้เยาว์ ,ฆ่าคนหรือทุจริต corruption) แก่ประธานาธิบดี Bill Clinton เรื่อง Monica Lewinsky พอดี นักวิเคราะห์เชื่อว่าปฏิบัติการนี้เกิดเพราะต้องการจะเบี่ยงเบนความสนใจเรื่องนี้แหงๆ

ที่มาของวลี Wag the dog นั้นมาจากวลีที่ว่า “The tail that wag the dog” ซึ่งเริ่มใช้ในปี 1907 โดยชาวเยอรมันที่ชื่อ Fraulein Schmidt ในหนังสือที่ชื่อว่า Von Arnum และต่อมาในปี 1935 ก็ได้นำมากล่าวถึงอีกครั้ง โดย F.Scott Fitzgerald ความหมายของวลีนี้ก็คือ ส่วนย่อยหรือส่วนเล็กๆ ที่ปั่นหัวส่วนหลักหรือส่วนที่ใหญ่กว่า และสำหรับสถานการณ์ปัจจุบัน วลีนี้จึงมีความหมายว่า สื่อที่สามารถสร้างกระแส แทนที่จะเป็นสถานการณ์ที่มาคอยกำหนดความสนใจของสื่อ (แทนคำว่าสถานการณ์คือ dog และสื่อคือ tail)

ชื่อของหนังก็มาจากวลีขบขันที่ว่า “Why does a dog wag its tail? Because a dog is smarter than its tail. If the tail was smarter, the tail would wag the dog” การตีความหมายก็ต่างกันไป บ้างก็ว่า the dog คือความคิดเห็นของสาธารณะชนและ tail เป็นตัวแทนของสื่อ หรือ the dog คือสื่อ และ tail คือ การรณรงค์ (campaign) ทางการเมือง หรือบ้างก็ว่า the dog คือประชาชน ส่วน tail นั้นก็คือรัฐนั่นเอง ยิ่งไปกว่านั้น วลี “the tail wagging the dog” ยังกินความถึงสถานการณ์ที่บางสิ่งบางอย่างที่มีความสำคัญมากกว่าเช่น สื่อ ถูกปั่นหัวโดยบางอย่างที่ด้อยกว่าเช่น คนเพียงไม่กี่คน

Baudrillard เสนอแนวคิดที่เรียกว่า simulacum ซึ่งมีความหมายว่า ความสัมพันธ์ระหว่างภาพที่ปรากฏ (image) กับความเป็นจริง (reality) เขากล่าวว่ามีการใช้สื่อมวลชนภายใต้บทบาทต่อการสร้างภาพ เทียบได้กับข่าวสงครามอ่าวเปอร์เซียที่ถูกนำเสนอผ่าน CNN ภาพที่เห็นนั้นไม่ต่างจากภาพยนตร์สงครามของ Hollywood ซึ่งเป็นภาพที่ถูกสร้างจากจินตนาการ (fantasy) ผู้ชมมีโอกาสซึมซับภาพข่าวที่ถูกทำให้เชื่อว่าเป็นความจริง เนื่องจากเป็นภาพข่าวจากสื่อซึ่งมีหน้าที่นำเสนอความจริง แตกต่างกับภาพยนตร์ซึ่งผู้ชมรู้ว่าเป็นสิ่งที่ถูกสร้างเพื่อจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน แต่ก็ต้องอย่าลืมว่าภาพยนตร์ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นก็สามารถมีหน้าที่เพื่อนำเสนอความจริงได้เช่นเดียวกัน เช่น ภาพยนตร์สารคดี เป็นต้น ดังนั้นเราไม่สามารถระบุได้เลยว่าภาพข่าวผ่านสื่อมวลชนที่เราเห็นนั้นมันปลอม (ภาษาอังกฤษคือ fake ซึ่งตรงข้ามกับ reality ในขณะที่ truth น่าจะตรงข้ามกับ false จำเอาไว้แยกความแตกต่างระหว่าง 2 คำนี้ได้) หรือนำเสนอเกินจริงไปหรือไม่ ซึ่งเขาเชื่อว่ามี เพราะจุดประสงค์เบื้องหลังของสงครามอ่าวเปอร์เซียที่ใช้เป็นกลวิธีในหาเสียงเลือกตั้งด้วยนั้น ถือเป็นตัวอย่างสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม

Baudrillard จึงนำเสนอมโนทัศน์ เพิ่มเติมคือ simulacra ซึ่งหมายถึงภาพที่มาก่อนความเป็นจริง โดยสร้างความเป็นจริงใหม่เข้าไปซึ่งเป็นความจริงที่ขัดกับสาเหตุเดิมของความเป็นจริงนั้น เช่น ภาพของซาตานที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ไบเบิล นั้นเป็นการสร้างเหตุการณ์และเรื่องราวใหม่ของมันเองขึ้นมาเช่นมีนรกที่เป็นที่อยู่ของซาตาน ซึ่งเป็นความจริงที่ขัดกับสาเหตุเดิมที่ว่าโลกของเราไม่สิ่งที่เรียกว่าซาตานที่มีตัวตนอยู่จริง ดังนั้นความเป็นจริงกับสิ่งที่สื่อนำเสนอจึงไม่จำเป็นต้องเท่ากัน เราจึงควรที่จะเผื่อใจเสมอว่าภาพที่สื่อนำเสนอนั้นอาจเป็นแค่ข้อเท็จจริงหนึ่งๆเท่านั้น (fact) อาจจะไม่ใช่ความเป็นจริงก็ได้ ข้อเท็จจริงที่ว่านั้นยกตัวอย่างเช่น ในภาพยนตร์ตอนที่ Stanley ถ่ายทำหนังข่าวตอนแรกของเขาที่ให้หญิงสาวชาว Albania วิ่งหนีภัยสงคราม ข้อเท็จจริงคือเธอถือของชิ้นหนึ่งอยู่ แต่ Stanley ต้องการให้หญิงสาวผู้นั้นอุ้มแมวหลบหนีออกมา (เพื่อให้ดูน่าสงสารยิ่งขึ้น) จึงใช้เทคนิคซ้อนภาพของแมวเข้าไปที่มือของผู้หญิงคนนั้นแทน ภาพที่เห็นผ่านสื่อจึงเป็นเพียงข้อเท็จจริงที่เราเห็นด้วยตาว่าผู้หญิงคนนั้นอุ้มแมวอยู่ แต่ความเป็นจริงนั้นเธอไม่ได้อุ้มแมวนั่นเอง

แล้วภาษาล่ะ จะระบุความเป็นจริงได้โดยไม่เจอปัญหาแบบเดียวกันนี้ได้หรือ ?

4 thoughts on “Jean Baudrillard กับ Wag the Dog ?

  1. การใช้คำย้อมสีหรือการใส่อารมณ์ลงไปในคำพูดจะทำให้เกิดการบิดเบือนความจริงได้หรือไม่
    เช่น NBT เป็นสื่อที่ไม่เป็นกลาง กับ NBT เป็นสื่อชั่ว
    การที่NBTเป็นสื่อที่ไม่เป็นกลางแต่อาจจะเอนเอียงไปเข้าข้างที่ถูกต้องชอบธรรมก็เป็นได้(ตัวอย่างนี้ยกขึ้นมาเล่นๆไม่เกี่ยวข้องกับความเป็นจริง) แต่การที่ประโยคหลังบอกว่า NBT เป็นสื่อเลวเท่ากับเกิดการตัดสินไปแล้ว ซึ่งการบอกว่าNBTเป็นสื่อชั่วก็เป็นแค่ข้อเท็จจริงอันหนึ่งซึ่งอาจจะไม่ใช่ความจริงที่เกิดขึ้น
    ซึ่งเมื่อเป็นเช่นนี้การใช้ภาษาก็น่าจะเกิดเหตุการณ์อย่างเช่นตัวอย่างที่เปี๊ยกยกมาก็เป็นได้

  2. อืม ในแง่หนึ่งคำถามมีหลายระดับ หากถามว่า ความเป็นจริงมีอยู่จริงหรือไม่ นั่นล่ะหนึ่ง ภาษาสอดคล้องกับความเป็นจริงหรือไม่หากความเป็นจริงมี นั่นล่ะสอง แล้วถ้าสอดคล้อง สอดคล้องได้อย่างไร นั่นล่ะสาม แต่ทั้งสิ้นทั้งปวงนั้น เป็นการคิดไปแต่เพียงฝ่ายเดียวของมนุษย์ทั้งสิ้น

    มีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจแต่อาจไม่เกี่ยวกับหัวข้อนี้คือ วันก่อนผมได้ดูการอภิปราย ท่านนาย ก. ได้พูดเกี่ยวกับคำว่าประชาธิปไตยบ่อยมาก ผมสังเกตได้ว่า คำว่าประชาธิปไตยที่ต่างฝ่ายต่างก็พูดกันนั้น มันมีความหมายเดียวกันหรือ กระทั่งรู้สึกได้ถึงการนำคำที่มีอำนาจ มาใช้เพื่ออ้างอิงมากกว่า ส่วนความหมายนั้น ที่จริงคนพูดอาจไม่สนด้วยซ้ำ แต่ก็เป็นจริงว่า คำว่า “ประชาธิปไตย” “พระมหากษัตริย์เป็นประมุข” และ “คอมมิวนิสต์” นั้นมีอำนาจจริงๆต่อคนไทย ซึ่งผมว่าน่าสนใจมากในการที่คำๆหนึ่งมีปฏิสัมพันธ์อย่างไรกับชีวิตมนุษย์ ภาษาดูจะมีอำนาจจริงๆ กระทั่งผู้คนในอดีตบางครั้งก็ถึงกับไปตาย ยอมตาย ซึ่งคำต่างๆ(ไม่ว่าจะใช้ในความหมายใดๆ) ผนวกเข้ากับแนวความคิด อิทธิพลของมันก็จะมหาศาลทันที แต่อย่างหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงคือ คำใดๆที่ผมได้พิมพ์ลงทั้งหมดนี้ มีความหมายเดียวกับทุกท่านที่เป็นผู้อ่านหรือไม่ หรือแค่คล้ายคลึงเท่านั้น

  3. การสร้างภาพหมายความว่าภาษาที่เราใช้พูดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นมีความหมายเกินเลยไปกว่าสิ่งที่เป็นอยู่จริงๆ การที่จะบอกได้ว่าภาษาเกินเลยกว่าสิ่งที่เป็นอยู่จริงก็หมายความว่าเราต้องรู้ว่าสิ่งที่เป็นอยู่จริงนั้นคืออะไร แต่ถ้าปัญหาของปรัชญาฝ่ายที่ถือว่ภาษาตรงกับความเป็นจริงของโลกนั้นคือไม่สามารถบอกได้ว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นอู่จริง ๆ เราจะบอกได้อย่างไรว่าภาษาที่เราใช้นั้นมีความหมาย เกิน เท่ากัน หรือน้อยกว่าสิ่งที่เป็นอยู่จริงๆ

  4. เคยได้ดูหนังเรื่องนี้อยู่เหมือนกันชอบมากเลยสนุกดี (ขอบคุณมากที่เอามาเล่าเลยทำให้อยากกลับไปดูอีกรอบ) ดูแล้วรู้สึกมันแอบกัดวิถีชีวิตของอเมริกา ที่วันๆรับแต่สื่อ โดนสื่อครอบงำ โดนสื่อกำหนดทิศทาง สื่อมีอำนาจต่อสังคมทั้งประเทศ ในหนังคิดแบบง่ายที่สุดเลยคือ พยายามจะเตือดสติชาวอเมริกันเกี่ยวกับความน่กลัวของรัฐเค้า สื่อกับเป็นสิ่งที่ทำให้เค้าตาบอด หูหนวก มากกว่าจะเปิดหูเปิดตาให้กว้าง

    เหมือนเค้าอยากให้ตั้งคำถามกับสื่อที่คนอเมริกันรับบ้าง ว่ามันน่าจะจริงเท็จแค่ไหน

    จากสถานการณ์ในหนังมีลักษณะดังนี้ มีข้อเท็จจริงอยู่แล้ว มีกลุ่มคนที่รู้ข้อเท็จจริง (สื่อมวลชน) และ ผู้รับสื่อ

    สื่อมวลชนเป็นผู้สร้างกระแสข่าวเท็จ (ไม่เป็นความจริงเลย) ข่าวเท็จมาจากความตั้งใจของคนกลุ่มหนึ่ง เพื่อสร้างความเชื่อใหม่ให้คนรับสื่อ

    ถ้าจะเปรียบหนังข่าวในหนังเรื่องนี้เป็น “ภาษา” ที่เราใช้ ก็เป็นเพียงคำพูดที่โกหก ที่พยายามหรอกล่วงคนอื่นจากคนกลุ่มหนึ่งที่ตั้งใจหรอกเท่านั้น

    ดูจะไม่ใช่ความผิดของการใช้ภาษาในปกติชีวิตประจำวันเราเลย

    ในการใช้ภาษาปกติ(เราไม่ได้โกหกใคร) เราก็ใช้ภาษาอธิบายสถานการณืที่เกิดขึ้นจริง

    แต่คำถามในปรัชญาภาษา คือ ภาษา กับ ความจริง ภาษาเชื่อมโยงกับความจริงอย่างไร

    เลยอยากจะถามต่อเลยว่า ภาษาที่เราใช้นี้จำเป็นไหมที่ต้องเกี่ยวข้องกับความจริง ถ้าไม่เกี่ยวข้องกับจริงจะได้ไหม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s