modal verb กับความหมายตามแต่เจตนา

modal verb is one of these verb forms: can, could, may, might, shall, should, will, would, must, ought to, used to, need, had better, and dare. They are all used with other verbs to express ideas such as possibility, permission, or intention (Longman Dictionary)

กริยานุเคราะห์ คือ คำกริยาที่ใช้ขยายหรือช่วยกริยาสำคัญในประโยคให้ชัดเจนได้ความครบยิ่งขึ้น มักอยู่หน้ากริยาสำคัญ เช่น ต้อง เคย ควร จะ กำลัง คง ให้ ได้ อยู่ (หนังสือติว ระดับป.6)

คำกริยาเหล่านี้มีส่วนอย่างมากในการสร้างความจริงให้กับคำนามหรือเปลี่ยนแปลงความหมายในประโยค โดยมากจะผูกติดกับเจตนาที่ต้องการจะสื่อความหมายของผู้พูด เช่น “May I go to toilet?” กับ “Can I go to toilet?” จะให้ความรู้สึกที่ต่างกัน คือ “ขออนุญาตไปห้องน้ำได้ไหมครับ” (เผื่อไว้ว่าอาจจะไม่ได้ตามที่ขอ) กับ “ฉันสามารถไปห้องน้ำได้ไหม” (เหมือนทวงสิทธิว่าฉันสามารถจะไปได้) เป็นต้น จะเห็นได้ว่าเจตนาในการใช้ modal verb นั้น มีเพื่อจงใจสื่อสารให้ผู้รับสารทราบความหมายที่ต้องการจะสื่อ แต่ในกรณีของการสร้างความจริงนั้นอาจเกิดการสื่อสารที่ไม่ได้เจตนาจะจงใจที่จะสื่อขึ้นได้ ลองพิจารณาตัวอย่างเพิ่ม

การสื่อสาร (จากเรื่องสั้นแนวทลองของวินทร์ เลียววาริณ ในหนังสือ “วันแรกของวันที่เหลือ” หน้า 38-39)
ก –> ข  “คุณโดมเป็นคนดีมากบริจาคเงินช่วยชาวสลัม ดีใจที่แกมาสมัครส.ส.เขตนี้
ข –> ค “คุณโดมให้เงินช่วยคนจน น่าเป็นส.ส.”
ค –> ง “คุณโดมให้เงินคนจน คงอยากเป็นส.ส.”
ง –> จ “คุณโดมอยากเป็นส.ส.จนตัวสั่น หว่านเงินทั่วสลัม”
จ –> ฉ “นายโดมเป็นคนเลวมาก…”

จากตัวอย่างนี้ หากมองจากเจตนาของผู้สื่อสาร นาย ข ไม่ได้ต้องการเน้นเหมือนนาย ก ว่านายโดมเป็นคนดี ทำให้ นาย ค ตีความว่านายโดม “คงอยากเป็นส.ส.” ซึ่งข้อความที่เกิดจากกริยานุเคราะห์ “คง” นี้มีส่วนในการสร้างความจริงให้แก่นายโดมไปเรียบร้อยแล้ว ในแง่นี้ทำให้นึกถึง ความหมายได้แก่เจตนาในการสื่อสาร ซึ่งเริ่มมาจาก H.P. Grice (เนื้อหาในหนังสืออยู่ในบทที่ 8 ) ที่แยกว่าความหมายมี 2 ประเภท คือความหมายของ “ผู้พูด” และความหมายของ “ข้อความ” ปัญหาคือข้อความที่มีลักษณะให้ระดับของความหมายดังตัวอย่างที่ยกมาแสดงนั้นทำให้ “ความหมายของข้อความ” ไม่เป็นภววิสัย เพราะ “คงอยากเป็นส.ส.” นั้นอาจมีค่าเป็นความจริงหรือเท็จก็ได้ ซึ่งในแง่นี้ “ความหมายของข้อความ” มีส่วนที่ต้องอาศัย “ความหมายของผู้พูด” ในการระบุว่าข้อความนี้ควรจะมีความหมายว่าอย่างไร ซึ่งจะทำให้ “ความหมายของข้อความ ” กลายเป็นอัตวิสัยไปได้

ไกรซ์เองก็บอกว่า “ความหมายของผู้พูด” เป็นพื้นฐานให้แก่ “ความหมายของข้อความ” อยู่แล้ว สำหรับไกรซ์ การสื่อความหมายจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้พูดเจตนาที่จะสื่อความหมายหนึ่งใดให้แก่ผู้ฟัง และผู้ฟังสามารถจับความหมายตามเจตนาของผู้พูดนั้นได้ แต่ก็ยังมีปัญหาอีกว่าคือว่าถ้านาย ค ใช้คำว่า “คง” เพราะไม่ต้องการจะฟันธงว่านายโดมเลวหรือไม่เลว แต่ผู้ฟังคือนาย ง. คิดว่านายโดมเลวไปแล้ว เท่ากับว่าประโยคที่นาย ค ต้องการจะสื่อสารนั้นไม่มีความหมายแต่อย่างใดสำหรับ นาย ง (และสำหรับไกรซ์) แม้จะมีความหมายสำหรับนาย ค ก็ตาม ส่วนความหมายใหม่ที่เกิดกับนาย ง นั้น ไกรซ์ก็จะถือว่าไม่มีความหมายด้วย แต่จากสามัญสำนึกของเรา เราจะยืนยันว่าความเข้าใจของนาย ง นั้นมีความหมาย เมื่อความหมายสามารถเกิดแก่ผู้ฟังได้แม้ผู้พูดจะไม่ได้เจตนาสื่อความหมายนั้นแก่ผู้ฟังก็ตาม  แสดงว่าการสรุปว่าความหมายจะเกิดจากเจตนาของผู้พูดนั้นไม่รัดกุมมากพอ อย่างน้อยที่สุดต้องยอมรับเจตนาของผู้ฟังว่าเป็นความหมายด้วย

4 thoughts on “modal verb กับความหมายตามแต่เจตนา

  1. เรื่องจากวินทร์ น่าจะหมายถึงการที่การรับรู้ของเราแต่ละคน แปรเปลี่ยนไปได้ตามความคิดหรือความเชื่อที่มีอยู่ก่อน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าจะสนับสนุนประเด็นของไกรซ์เกี่ยวกับ “ความหมายของผู้พูด” ได้เป็นอย่างดี พูดง่ายๆก็คือว่า สำหรับไกรซ์ ผู้พูดจะหมายความอย่างหนึ่งในการพูดข้อความหนึ่งให้แก่ผู้ฟัง เมื่อความนั้นๆเกิดขึ้นในใจของผู้ฟัง และผู้ฟังรู้อยู่ว่าผู้พูดตั้งใจจะหมายความเช่นนั้นในการพูดของเขา

    ดังนั้น ผู้พูดว่า ”คุณโดมเป็นคนดีมากบริจาคเงินช่วยชาวสลัม ดีใจที่แกมาสมัครส.ส.เขตนี้” ผู้พูดก็มีความที่อยากให้ผู้ฟังเชื่อว่าคุณโดมเป็นคนดี แต่ในประโยคอื่นๆ ความที่ผู้พูดอยากให้ผู้ฟังเชื่อตาม ไม่เป็นเช่นนั้น แม้ว่าจะพูดถึงสถานการณ์เดียวกันก็ตาม

  2. ผมจับความได้ว่า
    คุณโดมแจกเงิน (1)
    และ
    คุณโดมสมัครสส. (2)

    นั่นเรื่องหนึ่ง

    แล้วก็มีเรื่องชุดอีกชุดหนึ่ง
    ว่านาย ก ถึง นาย จ เล่าเรื่องคุณโดม
    วิธีเล่าแตกต่างกัน
    คนที่ฟังเรื่องทั้งหมด ตีความแตกต่างกัน เพราะมีเจตนา และความเชื่อ ไม่เหมือนกัน

    เจตนาและความเชื่อเหล่านี้แทรกตัวเข้ามาในข้อความที่บอกเล่า

    ผมสงสัยว่า ถ้าคนเล่าคนแรกเป็นนาย ฉ เล่าต่อไปจนจบที่นาย ก
    “อารมณ์” ของการถ่ายทอดเรื่องราวนี้ จะย้อนศร (เช่น มีความรู้สึกของคนฟังคนสุดท้าย ว่าคุณโดมเป็นคนดีมาก) หรือไม่

    แต่เชื่อว่าจะไม่เหมือนเดิม

    แม้ว่าค่าความจริงของ (1) และ (2) จะไม่เปลี่ยนไปเลย

    (ผมรู้สึกจั๊กกระจี๋เล็กน้อย ที่อุตส่าห์ใส่หมายเลขให้ข้อความกะเขาด้วย)

    *****

    คำถามที่เกิดขึ้น แต่ไม่แสดงตัว คือ เจตนา และความเชื่อของคุณโดม ผู้ซึ่งแจกเงิน และสมัครสส. เป็นอย่างไร

    ซึ่งเป็นไปได้ตั้งแต่ ก ไปยัน จ
    หรือแม้กระทั่งผิดทุกข้อ ก็ยังได้
    และก็เป็นไปได้อีกว่า คุณโดมได้คาดคะเนแล้ว ว่ามีความเป็นไปได้ ที่คนจะมีปฏิกิริยาต่อการกระทำของคุณโดม ในหลายรูปแบบ

    *****

    เรื่องนี้ก็แล้วแต่จะคิดในแง่มุมใด ถ้าเชิงจิตวิทยา หรือเชิงสังคม คุณโดมอาจไม่แคร์ว่า ก ไปจนถึง ฮ จะเกิดความเชื่อ และอารมณ์อย่างไร ขอเพียงให้การแจกเงินนั้น ส่งผลให้คุณโดมชนะการเลือกตั้ง

    หากไปถามคุณโดม ซึ่งเป็นผู้สร้างปรากฏการณ์ แจกเงิน และสมัครสส. คำตอบที่ได้ น่าจะอยู่ในชุดคำพูดจาก ก ถึง ค

    คุณโดมคงไม่พูดแบบนาย จ เป็นแน่

    ก็น่าแปลก ที่ในคดี เอ๊ย กรณีนี้ เราไม่คาดหวังจะได้ความจริงแท้ จากปากคำของเจ้าตัว คือคุณโดมเอง

    *****

    ที่น่าสนใจคือ ความจริงแท้ คือเจตนาของคุณโดมในการแจกเงิน ที่เกี่ยวเนื่องกับการสมัครสส.นั้น อาจเป็นไปได้ครบทุกอย่าง ตั้งแต่ ก ถึง จ

    ทำไมจะเป็นไปไม่ได้ครับ ถ้าพรรคให้เงินคุณโดมมาซื้อเสียง
    คุณโดมก็แจกเงินไป ขณะแจกก็เห็นความทุกข์ยากของชาวสลัม เกิดความเมตตาสงสารขึ้นมาจริงๆ ถึงกับน้ำตาไหลไป แจกเงินไป

    ในวินาทีนั้น คุณโดมก็เป็นคนดี มีจิตเป็นกุศลขึ้นมาได้

    แจกๆไปจนเหนื่อย ตัวสั่น ใกล้วันเลือกตั้งแล้ว โพลก็ยังร่อแร่อยู่ที่ 48% คำว่า “อยากเป็นสส.จนตัวสั่น” ก็เป็นจริงในเวลานั้น

    คือว่า คุณโดมก็เป็นคนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆ คือไม่ได้มีอุดมการ 24 ชั่วโมง และไม่ได้เป็นคนชั่วทุกวินาที

    (อาจจะเผลอชั่วอีกที ตอนเข้าไปแล้วเลือกให้สัมปทานกับผู้รับเหมารายไหน ก็แป๊บเดียวเอง แหะแหะ)

    *****

    ดังนั้น ผมจึงคิดว่า ความหมายของประโยคทั้ง 5 มีความสำคัญเชิงสังคม เฉพาะในชุมชนของนาย ก ถึงนาย ฉ ในช่วงเวลาก่อนเลือกตั้ง และในวันเลือกตั้งเท่านั้น

    หลังวันเลือกตั้ง ก็ไม่มีใครใส่ใจกับประโยคทั้ง 5

    แต่ประโยคว่า คุณโดมสมัครสส. และคุณโดมแจกเงิน ก็ยังเป็นจริงอยู่เหมือนเดิม

    *****

    ระดับชั้นของความจริงแท้ มีหลายชั้น

    ชั้นหนึ่งคือคุณโดมคิดอะไรจริงๆ (ซึ่งเทวดาอาจจะรู้)

    คุณโดมแสดงออกเพื่อให้คนคิดอย่างที่คุณโดมต้องการ

    ชาวบ้านตีความ (และรับเงิน)

    ชาวบ้านลงคะแนน

    มันเริ่มตั้งแต่แรงจูงใจของคุณโดม การแสดงออกโดยพฤติกรรมแจกและรับ การแปลความโดยภาษา ไปจนถึงการแสดงออกในการลงคะแนน (ซึ่งก็อีกแหละ มีแต่เทวดาเท่านั้นที่รู้ว่าใครเลือกใคร และ “เพราะ” อะไร)

    เครื่องมือที่จะใช้ในทางปรัชญา ได้แก่ เทวดา ภาษาชาวบ้าน ภาษาตรรก การสังเกตทางจิตวิทยาพฤติกรรม เหล่านี้ล้วนมี “รอยรั่ว” ให้เกิดความคลาดเคลื่อนได้ทั้งสิ้น เมื่อนำมา “เชื่อมต่อ” กับ “ความเป็นจริง”

    (เทวดาอย่าโกรธผมนะครับ ผมไม่มีเจตนาจะหมิ่นท่านเลย)

    *****

    สรุปอีกทีว่า ความคิดเห็นของผมคือ แม้ประโยคทั้งหมดจะเป็นเรื่องของคุณโดม แต่คุณโดมไม่มีความจำเป็นจะต้องใส่ใจในค่าความจริงของประโยคเหล่านั้น และในเชิงสังคม คุณโดมก็ไม่อยู่ในสถานะที่จะพูดความจริงได้ หากความจริงนั้นเป็นผลลบกับคุณโดม

    ในเมื่อค่าความจริงหาไม่ได้ การเคลื่อนย้ายของความหมาย ก็เป็นแต่เรื่องของภาษาและจิตวิทยาเท่านั้น

    *****

    นกกระสา ต้องแคร์ความรู้สึกของกบที่เลือกนายด้วยหรือครับ

    เอาแค่สนใจรสชาติความอร่อย ของกบในบึง ก็พอเพียงแล้วกระมัง สำหรับนกที่กินกบเป็นอาหาร

  3. Comment ข้างบน ตีวงออกไปไกล ถึงท้องไร่ท้องนา บอกเพียงว่า ภาษามีศักยภาพและการกระทำของมันเอง ไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับโลกจริง

    ผมแตะเรื่องภาษาและ modal เพียงนิดเดียว

    Grice ให้ความสำคัญกับเรื่อง modal อย่างไรครับ เช่นว่า ค่าความจริงของประโยคที่ใช้ modal ต่างๆกัน และความหมายเชิงจริยธรรม เช่น ฉันต้องทำการบ้าน กับ ฉันควรทำการบ้าน ภาษามีผลต่อจริยธรรมใช่รึเปล่าครับ

  4. การใช้modal verb น่าจะคล้ายกับการเดินตามกฎของภาษามากกว่ากรณีของเรื่องสั้นคุณวินทร์ เนื่องจากเวลาเราพูดว่า May กับ Can มักเป็นที่ยอมรับกันโดยกว้างในหมู่ของคนที่ใช้ภาษาอังกฤษว่า มีระดับความสุภาพสูงต่ำแตกต่างกัน คงไม่มีใคร รู้สึกว่า คนที่พูดด้วย May ดูอาจหาญเสียเหลือเกิน ในแง่นี้ตัวคำของภาอังกฤษได้บวกเซ้นส์การใช้น้ำเสียงลงไปด้วย แต่ของคุณวินทร์แตกต่างออกไป

    ด้วยความที่ไม่ใช่ครูภาษาไทยจึงไม่ทราบว่าคำจำพวก คง หรืออาจจะ มีที่ทางในภาษาไทยอย่างไร แต่ไม่มั่นใจว่าจะมีเซ้นส์เรื่องความสุภาพเข้ามาเอี่ยวด้วยมากนัก ซึ่งต่างกับ modal verb ที่เอี่ยวทั้งความสุภาพและความเป็นไปได้การใช้กริยาเหล่านี้ในภาษาไทยกระเดียดไปในเรื่องของการคาดคะเนมากกว่า (ตามสามัญสำนึก) ซึ่งการคาดคะเนนั้นสุ่มเสี่ยงต่อการตีความดังที่เห็น

    ดังนั้นปัจจัยอีกอย่างที่มีผลต่อกาตีความก็คือบริบทน้ำเสียงที่ใช้นั่นเอง แน่นอนว่าความหมายที่ผู้พุมียู่ในหัวไม่อาจละเลยได้ ในเรื่องของการว่าด้วยการมีความหมาย ซึ่งไกรซ์เน้นแค่เพียงผู้ส่งสารเป็นหลักเท่านั้น แต่เป็นไปได้หรือไม่ ที่การเอาผู้รับสาร หรือผู้ฟังมาเอี่ยวด้วยในกรณีเช่นนี้ เพราะตัวภาษา หรือรูปแบบที่แตกต่างกัน ทำให้เรียกร้องสิ่งอื่นๆมากตามไปด้วย

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s