ปัญหาเรื่อง การแปลภาษา

จะพูดถึงการแปลภาษา ซึ่งหมายถึง การแปลจากภาษาหนึ่ง ไปยังอีกภาษาหนึ่ง หรือแปลเป็นภาษาอื่นอีกหลายๆภาษา ผมเองสนุกกับการเรียนรู้โครงสร้างพื้นฐานหลายสิบภาษาทั่วโลกและพอจะเห็นภาพตรงนี้ชัดระดับหนึ่ง (แม้จะไมไ่ด้ลึกซึ้งขนาดเขียนอ่านได้คล่องก็ตาม)

ปัญหาคือ ในปรัชญาภาษามีเรื่องถกเถียงกันที่ว่า นักปรัชญาบางกลุ่มเชื่อว่าการแปลความจากภาษาหนึ่ง ไปยังภาษาอื่นๆ อาจจะทำให้ได้ความหมายไม่ตรงเป๊ะ หรือใจความที่ถูกต้องในภาษาเดิมอาจจะถูกบิดเบือนไปเหตุเพราะการแปลนั่นเอง

ปัญหานี้เมื่อมองผิวเผินแล้ว เราคิดได้ไม่ยากว่าเพราะคำบางคำมันหาคำแทนแบบตรงตัวไม่ได้ เช่นคำว่า ความเกรงใจ ในภาษาไทย ซึ่งไม่มีคำที่ถูกต้อง หมายความว่าถูกต้องจริงๆในภาษาอังกฤษที่จะแทนที่ได้ มีแค่คำที่คิดว่าคล้ายๆ ซึ่งแท้จริงอาจจะทำให้คนชาติอื่นที่ใช้ภาษาอังกฤษไม่อาจเข้าใจได้ว่า ความเกรงใจ ของคนไทยคืออะไรกันแน่

นี่เป็นตัวอย่างง่ายๆ หรือที่ใกล้ตัวเรานักเรียนปรัชญากว่านั้น และเป็นปัญหาที่ดูซับซ้อนขึ้นมาก็อย่างเช่น textbook ทำไมอาจารย์ทั้งหลายในภาควิชาปรัชญาถึงแนะนำให้เราต้องไปอ่าน textbook ตลอดทั้งที่บางเล่มมันก็มีแปลเป็นภาษาไทยไว้อย่างละเอียดถี่ถ้วน ก็ไม่ใช่เพราะปัญหาตรงนี้หรอกเหรอ คือปัญหาตรงที่ว่า เพราะ text แปลนั้นเองที่อาจมีใจความตกหล่นไม่ครบตามความหมายเดิม หรือการแปลอาจสื่อไปในคนละอย่าง โดยเฉพาะแง่คิดทางปรัชญาที่เป็นเรื่องปราณีตละเอียดอ่อนก็อาจจะทำให้เข้าใจผิดไปคนละทางจาก textbook ในภาษาดั้งเดิม จนแม้กระทั้งว่า textbook ภาษาอังกฤษเองที่แปลมาจากภาษาอื่นได้แก่ ภาษาลาติน กรีก ภาษาเยอรมัน ฝรั่งเศส ภาษาสันสกฤต จีน ญี่ปุ่น ฯลฯ ก็อาจจะมีการสื่อความหมายผิดพลาดเช่นกัน เมื่อจะศึกษาให้ลึกซึ้งและเพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องแล้วเราถึงกับต้องไปอ่าน text ในภาษาต้นฉบับกันเลยทีเดียว

ปัญหาพวกนี้เป็นปัญหาเก่าๆซึ่งมีคนพูดกันอยู่แล้ว เป็นที่ถกเถียงกันอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมอยากจะพูดถึงก็คือ อะไรทำให้เกิดปัญหานี้กันแน่

ถ้ามองในแง่ที่ว่า เราต่างก็เป็นมนุษย์เหมือนกันทั้งโลก ก็น่าจะรู้จักโลกรอบๆตัวเหมือนๆกัน โดยเฉพาะโลกธรรมชาติ มีต้นไม้ ภูเขา ลำธาร มีวันฝนตก แดดออก มีเช้า เที่ยง เย็น มีการออกหาอาหารการกิน มีการตั้งสังคม ตั้งรัฐ มีสงคราม มีการสืบทอดเผ่าพันธ์ มีลูกหลาน มีอะไรต่างๆมากมาย รวมทั้งสิทธิ เสรีภาพ และความเป็นมนุษย์ แม้กระทั่งดีเอ็นเอ ซึ่งว่ากันตามตรงการมีชีวิตของมนุษยชาติไม่น่าจะต่างอะไรกัน แต่ทำไมภาษาที่เราสื่อสาร กับการสื่อความหมายต่อโลก ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ที่ใช้แต่ละภาษาในชุมชน ชนเผ่าท้องถิ่นของตน ถึงได้ขาดๆเกินๆไม่เท่ากัน จนทำให้เกิดเป็นปัญหาตามมานั่นคือปัญหาในการแปลความหมาย และกลายเป็นเรื่องถกเถียงในปรัชญาภาษา

เพราะวัฒนธรรมที่ต่างกันหรือ? ผมคิดว่าแล้ววัฒนธรรมมันเริ่มมาจากอะไร ไม่ใช่เริ่มจากโลกภายนอก ดาวที่ชื่อว่าโลกนี้ ไม่ใช่เพราะความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์หรือ ถ้าเช่นนั้นต้นตอของวัฒนธรรมมันก็น่าจะมาจากอะไรที่คล้ายๆกัน แต่ทำไมภาษาของแต่ละชนเผ่า ชนชาติยังคงเกิดปัญหาในการแปล ทำไมคำศัพท์ต่างๆจึงสื่อถึงบางสิ่งที่ต่างกัน และบางคำในบางภาษากลับไม่มีในบางภาษาหรือเกินกว่าภาษาอื่นๆของเพื่อนร่วมโลก มีหลักไวยากรณ์ที่แตกต่างกันก็ใช้สื่อสารได้ไม่ตรงกันแล้ว ปัญหาอื่นๆอีกก็น่าจะมีมาก ระหว่างแต่ละภาษา

อีกแง่มุมหนึ่งในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลบอกว่าเดิมทีมวลมนุษยชาติเคยใช้ภาษาเดียว แต่หลังจากเหตุการณ์ The Tower (คือหอบาเบลล่มสลาย) ภาษาก็กระจัดกระจายเป็นหลายภาษา ถ้าเชื่อในไบเบิ้ลว่า จริงเสมอ หมายความว่าตามข้อสันนิษฐานนี้ภาษาทุกภาษาบนโลกมีต้นตอมาจาก เอกภาษาเดียวดั้งเดิมบนโลก แล้วเหตุใดเมื่อแตกแขนงไปแล้วจึงได้ต่างกันจนเกิดปัญหามากมายขนาดนี้

น่าสงสัยจริงๆ…

อีกอย่างหนึ่ง ถ้าเช่นนั้นเราบังคับโลกให้มีภาษาสากลใช้กันภาษาเดียวไปเลยแบบในการ์ตูน มันจะเกิดอะไรขึ้น เราจะสามารถสื่อความหมายได้ครบถ้วนตรงกันกว่าหรือไม่ หรือก็จะยังประสบปัญหาในการอธิบายอะไรยากๆอยู่ดี

ถึงกระนั้นแม้จะมีปัญหาเหล่านี้ คนอ่านแฮรี่พ็อตเตอร์ภาษาไทย ก็คุยกับคนอ่านแฮรี่พ็อตเตอร์ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น หรือภาษาอื่นๆรู้เรื่อง (แต่ผมไม่ได้อ่านแฮรี่พ็อตเตอร์ล่ะครับ อิอิ)

ป.ล. แต่เวลาอ่าน text ปรัชญาทำไมคนอ่านแปลไทย คุยกับคนอ่าน text อังกฤษแล้วทะเลาะกัน? เอ๊ะแล้วคนอ่าน text อังกฤษ กับ text อังกฤษ ก็ทะเลาะกันเหมือนกันหรือเปล่า???

5 thoughts on “ปัญหาเรื่อง การแปลภาษา

  1. I have to write in English because right now I am in Spain and the computer here does not have Thai keyboards. I think the reason why we have so many different languages is because languages are functions of our living. They are there to help us communicate about whatever topics that are useful in the environment. So people who live with one another or close with one another speak the same language, and when we find people who live far away it is likely that they don´t speak the same language. If we put two groups of Thai people and separate them for about fifty to sixty years with no connection between them, chances are that they will speak differently, and if time goes on they might not be able to understand each other´s talks.

  2. ผมว่าถ้าลองแยกออกเป็นความหมายขั้นต้นกับความหมายขั้นที่สองจะเห็นภาพเรื่องการแปลชัดมากๆเลยครับ

    เช่นว่า การที่เราใช้ภาษาไทย นั้นเป็นภาษาขั้นต้นของเรา เราเข้าใจความหมายมันโดยตรงซึ่งชี้ไปถึงอะไรบางอย่างที่เราเข้าใจร่วมกันในระดับสูง คือชี้ไปที่ความหมายขั้นต้นที่ตรงกัน

    แต่เมื่อเราใช้ภาษาอังกฤษ (ในระดับผมนะครับ ซึ่งไม่เก่งและไม่ค่อยได้ใช้) เราใช้เป็นภาษาขั้นที่สอง ในระดับที่เราไม่ค่อยได้ใช้ เราจะแปลมันผ่านภาษาไทยก่อน เช่น การเปิดพจนานุกรมเพื่อหาความหมายเป็นภาษาไทย(ยกเว้นบางคำง่ายๆซึ่งชี้ไปยังความหมายง่ายๆไม่ซับซ้อน) แล้วค่อยเข้าใจมันถึงความหมายขั้นต้นผ่านภาษาไทย ดังนี้แล้วการชี้ถึงตัวความหมายมันจึงต้องชี้ผ่านภาษาไทยแล้วค่อยชี้ไปยังตัวความหมายในภาษาไทยอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งพบเห็นมากเลยในเรื่องอารมณ์ของคำ เช่นคำด่า ในภาษาญี่ปุ่น เพื่อนผมเคยเล่าว่า การด่าเพื่อเปรียบเหมือนเป็นสัตว์ประหลาดต่างๆเช่นในภาษาไทยนั้นไม่มี คนญี่ปุ่นใช้ภาษาในอีกระดับหนึ่งเพื่อด่ากัน นั่นเป็นการไม่สุภาพแล้ว และมีแรงกระตุ้นถึงขนาดทำให้คนชกกันหรือยิงกันได้เลยทีเดียว(ภาษาไม่สุภาพถือเป็นการด่ากัน) แต่คนไทยด่ากันโดยเปรียบเทียบกับสัตว์ประหลาดต่างๆ แล้วยังในภาษาไทยที่คนแต่ละคนยังเข้าใจความหมายขั้นต้นแตกต่างกันอีก

    จะเห็นได้ว่า ในการใช้งานภาษา ถ้าผมจะเข้าใจภาษาอังกฤษและสื่อสารได้ถึงความหมายที่แท้จริง ผมอาจต้องไปใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเขาซักระยะหนึ่ง

    แต่ยังมีปัญหาอยู่ว่า ความหมายขั้นต้นที่ว่าน่ะครับ มันชี้ไปยังอะไร อะไรทำให้เกิดความเข้าใจที่ค่อนข้างตรงกันในระดับลึกซึ้ง ผมว่าคงไม่ใช่ประพจน์ไปซะทั้งหมด เพราะคำศัพท์หรือประโยคต่างๆมันมีทั้งความหมาย และอารมณ์ของภาษาที่ใช้ก็เป็นส่วนหนึ่งของความหมายด้วยเช่นกัน ถ้าเช่นนั้นเรื่องเวลาที่อาจารย์กล่าวถึง อาจเป็นได้ว่า เวลาทำให้ความหมายขั้นต้นที่ถูกบ่งถึงแตกต่างกันก็เป็นได้

  3. และผมลองมาคิดต่อดูครับว่าการชี้ที่ว่านี้มันอาจจะเป็นอย่างไรได้

    สมมติให้คำๆหนึ่งมีลักษณะเป็นขอบเขตของความหมาย ซึ่งครอบคลุมอยู่ในจักรวาลแห่งความหมายที่เป็นไปได้(ผมลองนึกภาพเรื่องเซ็ตดูน่ะครับ) แต่ละคำครอบคลุมขอบเขตความหมายไม่เหมือนกัน คำถามที่ตามมาคือ แต่ละภาษามีจุดร่วมกันอย่างไร คือมีจักรวาลแห่งความหมายที่เป็นไปได้คนละชุดกัน หรือคำในแต่ละภาษามีขอบเขตของความหมายต่างกัน และที่สุดจะติดปัญหาอยู่เช่นเดิมว่า คำที่เป็นนามธรรมมีความหมายชี้ไปถึงอะไร

    แต่ถ้ามองในอีกแบบหนึ่งว่าแต่ละคำมีจักรวาลแห่งความหมายที่เป็นไปได้ของตัวเอง และเราเข้าใจมันในขอบเขตหนึ่งๆ แล้วชุดของความเป็นไปได้นั้นเป็นความเข้าใจในแบบที่เฉพาะ กล่าวคือ ถูกเสริมแต่งขึ้นด้วยการเชื่อมโยงกันด้วยประสบการณ์เฉพาะต่างๆเกี่ยวกับคำนั้น ผ่านความสามารถในการจัดหมวดหมู่ และความสามารถในการทำให้เกิดความคิดรวบยอดของมนุษย์ เราจะคิดไปได้โดยง่ายว่า มีความหมายที่แท้เป็นตัวเป็นๆของคำต่างๆ แต่ลักษณาการนี้จะทำให้แม้เพียงคำก็จะมีความหมายเฉพาะ ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาว่า เราเข้าใจตรงกันได้อย่างไร ถ้าเป็นคำง่ายๆเช่น หมู เราก็ชี้ไป บอกว่ามันคือหมู แต่ถ้าเป็นความหมายเชิงนามธรรมล่ะ และแต่ละคนก็มีความหมายเฉพาะของคำหนึ่งๆไม่เหมือนกัน(ผ่านชุดปัจจัยเฉพาะของคำนั้นๆที่ตนเองเคยประสบมา) ผมคิดว่านั่นน่าจะเป็นความสามารถของมนุษย์มากกว่าในการจัดประเภทและสร้างความคิดรวบยอดครับ

    ขออภัยนะครับถ้าไม่ได้มีทฤษฏีอะไรรองรับมากมาย

  4. ถ้าจะถามว่าทำไมมีภาษามากมายเยอะแยะเหลือเกิน ทั้งๆที่เราต่างก็น่าจะมีความคล้ายคลึงกันในเรื่องของประสบการณ์ต่อโลกรอบๆตัว หนุนคิดว่าน่าจะตั้งคำถามที่ตัวความคิดของมนุษย์เสียมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น ในวัฒนธรรมโบราณที่ยิ่งใหญ่สองแห่ง ได้แก่อียิปต์และเมโสโปเตเมีย ที่มีลักษณะโลกภายนอก หรือสภาพแวดล้อมคล้ายกัน โดยเฉพาะเรื่องของน้ำท่วม เหตุการณ์เดียวกันนี้ส่งผลให้ชาวอียิปต์วางความเชื่อของตนลงบนเรื่องการกลับมาเกิดใหม่ (ก็โลกมันน่าอยู่) ในขณะที่ทางเมโสฯ อันเป็นต้นกำเนิดของศาสนาแบบเชื่อว่ามีชาตินี้ชาติเดียว กลับไม่อภิรมย์ชีวิตสักเท่าไหร่ เลยไม่ขอกลับมาเกิดอีกเหมือนฝั่งอียิปต์เขา

    เมื่อรากฐานทางความเชื่อและทรรศนะที่มีต่อโลกต่างกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การแสดงออกซึ่งความเชื่อเหล่านั้นที่ต่างกันไปด้วย และนั่นย่อมรวมถึงภาษา ที่ใช้บรรยายเช่นกัน ภาษาในแง่นี้จึงเกิดจากกรอบความเข้าใจของมนุษย์ต่อโลกธรรมชาติที่แตกต่างกันออกไปนั่นเอง

    ไควน์อาจจะบอกว่า เมื่อเราชาวเมโสไปอยู่กับชาวอียิปต์สักระยะหนึ่ง เมื่อศึกษาวัฒนธรรม หรือมีข้อมูลมากพอแล้ว ชาวเมโสอาจเข้าใจคำที่ชาวอียิปต์ใช้ก็เป็นได้ ดังนั้นการแปลภาษายังสามารถเป็นไปได้อยู่ ภายใต้การศึกษาที่ละเอียดรอบคอบ แต่สิ่งหนึ่งที่สงสัยคือ การเข้าใจระบบความเชื่อของชาวอียิปต์ จนสามารถหาคำใดๆในภาษาของชาวเมโสมาเทียบเคียงได้นั้น จะให้นัยยะที่เหมือนกันได้จริงหรือ หรือจะ “รู้สึก” ถึงนัยยะบางอย่างได้อย่างอัตโนมัติเท่าเจ้าของภาษาจริงหรือ

    เราอาจเห็นกรณีของเด็กที่เรียนเมืองนอก เรียนภาษาอังกฤษแต่เด็ก จนได้รับวิธีคิดแบบนั้นติดตัวมาด้วย หากเป็นดังนี้ การแปลอย่างตรงตัวแบบที่ไควน์ต้องการอาจเกิดขึ้นได้เพียงกรณีเช่นนี้เท่านั้นหรือเปล่า ไม่ใช่แค่การเข้าไปอยู่ระยะหนึ่ง แต่เป็นระยะเวลาที่เกือบเรียกได้ว่า กลายเป้นคนของวัฒนธรรมนั้นๆไปแล้ว แล้วเช่นนี้จะมีค่าต่างกับ การมีแต่เจ้าขงาษาเท่านั้นที่จะเข้าใจความหมาย หรือใช้ภาษาได้อย่างลุ่มลึก ตรงไหนกัน

  5. ผมมีเรื่องจริงเกี่ยวกับการแปลมาเล่าครับ…

    อาจารย์ผมคนหนึ่ง (ซึ่งเป็น Marxist) เล่าว่าแกเคยเถียงกับนักวิชาการเยอรมันคนหนึ่ง (ซึ่งเป็น Marxist เช่นกัน) เกี่ยวกับแนวคิดของ Marx พอเถียงกันหนักเข้า แต่ละฝ่ายก็ยกเอา Text ขึ้นมาอ้าง
    ซึ่งในที่สุดแล้วการถกเถียงนี้ก็จบลงด้วยการที่เยอรมันคนนั้นบอกว่าข้อความที่อาจารย์ผมยกมาหักล้างข้อโต้แย้งของเขานั้น “แปลผิด” : )

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s