เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับปรัชญาภาษาโดยตรง (ตอนที่ 2)

เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับปรัชญาภาษาโดยตรง (ตอนที่ 2)

ทฤษฎีหนึ่งอันเป็นที่ยอมรับทางปรัชญาโดยเฉพาะทางปรัชญาภาษา คือ ทฤษฎีที่ว่า “มนุษย์มีชุดของมโนทัศน์พื้นฐานอย่างน้อยชุหนึ่งร่วมกัน” ทำให้เราสามารถถ่ายทอดความหมายของคำจากภาษาหนึ่งมาสู่อีกภาษาหนึ่งได้ เช่น คำว่า “แมว” เพราะเรามีมโนทัศน์ของคำนี้อยู่ในชุดมโนทัศน์พื้นฐาน เช่น เราอาจเคยเห็นเคยรู้จักสัตว์ชนิดนี้มาก่อน ทำให้เราสามารถเข้าใจความหมายของคำนี้ได้ตรงกันกับผู้ที่ใช้ภาษาอื่นที่เคยมีประสบการณ์หรือมีมโนทัศน์นี้อยู่ในชุดมโนทัศน์พื้นฐานเช่นเดียวกับเรา หากทฤษฎีข้างต้นนี้เป็นจริงก็หมายความว่า การแปรภาษาจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ เราต้องมีชุดของมโนทัศน์พื้นฐานชุดเดียวกันกับของผู้ที่ใช้ภาษาอื่น แต่ถ้าเรายังไม่มีมโนทัศน์หรือความหมายของคำใดๆ ก็ตามอยู่ในชุดของมโนทัศน์พื้นฐานเดียวกับผู้ที่ใช้ภาษาอื่นแล้ว เราก็จะใช้วิธีสร้างมโนทัศน์นั้นๆ ขึ้นมาใหม่เสียก่อนด้วยการอธิบาย เช่นถ้าในภาษาไทยไม่มีมโนทัศน์ของคำว่า หมีโคอล่า (สัตว์ชนิดหนึ่งในทวีปอ๊อสเตเรีย) เราก็อาจต้องเริ่มต้นด้วยการอธิบายลักษณะของสัตว์ชนิดนี้ก่อน เช่น ชอบอากาศหนาว ชอบกินใบยูคาลิปตัส ฯลฯ หรืออาจไปดูของจริง หรือดูจากสารคดีชีวิตสัตว์โลก จนกว่าคนไทยจะมีมโนทัศน์นี้หรือสามารถเข้าใจความหมายของคำนี้
ในที่นี้ผู้เขียนจะไม่วิพากษ์ว่า ทฤษฎีข้างต้นถูกต้องหรือไม่แต่จะสมมุติว่าเป็นจริงเพื่อนำมาใช้วิเคราะห์สถานการณ์ทางปรัชญาของคนไทย ผู้เขียนคิดว่า คนไทยโดยทั่วไปไม่มีมโนทัศน์ทางปรัชญาอยู่ในชุดของมโนทัศน์พื้นฐาน เห็นได้ชัดโดยเฉพาะผู้ที่เพิ่มเริ่มศึกษาปรัชญาจะรู้สึกยากลำบากในการทำความเข้าใจวิชานี้ อย่างไรก็ตามคำว่า “มีมโนทัศน์” ที่กล่าวถึงในที่นี้มีความหมายเกี่ยวข้องเป็นอย่างยิ่งกับคำว่า “เข้าใจ” เพราะการที่เราจะมีมโนทัศน์อย่างใดอย่างหนึ่งก็หมายความว่า เราต้องเข้าใจสิ่งนั้นๆ หรือในทางกลับกันเราบอกไม่ได้ว่าเรามีมโนทัศน์อย่างใดอย่างหนึ่งได้โดยที่ไม่เข้าใจในสิ่งๆ นั้น การกล่าวว่า คนไทยโดยทั่วไปไม่มีมโนทัศน์ทางปรัชญาดูได้จากตัวอย่างการใช้ภาษา เช่น คำว่า “ความจริง” โดยทั่วไปเราเข้าใจคำคำนี้ว่า หมายถึงการกระทำบางอย่างที่ถูกปกปิดไว้และมาถูกเปิดเผยภายหลัง เช่นข้อความว่า “นายแดงเพิ่งรู้ความจริงว่านายดำเคยหนีการเกนทหาร” เราเข้าใจกันโดยทั่วไปว่า ความจริง ในข้อความนี้หมายถึงสิ่งที่นายดำปกปิดไว้แต่นายแดงก็มารู้เข้าจนได้ แต่ในข้อความที่ว่า “ตามการวิเคราะห์ทางปรัชญาความจริงมีอย่างน้อยสองแบบคือ ความจริงแบบอัตนัยและความจริงแบบปรนัย” คนไทยโดยทั่วไปจะไม่เข้าใจว่า ความจริง ที่กล่าวถึงในข้อความนี้หมายถึงอะไรกันแน่ เพราะเราไม่มีมโนทัศน์ของความจริงแบบอัตนัยและความจริงแบบปรนัยอยู่ในชุดของมโนทัศน์พื้นฐาน ยิ่งไปกว่านั้นบางคนอาจไม่เข้าใจว่า การวิเคราะห์ทางปรัชญาต่างจากการวิเคราะห์ทางอื่นๆ อย่างไร หรือการวิเคราะห์หมายถึงการทำอะไร
ลองดูอีกตัวอย่างหนึ่ง คือ ความหมายของคำว่า “ความรู้” สังเกตข้อความต่อไปนี้ ข้อความแรก “นายดำไม่มีความรู้ เพราะเขาไม่เคยเข้าโรงเรียน” ข้อความที่สอง “โซเครติสบอกว่า ตัวเขาเองไม่มีความรู้ เพราะไม่มีเหตุผลใดๆ ที่มีน้ำหนักเพียงพอมายืนยันว่า เขารู้สิ่งใดสิงหนึ่งได้จริงๆ “ เราอาจกล่าวข้อความแรกให้คนไทยโดยทั่วไปเข้าใจได้ทันทีโดยไม่ต้องอธิบาย แต่สำหรับข้อความที่สองเราอาจต้องอธิบายเพิ่มเติม เช่น เหตุผลมาเกี่ยวข้องกับความรู้ได้อย่างไร ฯลฯ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
อาจมีผู้อธิบายว่า วิชาปรัชญาเป็นวิชาเฉพาะแบบเดียวกับวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ ศัพท์ทางปรัชญาจึงเป็นศัพท์ทางเทคนิค เราจึงไม่สามารถเข้าใจได้อย่างเดียวกับที่เราไม่เข้าใจศัพท์ทางวิทยาศาสตร์กายภาพนั่นเอง ผู้เขียนคิดว่า การอธิบายเช่นนี้ยิ่งเป็นการยืนยันว่า คนไทยไม่มีมโนทัศน์ทางปรัชญาอยู่ในชุดของมโนทัศน์พื้นฐาน เพราะการบอกว่าความรู้แขนงใดเป็นความรู้เฉพาะทางก็หมายความว่า คนที่อยู่ภายนอกขอบเขตของแขนงความรู้นั้นไม่สามารถเข้าใจอย่างที่คนภายในเข้าใจได้ เพราะคนภายนอกไม่มีมโนทัศน์อย่างที่คนภายในมี แต่ถ้าตีความว่า ปรัชญาไม่ใช่วิชาเฉพาะทาง เพราะวิชานี้ศึกษาศักยภาพในการคิดของมนุษย์ ซึ่งศักยภาพนี้ย่อมเป็นเรื่องทั่วไปที่มีอยู่ในมนุษย์ปรกติทั่วไป คำถามที่ตามมาคือ ทำไมคนไทยโดยทั่วไปไม่มีมโนทัศน์ทางปรัชญา
คำตอบแรกที่เป็นไปได้คือ คนไทยไม่สนใจเรื่องศักยภาพในการใช้ความคิด หรือคำตอบที่สอง คนไทยมีชุดของมโนทัศน์ที่ใช้ในการคิดคนละชุดกับปรัชญา หรือคำตอบที่สามคือ คนไทยมีมโนทัศน์ทางปรัชญาเช่นเดียวกันแต่ใช้คำคนละคำในการเรียกมโนทัศน์นั้นๆ ซึ่งข้อเท็จจริงอาจตรงกับคำตอบใดก็ได้ เป็นเรื่องที่จะต้องศึกษาค้นคว้าต่อไป
ปัญหาเฉพาะหน้าคือ ดูเหมือนในภาษาไทยมีจุดอ่อนบางอย่าง ดังนั้นการพัฒนาวิชาปรัชญาของคนไทยก็อาจเป็นการให้ความสำคัญกับการสร้างมโนทัศน์ทางปรัชญาขึ้นในภาษาไทยนั่นเอง

สุทัศน์ ปึงศิริพัฒนา

One thought on “เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับปรัชญาภาษาโดยตรง (ตอนที่ 2)

  1. อย่าว่าแต่คนไทยเลย ฝรั่งเองก็ยังต้องมาเรียนปรัชญา ก่อนที่จะเข้าใจเรื่องต่างๆในวิชานี้ คุณลองไปคุยกับฝรั่งที่ไม่เคยเรียนปรัชญาเลย จะรู้ว่าเขาเองก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ ปรัชญายากพอๆกันทั้งกับคนไทยและฝรั่ง เพียงแต่ว่าฝรั่งศึกษาปรัชญามากกว่า เลยเขียนหนังสือไว้มากกว่าเท่านั้นเอง

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s