วิสามานยนาม, คำบ่งชี้, นิยมสรรพนาม

ในโพสนี้เราจะพูดถึงคำสามประเภทในภาษา ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆกันแต่ไม่เหมือนกัน เราได้พูดกันเกี่ยวกับวิสามานยนามกันมาค่อนข้างมากแล้ว วิสามานยนามคือชื่อเฉพาะที่ใช้เรียกกัน ซึ่งระบุถึงปัจเจกวัตถุหรือปัจเจกบุคคลโดยตรง (เว้นแต่ว่าเราถือทฤษฎีแบบของคัสตาเญดา ซึ่งไม่เชื่อว่าวิสามานยนามที่แท้จริงมีอยู่จริง และวิสามานยนามเป็นคำย่อของคำบรรยายเจาะจงตัวเสมอ) ตัวอย่างก็คือ “ทักษิณ ชินวัตร” หรือ “สนธิ ลิ้มทองกุล”

แต่ก็ยังมีคำอีกสองประเภทในภาษา ที่ทำหน้าที่คล้ายๆกันวิสามานยนาม แต่เป็นคำที่เรียกได้ว่าอยู่ในแกนกลางของภาษามากกว่า เพราะใช้กันบ่อยมาก ประเภทแรกเรียกว่า “คำบ่งชี้” หรือ indexical ในภาษาอังกฤษ คำบ่งชี้ได้แก่คำที่ความหมายแปรไปตามแต่ละสถานการณ์ ตัวอย่างที่ใช้กันบ่อยก็เช่น “ฉัน” “เธอ” และอื่นๆแบบเดียวกัน ตัวอย่างของการใช้ที่ทำให้ความหมายแตกต่างกันก็เช่น หากทักษิณพูดประโยคว่า “ข้าพเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรี” กับสมัครพูดประโยคเดียวกันนี้ ประโยคเดียวกันนี้จะเป็นจริงสำหรับทักษิณในปี 2546 แต่เป็นเท็จสำหรับสมัครในปีนั้น แต่หากพูดในปีนี้ ประโยคนี้จะเป็นจริงสำหรับสมัครในปี 2551 แต่เป็นเท็จสำหรับทักษิณในปีเดียวกันนี้ อีกตัวอย่างก็ได้แก่ คนสองคนพูดประโยคเดียวกันว่า “ฉันเป็นผู้หญิง” คนแรกพูดความจริง เพราะเขาเป็นผู้หญิงจริงๆ ในขณะที่อีกคนพูดประโยคเดียวกันนี้ แต่เป็นประพจน์ที่เป็นเท็จ เพราะตัวผู้พูดเป็นผู้ชาย

ดังนั้น คำเช่น “ที่นี่” “เดี๋ยวนี้” เป็นคำที่ความหมายแปรไปตามบริบททั้งสิ้น และคำเหล่านี้ก็ได้ชื่อว่า “คำบ่งชี้” แต่ก็ยังมีคำอีกประเภทหนึ่งที่คล้ายกันมาก ได้แก่ “นิยมสรรพนาม” ได้แก่คำว่า “นี้” “นั้น” “โน้น” “นี่” “นั่น” “โน่น” ซึ่งความหมายของคำเหล่านี้ จะเป็นการ “ระบุ” ถึงวัตถุที่เฉพาะเจาะจง โดยผู้พูดต้องมีการแสดงอาการที่ “ชี้” หรือ “ระบุ” ตามไปด้วยเสมอเมื่อใช้คำเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น ผมพูดว่า “แก้วใบนี้สีขาว” โดยถือแก้วใบหนึ่งอยู่ในมือและแสดงอาการว่า กำลังหมายถึงแก้ว (หรือถ้วย🙂 ) ใบนี้ วลี “ใบนี้” ก็ต้องระบุถึงแก้วใบที่ผมถือ และ “แก้วใบนี้” ก็เลยกลายเป็นวลีเจาะจงตัว ที่ทำหน้าที่เช่นเดียวกับวิสามานยามหรือคำบรรยายเจาะจงตัว ในภาษาอังกฤษ จะเรียกนิยมสรรพนามว่า ‘demonstrative’

ข้อแตกต่างระหว่าง indexical กับ demonstrative ก็คือว่าการใช้ indexical ไม่ต้องมีการแสดงอาการที่ใช้เพื่อระบุหรือชี้ ในขณะที่การใช้ demonstrative มีการใช้เช่นนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมก็เป็นคำที่ทำงานคล้ายๆกัน และหากเราพิจารณาภาษาไทยของเรา ก็จะพบว่าความแตกต่างระหว่าง indexical กับ demonstrative ไม่ได้มีมากแบบที่ปรากฏในภาษาอังกฤษ หรือในภาษาอินโด-ยุโรปอื่นๆ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ในวงการปรัชญาภาษาโดยทั่วไป จะถือว่า คำว่า ‘today’ ‘tonight’ ‘here’ ‘now’ เป็น indexical ไม่ใช่ demonstrative แต่พอดูคำเหล่านี้ในภาษาไทย – “วันนี้” คืนนี้” “ที่นี่” “เดี๋ยวนี้” จะเห็นว่ามีการประสมคำ ที่ใช้คำสามานยนามปกติรวมกับนิยมสรรพนาม ซึ่งทำให้เห็นชัดว่า เป็นการใช้แบบ demonstrative

นักปรัชญาที่เชื่อว่าคำที่มีความหมายแบบ “วันนี้” “คืนนี้” เป็น indexical อาจจะเถียงว่า คำเหล่านี้สามารถใช้ได้โดยไม่ต้องมีการชี้หรือการแสดงอาการระบุลงไป การพูดว่า “วันนี้ฝนตก” ก็ไม่จำเป็นต้องมีการชี้ไปที่ปฏิทินเสมอไป ว่าเป็นวีน “นี้” หรืออะไรทำนองนี้ แต่อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของคำ (หรือวลี) “วันนี้” ก็ดูจะแสดงชัดว่า เป็นการใช้นิยมสรรพนามประกอบกับสามานยนาม เช่นเดียวกับ “แก้วใบนี้” แต่นักปรัชญาหรือนักภาษาศาสตร์ที่เชื่อว่า “วันนี้” เป็น indexical ก็อาจจะบอกต่อไปว่า โครงสร้างของทั้งสองไม่เหมือนกันทีเดียว เพราะเราไม่พูดว่า “แก้วนี้” (ซึ่งฟังแปลกๆ) แต่พูดว่า “วันนี้” ไม่ใช่ “วันวันนี้” คือเราไม่ได้เอาลักษณนามไปแทรกระหว่างสามานยนามกับนิยมสรรพนาม เรื่องนี้สามารถเป็นหัวข้อวิจัยได้เลย ทั้งในปรัชญาและในภาษาศาสตร์ หรือในหลักสูตรภาษาไทย เพราะผมค่อนข้างแน่ใจว่า ยังไม่มีใครเคยคิดเรื่องพวกนี้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม เรากลับมาที่ประเด็นทางปรัชญาล้วนๆ ปัญหาหลักของ indexical กับ demonstrative ก็คือว่า ในระบบของอรรถศาสตร์ที่มีแบบจำลองอยู่ที่ระบบของภาษาแบบแผน เราต้องหาทางที่จะกำจัดความกำกวมให้หมดไปจากระบบ เพราะหากมีความกำกวม การวางระบบหรือทฤษฎีของภาษาก็เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น เนื่องจากคำบ่งชี้มีความกำกวมในตัวของมันเอง จึงมีนักปรัชญาพยายามเสนอทฤษฎี เพื่ออธิบายความหมายของคำประเภทนี้ ดังนั้น จึงมีความพยายามที่จะเสนอว่า ประโยคเช่น

(1) ฉันรู้สึกดีใจจนตัวลอย

เมื่อหนุนเป็นคนพูด ก็จะมีความหมายว่า

(2) หนุนรู้สึกดีใจจนตัวลอย

ก็คือทฤษฎีจะพยายามแทนที่คำบ่งชี้ ด้วยคำที่ความหมายไม่ได้ขึ้นกับบริบท ตามความคิดของนักปรัชญาเหล่านี้ (ผมจำชื่อไม่ได้ ต้องไปค้น) ประโยค (1) กับ (2) แสดงประพจน์เดียวกัน คือมีความหมายเหมือนกัน

แต่ก็มีนักปรัชญาเช่น Castañeda ที่เสนอว่า ประโยคที่มีคำบ่งชี้ ไม่สามารถลดทอนลงเป็นประโยคที่ไม่มีคำบ่งชี้ได้ กล่าวคือคำบ่งชี้เป็นส่วนประกอบของความหมายของประโยคที่ไม่สามารถทอนเป็นแบบอื่นได้ ดังนั้นตามความคิดของ Castañeda ประโยค (1) กับ (2) มีความหมายที่แตกต่างกันเสมอ

ทีนี้เราลองคิดดูว่า ต่างกันอย่างไร?🙂

4 thoughts on “วิสามานยนาม, คำบ่งชี้, นิยมสรรพนาม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s