“พระอภัยมณี”

กำลังเป่าปี่ปัญหาที่สำคัญมากๆปัญหาหนึ่งเกี่ยวกับ proper names ได้แก่เรื่องชื่อของบุคคลหรือวัตถุ (ส่วนมากจะเป็นบุคคล) ที่ไม่มีอยู่จริง เช่น “พระอภัยมณี” ปัญหาก็คือว่า ในหลักอรรถศาสตร์ของภาษาแบบแผนที่เราเคยเรียนมาในวิชา logic ชื่อแบบนี้ไม่สามารถมีได้ เพราะจะผิดไวยากรณ์ ดังนั้น ประโยคที่ประกอบด้วยชื่อเช่นนี้จะถือว่า “ill formed” ซึ่งหมายความว่า เป็นกลุ่มของสัญลักษณ์ที่ไม่มีความหมาย เนื่องจากเรียงคำผิดกฎ

แต่ในภาษาธรรมชาติ เราพูดถึงคนที่ไม่มีอยู่จริงเป็นประจำ และเป็นเรื่องปกติ เช่น เราพูดถึงตัวละครในนิยาย เช่นพระอภัยมณี ผีเสื้อสมุทร หรือพูดถึงคนที่เราแต่งเรื่องขึ้นมา เพื่อหลอกตำรวจให้เข้า่ใจไปว่า คนๆนั้นแหละเป็นคนทำผิด ตั้งชื่อคนๆนั้นให้เสร็จสรรพ

ทีนี้ ปัญหาก็คือว่า เรามีประโยคแบบนี้

(1) พระอภัยมณีไม่มีตัวตนอยู่จริง

(1) เป็นความจริงแน่นอน ไม่มีใครสงสัย แต่เราจะอธิบายการที่ (1) เป็นจริงได้อย่างไร ตามหลักการของ Meinong จะบอกในทำนองว่า ชื่อ “พระอภัยมณี” บ่งถึงอะไรบางอย่าง ซึ่งอะไรบางอย่างนั้นไม่มีอยู่จริง Meinong จะบอกว่า การพูดแบบนี้ไม่มีการขัดแย้งใดๆ เพราะอะไรบางอย่างที่ว่านี้ (ซึ่งก็ได้แก่ตัวพระอภัยมณี) มีอยู่ในอีกสถานะหนึ่ง ที่ไม่ใช่การมีอยู่ในอวกาศเวลาแบบที่เราเข้าใจ แล้วการพูดว่าพระอภัยมณีไม่มีตัวจริง ก็เพียงแค่พูดว่า พระอภัยมณีคนนี้ ที่อยู่ในสถานะหนึ่ง มิได้อยุ่ในอีกสถานะหนึ่ง ซึ่งได้แก่การมีอยู่จริงในอวกาศเวลา

แต่ปัญหาของไมนองก็คือว่า จะอธิบาย “การมีอยู่ในอีกสถานะหนึ่ง” ที่ไม่อยู่ในอวกาศกับเวลาได้อย่างไร?

หรือหากจะวิเคราะห์แบบ Russell ชื่อ “พระอภัยมณี” ก็อาจเป็นคำย่อของ “พ่อของสินสมุทรกับสุดสาคร” ซึ่งจากการวิเคราะห์ของ Russell ประโยคนี้ก็ได้ว่าอย่างนี้

(2) มีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่เป็นพ่อของสินสมุทรกับสุดสาคร และคนๆนั้นไม่มีอยู่จริง

ปัญหาของ (2) ก็คือว่า เนื่องจากไม่มีใครที่เป็นพ่อของสินสมุทรกับสุดสาคร (เนื่องจากไม่มีสินสมุทรกับสุดสาครให้ใครมาเป็นพ่อ) (2) ก็เป็นเท็จ แต่ตามทฤษฎีของ Russell (2) มีความหมายเดียวกันกับ (1) ซึ่งถ้า (2) เป็นเท็จ (1) ก็ย่อมเป็นเท็จไปด้วย??

14 thoughts on ““พระอภัยมณี”

  1. จากท่อ้างว่า ไม่มีสินสมุทรกับสุดสาคร ให้ใครมาเป็นพ่อนั้น ไม่น่าจะถูกนะครับ เพราะการมีหรือไม่มีในที่นี้ เรากำลังพูดถึง การมีอยู่ในอีกสถานะหนึ่ง ซึ่งในสถานะนั้นถือว่า พระอภัยมณี สินสมุทร สุดสาครนั้นมีอยู่ไม่ใช่หรือ

    ดังนั้น (2) ก็ไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นเท็จ เพราะขึ้นกับความมีอยู่ของสินสมุทรกับสุดสารครอยู่ดี ซึ่งก็ทำได้ไม่รู้จบแบบของพระอภัยมณี เช่น สุดสาครถูกเลี้ยงโดยฤๅษี และไม่มีอยู่จริง หรือแม้กระทั่งจะวนมาเป็นวงกลม เช่น สินสมุทรคือลูกของพระอภัยมณีและไม่มีอยู่จริง

    ดังนั้น ในท้ายที่สุด หากเรายึดตามกระบวนการนี้ ก็ไม่น่าจะสามารถบอกได้ว่า การมีอยู่ในอีกสถานะหนึ่ง คืออะไร

  2. คือว่าจริงๆแล้วไม่มีทั้งพระอภัย สินสมุทร สุดสาคร นางเงือก นางผีเสื้อ ฯลฯ ไม่มีอยู่เลยครับ มีแต่ตัวหน้งสือพิมพ์อยู่บนกระดาษที่เป็นงานแต่งของท่านสุนทรภู่ ดังนั้น Russell ก็เลยสรุปว่าประโยคเช่น​ “พระอภัยมณีเป็นพ่อของสินสมุทรกับสุดสาคร” เป็นเท็จ แต่ถ้าประโยคนี้เป็นเท็จ เพราะพระอภัยกับสินสมุทรสุดสาครไม่มีอยู่จริง ประโยคที่ว่า “พระอภัยมณีไม่มีตัวตนอยู่จริง” ก็ย่อมเป็นเท็จไปด้วย เพราะเหตุผลเป็นแบบเดียวกัน (คือไม่มีพระอภัย) แต่เราถือว่าประโยคหลังนี้เป็นจริง เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ สรุปเรื่องก็คือว่า เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าทรรศนะแบบของ Russell น่าเชื่อถือครับ?

    ขอขอบคุณมากๆที่ส่งความเห็นมาครับ

  3. เป็นไปได้ไหมครับว่า ต้นตอของปัญหาอยู่ที่ความน่าฉงนของการที่ประโยคซึ่งบรรยายสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่ในโลกสสารวัตถุ สามารถถูกใช้งานกันได้อย่างมีความหมายในชีวิตประจำวัน ผมกำลังหมายความว่า ประเด็นพื้นฐานของเรื่องนี้อาจเป็นเรื่อง “ความหมาย” ของข้อความประเภทดังกล่าว

    แต่การยกปัญหาเรื่องของ “การดำรงอยู่” หรือ “ไม่ดำรงอยู่” ของสิ่งที่ข้อความนั้นบรรยายถึงขึ้นมาพิจารณานั้น อาจเป็นผลที่ตามมาจากการที่นักปรัชญาบางคน presuppose ว่าเขาสามารถอธิบายความหมายของข้อความโดยใช้ “เงื่อนไขความจริง”
    และเป็นไปได้ว่า เขาเชื่อว่าเขาสามารถใช้เกณฑ์เดียวกันนี้มาอธิบายความหมายของข้อความในทุกๆลักษณะ

    ลองพิจารณาข้อความ 3 ข้อความดังนี้

    (A) “นายชูวิทย์ประสบอุบัติเหตุขณะหาเสียง”

    (B) “พระอภัยมณีเป่าปี่เก่ง”

    (C) “2 + 2 = 4”

    เราอาจใช้เงื่อนไขความจริงมาอธิบายหมายความหมายของ (A) ได้ โดยถือว่า “นายชูวิทย์” เป็นวิสามัญนามที่ระบุถึงบุคคล และถือว่าภาคแสดง “…ประสบอุบัติเหตุขณะหาเสียง” บรรยายถึงข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในโลก แต่หากเราใช้เงื่อนไขความจริงกับข้อความแบบ (C) เราก็จะเกิดคำถามทางปรัชญาคณิตศาสตร์ว่า ตกลงจำนวนนั้นมีสถานะทางภววิทยาอย่างไร? (ซึ่งก็ดูน่าสนุกดีที่จะคิด) ผมคิดว่าคำถามนี้ตามมาจากการที่เราพบว่าเราสามารถใช้งานข้อความทางคณิตศาสตร์ได้อย่างมีความหมายและคล่องแคล่วและสามารถประยุกต์ข้อความทางคณิตศาสตร์ในทางปฏิบัติได้ เช่น คำณวนเงินทอน คำณวนการสร้างตึก เป็นต้น แต่เราทำแบบนั้นได้อย่างไร?

    ซึ่งก็มีนักปรัชญาบางคนมีข้อเสนอในแบบหนึ่งว่า อันที่จริงแล้ว ข้อความ (C) นั้น เราเข้าใจผ่าน “เงื่อนไขการพิสูจน์” ซึ่งในที่นี้อาจจำกัดว่า “การพิสูจน์” คือการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ อย่างที่เราเคยเรียนกันมาตอนอนุบาล เช่น การตั้งบวกด้วยนิ้วมือ หรือการตั้งบวกบนหน้ากระดาษแบบเว้นบรรทัด เป็นต้น ซึ่งในที่สุดแล้ว การที่จะเข้าใจความหมายของข้อความ (C) ได้นั้น ก็ไม่ได้เป็นเรื่องลึกลับอะไร ก็เป็นเพียงแค่ว่า เราหัดใช้คณิตศาสตร์ได้เป็นแล้วก็เท่านั้น

    และถ้ารับแบบนี้ เราก็อาจจะบอกว่า เราอาจใช้เงื่อนไขความจริงกับข้อความ (A) ได้ และเราจะใช้เงื่อนไขการพิสูจน์กับข้อความ (C) และหากรับเช่นนี้ ก็เป็นไปได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องถือว่า “เงื่อนไขความจริง” เป็นเงื่อนไขที่ถูกต้องที่สุดเพียงเงื่อนไขเดียวที่ใช้ในการอธิบายความหมายของข้อความ

    หากเป็นเช่นนี้ เราก็อาจสามารถลองคิดดูว่า เราจะเข้าใจการที่ข้อความ (B) มีความหมาย ภายใต้เงื่อนไขอื่นที่ไม่ใช่เงื่อนไขความจริงได้หรือไม่ นั่นย่อมหมายความว่า เราไม่จำเป็นต้องถามถึงสถานะทางภววิทยาของ “พระอภัยมณี” และสถานการณ์ที่ “พระอภัยมณีเป่าปี่เก่ง” ในการที่จะเข้าใจข้อความว่า “พระอภัยมณีเป่าปี่เก่ง”

    ….แต่จะเป็นเงื่อนไขอะไรนั้น ผมยังไม่มีความเห็นที่ชัดเจนครับ

    1. น่าฉงนมากๆเลยครับ เราพูดถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่เป็นประจำ แล้วการพูดนี้มีประโยชน์มากเสียจนถ้าเราพูดไม่ได้ เราจะทำอะไรไม่ได้เท่าไหร่เลย ตัวอย่างง่ายๆ คือเรากำลังจะสร้างบ้าน ทีนี้ก่อนจะสร้างก็ต้องมีแบบแปลน แล้วเราก็ต้องพูดถึงบ้านหลังนี้ (ที่ยังไม่ได้สร้าง) ถ้าพูดไม่ได้ ก็หมายความว่าเราจะวางแผนอะไรเกี่ยวกับบ้านหลังนี้ไม่ได้เลย เช่น เราอยากพูดว่าบ้านหลังนี้น่าจะมีหน้าต่างห้าบาน แทนที่จะเป็นสี่บาน ก็พูดไม่ได้ เพราะบ้านที่ว่ามันยังไม่มีอยู่

      ทีนี้ถ้าเรารับว่าพูดได้ มันก็ไปกระทบกับแนวคิดเรื่อง “ความจริง” เพราะสามัญสำนึกมักบอกเราว่า อะไรที่จริงต้อง “มีอยู่” จริงๆ เช่นบอกว่าอภิสิทธิ์เป็นนายกรักษาการตอนนี้ ก็เป็นจริง เพราะมีอภิสิทธิ์อยู่จริงๆ ถ้าไม่มีอภิสิทธิ์ หรือตอนนี้อภิสิทธิ์ไม่ได้รักษาการนายก ที่พูดมานี้ก็กลายเป็นเท็จไป แต่เวลาเราพูดถึงบ้านที่ยังไม่ได้สร้าง มันยังไม่มีบ้านนี้อยู่ แล้วเราจะพูดอะไรที่เป็นจริงกะบ้านหลังนี้ได้ยังไง?

  4. ขอเสริมอีกนิดนึงครับ

    ในการบอกว่า ” “…..” จริง ” เราอาจไม่ได้ใช้คำว่า “จริง” ไปในแบบเดียวกันในทุกๆกรณี

    เช่น จาก comment บน การบอกว่า ” “ชูวิทย์ประสบอุบัติเหตุขณะหาเสียง” เป็นความจริง” เราอาจกำลังบอกว่า มันมีสถานการณ์นั้นๆเกิดขึ้นในโลกนี้ ในขณะที่หากบอกว่า ” “2+2=4″ เป็นความจริง” เราอาจกำลังใช้ “จริง” ในนัยยะของ “จริงทางคณิตศาสตร์” ซึ่งเราอาจจะเปลี่ยนมาพูดว่า ” “2+2=4″ เป็นข้อความที่ถูกต้อง” ก็น่าจะได้ เหมือนที่เราบอกว่า “เธอบวกเลขผิด” เราไม่ได้พูดว่า “เธอบวกเลขเป็นเท็จ” และมันก็เป็นไปได้ว่า “2+2=4” อาจจะเป็นข้อความที่ผิดในระบบเลขคณิตแบบอื่นก็ได้ หากมีประเทศหนึ่งที่สอนให้เด็กบวกเลขในอีกระบบหนึ่งจนเขาใช้คณิตศาสตร์ระบบนั้นเป็น การยืนยันข้อความ “2+2=4″ ในข้อสอบของประเทศนั้นก็จะถือว่าเป็นการบวกเลขผิด เป็นต้น

    ในที่นี้ เวลาเราพูดว่า ” “พระอภัยมณีเป่าปี่เก่ง” เป็นความจริง” หรืออย่างที่อาจารย์ยกมา ” “พระอภัยมณีไม่มีตัวตนอยู่” เป็นความจริง” เราใช้คำว่า “จริง” ในนัยยะไหน สมมุติหากมีคนพูดว่า ” “พระอภัยมณีไม่มีตัวตนอยู่” นั้นเธอกล่าวได้ถูกต้องแล้ว” เราจะพอเข้าใจคำพูดแบบนี้ได้หรือไม่?

    1. ขอตอบอีกทีนะครับ พอดีกี๊ไม่เห็นข้อความของคุณทั้งหมด

      ผมว่าคุณพูดถูกมากๆเลย ที่เอาตัวอย่างมาจากคณิตศาสตร์ คือเราไม่จำเป็นต้องเชื่อว่ามี “จำนวนสอง” ตัวจริงที่อยู่บางแห่ง ถึงจะยืนยันได้ว่า “2 + 2 = 4” เป็นความจริง อันนี้ผมเห็นด้วยเลย แล้วเมื่อเราเอาหลักการเดียวกันมาใช้กับพระอภัย ก็น่าจะออกมาเป็นว่า เราไม่จำเป็นต้องไปคิดก่อนว่า ต้องมีหรือไม่มีพระอภัย เราถึงจะสร้างประโยคที่เป็นจริงหรือเป็นเท็จกะพระอภัยได้

      เราไม่ต้องทำอย่างนั้นก็ได้ แต่เราก็มีหลักฐานเชิงประจักษ์อยู่ ได้แก่หนังสือนิยายกลอนเรื่องพระอภัยมณี ของท่านสุนทรภู่ หนังสือเล่มนี้เป็นต้นตอของทุกอย่างที่เรารู้เกี่ยวกับพระอภัย รวมทั้งเรื่องที่ท่านเป่าปี่เก่งด้วย ดังนั้นเราอาจบอกได้ว่าเวลาเราพูดว่า “พระอภัยเป่าปี่เก่ง” เรากำลังพูดความจริง โดยความจริงดังกล่าวอ้างอิงอยู่กับนิยายเรื่องพระอภัยของท่านสุนทรภู่

      1. สมมติถ้าเรากล่าวว่า “พระอภัยเป่าปี่เก่ง”เป็นจริง (โดยที่ความจริงดังกล่าวอ้างอิงอยู่กับนิยายเรื่องพระอภัยของท่านสุนทรภู่) , ปี่ ที่พระอภัยมณีเป่านั้น เรากำลังอ้างอิงถึงหลักฐานเฉพาะอันใด ระหว่าง 1) ปี่ จริงๆในโลก หรือ 2) ปี่ ที่อยู่ในนิยาย ซึ่งคำตอบน่าจะเป็น ปี่ ที่อยู่ในนิยาย เพราะ พระอภัยมณีที่อยู่ในนิยายจะออกมาเป่าปี่ที่อยู่ในโลกจริงๆได้อย่างไร และถ้าเป็นอย่างนี้ ผมสงสัยว่า เมื่อเราเห็นประโยค “พระอภัยเป่าปี่เก่ง” เราสามารถอ้างอิง(reference)ถึง ปี่ สองสภาวะพร้อมกันได้หรือไม่ เพราะมันขัดกับสามัญสำนึก เมื่อพูดถึงปี่ เราก็รู้ว่าปี่มีอยู่ในโลกจริง แต่เรากลับจำเป็นต้องอ้างถึงปี่ที่อยู่ในนิยาย เนื่องจากพระอภัยฯมีตัวตนอยู่ในนิยาย

      2. ความแตกต่างอยู่ที่ว่า “พระอภัย” เป็น วิสามานยนาม แปลว่า “ชื่อเฉพาะ” ส่วน “ปี่” เป็น สามานยนาม (คำนามทั่วไป) ความแตกต่างก็คือว่าชื่อเฉพาะบ่งถึงคนๆเดียว ส่วนคำนามทั่วไปบ่งถึงหลายสิ่งที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่น “ปี่” บ่งถึงปี่ต่างๆที่มีอยู่ หรือปี่โดยทั่วไป ทีนี้ข้อแตกต่างที่สำคัญก็คือว่า เนื่องจากคำนามทั่วไปไม่ระบุว่าจะต้องระบุถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยเฉพาะ การที่คำนามทั่วไปจะระบุถึงสิ่งที่ไม่มีอยู่จึงเป็นเรื่องปกติ ไม่มีปัญหาอะไร เช่นคำว่า “มังกร” ระบุถึงสัตว์ประเภทหนึ่งที่ไม่มีอยู่จริง แต่เราก็พูดอะไรที่เป็นจริงเป็นเท็จกับมังกรได้ เช่นบอกว่า “มังกรเป็นสัตว์นำโชค” หรือ “มังกรมีสี่ขา” พวกนี้ตัดสินได้ทันทีว่าเป็นจริงหรือเท็จ แต่เวลาเราพูดถึงพระอภัย เราไม่ได้หมายถึงกลุ่มของสิ่งต่างๆ เช่นกลุ่มของมังกร หรือกลุ่มของปี่ แต่เราพุ่งเป้าไปที่ตัวบุคคลคนนั้น ที่มีชื่อว่าพระอภัยมณี ที่เป็นลูกชายเจ้าเมือง มีน้องชื่อศรีสุวรรณ ฯลฯ

        สรุปก็คือว่า ในประโยค “พระอภัยมณีเป่าปี่เก่ง” คำว่า “ปี่” ในประโยคนี้ไม่จำเป็นต้องหมายถึงปี่ในโลกวรรณกรรม แต่เป็นปี่ธรรมดาๆ แบบที่เค้าใช้เป่าเวลาต่อยมวยนั่นแหละ ที่เป็นอย่างนี้ได้ก็เพราะว่าคำว่า “ปี่” เป็น common noun ไม่ใช่ proper name

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s