ปัญหาที่เป็นไปได้ของทฤษฎีชี้แข็ง

ปัญหาที่เป็นไปได้ของทฤษฎีชี้แข็ง

ปัญหาของทฤษฎีชี้แข็งคือ ถ้าสอง substance s1 กับ s2 มีชุดของคุณสมบัติเดียวกัน (อาจเรียกชุดของคุณสมบัตินี้ว่า ค1) โดยที่ s1 อยู่ในโลกที่เป็นไปได้โลกหนึ่ง ส่วน s2 อยู่ในโลกที่เป็นไปได้อีกโลกหนึ่ง เมื่อผู้พูด ก. พูดถึง s ที่มีคุณสมบัติ ค1 เขาจะหมายถึง s1 แต่เมื่อผู้ฟัง ข. ฟังแล้วกลับเข้าใจว่าหมายถึง s2 หรือ ข. อาจเข้าใจว่า ก. หมายถึง s1 ก็ได้ ปัญหาอยู่ตรงที่ ก. ไม่มีทางจะรู้ได้ว่า ข. จะเข้าใจตรงกันกับตนหรือไม่ หรือ ข. กำลังเข้าใจถึง s1 หรือ s2 กันแน่ ในขณะเดียวกัน ข. ก็ไม่มีทางรู้ได้ว่า เมื่อ ก. พูดถึง s ที่มีคุณสมบัติ ค1 นั้น ก. หมายถึง s1 หรือ s2 กันแน่ หมายความว่า ในกรณีที่สิ่งที่ถูกบ่งถึงมีชุดของคุณสมบัติเดียวกันแม้จะมีสอ substance ที่แยกเป็นเอกเทศจากกันแต่ก็จะไม่รู้อยู่ดีว่ากำลังหมายถึงอันไหน คุณสมบัตคือตัวแบ่งประเภทจัดกรอบความคิดของเรา เมื่อสิ่งที่ถูกบ่งถึงมีคุณสมบัติเดียวกันแม้จะมีสองหน่วยหรือสอง substance เราก็ไม่สามารถรู้ได้ว่าหมายถึงหน่วยไหน

วิธีแก้ปัญหาที่เป็นไปได้วิธีที่หนึ่งคือ ใช้โลกที่สิ่งที่ถูกบ่งถึงนั้นเป็นตัวแยกประเภท ได้แก่ เมื่อ ก. พูดถึง s ที่มีคุณสมบัติ ค1 เขาหมายถึง s1 และเขาต้องอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่าเขาหมายถึง s1 ที่อยู่ในโลกที่เป็นไปได้ a ส่วน ข. เมื่อเขารับฟังจาก ก. เขาก็ต้องอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า เขาเข้าใจถึง s2 ที่อยู่ในโลกที่เป็นไปได้ b ด้วยวิธีนี้ทั้งคู่ก็สามารถเข้าใจได้ว่าพวกเขากำลังพูดถึงคนละสิ่งกัน หรือถ้า ข. รับฟังจาก ก. แล้วเขาอธิบายเพิ่มเติมว่า เขาเข้าใจถึง s1 ที่อยู่ในโลกที่เป็นไปได้ a ก็จะหมายความว่า ทั้งคู่เข้าใจถึงสิ่งเดียวกัน ปัญหาที่ตามมาคือ ก. กับ ข. ไม่มีทางรู้ได้ว่า s1 และ s2 แท้ที่จริงแล้วเป็น substance เดียวกันหรือเป็นคนละsubstance กันแน่ เพราะอาจเป็นไปได้ว่า substance เดียวกันแต่เมื่ออยู่ โลก a แล้วเป็น s1 แต่เมื่ออยู่โลก b แล้วเป็น s2 หรืออาจเป็นคนละ substance จริง ปัญหาคือ ก. กับ ข. รู้ไม่ได้ หรือถ้า s1 กับ s2 เป็นคนละ substance จริงแต่อาจมีบางเวลาที่แปลกประหลาดคือการที่ทั้งสองสลับโลกกันอยู่ คือ s1 สลับไปอยู่โลก b ส่วน s2 สลับมาอยู่โลก a ดังนั้น แม้ ก. จะอธิบายเพิ่มเติมว่าเขาหมายถึง s1 ที่อยู่ในโลก a ในช่วงเวลาที่ s1 สลับโลกกับ s2 s1 ที่ ก. หมายถึงก็จะไม่ใช่ s1 ปัญหาอยู่ตรงที่แม้จะใช้ชื่อโลกที่ substance อยู่เป็นตัวชี้ความแตกต่างแต่การทำเช่นนี้ก็อาจไม่สามารถแยกความแตกต่างได้จริง

วิธีแก้ปัญหาที่เป็นไปได้วิธีที่สองคือ ทฤษฎีชี้แข็งจะต้องพิสูจน์ข้อความต่อไปนี้ว่า เป็นจริง คือ ข้อความ p* “ถ้า s1 มีคุณสมบัติ ค1 s1 จะต้องมีคุณสมบัติ ค1 ในทุกๆ โลกที่ s1 อยู่” หรือ “ไม่มีโลกใดเลยที่ s1 ไม่เป็น ค1” หมายความว่า ค1 เป็นเอกลักษณ์ของ s1 เท่านั้น ถ้าทำเช่นนี้ได้ก็จะไม่เกิดปัญหาข้างต้นที่ว่าเราไม่สามารถแน่ใจว่าเราเข้าใจเหมือนกัน เพราะแต่ละสิ่งที่ถูกบ่งถึงนั้นจะมีคุณสมบัติที่ไม่ซ้ำกัน แต่ข้อความ p* นี้เป็นเท็จ เพราะ ประการแรก คุณสมบัติเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ ณ เวลาหนึ่ง s1 อาจมีคุณสมบัติ ค1 แต่เมื่อเวลาผ่านไป s1 อาจไม่เป็น ค1 ก็ได้ เช่น ในชุดของคุณสมบัติ ค1 อาจประกอบด้วยลักษณะที่ว่า เป็นคนมีเหตุผล เป็นคนขยัน เป็นต้น คือ ณ เวลาหนึ่ง s1 เป็นคนมีเหตุผลเป็นคนขยัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป s1 อาจกลายเป็นคนไร้เหตุผลกลายเป็นคนเกียจคร้านก็ได้ หมายความว่า ไม่จำเป็นที่ s1 ต้องเป็น ค1 เท่านั้น ดังนั้นข้อความ p* เท็จ ประการที่สอง ไม่มีกฎใดๆ ในจักรวาลที่กำหนดให้ s ใดๆ จำเป็นต้องจับคู่กับ ค ใดๆ อย่างเฉพาะเจาะจง การจับคู่ระหว่าง s กับ ค อาจเป็นเรื่องโชค (luck) เช่น s1 หรือ s2 อาจเป็น ค1 หรือเป็น ค ใดๆ ก็ได้ หรือ s1 หรือ s2 อาจเป็น ค2 หรือ ค ใดๆ ก็ได้ ทั้งนี้เกิดจากความประจวบเหมาะโดยบังเอิญ ถ้าเป็นเช่นนี้ p* เท็จ

เพื่อแก้ปัญหาเรื่องโชคใน p* ทฤษฎีชี้แข็งต้องเพิ่มคำอธิบายเรื่องตัวผูก อันได้แก่คำอธิบายที่ทำหน้าที่เชื่อม s ใดๆ เข้ากับ ค อย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวผูกคือคำอธิบายว่า ทำไม s ใดๆ จึงมีคุณสมบัติอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ภายใต้ตัวผูก ผ1 ทำให้ s1 เป็น ค1 ด้วยเหตุนี้การที่ s1 มีคุณสมบัติ ค1 จึงไม่ใช่เรื่องโชคหรือความบังเอิญแต่เป็นสิ่งที่อธิบายได้ในเชิงเหตุผล นอกจากนั้นตัวผูกยังทำหน้าที่แยกความแตกต่างในกรณีที่ s มากกว่าหนึ่ง s ขึ้นไปมีชุดของคุณสมบัติเดียวกันอีกด้วย เช่น ผ1 ทำให้ s1 เป็น ค1 และ ผ2 ทำให้ s2 เป็น ค1 แม้ s1 และ s2 จะมีคุณสมบัติเดียวกันแต่มีตัวผูกต่างกันทำให้เราแยกความแตกต่างของ s ทั้งสองนี้ได้ ปัญหาที่ตามมาคือ ถ้าทฤษฎีชี้แข็งใช้คำอธิบายเรื่องตัวผูกก็จะเผชิญกับปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง (dilemma) ระหว่างปัญหาเรื่องโชคหรือปัญหาเรื่องการถอยกลับไม่รู้จบ ปัญหาเรื่องโชคคือ ผ1 อาจทำให้ s1 หรือ s2 หรือ s ใดๆ ก็ตามเป็น ค1 กล่าวคือ ไม่มีกฎของจักรวาลข้อใดกำหนดให้ ผ1 จำเป็นต้องทำให้ s1 เป็น ค1 เท่านั้น ปัญหาเรื่องการถอยกลับไม่รู้จบคือ เพื่อแก้ปัญหาเรื่องโชคจำเป็นที่ทฤษฎีชี้แข็งต้องอธิบายด้วยตัวผูกในชั้นที่ถัดขึ้นไป คือ ผ1.1 ทำให้ ผ1 ที่ทำให้s1 เป็น ค1 และต้องอธิบายต่อไปอีกด้วยว่า ผ1.1.1 ทำให้ ผ1.1 ทำให้ ผ1 ที่ทำให้ s1 เป็น ค1 ทำเช่นนี้ต่อเนื่องไปไม่สิ้นสุด ดังนั้นคำอธิบายเรื่องตัวผูกของทฤษฎีชี้แข็งจึงเท็จ

จากวิธีแก้ปัญหาที่เป็นไปได้สองวิธีข้างต้นไม่สามารถแก้ปัญหาที่ทฤษฎีชี้แข็งเผชิญอยู่ได้ ดังนั้นในกรณีที่มีสิ่งที่ถูกบ่งถึงมากกว่าหนึ่งหน่วยขึ้นไปที่มีคุณสมบัติเหมือนกันเราก็ไม่สามารถรูได้ว่ากำลังบ่งถึงหน่วยไหน

สุทัศน์

One thought on “ปัญหาที่เป็นไปได้ของทฤษฎีชี้แข็ง

  1. ทรรศนะของสุทัศน์อาจถือได้ว่า เป็นการวิพากษ์ทฤษฎีตัวชี้แข็งของ Kripke เนื่องจากสุทัศน์เสนอว่า เป็นไปไม่ได้ที่ ถ้ามีของสองอย่างที่เหมือนกันทุกประการ แล้วจะมีวิธีการใช้คำพูดที่สามารถแยกแยะของทั้งสองนี้ได้ (ลองนึกถึงว่า มีคนสองคนที่เป็นฝาแฝดเหมือนกันทุกประการ และมีชื่อเดียวกันอีก เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครเป็นใคร)

    ฝ่าย Kripke ก็คงจะอ้างว่า ถึงแม้ว่าสถานการณ์ที่สุทัศน์เสนอนี้เป็นจริง ก็ไม่ได้หมายความว่า จะ refer ไม่ได้ เพราะฝาแฝดสองคนนี้ ก็คือยอมรับอยู่แล้วว่ามี *สอง* คน นั่นคือคนละคนกัน ชื่อของคนหนึ่งก็โยงไปยังสายโซ่ของการเรียกชื่อ ซึ่งเป็นคนละสายกับของอีกคน ก็คือแยกกันได้

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s