ความหมายและ Natural kind terms ของPutnam

ในช่วงแรกแนะนำรายวิชาปรัชญาภาษา ได้มีการพูดคุยเรื่องของการมีความหมายในสิ่งต่างๆเอาไว้ ซึ่งพอจะสรุปได้ดังนี้

กล่าวคือ การมีความหมายของสิ่งหนึ่งสิ่งใดนั้น ต้องอยู่ภายในระบบ ที่สร้างการมีความหมายขึ้นมา เช่น ตัวอักษร A สามารถมีความหมายในฐานะตัวอักษรขึ้นมาได้ ไม่ใช่การขีดเขียนเรื่อยเปื่อย หรือเป็นรอยขีดที่ไม่สามารถเข้าใจได้ ก็เนื่องจากตัวอักษรนี้ มีระบบความหมายของตัวอักษรภาษาอังกฤษรองรับอยู่นั่นเอง

และหากตัวอักษรนี้ เกิดจากการไม่เจตนาของลิงมือบอนที่ไม่รู้เรื่องราว แต่เผอิญอย่างที่สุด ที่หลักฐานความอยู่ไม่สุขของลิงกลับกลายมามีความหมายสำหรับเรา เราไม่สามารถเรียกว่า มีความหมายได้เช่นกัน เพราะแม้จะมีระบบรองรับ แต่ความหมายนั้น ผูกโยงอยู่กับเจตนา และการรับรู้ของผู้ที่ ทำ สิ่งสื่อความหมายขึ้นมาเช่นกัน

เราจึงพอจะสรุปได้คร่าวๆดังนี้ คือ 1. ความหมายต้องอยู่ภายในโครงสร้างของอะไรบางสิ่ง และโครงสร้างนั้น น่าจะเป็นที่ยอมรับโดยทั่วกัน ด้วยว่า ลักษณะของภาษาเอง น่าจะเกิดเพื่อตอบสนองต่อการต้องการสื่อสารระหว่างกัน เป็นหลัก ด้วยเหตุนี้ ดูเหมือนว่า ความหมายน่าจะเป็นเรื่องของการตกลงใช้ร่วมกัน (เราไม่สามารถสร้างภาษาส่วนตัวขึ้นมาเอง โดยกำหนดโครงสร้างเสียใหม่ และบอกว่ามีความหมายได้) และ 2.ความบังเอิญของการมีความหมาย ไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นจะมีความหมาย แม้ลิงจะสามารถพิมพ์เรื่องโรเมโอและจูเลียตได้ แต่บทประพันธ์ชิ้นนี้ก็ต้องถูกนับว่าไม่มีความหมาย เพราะลิงไม่ได้ตั้งใจจะพิมพ์นั่นเอง

ในเมื่อความบังเอิญไม่สามารถถูกนับว่ามีความหมายได้แล้ว เราต้องรวมถึงปรากฏการณ์ธรรมชาติต่างๆ ก็ไม่สามารถถูกเรียกว่าเป็นความหมายเช่นกัน เราเรียกได้แต่เพียงว่า เป็น สัญญาณ เท่านั้น เช่น เมฆสีดำที่ลอยตัวลงต่ำ เป็น สัญญาณ บ่งบอกว่า ฝนจะตกในไม่ช้านี้ ในเมื่อเป็นดังนี้แล้ว ทฤษฏีของ Putnam ที่ว่าด้วย Natural Kind Terms อันหาสาระ หรือความเป็น หรือความหมายของสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติจากโครงสร้างทางชีววิทยาหรือทางเคมี จะสามารถเรียกว่าเป็นความหมายได้หรือไม่

การบอกว่าความหมายของน้ำมี องค์ประกอบทางเคมี ได้แก่ไฮโดรเจนหนึ่งและอ็อกซิเจนสองนั้น ไม่สามารถนำมาใช้เป็นความหมายของน้ำได้เลย ประการแรกคือ เป็นโครงสร้างของการมีความหมายของกลุ่มคนที่ได้เรียนรู้เรื่องนี้มาเท่านั้น ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามความเข้าใจ หรือสามัญสำนึกของคนส่วนใหญ่ที่เข้าใจความหมายของ น้ำ แตกต่างออกไป เราจึงพบโครงสร้างของการมีความหมายถึงสองโครงสร้างด้วยกัน โครงสร้างแรกเป็นโครงสร้างหรือระบบความหมายที่เกิดจากวิทยาศาสตร์ และโครงสร้างถัดมา เป็นโครงสร้างการเข้าใจความหมายจากพื้นฐานทางประสบการณ์ ประเพณี หรือวัฒนธรรมใดๆ ที่เกิดจากการปฏิสัมพันธ์กับน้ำ เมื่อมีถึงสองโครงสร้างหรือระบบ ที่รองรับความหมายของน้ำ เราสามารถวัดได้จริงหรือไม่ ว่าโครงสร้างใดบ่งบอกถึงความหมายของน้ำได้ดีกว่ากัน หรือโครงสร้างใดควรใช้และไม่ควรใช้ ยิ่งไปกว่านั้น หากเราสามารถ เลือกใช้ ระบบความหมายใดความหมายหนึ่งได้ เราสามารถคิดได้หรือไม่ว่า แท้ที่จริงแล้ว เราไม่สามารถหาการมีความหมายที่แน่นอน ในลักษณะตายตัวเพียงอย่างเดียวได้เลย

ประการที่สองคือ โครงสร้างหรือระบบความหมายที่ Putnam กล่าวถึง สามารถเรียกว่าเป็นความหมายได้หรือไม่ เนื่องจาก โครงสร้างทางชีววิทยาและเคมีของสิ่งตามธรรมชาตินั้น ไม่อาจเกิดจากการเจตนาให้เกิดได้ (ในความหมายของการมีบางสิ่งที่รู้เรื่องรู้ราวคอยผลิตโครงสร้างเหล่านี้ขึ้นมา เว้นเสียแต่ การพูดถึงการวิวัฒนาการ ซึ่งเราก็ยังไม่สามารถทราบได้ว่าเป็นการจงใจของน้ำ ที่จะสร้างโครงสร้างเคมีเช่นที่เป็นทุกวันนี้หรือไม่) การเกิดขึ้น หรือการมีโครงสร้างทาง DNA ของสิ่งต่างๆไม่ต่างจากความบังเอิญ ของปรากฏการณ์ธรรมชาติ ที่เราไม่อาจหาเอาความหมายจากตัวมันได้ หากความบังเอิญไม่สามารถถูกนับว่ามีความหมายได้ น้ำ ตามที่PUTNAM เข้าใจก็ไม่น่าจะมีความหมาย หรือความเป็นน้ำที่ H2O หรือหากความบังเอิญสามารถเกิดเป็นความหมายได้ เราจะบทละครรักร้าวลั่นโลกของลิงมือปอน ว่าไม่มีความหมายได้อย่างไร

เอวังล่ะคะ

4 thoughts on “ความหมายและ Natural kind terms ของPutnam

  1. ก่อนอื่นขอบอกให้ชัดเจนว่า ทฤษฎีของพัทนัม นั้นโต้แย้ง กลุ่มที่ความหมายมาจาก ความตั้งใจ (ของจิตมนุษย์) หรือความหมายมาจาก concept หรือ idea (แบบล็อค)ในจิตของมนุษย์ (พัทนัมจึงเป็นพวก semantic externalist) นี้เป็นปรีะเด็นหนึ่งนะ

    ส่วนตัวอย่างที่ลิงพิมพ์ดีดเป็นนิยายเรื่องเฮ็มเล็ตนั้น จำไม่รู้ว่าอยู่ในบทความไหน แต่คิดว่าไม่น่าจะเป็นตัวอย่างที่พัทนัมจะนำสนับสนุน
    ความหมายมาจากความตั้งใจของจิต (แต่ก็เป็นเรื่อง ที่ ี่น่าสนใจมาก ใครที่รู้ว่ามาจากบทความอะไรช่วยบอกด้วยนะคะ) เพราะในบทความ
    brain in the vat พัทนัมเสนอดต้แย้งกลุ่มที่เสนอว่าความหมายจากจิต หรือ ความตั้งใจ และมีการอ้างเหตุมากมายที่เป็นตัวอย่างแย้งแบบน่ารักน่าชังมาก ลองไปหาอ่านดูนะคะ

    ในกรณี Natural Kind Term (เป็นคำที่บ่งสิ่งหลายสิ่งที่มีคุณสมบัติเดียวกัน) พัทนัมก็อธิบายขยายความไปถึงคำเรียกธรรมชาติว่า ก็มีความหมายมาจากภายนอกเช่นเดียวกัน คือมาจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ “โลกแฝด”
    จุดประสงค์ของพัทนัมคือต้องการจะบอกว่า แม้ในจิตของเรากับคนในโลกแฝดจะม ีidea ของน้ำ และคำบรรยายของน้ำเหมือนกันทุกประการ แต่กระนั้น คนทั้งสองโลกก็บ่งถึสิ่งที่ต่างกัน เพราะน้ำ้ในโลกเราคือ H2O ส่วนน้ำ็ในโลกแฝดคือ XYZ สิ่งที่อยู่ในจิตขอคนทั้งสองโลกนั้นเหมือนกัน แต่กระนั้นไม่ได้บ่งถึงสิ่งเดียวกัน ดังนั้น Meaning are not in the Head! ความหมายควรมาจากความรู้ภายนอก และพัทนัมเน้นไปที่ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ โลกเราและโลกแฝดใช้คำน้ำในความหมายที่ต่างกัน หรือบ่งถึงสิ่งที่ต่างกันนั้นเอง

    อิทธิพลที่พัทนัมได้มาจากเครปคี ก็คือความหมายของ Natural kind term ควรต้องระบุแบบตัวชี้แข็งคือ บ่งชี้แบบสาเหตุที่มาของการใช้ชื่อนั้นๆ ตามแต่ละโลกที่เป็นไปได้ต่างๆ ถ้าทำเช่นนี้เราจะไม่ใช้คำหรือชื่อบ่งถึงวัตถุผิดจ้า

  2. เรื่องลิงคิดว่าอยู่หนังสือเรื่อง Reason, Truth, History ของ Putnam ในบทแรกๆ หนังสือเล่มนี้ผมเคยมีนานแล้ว แต่คิดว่าหายไปนานแล้ว เพราะใช้กันเยอะ🙂 แต่คิดว่าห้องสมุดคงมี หรือถ้าใครมีซีร็อกไว้ ก็มาแบ่งกันบ้างก็น่าจะดี

    ขอบคุณทั้งหนุนกับทับทิมมากๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s