possible world VS Definite description

ตามทฤษฎีคำบรรยายของRussell ชื่อเฉพาะคือคำย่อของคำบรรยายเจาะจงตัว หรือชื่อเฉพาะมีความหมายเท่ากันกับคำบรรยายเจาะจงตัว เช่น”ทักษิณ”= “ผู้ชนะกาีรเลือกตั้งปี 2548” คำทั้งสองคำนี้มีความหมายเหมือนกัน เป็นการพูดซำ้ตัวมันเอง

แต่ลองพิจารณาถึงข้อความเ็ป็นไปได้ต่อนี้

“เป็นไปได้่หรือไม่ที่ทักษิณ แพ้การเลือกตั้งปี 2548″ คำตอบโดยทั่วไปคือเป็นไปได้ แต่เมื่อลองทำให้เป็นการยรรยายเจาะจงตัวแบบ Russell

“เป็นไปได้หรือไม่ที่มีคนอย่างน้อยหนึ่งคนที่ี่ชนะการเลือกตั้งปี 2548และใครก็ตามที่ชนะการเลือกตั้งปี 2548 จะเป็นคนๆนี้ และคนๆนี้ แพ้การเลือกตั้ง” ข้อความนี้ไม่มีทางเป็นได้แน่นอนเพราะขัดแย้งกัน

ดังนั้น ความหมายของชื่อเฉพาะตามทฤษฎีคำบรรยายจึงใช้ไม่ได้กับข้อความเป็นไปได้ และข้อความเป็นไปได้เป็นเรื่องของ possible world

ป.ล สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ Lycan, William G.Philosophy of Language, หน้าที่ 43 – 45

5 thoughts on “possible world VS Definite description

  1. ปรัชญาภาษาแบบที่กล่าวในกรณี definite description ของ Russell หากพิจารณาแง่มุมภาษาอังกฤษ จะเป็นเช่นนี้ได้หรือไม่

    สมมุติว่าประโยค “กษัตริย์ฝรั่งเศสพระองค์ปัจจุบันทรงมีพระเศียรล้าน”คือ

    The present king of France is bald.

    ผมเห็นคำแสดงคุณสมบัติ (บางส่วน) คือ present และ bald

    present ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประธาน

    ส่วน bald ในที่นี้เป็นภาคแสดงของประโยค ที่เรียกว่า predicate

    แม้ทั้งสองจะแสดงลักษณะของ king of France เช่นเดียวกัน แต่สถานะของ present กับ bald ทางภาษาแตกต่างกัน คือถ้าให้น้ำหนัก จะพบว่า bald เป็นภาคแสดงอย่างหนักแน่น และประโยคนี้ แต่แรกน่าจะให้ความสำคัญกับภาคแสดง

    เมื่อภาคแสดงกระจ่างแล้ว รัสเซลจึงตรวจสอบภาคประธาน และพบว่ามีปัญหาดังได้กล่าวกันมาแล้ว

    วิธีตรวจสอบของรัสเซลคือตัด present ออกจาก king of France แล้วบอกว่า ภาคประธานที่มีคุณสมบัติตรงตามนี้ “ไม่มี”

    รัสเซลไม่เลือกตัดอีกแบบหนึ่ง คือ present king กับ of France เพราะอะไร

    รัสเซลเก็บ France เอาไว้ ไม่แยกออกจาก king

    ถ้าให้ผมเดาก็จะเดาว่า รัสเซลเลือก delete ปัญหาที่ว่า ในขณะนั้น king พระองค์อื่นนอกจากนั้นที่ bald มีหรือไม่

    แล้วมาอาศัย time ซึ่งเป็นข้อมูลที่ชัดแจ้งกว่า

    ในเวลานั้น ถึงมีี king อื่นที่ bald อยู่ก็ไม่มีผลต่อการพิเคราะห์ เพราะ Russell ได้ผลักกรณีนั้นออกไปแล้ว

    จะเรียกว่าผลักไปไว้ใน possible worlds ได้ไหม

    ใจผมเชื่อว่า วิธีการของรัสเซลใช้ possible worlds เพราะ “เลือกไม่พิจารณา” possible worlds

    และการที่รัสเซล assume ว่าทุกคนรู้ว่า ไม่มีกษัตริย์ฝรั่งเศสองค์ปัจจุบัน รัสเซลก็กำลังเชื่อมประโยคของเขาเข้ากับ real world

    *****

    ตกลงการที่เราพูดว่าคนมีทัศนะแตกต่างกัน บางทีขึ้นอยู่การมีข้อมูลไม่ครบ หรือวิธีการที่แตกต่างในการตรวจสอบ

    มากกว่าการเห็นต่างกันจริงๆ?

    *****

    ความเป็นส่วนของประธาน (subject) ของ present และความเป็นส่วนของ predicate คือ bald แยกกันได้ชัด “โดย” โครงสร้างของภาษาอังกฤษ

    ภาษาไทย “ไม่ใช้” ความชัดเจนเช่นนี้ เช่นพูดว่า

    “น้ำร้อน”

    เป็นกลุ่มคำที่ทำหน้าที่นามก็ได้ (เช่น น้ำร้อนอยู่ในกา) เป็นประโยคก็ได้ (น้ำร้อนแล้ว)

    ผู้ฟังจะเข้าใจหน้าที่ของคำว่าร้อน ก็เมื่ออยู่ในกรณีแวดล้อม หรือบริบทมาช่วย

    ปัญหาของปรัชญาภาษาบางข้อ (ไม่ได้บอกว่าเป็นกรณีนี้หรือไม่) ถ้าจะให้กระโดดมาคุยในอีกภาษาหนึ่ง คงไม่เหมือนกันทีเดียว หรือปัญหาอาจหายไปเลย

    *****

    ประโยคของรัสเซลน่าสนใจสำหรับชาวตะวันตก เพราะการที่ผรั่งเศสขณะนั้นไม่มี king และเป็น republic แตกต่างจากอดีตก่อนหน้า ที่เคยมี king มาก่อนนั้น ฝรั่งให้ความสำคัญมากอยู่

    ผมจึงรู้สึกเอาเองว่าประวัติศาสตร์และสังคมยุโรป “กดทับ” รัสเซล

    *****

    การบอกว่า round square ไม่มี คือการปฏิเสธ possible worlds

    รัสเซลย่อมทำได้ เพราะพรมแดนของ worlds กับพรมแดนของภาษา รวมทั้ง logic มีอยู่จริง

    คือออกนอกเส้นเมื่อไหร่เป็นพูดกันไม่รู้เรื่อง

    จะไม่ยอมพูดด้วยก็ได้

    แต่รัสเซลเห็นว่าควรเหยียบเส้นเขตแดน เมื่อให้ความเห็นเกี่ยวกับไมนอง ก็คงเป็นเพราะเรื่องของไมนอง (ข้ามแดนเข้ามา?) ทำให้รัสเซลต้องคิด เพื่อความกระจ่าง

    *****

    ชักสงสัยว่า การเป็นเจ้าของเขาพระวิหารใน พ.ศ.2551 มีความหมายอย่างไร

    นี่มันเรื่องของ this world รึเปล่านะ

  2. โพสของทับทิมถือได้ว่า เป็นการวิพากษ์ความคิดของ Russell ที่บอกว่า วิสามานยนามเป็นเพียงคำย่อของคำบรรยายเจาะจงตัว แต่การทำเช่นนี้ทำให้เกิดปัญหาขัดแย้งทาง logic ดังที่ทับทิมบอกมาได้ดีมาก ถ้าเราให้ชื่อ “ทักษิณ” เป็นคำย่อของ “ผู้ชนะการเลือกตั้งในปี 2548” แต่การทำเช่นนี้ ทำให้ประโยค “เป็นไปได้ที่ทักษิณแพ้การเลือกตั้งปี 2548” เป็นประโยคขัดแย้งในตัวเอง

    ที่สำคัญก็คือว่า เราจะให้ “ทักษิณ” เป็นคำย่อของคำบรรยายเจาะจงตัวอะไรก็ได้ แล้วก็แต่งประโยคทำนองเดียวกัน ซึ่งก็ทำให้เป็นประโยคขัดแย้งกันหมด

    นักปรัชญาที่คิดแบบ Russell หรือ Frege จะเถียงกลับว่า คำบรรยายเจาะจงตัวเพียงวลีเดียว ไม่เพียงพอ ที่จะทำให้กำหนดเอกลักษณ์ของบุคคลที่กล่าวถึงได้ John Searle มีความคิดว่า คำบรรยายเจาะจงตัวที่เป็นความหมายของชื่อเฉพาะ ไม่ได้มีเพียงวลีเดียว แต่มีหลายวลีที่มารวมๆกัน จึงจะกำหนดเอกลักษณ์ของทักษิณ (ในกรณีนี้) ได้

    ดังนั้น ชื่อ “ทักษิณ” จึงไม่ได้หมายความแค่ “คนชนะการเลือกตั้ง 2548” อย่างเดียว แต่ยังมีเช่น “สามีขอคุณหญิงพจมาน” “พ่อของพานทองแท้” “อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย” ฯลฯ ซึ่งต้องพิจารณารวมๆกันไป ไม่ใช่ให้คำบรรยายเจะจงตัวหนึ่ง เป็นความหมายอย่างเดียว ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาแบบที่ทับทิมว่ามา

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s