กำหนดการประชุม “อาริสโตเติลกับสังคมไทย”

กำหนดการประชุม “อาริสโตเติลกับสังคมไทย”

กำหนดการประชุม “อาริสโตเติลกับสังคมไทย” ออกมาแล้วครับ เนื้อหาเพียบ เราต้องเลื่อนการประชุมออกไปหนึ่งสัปดาห์เพราะทางสถานทูตกรีซไม่ว่างในวันที่ 13 – 14 สถานที่ยังเป็นห้องประชุมสารนิเทศครับ

โปรแกรมการประชุม “อาริสโตเติลกับสังคมไทย”
วันที่ 20-21 ตุลาคม พ.ศ. 2559
ห้องประชุมสารนิเทศ หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

9.00 – 9.30 น.     “หลักความเสมอภาค: มรดกทางปรัชญาของอาริสโตเติลในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” ผู้นำเสนอ ฉัตรชัย เอมราช สำนักงานกฎหมายฉัตรชัย เอมราช ผู้ให้ความเห็น ผศ.ดร.วรยุทธ ศรีวรกุล คณะปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
9.30 – 10.00 น.     “อาริสโตเติลและสังคมประชาธิปไตยไทย” ผู้นำเสนอ ชญานิน นุ้ยสินธุ์ อักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาปรัชญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ให้ความเห็น อ. ดร. ปิยฤดี ไชยพร ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
10.00 – 10.15    พักน้ำชากาแฟ อาหารว่าง
10.15 – 11.15 น.    บทความพิเศษ: “อาริสโตเติลในเมืองไทย” ผู้นำเสนอ ศ. ดร. ไชยันต์ ไชยพร และ เอกลักษณ์ ไชยภูมี
11.15 – 12.15     บทความพิเศษ: “อาริสโตเติลกับสังคมไทย” ผู้นำเสนอ ผศ. ดร. วรยุทธ ศรีวรกุล
12.15 – 13.00    อาหารกลางวัน
13.00 – 15.00     เสวนาวิชาการ “อาริสโตเติลกับมนุษย์ในฐานะสัตว์การเมือง” (ช่วงแรก)
ผู้ร่วมอภิปราย: รศ. ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์, ผศ. ดร. เกษม เพ็ญภินันท์, ศ. ดร. โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์
ผู้ดำเนินการอภิปราย: ศ. ดร. ไชยันต์ ไชยพร
15.00 – 15.15    พักน้ำชากาแฟ อาหารว่าง
15.15 – 16.00    เสวนาวิชาการ “อาริสโตเติลกับมนุษย์ในฐานะสัตว์การเมือง” (ช่วงที่สอง)
วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559

8.45 – 9.00 hrs   Opening Ceremony
9.00 – 9.30 hrs    Welcome Addressม H. E. Pericles Boutos, Ambassador, Greek Embassy to Thailand
9.30 – 10.00 hrs    “Aristotle and Religious Issues in Thailand: Can The State Be Religiously Neutral?” Presenter: Wanpat Youngmevittaya, Postgraduate of Politics, Philosophy and Economics, University of York, UK, Commentator: Soraj Hongladarom, Department of Philosophy, Faculty of Arts, Chulalongkorn University
10.00 – 10.30    Welcome Reception organized by the Greek Embassy
10.30 – 12.00    Keynote Lecture, “Does Thailand Need More Aristotle, and Less Plato, to Navigate Today’s World?”Mark Tamthai, Department of Peace Studies, International College, Payap University
12.00 – 13.00 น.    Lunch
13.00 – 13:30 น.     “เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกับการแบ่งความรู้ระหว่าง Techne และ Episteme” ผู้นำเสนอ อ. เจิด บรรดาศักดิ์ สาขาวิชาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์  ผู้ให้ความเห็น อ. ภูดิส ศิสิตศิชศักดิ์ ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
13:30 – 14.00     “เราหลงลืมอะไรบางอย่าง (?): ประชาธิปไตยแบบอาริสโตเติลกับรัฐธรรมนูญปี 2540” ผู้นำเสนอ ชุติเดช เมธีชุติกุล รัฐศาสตร์บัณฑิต (การเมืองการปกครอง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ผู้ให้ความเห็น อ. ดร. พุฒวิทย์ บุนนาค ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
14.00 – 14:30     “สำรวจงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวกับอาริสโตเติลในสังคมไทย”  ผู้นำเสนอ เจตน์ ตันติวณิชชานนท์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจริยศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล  ผู้ให้ความเห็น อ. ดร. เดโชพล เหมนาไลย ภาควิชาประวัติศาสตร์ ปรัชญา และวรรณคดีอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
14:30 – 15:00 น.     “ประวัติศาสตร์แห่งความไม่ต่อเนื่องของอาริสโตเติลในสยาม/ไทยจนถึงการเรียนตรรกศาสตร์”  ผู้นำเสนอ ธนัชชนม์ ธนาธิป-ปริพัฒน์ นักเขียน  ผู้ให้ความเห็น อ. ดร. เทพทวี โชควศิน ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
15.00 – 15.15 น.    พักน้ำชากาแฟ อาหารว่าง
15:15 – 15:45 น.     “นิยาม “ความสุข…ในสังคมไทย” เป้าหมายสูงสุดที่แท้จริงในชีวิตมนุษย์ตามแนวคิดของอาริสโตเติล” ผู้นำเสนอ พิมพลักษณ์ ไชยเศรษฐ ผู้ให้ความเห็น อ. เจิด บรรดาศักดิ์ สาขาวิชาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
15:45 – 16:15 น.    “จดหมายถึงโทมาเซียส : ไลบ์นิซกับการประนีประนอมอาริสโตเติลกับปรัชญาสมัยใหม่” ผู้นำเสนอ ยุทธศิลป์ อร่ามศรี นิสิตระดับปริญญาโท ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ผู้ให้ความเห็น อ.พิพัฒน์ สุยะ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

การลงทะเบียน

กรุณาลงทะเบียนล่วงหน้าเนื่องจากที่นั่งมีจำกัด เราจะปิดรับการลงทะเบียนเมื่อมีผู้เข้าร่วมประชุมครบ 50 คนเท่านั้น ผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมประชุมกรณาติดต่อ อ. เจิด บรรดาศักดิ์ Email: jerdonly@gmail.com ไม่มีค่าลงทะเบียน

images

เลื่อนกำหนดส่งบทความ

เพื่อให้นักวิชาการที่สนใจมีส่วนร่วมมากที่สุด สมาคมปรัชญาฯได้มีมติให้เลื่อนกำหนดการส่งบทความสำหรับนำเสนอในการประชุม “อาริสโตเติลกับสังคมไทย” ไปเป็นวันที่ 15 กันยายนนี้ แทนที่จะเป็นวันที 31 สิงหาคมตามที่ประกาศไว้ครั้งแรก นักวิชาการที่สนใจ ขอเชิญส่งบทความทุกสาขาวิชาที่เกี่ยวกับอาริสโตเติล เพื่อเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว โดยรายละเอียดสามารถติดตามได้ที่นี่

aristotle

สมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย

วิเคราะห์ปรากฏการณ์ Chachiyo Formula

ข่าวฮือฮาในวงการวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยในช่วงนี้ คงจะหนีไม่พ้นข่าวผลงานของ อ. ทีปานิส ชาชิโยได้คิดค้นสูตรการคำนวณความหนาแน่นของอิเล็คตรอนแบบใหม่ ที่ง่ายกว่าของเดิม แต่ทำงานได้ดีกว่าของเดิม (รายละเอียดสำหรับคนที่เข้าใจวิชาฟิสิกส์ระดับนี้) และบทความในวารสาร Physics Today ก็ได้เรียกสูตรของ อ. ทีปานิสนี้ว่า Chachiyo’s Formula ซึ่งเป็นการให้เกียรติแก่ อ. ทีปานิสในฐานะผู้ค้นพบ

เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติของวงการวิทยาศาสตร์ที่เมื่อมีใครค้นพบอะไรขึ้นมา ก็จะได้รับเกียรติจากวงการ ให้ชื่อของผู้ค้นพบเป็นชื่อของสิ่งที่ค้นพบนั้น เรารู้จักสมการของไอน์สไตน์ E = mc^2 ก็เพราะแนวปฏิบัติแบบนี้ แต่ที่ไม่ค่อยเป็นเรื่องปกติก็คือ การมีนักวิทยาศาสตร์ไทยได้รับเกียรติเช่นนี้ในระดับสากล

Teepanis
อ. ทีปานิส

เราลองมาวิเคราะห์ดูว่าสถานการณ์เช่นนี้เกิดจากอะไร ในเบื้องแรกก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า วงการวิชาการไทยไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญแก่วิชาวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์เท่าใดนัก โดยเฉพาะวิชาอย่างฟิสิกส์หรือคณิตศาสตร์ มักจะถูกมองข้าม ทุนวิจัยต่างๆก็มักให้ไปที่สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพกับการเกษตรเป็นจำนวนมาก ซึ่งทั้งสองนี้เป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ เรามักจะได้ยินคำพูดติดหูบ่อยๆว่า “งานวิจัยขึ้นหิ้ง” ความหมายก็คือว่า การสนับสนุนการวิจัยไม่ควรจะให้งานวิจัยที่ไม่มีผลประโยชน์ตอบแทน การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพกับการเกษตรให้ผลตอบแทน ในรูปของสิ่งที่จับต้องได้ เช่นกระบวนการรักษา หรือการผลิตยาใหม่ๆ หรือแนวทางการทำเกษตรที่แปลเป็นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ทันที แต่งานวิจัยที่ทำเช่นนี้ไม่ได้ หรือไม่ได้รับความสนใจ ก็จะกลายเป็นงาน “ขึ้นหิ้ง” หมายความว่าทำแล้วเก็บไว้เฉยๆ ไม่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นจากการทำวิจัย

แล้วงานวิจัยของ อ. ทีปานิสถือเป็นขึ้นหิ้งหรือเปล่า คำนิยามของฝ่ายที่อยากจะสนับสนุนงานวิจัยประยุกต์มากกว่างานวิจัยบริสุทธิ์ก็ต้องให้ผลออกมาว่า งานของอาจารย์เป็นงานขึ้นหิ้ง เพราะไม่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น เนื้อหาของงานวิจัยของอาจารย์ทีปานิสคือ การคิดวิธีคำนวณความหนาแน่นของอิเล็คตรอนแบบใหม่ที่ง่ายกว่าของเดิม งานวิจัยนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการประยุกต์เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจใดๆ เป็นเรื่องของการคิดค้นการทำงานของธรรมชาติตามหลักของวิชาฟิสิกส์ล้วนๆ ดังนั้นงานวิจัยแบบนี้ตามความคิดของบางฝ่าย จึงขึ้นหิ้งแน่นอน

นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้วิทยาศาสตร์ของไทยโดยเฉพาะวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ไม่เจริญก้าวหน้า ในหนังสือ วิทยาศาสตร์ในสังคมและวัฒนธรรมไทย ผมได้เสนอความคิดไว้ว่า การสนับสนุนวิทยาศาสตร์ของไทยนั้น มักจะเน้นไปที่วิทยาศาสตร์ส่วนที่ให้ผลได้ทันที มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ดังนั้นการสนับสนุนจึงเน้นไปที่วิทยาศาสตร์สุขภาพ เพราะเรื่องสุขภาพมีบทบาทสำคัญมากในเศรษฐกิจของประเทศ กับการเกษตร ซึ่งก็มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจอีกเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นคำอธิบายที่สำคัญมากก็คือว่า การเรียนกับการวิจัยวิทยาศาสตร์ของไทยนั้น ไม่เน้นหนักที่การสร้างความคิดเชิงวิจารณ์ หรือ critical thinking แต่ไปเน้นที่การคิดแบบตามสูตรสำเร็จ หรือ algorithmic thinking แทน ข้อแตกต่างของการคิดสองอย่างนี้ก็คือว่า การคิดเชิงวิจารณ์คือการสงสัยและตั้งคำถาม และไม่เชื่ออะไรที่มีผู้ให้ไว้ก่อน ส่วนการคิดแบบที่สองคือคิดในเชิงเทคนิคว่า หากจะให้ได้ผลตามที่กำหนดไว้ก่อนเช่นนี้ จะต้องทำอย่างไร แต่ไม่ถามว่าผลที่กำหนดไว้ก่อนนี้ เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร

สาเหตุที่สังคมไทยในอดีตไม่ให้ความสำคัญแก่การคิดเชิงวิจารณ์ก็อยู่ที่ความเชื่อของชนชั้นปกครองว่า หากให้ประชาชนในประเทศมีความคิดเชิงวิจารณ์แล้ว การปกครองประชาชนเหล่านี้ก็จะทำได้โดยยาก มีผู้กล่าวว่า ประชาชนไทยเป็นกลุ่มชนที่ปกครองง่ายที่สุดในโลก เพราะไม่ค่อยมีการประท้วงไม่ยอมรับผู้ปกครองตามประเพณีมากเท่ากับประเทศอื่นๆ สาเหตุหนึ่งก็คือการขาดการคิดเชิงวิจารณ์ของประชาชน ที่ทำให้ประชาชนขาดการคิดและการจินตนาการว่าการปกครองแบบอื่นๆนั้นเป็นไปได้จริงๆ และสามารถทำให้เกิดขึ้นมาได้ด้วยน้ำมือของตนเอง

ผลเสียของการขาดการคิดเชิงวิจารณ์จะเห็นได้ชัดมากในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ (รวมทั้งศาสตร์ที่ไปในทางเดียวกัน ได้แก่มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่เน้นการเข้าใจและการวิพากษ์) เพราะการคิดแบบสูตรสำเร็จนั้น ไม่สามารถเป็นรากฐานให้แก่วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ได้ เพราะวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์อาศัยการสงสัย การตั้งคำถามเป็นสำคัญ หากไม่มีแล้วการคิดเพื่อสร้างความรู้ใหม่ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้นโยบายการไม่สนับสนุนการคิดเชิงวิจารณ์จึงยังผลโดยตรงแก่การแคระแกร็นของวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ในประเทศไทย (เมื่อเทียบกับวิทยาศาสตร์ประยุกต์เช่นการแพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ การเกษตร และอื่นๆ)

ดังนั้น ความสำเร็จของ อ. ทีปานิสจึงต้องถือว่าเป็นข้อยกเว้นมากกว่าเป็นบรรทัดฐานของการเรียนการสอนกับการวิจัยวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ในประเทศ หากไม่เป็นเช่นนี้แล้ว เชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ไทยจะมีชื่อตนเองไปอยู่ในทำเนียบความรู้มากกว่านี้แน่นอน

 

รายการวิทยุจุฬา

วันนี้ผมพยายามหารายการ “อักษรพาที” ในเว็บวิทยุจุฬา หาลำบากพอสมควร เพราะรายการเปลี่ยนไปเปิดตอน 7.30 น.เช้าวันเสาร์ แต่ในเว็บยังบอกเป็นเวลาเดิมคือ 8.30 อยู่ เปิดไปบังเอิญไปเจอ พล. อ. ประยุทธ์พูดไม่หยุด เกินเวลาที่กำหนดอีก ก็เลยหาไปหามา พบว่าย้ายไปเป็นเจ็ดโมงครึ่งเช้าวันเสาร์ครับ

Pyrrhoแล้วผมกับ อ. สมภารได้สนทนากันเกี่ยวกับปรัชญาต่างๆ ซึ่งผมกับอาจารย์สมภารคิดว่า สมควรเอามาเผยแพร่ให้แพร่หลายมากขึ้น ผมได้เคยเอารายการที่ผมกับ อ. สมภารได้คุยกันรวมทั้งสี่ครั้ง มาออกในสเตตัสของผมในเฟสบุ๊ค แต่ลักษณะของเฟสบุ๊คคือมันลื่นไหลมาก เอาอะไรมาแปะได้ไม่นานก็หายไปแล้ว ก็เลยเอารายการทั้งสี่นี้มาแปะไว้ในบล๊อกนี้ ซึ่งไม่หายไปไหนแน่นอน ท่านที่ยังไม่เคยฟังรายการทั้งสี่นี้ ก็กดฟังตรงนี้ไดเลยครับ

ผมกับอาจารย์สมภารผลัดกันเป็นคนพูดแลคนถาม สามครั้งแรกผมเป็นคนพูด หัวข้อจะเกี่ยวกับปรัชญากรีกยุคหลังอาริสโตเติล สามครั้งก็มีปรัชญาชองเอพิคิวรัส สำนักสโตอิค และสำนักวิมตินิยม ส่วนของอาจารย์สมภาร ผมเป็นคนถาม อาจารย์พูดเรื่องพระพุทธศาสนาในสังคมไทย

ปรัชญาของเอพิคิวรัส

ปรัชญาสำนักสโตอิค

ปรัชญาสำนักวิมตินิยมโบราณ

พระพุทธศาสนากับสังคมไทย

 

อาริสโตเติลกับสังคมไทย

โครงการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ

“อาริสโตเติลกับสังคมไทย”

วันที่ 13 – 14 ตุลาคม 2559

ห้องประชุมสารนิเทศ ชั้น 2 หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

MTIwNjA4NjMzNzI2NjAwNzE2หลักการเหตุผล

อาริสโตเติลเป็นนักปรัชญาที่มีอิทธิพลต่อกระแสความคิดแทบทุกด้านในวงการวิชาการ นับตั้งแต่ปรัชญา การละคร วรรณคดี รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ แม้แต่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็ยังก่อตัวขึ้นโดยมีงานของอาริสโตเติลเป็นจุดอ้างอิงที่สำคัญ กล่าวได้ว่างานเขียนของเขาด้านฟิสิกส์และชีววิทยา ได้จุดประกายให้เกิดความสำนึกในการศึกษาโลกธรรมชาติอันเป็นจุดตั้งต้นของวิทยาศาสตร์ แม้ว่าความคิดของเขาจะพบว่าไม่ตรงกับความเป็นจริงในหลายๆประการ แต่การตั้งคำถามและการให้ความสำคัญแก่การศึกษาโลกธรรมชาติรอบตัวและพยายามลดทอนปรากฏการณ์ต่างๆมาเป็นหลักเพียงหลักเดียวเพื่อใช้อธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ ก็กล่าวได้ว่าเป็นแนวความคิดที่วิทยาศาสตร์รับมาจากอาริสโตเติล นอกจากนี้ในทางรัฐศาสตร์ อาริสโตเติลก็มีบทบาทสำคัญยิ่งในด้านการเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับรัฐและการเมือง อันเป็นจุดอ้างอิงของนักรัฐศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. 2559 นี้เป็นปีที่ทั่วโลกเฉลิมฉลองปีเกิดครบ 2,400 ปีของอาริสโตเติล และเพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองดังกล่าว สมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย ร่วมกับคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดการประชุมวิชาการ “อาริสโตเติลกับสังคมไทย” ขึ้น โดยมีคำถามหลักในการค้นคว้าอิทธิพลและมรดกทางความคิดที่อาริสโตเติลได้มอบไว้ให้แก่วงการวิชาการ ในอันที่จะช่วยให้เข้าใจสังคมไทยในด้านต่างๆมากขึ้น การประชุมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตกรีซประจำประเทศไทย และโครงการเมธีวิจัย “วิทยาศาสตร์เปิดในสังคมไทย” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วัตถุประสงค์

1. ศึกษาแนวทางอันหลากหลายในอันที่ความคิดของอาริสโตเติลมีบทบาทต่อการเข้าใจมิติต่างๆของสังคมไทย รวมทั้งด้านปรัชญา รัฐศาสตร์ ชีววิทยา ฟิสิกส์ สังคมวิทยา และวิชาการสาขาอื่นๆ

2. ร่วมเฉลิมฉลองปีเกิดครบรอบ 2,400 ปีของอาริสโตเติลในปี พ.ศ. 2559

3. สร้างความสัมพันธ์เครือข่ายระหว่างนักวิชาการในสาขาวิชาต่างๆในประเทศไทยและในระดับนานาชาติ
ประกาศเชิญชวนส่งบทความ

ขอเชิญชวนคณาจารย์ นิสิต นักศึกษา ร่วมเสนอบทความของตนในการประชุมครั้งนี้ โดยส่งเป็นบทความวิชาการความยาวตั้งแต่สิบถึงสิบห้าหน้ากระดาษ A4 บทความที่ได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการจัดการประชุม จะได้รับเชิญให้มาเสนอในการประชุม และจะคัดเลือกบทความดีเด่นที่เสนอในประชุมไปลงตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมปรัชญาฯอีกทอดหนึ่ง บทความที่ได้รับคัดเลือกให้นำเสนอในที่ประชุม จะตีพิมพ์รวมเล่นบทความ (Proceedings) แจกในที่ประชุม บทความที่เสนอในที่ประชุมจะได้รับเวลาในการนำเสนอบทความละ 20 นาที ตามด้วยเวลาสำหรับถามตอบและอภิปรายอีก 10 นาที บทความจะเป็นภาษาไทยหรืออังกฤษก็ได้
กำหนดการส่งบทความ

31 สิงหาคม วันสุดท้ายของการส่งบทความ (แก้เป็น 15 กันยายน)

30 กันยายน ประกาศผลการคัดเลือกบทความ
การส่งบทความ

ผู้สนใจโปรดส่งบทความมาที่ รศ. ดร. ปกรณ์ สิงห์สุริยา บรรณาธิการวารสารสมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย ที่ pagorn.sin@mahidol.ac.th ในรูปไฟล์ .doc หรือ .docx
ติดต่อสอบถาม

อ. เจิด บรรดาศักดิ์ ที่ jerdonly@gmail.com

ไฟล์สำหรับนิสิตวิชาปรัชญากับตรรกวิทยา

สำหรับนิสิตที่เรียนวิชา 2207-103 ปรัชญาและตรรกวิทยากับ อ. โสรัจจ์ ภาคปลาย ปีการศึกษา 2558-2559

Reasoning-Presentation-1

การใช้เหตุผล-truth-syllogism

Philosophy and Logic – Truth, Validity, Syllogism

Syllogism Aptitude Test

Another Test

Yet Another Test

Syllogism Exercises

Another Syllogism Test

การบรรยายครั้งที่ 3

นิทานเปรียบเทียบเรื่องบ้านไฟไหม้ – บทกวีของแบร์โทลด์ เบรชท์

Das Gleichnis des Buddha vom brennenden Haus

–Bertold Brecht (1937)
Gothama, der Buddha, lehrte
Die Lehre vom Rade der Gier, auf das wir geflochten sind, und empfahl
Alle Begierde abzutun und so
Wunschlos einzugehen ins Nichts, das er Nirwana nannte.
Da fragten ihn eines Tags seine Schüler:
Wie ist dies Nichts, Meister? Wir alle möchten
Abtun alle Begierde, wie du empfiehlst, aber sage uns
Ob dies Nichts, in das wir dann eingehen
Etwa so ist wie dies Einssein mit allem Geschaffenen
Wenn man im Wasser liegt, leichten Körpers, im Mittag
Ohne Gedanken fast, faul im Wasser liegt oder in Schlaf fällt
Kaum noch wissend, daß man die Decke zurechtschiebt
Schnell versinkend, ob dies Nichts also
So ein fröhliches ist, ein gutes Nichts, oder ob dies dein
Nichts nur einfach ein Nichts ist, kalt, leer und bedeutungslos.
Lange schwieg der Buddha, dann sagte er lässig:
Keine Antwort ist auf euere Frage.
Aber am Abend, als sie gegangen waren
Saß der Buddha noch unter dem Brotbaum und sagte den andern
Denen, die nicht gefragt hatten, folgendes Gleichnis:
Neulich sah ich ein Haus. Es brannte. Am Dache
Leckte die Flamme. Ich ging hinzu und bemerkte
Daß noch Menschen drin waren. Ich trat in die Tür und rief ihnen
Zu, daß Feuer im Dach sei, sie also aufforderend
Schnell hinauszugehen. Aber die Leute
Schienen nicht eilig. Einer fragte mich
Während ihm schon die Hitze die Braue versengte
Wie es draußen denn sei, ob es auch nicht regne
Ob nicht doch Wind gehe, ob da ein anderes Haus sei
Und so noch einiges. Ohne zu antworten
Ging ich wieder hinaus. Diese, dachte ich
Müssen verbrennen, bevor sie zu fragen aufhören. Wirklich, Freunde
Wem der Boden noch nicht so heiß ist, daß er ihn lieber
Mit jedem andern vertauschte, als daß er da bliebe, dem
Habe ich nichts zu sagen. So Gothama, der Buddha.
Aber auch wir, nicht mehr beschäftigt mit der Kunst des Duldens
Eher beschäftigt mit der Kunst des Nichtduldens und vielerlei Vorschläge
Irdischer Art vorbringend und die Menschen lehrend
Ihre menschlichen Peiniger abzuschütteln, meinen, daß wir denen, die
Angesichts der heraufkommenden Bombenflugzeug- geschwader des Kapitals noch allzulang fragen
Wir wir uns dies dächten, wie wir uns das vorstellten
Und aus was ihren Sparbüchsen und Sonntagshosen werden soll nach einer Umwälzung
Nicht viel zu sagen haben.
นิทานเปรียบเทียบเรื่องบ้านไฟไหม้
–แบร์โทลด์ เบชท์ (1937)
โคตมะ ผู้เป็นพุทธะ สอนเรื่อง
คำสอนว่าด้วยวงล้อแห่งความโลภ ที่เราถูกผูกติดอยู่ และแนะนำ
ให้เราละทิ้งความโลภทั้งหลายไป และ
เมื่อปราศจากความอยากทั้งปวง ก็เข้าไปยังความไม่มี ซึ่งท่านเรียกว่านิรวาณ
จากนั้นศิษย์ของท่านคนหนึ่งก็ถามขึ้นในวันหนึ่งว่า:
ความไม่มีนี่เป็นอย่างไรครับอาจารย์? เราอยากจะ
ละทิ้งความอยากทั้งปวง ดังที่ท่านสอน แต่ท่านกรุณาบอกพวกเรา
ว่าความไม่มีนี้ ซึ่งเราจะเข้าไป
เป็นเหมือนกับการเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งหมดหรือเปล่า
เมื่อเรานอนอยู่บนผิวน้ำ ร่างกายของเราปราศจากน้ำหนัก ในตอนเที่ยง
เกือบจะไม่มีความคิดใดๆ นอนอยู่บนน้ำอย่างขี้เกียจ หรือเผลอหลับไป
โดยไม่รู้อะไรเมื่อมีคนมาดึงผ้ารองให้ตรง
แล้วจมลงอย่างรวดเร็ว ความไม่มีนี้
เป็นความสุขแบบนี้หรือเปล่า คือเป็นความปราศจากทุกสิ่งที่น่าเพลิดเพลิน หรือ
ว่าความไม่มีของท่านนี้เป็นแค่ความไม่มีอะไรเฉยๆ เยือกเย็น ว่างเปล่า ไม่มีความหมายใดๆ
พระพุทธเจ้าเงียบอยู่นาน จากนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า
ไม่มีคำตอบแก่คำถามของท่าน
แต่เมื่อถึงเวลาเย็น เมื่อศิษย์กลุ่มนี้จากไปแล้ว
พระพุทธเจ้านั่งอยู่ใต้ต้นขนมปัง และเล่าให้แก่ศิษย์อีกกลุ่มหนึ่ง
ที่ไม่ได้ถามคำถามข้างต้น ซึ่งนิทานเปรียบเทียบนี้:
เมื่อไม่นานมานี้ ฉันเห็นบ้านหลังหนึ่ง กำลังถูกไฟไหม้ หลังคา
มีไฟมาลามเลีย ฉันเข้าไปข้างในและเห็น
ว่ามีคนอยู่ในนั้น ฉันเข้าไปในช่องประตูและตะโกนบอกพวกเขา
ว่าบ้านไฟไหม้ถึงหลังคาแล้ว ฉันเรียกให้ทุกคนรีบออก
มาจากบ้านโดยทันที แต่คนในนั้น
ดูเหมือนว่าจะไม่เร่งรีบ คนหนึ่งถามฉัน
ในขณะที่ความร้อนกำลังแผดเผาขนคิ้วของเขาอยู่
ว่าข้างนอกเป็นอย่างไร ฝนตกอยู่หรือเปล่า
ลมพัดอยู่หรือเปล่า มีบ้านอีกหลังหนึ่งหรือเปล่า
และคำถามอื่นๆอีก ฉันไม่ได้ตอบ
แต่เดินกลับออกมา ก่อนที่เขาจะหยุดถาม จริงๆแล้ว เพื่อนๆเอ๋ย
ใครที่พื้นที่เขาเหยียบอยู่ยังไม่ร้อนมากขนาดที่เขายินดี
จะเปลี่ยนที่ของเขากับที่อื่นที่ใดก็ได้ หากเขายังเป็นอยู่เช่นนี้
ฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดแก่เขา นี่คือโคตมะ ผู้เป็นพุทธะ
แต่พวกเราก็เช่นกัน ผู้ซึ่งไม่ได้ยุ่งวุ่นวายกับศิลปะของความอดทน
แต่กลับวุ่นวายกับศิลปะของความไม่อดทน ผู้ซึ่งให้ข้อเสนอหลากหลาย
ที่เป็นแบบพื้นๆ และสอนให้ผู้คน
สลัดทิ้งไปซึ่งมนุษย์ที่มาทรมานพวกเขา พวกเราก็คิดว่า
ผู้คนที่เมื่อเห็นฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดของทุนที่กำลังบินใกล้เข้ามา
แต่กลับถามเรื่อยๆว่าเราจะคิดเรื่องพวกนี้อย่างไร เราจะเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร
และกระปุกออมสินกับกางเกงที่ใส่ในวันอาทิตย์จะเป็นอย่างไร
เราก็ไม่มีอะไรจะพูดกับเขามากเช่นกัน
แปลโดย โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์