วิเคราะห์ปรากฏการณ์ Chachiyo Formula

ข่าวฮือฮาในวงการวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยในช่วงนี้ คงจะหนีไม่พ้นข่าวผลงานของ อ. ทีปานิส ชาชิโยได้คิดค้นสูตรการคำนวณความหนาแน่นของอิเล็คตรอนแบบใหม่ ที่ง่ายกว่าของเดิม แต่ทำงานได้ดีกว่าของเดิม (รายละเอียดสำหรับคนที่เข้าใจวิชาฟิสิกส์ระดับนี้) และบทความในวารสาร Physics Today ก็ได้เรียกสูตรของ อ. ทีปานิสนี้ว่า Chachiyo’s Formula ซึ่งเป็นการให้เกียรติแก่ อ. ทีปานิสในฐานะผู้ค้นพบ

เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติของวงการวิทยาศาสตร์ที่เมื่อมีใครค้นพบอะไรขึ้นมา ก็จะได้รับเกียรติจากวงการ ให้ชื่อของผู้ค้นพบเป็นชื่อของสิ่งที่ค้นพบนั้น เรารู้จักสมการของไอน์สไตน์ E = mc^2 ก็เพราะแนวปฏิบัติแบบนี้ แต่ที่ไม่ค่อยเป็นเรื่องปกติก็คือ การมีนักวิทยาศาสตร์ไทยได้รับเกียรติเช่นนี้ในระดับสากล

Teepanis
อ. ทีปานิส

เราลองมาวิเคราะห์ดูว่าสถานการณ์เช่นนี้เกิดจากอะไร ในเบื้องแรกก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า วงการวิชาการไทยไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญแก่วิชาวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์เท่าใดนัก โดยเฉพาะวิชาอย่างฟิสิกส์หรือคณิตศาสตร์ มักจะถูกมองข้าม ทุนวิจัยต่างๆก็มักให้ไปที่สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพกับการเกษตรเป็นจำนวนมาก ซึ่งทั้งสองนี้เป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ เรามักจะได้ยินคำพูดติดหูบ่อยๆว่า “งานวิจัยขึ้นหิ้ง” ความหมายก็คือว่า การสนับสนุนการวิจัยไม่ควรจะให้งานวิจัยที่ไม่มีผลประโยชน์ตอบแทน การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพกับการเกษตรให้ผลตอบแทน ในรูปของสิ่งที่จับต้องได้ เช่นกระบวนการรักษา หรือการผลิตยาใหม่ๆ หรือแนวทางการทำเกษตรที่แปลเป็นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ทันที แต่งานวิจัยที่ทำเช่นนี้ไม่ได้ หรือไม่ได้รับความสนใจ ก็จะกลายเป็นงาน “ขึ้นหิ้ง” หมายความว่าทำแล้วเก็บไว้เฉยๆ ไม่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นจากการทำวิจัย

แล้วงานวิจัยของ อ. ทีปานิสถือเป็นขึ้นหิ้งหรือเปล่า คำนิยามของฝ่ายที่อยากจะสนับสนุนงานวิจัยประยุกต์มากกว่างานวิจัยบริสุทธิ์ก็ต้องให้ผลออกมาว่า งานของอาจารย์เป็นงานขึ้นหิ้ง เพราะไม่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น เนื้อหาของงานวิจัยของอาจารย์ทีปานิสคือ การคิดวิธีคำนวณความหนาแน่นของอิเล็คตรอนแบบใหม่ที่ง่ายกว่าของเดิม งานวิจัยนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการประยุกต์เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจใดๆ เป็นเรื่องของการคิดค้นการทำงานของธรรมชาติตามหลักของวิชาฟิสิกส์ล้วนๆ ดังนั้นงานวิจัยแบบนี้ตามความคิดของบางฝ่าย จึงขึ้นหิ้งแน่นอน

นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้วิทยาศาสตร์ของไทยโดยเฉพาะวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ไม่เจริญก้าวหน้า ในหนังสือ วิทยาศาสตร์ในสังคมและวัฒนธรรมไทย ผมได้เสนอความคิดไว้ว่า การสนับสนุนวิทยาศาสตร์ของไทยนั้น มักจะเน้นไปที่วิทยาศาสตร์ส่วนที่ให้ผลได้ทันที มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ดังนั้นการสนับสนุนจึงเน้นไปที่วิทยาศาสตร์สุขภาพ เพราะเรื่องสุขภาพมีบทบาทสำคัญมากในเศรษฐกิจของประเทศ กับการเกษตร ซึ่งก็มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจอีกเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นคำอธิบายที่สำคัญมากก็คือว่า การเรียนกับการวิจัยวิทยาศาสตร์ของไทยนั้น ไม่เน้นหนักที่การสร้างความคิดเชิงวิจารณ์ หรือ critical thinking แต่ไปเน้นที่การคิดแบบตามสูตรสำเร็จ หรือ algorithmic thinking แทน ข้อแตกต่างของการคิดสองอย่างนี้ก็คือว่า การคิดเชิงวิจารณ์คือการสงสัยและตั้งคำถาม และไม่เชื่ออะไรที่มีผู้ให้ไว้ก่อน ส่วนการคิดแบบที่สองคือคิดในเชิงเทคนิคว่า หากจะให้ได้ผลตามที่กำหนดไว้ก่อนเช่นนี้ จะต้องทำอย่างไร แต่ไม่ถามว่าผลที่กำหนดไว้ก่อนนี้ เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร

สาเหตุที่สังคมไทยในอดีตไม่ให้ความสำคัญแก่การคิดเชิงวิจารณ์ก็อยู่ที่ความเชื่อของชนชั้นปกครองว่า หากให้ประชาชนในประเทศมีความคิดเชิงวิจารณ์แล้ว การปกครองประชาชนเหล่านี้ก็จะทำได้โดยยาก มีผู้กล่าวว่า ประชาชนไทยเป็นกลุ่มชนที่ปกครองง่ายที่สุดในโลก เพราะไม่ค่อยมีการประท้วงไม่ยอมรับผู้ปกครองตามประเพณีมากเท่ากับประเทศอื่นๆ สาเหตุหนึ่งก็คือการขาดการคิดเชิงวิจารณ์ของประชาชน ที่ทำให้ประชาชนขาดการคิดและการจินตนาการว่าการปกครองแบบอื่นๆนั้นเป็นไปได้จริงๆ และสามารถทำให้เกิดขึ้นมาได้ด้วยน้ำมือของตนเอง

ผลเสียของการขาดการคิดเชิงวิจารณ์จะเห็นได้ชัดมากในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ (รวมทั้งศาสตร์ที่ไปในทางเดียวกัน ได้แก่มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่เน้นการเข้าใจและการวิพากษ์) เพราะการคิดแบบสูตรสำเร็จนั้น ไม่สามารถเป็นรากฐานให้แก่วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ได้ เพราะวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์อาศัยการสงสัย การตั้งคำถามเป็นสำคัญ หากไม่มีแล้วการคิดเพื่อสร้างความรู้ใหม่ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้นโยบายการไม่สนับสนุนการคิดเชิงวิจารณ์จึงยังผลโดยตรงแก่การแคระแกร็นของวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ในประเทศไทย (เมื่อเทียบกับวิทยาศาสตร์ประยุกต์เช่นการแพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ การเกษตร และอื่นๆ)

ดังนั้น ความสำเร็จของ อ. ทีปานิสจึงต้องถือว่าเป็นข้อยกเว้นมากกว่าเป็นบรรทัดฐานของการเรียนการสอนกับการวิจัยวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ในประเทศ หากไม่เป็นเช่นนี้แล้ว เชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ไทยจะมีชื่อตนเองไปอยู่ในทำเนียบความรู้มากกว่านี้แน่นอน

 

รายการวิทยุจุฬา

วันนี้ผมพยายามหารายการ “อักษรพาที” ในเว็บวิทยุจุฬา หาลำบากพอสมควร เพราะรายการเปลี่ยนไปเปิดตอน 7.30 น.เช้าวันเสาร์ แต่ในเว็บยังบอกเป็นเวลาเดิมคือ 8.30 อยู่ เปิดไปบังเอิญไปเจอ พล. อ. ประยุทธ์พูดไม่หยุด เกินเวลาที่กำหนดอีก ก็เลยหาไปหามา พบว่าย้ายไปเป็นเจ็ดโมงครึ่งเช้าวันเสาร์ครับ

Pyrrhoแล้วผมกับ อ. สมภารได้สนทนากันเกี่ยวกับปรัชญาต่างๆ ซึ่งผมกับอาจารย์สมภารคิดว่า สมควรเอามาเผยแพร่ให้แพร่หลายมากขึ้น ผมได้เคยเอารายการที่ผมกับ อ. สมภารได้คุยกันรวมทั้งสี่ครั้ง มาออกในสเตตัสของผมในเฟสบุ๊ค แต่ลักษณะของเฟสบุ๊คคือมันลื่นไหลมาก เอาอะไรมาแปะได้ไม่นานก็หายไปแล้ว ก็เลยเอารายการทั้งสี่นี้มาแปะไว้ในบล๊อกนี้ ซึ่งไม่หายไปไหนแน่นอน ท่านที่ยังไม่เคยฟังรายการทั้งสี่นี้ ก็กดฟังตรงนี้ไดเลยครับ

ผมกับอาจารย์สมภารผลัดกันเป็นคนพูดแลคนถาม สามครั้งแรกผมเป็นคนพูด หัวข้อจะเกี่ยวกับปรัชญากรีกยุคหลังอาริสโตเติล สามครั้งก็มีปรัชญาชองเอพิคิวรัส สำนักสโตอิค และสำนักวิมตินิยม ส่วนของอาจารย์สมภาร ผมเป็นคนถาม อาจารย์พูดเรื่องพระพุทธศาสนาในสังคมไทย

ปรัชญาของเอพิคิวรัส

ปรัชญาสำนักสโตอิค

ปรัชญาสำนักวิมตินิยมโบราณ

พระพุทธศาสนากับสังคมไทย

 

อาริสโตเติลกับสังคมไทย

โครงการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ

“อาริสโตเติลกับสังคมไทย”

วันที่ 13 – 14 ตุลาคม 2559

ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

MTIwNjA4NjMzNzI2NjAwNzE2หลักการเหตุผล

อาริสโตเติลเป็นนักปรัชญาที่มีอิทธิพลต่อกระแสความคิดแทบทุกด้านในวงการวิชาการ นับตั้งแต่ปรัชญา การละคร วรรณคดี รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ แม้แต่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็ยังก่อตัวขึ้นโดยมีงานของอาริสโตเติลเป็นจุดอ้างอิงที่สำคัญ กล่าวได้ว่างานเขียนของเขาด้านฟิสิกส์และชีววิทยา ได้จุดประกายให้เกิดความสำนึกในการศึกษาโลกธรรมชาติอันเป็นจุดตั้งต้นของวิทยาศาสตร์ แม้ว่าความคิดของเขาจะพบว่าไม่ตรงกับความเป็นจริงในหลายๆประการ แต่การตั้งคำถามและการให้ความสำคัญแก่การศึกษาโลกธรรมชาติรอบตัวและพยายามลดทอนปรากฏการณ์ต่างๆมาเป็นหลักเพียงหลักเดียวเพื่อใช้อธิบายปรากฏการณ์เหล่านี้ ก็กล่าวได้ว่าเป็นแนวความคิดที่วิทยาศาสตร์รับมาจากอาริสโตเติล นอกจากนี้ในทางรัฐศาสตร์ อาริสโตเติลก็มีบทบาทสำคัญยิ่งในด้านการเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับรัฐและการเมือง อันเป็นจุดอ้างอิงของนักรัฐศาสตร์มาจนถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. 2559 นี้เป็นปีที่ทั่วโลกเฉลิมฉลองปีเกิดครบ 2,400 ปีของอาริสโตเติล และเพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองดังกล่าว สมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย ร่วมกับคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดการประชุมวิชาการ “อาริสโตเติลกับสังคมไทย” ขึ้น โดยมีคำถามหลักในการค้นคว้าอิทธิพลและมรดกทางความคิดที่อาริสโตเติลได้มอบไว้ให้แก่วงการวิชาการ ในอันที่จะช่วยให้เข้าใจสังคมไทยในด้านต่างๆมากขึ้น การประชุมครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากสถานเอกอัครราชทูตกรีซประจำประเทศไทย และโครงการเมธีวิจัย “วิทยาศาสตร์เปิดในสังคมไทย” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
วัตถุประสงค์

1. ศึกษาแนวทางอันหลากหลายในอันที่ความคิดของอาริสโตเติลมีบทบาทต่อการเข้าใจมิติต่างๆของสังคมไทย รวมทั้งด้านปรัชญา รัฐศาสตร์ ชีววิทยา ฟิสิกส์ สังคมวิทยา และวิชาการสาขาอื่นๆ

2. ร่วมเฉลิมฉลองปีเกิดครบรอบ 2,400 ปีของอาริสโตเติลในปี พ.ศ. 2559

3. สร้างความสัมพันธ์เครือข่ายระหว่างนักวิชาการในสาขาวิชาต่างๆในประเทศไทยและในระดับนานาชาติ
ประกาศเชิญชวนส่งบทความ

ขอเชิญชวนคณาจารย์ นิสิต นักศึกษา ร่วมเสนอบทความของตนในการประชุมครั้งนี้ โดยส่งเป็นบทความวิชาการความยาวตั้งแต่สิบถึงสิบห้าหน้ากระดาษ A4 บทความที่ได้รับคัดเลือกจากคณะกรรมการจัดการประชุม จะได้รับเชิญให้มาเสนอในการประชุม และจะคัดเลือกบทความดีเด่นที่เสนอในประชุมไปลงตีพิมพ์ในวารสารของสมาคมปรัชญาฯอีกทอดหนึ่ง บทความที่ได้รับคัดเลือกให้นำเสนอในที่ประชุม จะตีพิมพ์รวมเล่นบทความ (Proceedings) แจกในที่ประชุม บทความที่เสนอในที่ประชุมจะได้รับเวลาในการนำเสนอบทความละ 20 นาที ตามด้วยเวลาสำหรับถามตอบและอภิปรายอีก 10 นาที บทความจะเป็นภาษาไทยหรืออังกฤษก็ได้
กำหนดการส่งบทความ

31 สิงหาคม วันสุดท้ายของการส่งบทความ

15 กันยายน ประกาศผลการคัดเลือกบทความ
การส่งบทความ

ผู้สนใจโปรดส่งบทความมาที่ รศ. ดร. ปกรณ์ สิงห์สุริยา บรรณาธิการวารสารสมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย ที่ pagorn.sin@mahidol.ac.th ในรูปไฟล์ .doc หรือ .docx
ติดต่อสอบถาม

อ. เจิด บรรดาศักดิ์ ที่ jerdonly@gmail.com

ไฟล์สำหรับนิสิตวิชาปรัชญากับตรรกวิทยา

สำหรับนิสิตที่เรียนวิชา 2207-103 ปรัชญาและตรรกวิทยากับ อ. โสรัจจ์ ภาคปลาย ปีการศึกษา 2558-2559

Reasoning-Presentation-1

การใช้เหตุผล-truth-syllogism

Philosophy and Logic – Truth, Validity, Syllogism

Syllogism Aptitude Test

Another Test

Yet Another Test

Syllogism Exercises

Another Syllogism Test

การบรรยายครั้งที่ 3

นิทานเปรียบเทียบเรื่องบ้านไฟไหม้ – บทกวีของแบร์โทลด์ เบรชท์

Das Gleichnis des Buddha vom brennenden Haus

–Bertold Brecht (1937)
Gothama, der Buddha, lehrte
Die Lehre vom Rade der Gier, auf das wir geflochten sind, und empfahl
Alle Begierde abzutun und so
Wunschlos einzugehen ins Nichts, das er Nirwana nannte.
Da fragten ihn eines Tags seine Schüler:
Wie ist dies Nichts, Meister? Wir alle möchten
Abtun alle Begierde, wie du empfiehlst, aber sage uns
Ob dies Nichts, in das wir dann eingehen
Etwa so ist wie dies Einssein mit allem Geschaffenen
Wenn man im Wasser liegt, leichten Körpers, im Mittag
Ohne Gedanken fast, faul im Wasser liegt oder in Schlaf fällt
Kaum noch wissend, daß man die Decke zurechtschiebt
Schnell versinkend, ob dies Nichts also
So ein fröhliches ist, ein gutes Nichts, oder ob dies dein
Nichts nur einfach ein Nichts ist, kalt, leer und bedeutungslos.
Lange schwieg der Buddha, dann sagte er lässig:
Keine Antwort ist auf euere Frage.
Aber am Abend, als sie gegangen waren
Saß der Buddha noch unter dem Brotbaum und sagte den andern
Denen, die nicht gefragt hatten, folgendes Gleichnis:
Neulich sah ich ein Haus. Es brannte. Am Dache
Leckte die Flamme. Ich ging hinzu und bemerkte
Daß noch Menschen drin waren. Ich trat in die Tür und rief ihnen
Zu, daß Feuer im Dach sei, sie also aufforderend
Schnell hinauszugehen. Aber die Leute
Schienen nicht eilig. Einer fragte mich
Während ihm schon die Hitze die Braue versengte
Wie es draußen denn sei, ob es auch nicht regne
Ob nicht doch Wind gehe, ob da ein anderes Haus sei
Und so noch einiges. Ohne zu antworten
Ging ich wieder hinaus. Diese, dachte ich
Müssen verbrennen, bevor sie zu fragen aufhören. Wirklich, Freunde
Wem der Boden noch nicht so heiß ist, daß er ihn lieber
Mit jedem andern vertauschte, als daß er da bliebe, dem
Habe ich nichts zu sagen. So Gothama, der Buddha.
Aber auch wir, nicht mehr beschäftigt mit der Kunst des Duldens
Eher beschäftigt mit der Kunst des Nichtduldens und vielerlei Vorschläge
Irdischer Art vorbringend und die Menschen lehrend
Ihre menschlichen Peiniger abzuschütteln, meinen, daß wir denen, die
Angesichts der heraufkommenden Bombenflugzeug- geschwader des Kapitals noch allzulang fragen
Wir wir uns dies dächten, wie wir uns das vorstellten
Und aus was ihren Sparbüchsen und Sonntagshosen werden soll nach einer Umwälzung
Nicht viel zu sagen haben.
นิทานเปรียบเทียบเรื่องบ้านไฟไหม้
–แบร์โทลด์ เบชท์ (1937)
โคตมะ ผู้เป็นพุทธะ สอนเรื่อง
คำสอนว่าด้วยวงล้อแห่งความโลภ ที่เราถูกผูกติดอยู่ และแนะนำ
ให้เราละทิ้งความโลภทั้งหลายไป และ
เมื่อปราศจากความอยากทั้งปวง ก็เข้าไปยังความไม่มี ซึ่งท่านเรียกว่านิรวาณ
จากนั้นศิษย์ของท่านคนหนึ่งก็ถามขึ้นในวันหนึ่งว่า:
ความไม่มีนี่เป็นอย่างไรครับอาจารย์? เราอยากจะ
ละทิ้งความอยากทั้งปวง ดังที่ท่านสอน แต่ท่านกรุณาบอกพวกเรา
ว่าความไม่มีนี้ ซึ่งเราจะเข้าไป
เป็นเหมือนกับการเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาทั้งหมดหรือเปล่า
เมื่อเรานอนอยู่บนผิวน้ำ ร่างกายของเราปราศจากน้ำหนัก ในตอนเที่ยง
เกือบจะไม่มีความคิดใดๆ นอนอยู่บนน้ำอย่างขี้เกียจ หรือเผลอหลับไป
โดยไม่รู้อะไรเมื่อมีคนมาดึงผ้ารองให้ตรง
แล้วจมลงอย่างรวดเร็ว ความไม่มีนี้
เป็นความสุขแบบนี้หรือเปล่า คือเป็นความปราศจากทุกสิ่งที่น่าเพลิดเพลิน หรือ
ว่าความไม่มีของท่านนี้เป็นแค่ความไม่มีอะไรเฉยๆ เยือกเย็น ว่างเปล่า ไม่มีความหมายใดๆ
พระพุทธเจ้าเงียบอยู่นาน จากนั้นก็เอ่ยขึ้นว่า
ไม่มีคำตอบแก่คำถามของท่าน
แต่เมื่อถึงเวลาเย็น เมื่อศิษย์กลุ่มนี้จากไปแล้ว
พระพุทธเจ้านั่งอยู่ใต้ต้นขนมปัง และเล่าให้แก่ศิษย์อีกกลุ่มหนึ่ง
ที่ไม่ได้ถามคำถามข้างต้น ซึ่งนิทานเปรียบเทียบนี้:
เมื่อไม่นานมานี้ ฉันเห็นบ้านหลังหนึ่ง กำลังถูกไฟไหม้ หลังคา
มีไฟมาลามเลีย ฉันเข้าไปข้างในและเห็น
ว่ามีคนอยู่ในนั้น ฉันเข้าไปในช่องประตูและตะโกนบอกพวกเขา
ว่าบ้านไฟไหม้ถึงหลังคาแล้ว ฉันเรียกให้ทุกคนรีบออก
มาจากบ้านโดยทันที แต่คนในนั้น
ดูเหมือนว่าจะไม่เร่งรีบ คนหนึ่งถามฉัน
ในขณะที่ความร้อนกำลังแผดเผาขนคิ้วของเขาอยู่
ว่าข้างนอกเป็นอย่างไร ฝนตกอยู่หรือเปล่า
ลมพัดอยู่หรือเปล่า มีบ้านอีกหลังหนึ่งหรือเปล่า
และคำถามอื่นๆอีก ฉันไม่ได้ตอบ
แต่เดินกลับออกมา ก่อนที่เขาจะหยุดถาม จริงๆแล้ว เพื่อนๆเอ๋ย
ใครที่พื้นที่เขาเหยียบอยู่ยังไม่ร้อนมากขนาดที่เขายินดี
จะเปลี่ยนที่ของเขากับที่อื่นที่ใดก็ได้ หากเขายังเป็นอยู่เช่นนี้
ฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดแก่เขา นี่คือโคตมะ ผู้เป็นพุทธะ
แต่พวกเราก็เช่นกัน ผู้ซึ่งไม่ได้ยุ่งวุ่นวายกับศิลปะของความอดทน
แต่กลับวุ่นวายกับศิลปะของความไม่อดทน ผู้ซึ่งให้ข้อเสนอหลากหลาย
ที่เป็นแบบพื้นๆ และสอนให้ผู้คน
สลัดทิ้งไปซึ่งมนุษย์ที่มาทรมานพวกเขา พวกเราก็คิดว่า
ผู้คนที่เมื่อเห็นฝูงเครื่องบินทิ้งระเบิดของทุนที่กำลังบินใกล้เข้ามา
แต่กลับถามเรื่อยๆว่าเราจะคิดเรื่องพวกนี้อย่างไร เราจะเข้าใจเรื่องนี้อย่างไร
และกระปุกออมสินกับกางเกงที่ใส่ในวันอาทิตย์จะเป็นอย่างไร
เราก็ไม่มีอะไรจะพูดกับเขามากเช่นกัน
แปลโดย โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

จริยศาสตร์วิชาการ

“จริยศาสตร์วิชาการ” หรือ academic ethics ในภาษาอังกฤษ เป็นสาขาหนึ่งของวิชาจริยศาสตร์ประยุกต์ ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของจริยศาสตร์ และจริยศาสตร์เองก็เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา จริยศาสตร์วิชาการเป็นสาขาวิชาที่มุ่งถามและตอบคำถามเกี่ยวกับจริยธรรมในวงการวิชาการในด้านต่างๆ เช่น การทุจริตในการสอบถือเป็นการทำผิดจริยธรรมหรือไม่ เพราะเหตุใด หรือว่าอาจารย์ที่ทำวิจัยโดยไปลอกงานของผู้อื่นมา เหตุใดจึงเป็นความผิด นอกจากนี้ก็มีเรื่องเกี่ยวกับเสรีภาพทางวิชาการ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญและมีหลากหลายมิติ ปัญหาก็มีเช่น การที่ผู้มีอำนาจทางการเมืองมาบังคับอาจารย์ว่าห้ามสอนเรื่องนั้นเรื่องนี้ หรือห้ามทำวิจัยเรื่องนั้นเรื่องนี้ มีเหตุผลรองรับอะไร เป็นเหตุผลที่ยอมรับได้หรือไม่ และการที่อาจารย์กับนักศึกษาจะมีเสรีภาพในการค้นคว้าทางวิชาการเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มีเหตุผลใดมาสนับสนุน จะเห็นได้ว่าจริยศาสตร์วิชาการเป็นเรื่องของการตัดสินคุณค่าความถูกผิดของการกระทำ ในบริบทของวงการวิชาการ การเรียนการสอน หรือการทำงานในมหาวิทยาลัยหรือสถาบันการศึกษาอื่นๆเป็นหลัก
ในบทความนี้เราจะทำความรู้จักกับประเด็นสำคัญๆจริยศาสตร์วิชาการโดยเฉพาะในบริบทของสังคมไทย เพื่อกระตุ้นให้เกิดการคิดการอภิปรายเพิ่มมากขึ้นในวงการวิชาการ ประเด็นเหล่านี้เริ่มจากการลอกเลียนผลงานทางวิชาการ หรือ plagiarism ในภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นหัวช้อสำคัญและเกิดขึ้นบ่อยมากหัวข้อหนึ่งในจริยศาสตร์วิชาการ นอกจากนี้ก็มีการทุจริตในการสอบ การไม่เคารพเสรีภาพทางวิชาการ การคุกคามความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย และอื่นๆ เราจะเริ่มที่เรื่องที่อาจจะใกล้ตัวผู้อ่านวารสารนี้มากที่สุดก่อน ได้แก่เรื่องการทุจริตในการสอบ

การทุจริตในการสอบ

ปัญหาพื้นฐานที่สุดปัญหาหนึ่งในจริยศาสตร์วิชาการก็เห็นจะได้แก่เรื่องทุจริตในการสอบ โดยทั่วไปเราถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องผิดโดยไม่ต้องสงสัย เพราะการเรียกว่า “ทุจริต” ก็มีนัยยะว่าผิดอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามหากเราพิจารณาลงไปในรายละเอียด ก็อาจจะพบว่าการด่วนตัดสินว่าผิดไปเลยก็อาจจะทำให้ละเลยรายละเอียดบางอย่างที่อาจทำให้การตัดสินเปลี่ยนไปก็ได้ ตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็มีเช่นในการสอบครั้งหนึ่งของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มีระเบียบอยู่ว่านิสิตห้ามนำโทรศัพท์มือถือเข้าไปในการสอบ และห้ามไม่ให้รับโทรศัพท์ในระหว่างการสอบ แต่มีนิสิตคนหนึ่งได้นำเอาโทรศัพท์เข้าไปและโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวได้ดังขึ้นในเวลาสอบ นิสิตคนนั้นก็รีบเอาโทรศัพท์มากดปิด แล้วก็รีบวางลงดังเดิม อาจารย์ผู้คุมสอบเห็นว่านิสิตทำผิดระเบียบก็เลยจะให้นิสิตลงนามรับทราบความผิด เพื่อจะดำเนินการไปยังคณะฯและมหาวิทยาลัยในการลงโทษต่อไป แต่นิสิตอ้างว่าที่ต้องรับโทรศัพท์เป็นเพราะว่าแม่โทรมา และการรับก็เป็นเพียงการกดปิดเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาจะทุจริตแต่ประการใด และเมื่อให้อาจารย์ตรวจสอบโทรศัพท์ก็พบว่าในโทรศัพท์เครื่องดังกล่าวไม่มีข้อมูลใดๆที่เกี่ยวข้องกับการสอบเลย ดังนั้นหากจะมีการทำอะไรผิด ก็มีเพียงแต่การทำผิดระเบียบการสอบเรื่องเอาโทรศัพท์เข้าไปเท่านั้น ไม่ใช่การทุจริต แต่อาจารย์ผู้คุมสอบไม่ยอม เรื่องนี้โต้เถียงกันยาวนาน
สาเหตุที่ยกเรื่องนี้มาก็เพราะว่า มีประเด็นทางจริยธรรมตรงที่ว่า การรับโทรศัพท์เป็นการทุจริตในการสอบหรือไม่ การกระทำแบบใดถึงจะเรียกว่า “ทุจริตในการสอบ” ถ้าระเบียบเขียนอะไรว่าทุจริต หรือระเบียบบอกว่าห้ามทำ การกระทำนั้นจะเป็นการทุจริตไปหมดหรือไม่ หากระเบียบเขียนว่าระหว่างการสอบห้ามลุกไปห้องน้ำ ห้ามขออนุญาตผู้คุมสอบไปห้องน้ำ การแอบลุกไปห้องน้ำเพราะเกิดความจำเป็นขึ้นมาจริงๆ จะถือเป็นการทุจริตหรือไม่ และการบังคับตรงนี้อย่างเข้มงวดเกินไปจนนิสิตเกิดปัญหาทางสุขภาพขึ้นมา จะเป็นการทำผิดโดยผู้คุมสอบหรือผู้ออกระเบียบหรือไม่ จะเห็นได้ว่าแม้เรื่องง่ายๆอย่างทุจริตในการสอบ ก็มีรายละเอียดต่างๆที่คาดไม่ถึง และเป็นจุดตั้งต้นให้มีการถกเถียงอภิปรายได้อีกมาก

การลอกเลียนผลงานทางวิชาการ

การลอกเลียนผลงานทางวิชาการ[1] เกิดขึ้นเมื่อคนๆหนึ่งนำเอาข้อเขียนของอีกคนหนึ่งมาใส่ไว้ในงานเขียนของตนเอง แล้วทำเป็นเหมือนกับว่าข้อเขียนนั้นๆเป็นของตนเอง การลอกเลียนนี้เกิดขึ้นทั้งในระดับนักเรียนและนักศึกษา จนถึงระดับอาจารย์นักวิชาการที่มีชื่อเสียง สาเหตุที่การทำเช่นนี้เป็นเรื่องผิดก็เพราะว่า การสร้างสรรค์ผลงานทางวิชาการ ควรจะต้องเป็นผลงานความคิดหรือการค้นคว้าที่ตนเองทำขึ้นมา เพื่อแลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆในการอภิปราย หรือเพื่อผลักดันพรมแดนของความรู้ให้ก้าวไปข้างหน้า ดังนั้นหากมีการลอกเลียนก็จะทำให้เชื่อไม่ได้ว่า ผลงานที่ตนเองเสนอออกมานั้น เป็นของตนเองจริงๆ แรงจูงใจในการสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นของตนเองจริงๆก็จะหายไป เราจะดูเรื่องนี้ในรายละเอียดโดยแยกออกเป็นการลอกเลียนในบริบทของการเรียนในชั้น กับในบริบทของการวิจัย
ในบริบทของการเรียนในชั้น จุดมุ่งหมายของการให้นักศึกษาทำรายงานหรือบทความ ก็คือฝึกฝนให้นักศึกษารู้จักวิธีการหาความรู้ และนำเสนอความรู้นั้นในรูปแบบที่เป็นที่ยอมรับ นอกจากนี้บทความยังทำหน้าที่นำเสนอความคิดด้านต่างๆของผู้เรียน ที่ผู้เรียนคิดขึ้นมาเพื่อเสนอแก่เพื่อนๆที่เรียนด้วยกัน และเพื่อแสดงว่าตนเองได้ฝึกฝนตนเองมาเพียงพอที่จะทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ของการเรียนวิชานั้นๆได้ ดังนั้นหากมีการลอกเลียนผลงาน โดยการนำเอาความคิดของผู้อื่นมาใส่เป็นของตน วัตถุประสงค์ตรงนี้ก็จะเสียไป แทนที่การเรียนจะเป็นการฝึกฝนการคิดด้วยตนเอง ซึ่งจะเป็นประโยชน์มากๆแก่ตนเองในอนาคต การเรียนก็จะเป็นเพียงการฝึกทักษะในการจัดรูปเล่ม หรือการหาข้อความที่จะนำมาใส่ในบทความเท่านั้น ไม่ได้เป็นการฝึกการคิดของตนเอง วัตถุประสงค์หลักในการจัดการศึกษาก็จะเสียไปเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้สถาบันการศึกษาต่างๆจึงเห็นเรื่องนี้เป็นความผิดร้ายแรงมาก
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการลอกเลียนผลงานทางวิชาการจะเป็นความผิดร้ายแรง แต่ก็ปรากฏอยู่เสมอๆว่ามีการทำเช่นนี้อยู่ ทั้งนี้เมื่อบทความหรือข้อเขียนต่างๆสามารถเข้าถึงได้ง่ายมากๆทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ประกอบกับการคัดลอกข้อความทำได้ง่ายมากด้วยคำสั่ง copy and paste ดังนั้นจึงปรากฏว่านักเรียน นิสิต นักศึกษาต่างก็ลอกข้อความจากอินเทอร์เน็ตมาใส่ในรายงานของตนเป็นจำนวนมาก ที่สำคัญก็คือว่า หลายคนไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิด ทั้งนี้ก็อาจมาจากสาเหตุว่า ในวัฒนธรรมไทยโบราณ การคัดลอกข้อความจาก “แหล่งอ้างอิง” ที่เป็นที่เคารพนับถือ นอกจากจะไม่มีความผิดใดๆแล้ว ยังได้รับการสนับสนุนอีกด้วย เพราะฐานคิดอยู่ที่ว่า ตนเองไม่สามารถคิดอะไรได้เอง ต้องอาศัยแหล่งอ้างอิงซึ่งอาจจะเป็นตำราโบราณหรือครูบาอาจารย์ที่ตนเองนับถือเป็นอย่างมาก การอ้างอิงท่านเหล่านี้และการคัดลอกมาคำต่อคำ จึงทำกันเหมือนกับว่าเป็นปกติ อย่างไรก็ตามเมื่อธรรมเนียมทางวิชาการของไทยแต่โบราณ มาปะทะกับธรรมเนียมปฏิบัติของวิชาการในโลกสมัยใหม่ ก็เกิดความขัดแย้งกันขึ้น ผลของความขัดแย้งนี้ก็คือว่า หลายคนไม่เข้าใจว่าเหตุใดจึงต้องห้ามไม่ให้มีการลอก และเมื่อไม่เข้าใจก็ยังลอกอยู่อย่างนั้น หรือหาวิธีหลบเลี่ยงในรูปแบบต่างๆ ซึ่งในสังคมไทยมักจะมาในรูปแบบของการใช้อำนาจในทางที่ผิด เช่นผู้เรียนว่าจ้างให้คนอื่นมาทำงานให้ตนเอง จะเห็นได้ว่าปัจจุบันมีบริษัทรับจ้างเขียนบทความให้นักศึกษา นักศึกษาสามารถเลือกได้ว่าจะให้เขียนบทความเรื่องอะไร มีการกำหนดราคาไว้ต่างๆกัน การมีบริษัทรับจ้างเขียนบทความเช่นนี้ นับเป็นการทำผิดจริยธรรมวิชาการเป็นอย่างยิ่ง และเป็นภัยอันตรายต่อการทำงานของมหาวิทยาลัย และเป็นผลเสียอย่างยิ่งแก่นักศึกษาเอง

การขายปริญญากับการใช้อำนาจกำกับดูแลโดยรัฐ

การว่าจ้างบริษัทภายนอกให้มาทำวิทยานิพนธ์ให้ หรือทำรายงานในวิชาต่างๆให้ ถือเป็นการทำผิดหลักจริยธรรมวิชาการอย่างร้ายแรงดังที่ได้กล่าวไปแล้ว อย่างไรก็ตามการกระทำนี้เป็นการกระทำโดยผู้เรียนเอง แต่การขายปริญญาเป็นการทำผิดจริยธรรมทางวิชาการที่ทำโดยสถาบันการศึกษาเอง มหาวิทยาลัยในประเทศไทยบางแห่งมีเรื่องเล่ากันว่า มีนโยบาย “จ่ายครบจบแน่” หรือ “หากไม่จบยินดีคืนเงิน” ซึ่งก็คือขายปริญญานั่นเอง ทางแก้เรื่องนี้มักอยู่ที่ว่าให้สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษาแห่งชาติ (สกอ.) เป็นผู้กำกับดูแล แต่ สกอ. ก็ต้องระวังว่าการใช้อำนาจกำกับดูแลนั้นจะต้องไม่กลายเป็นว่ามหาวิทยาลัยต่างๆกลายมาเป็นองค์กรในสังกัดที่อยู่ใต้ สกอ. เพราะหากเป็นเช่นนั้นก็จะเป็นการละเมิดหลักความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัย ซึ่งถือว่าเป็นหลักที่จำเป็นต่อความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย มีผู้เสนอเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า แทนที่ สกอ. จะมีอำนาจในการอนุมัติหรือเพิกถอนหลักสูตร หรือแม้แต่ยุบมหาวิทยาลัย สกอ. ควรมีอำนาจเพียงแต่วิเคราะห์ข้อเท็จจริงและประกาศผลการวิเคราะห์ออกมาเท่านั้น ส่วนการอนุมัติหลักสูตรควรเป็นอำนาจของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งอย่างเป็นอิสระ หากหลักสูตรของมหาวิทยาลัยใดไม่เป็นที่ยอมรับ เช่นได้ปริญญามาง่ายๆด้วยการซื้อหาเหมือนกับสินค้าในตลาด ก็จะเป็นการชอบที่สังคมจะไม่ยอมรับมหาวิทยาลัยนั้น ด้วยการประกาศไม่รับคนจบมหาวิทยาลัยนั้นเข้าทำงานในบริษัทของตน แต่ความเป็นอิสระในการเปิดหลักสูตร ก็ยังควรจะเป็นอำนาจของมหาวิทยาลัยนั้นๆอยู่ และการไม่ยอมรับของสังคมจะเป็นแรงกดดันให้มหาวิทยาลัยนั้นต้องปรับเปลี่ยนและเพิ่มคุณภาพของตนเอง โดยที่ไม่มีการเข้าไปบังคับอย่างเป็นทางการ การคิดเช่นนี้มาจากหลักการว่า ความเป็นอิสระหรือ autonomy ของมหาวิทยาลัยควรเป็นหลักการสูงสุดที่ไม่มีหลักอื่นใดมาล้ม เนื่องจากความเป็นอิสระเป็นเงื่อนไขจำเป็นต่อการพัฒนาวิชาการของมหาวิทยาลัย หาก สกอ. (ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐบาล) เข้าไปเป็นเจ้านายมหาวิทยาลัยต่างๆแบบที่เป็นมาในอดีต ความเป็นอิสระตรงนี้ก็จะหายไป และโอกาสที่มหาวิทยาลัยดีๆที่มีคนตั้งใจทำงานเพื่อวิชาการจริงๆจะพัฒนาการสอนการวิจัยและสร้างความรู้ใหม่ๆ ก็จะเกิดขึ้นได้ยาก

เสรีภาพทางวิชาการ

ประเด็นเรื่องการกำกับดูแลมหาวิทยาลัยโดยรัฐมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องเสรีภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัย เสรีภาพทางวิชาการมีความหมายกว้างกว่าเสรีภาพในการพูดและการแสดงออกอยู่บ้าง กล่าวคือเสรีภาพทางวิชาการรวมไปถึงเสรีภาพในการเลือกหัวข้อวิจัย และหัวข้อที่จะมาบรรจุในหลักสูตร ซึ่งเป็นสิทธิ์ขาดของอาจารย์ผู้สอน และของมหาวิทยาลัยโดยตรง เสรีภาพในการสอนกับการวิจัยนี้ถือเป็นเนื้อหาของ “ความเป็นอิสระ” หรือ autonomy ของมหาวิทยาลัยโดยตรง การวัดว่ามหาวิทยาลัยใดจะเป็นอิสระจากการควบคุมโดยอำนาจภายนอกหรือไม่เพียงใด ก็ดูจากว่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยนั้นๆมีเสรีภาพในการเลือกหัวข้อวิจัยเอง หรือเลือกหัวข้อวิชาการเพื่อบรรจุในหลักสูตรหรือไม่เป็นสำคัญ ในสมัยก่อนที่ภาครัฐเข้ามาควบคุมมหาวิทยาลัยอย่างใกล้ชิด จะมีการบังคับว่าอาจารย์ห้ามทำวิจัยหัวข้อนั้นหัวข้อนี้ หรือห้ามสอนเรื่องนั้นเรื่องนี้ อย่างในยุโรปในราวศตวรรษที่สิบแปดที่แนวคิดแบบ “แสงสว่างทางปัญญา” กำลังเฟื่องฟู ก็มีคำสั่งจากรัฐบาลมายังมหาวิทยาลัยบางแห่งว่า ห้ามสอนและห้ามจัดกิจกรรมที่อภิปรายแนวคิดแสงสว่างทางปัญญา ซึ่งรัฐบาลของบางประเทศในยุโรปมองว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง ด้วยเหตุนี้จึงเริ่มเกิดมีขบวนการที่ต่อสู้เรื่องเสรีภาพทางวิชาการในมหาวิทยาลัย เพราะแนวคิดแสงสว่างทางปัญญาประกอบด้วยหลักวิทยาศาสตร์ของไอแซค นิวตัน และความคิดสมัยใหม่ในด้านต่างๆ ซึ่งหากห้ามไม่ให้เรียนเรื่องนี้ ประเทศนั้นก็จะไม่มีทางเกิดความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และวิชาการแขนงอื่นๆต่อไปได้ หลักเสรีภาพทางวิชาการจึงมีเนื้อหาว่า อาจารย์แต่ละคนมีเสรีภาพและอิสรภาพเต็มที่ในการออกแบบหลักสูตร เลือกเนื้อหามาสอน และดำเนินการวิจัยตามที่ตนเองเห็นสมควร หลักเสรีภาพทางวิชาการนี้ก็ได้มีการแสดงออกอย่างชัดเจนในงานของนักปรัชญาอิมมานุเอล คานท์ เรื่อง “คำตอบของคำถาม – แสงสว่างทางปัญญาคืออะไร?” ซึ่งคำตอบหลักของคานท์ก็คือเสรีภาพทางวิชาการ รวมไปถึงเสรีภาพในการคิดและการแสดงออก[2]
อย่างไรก็ตาม การที่อาจารย์มหาวิทยาลัยมีเสรีภาพในการสอนและการวิจัย ไม่ได้หมายความว่าเสรีภาพดังกล่าวจะไม่มีขอบเขต แต่ขอบเขตดังกล่าวนี้ต้องมาจากวงการวิชาการด้วยกันเอง หมายความว่าการที่อาจารย์คนหนึ่งจะตีพิมพ์ผลงานอะไรออกมาเผยแพร่ ก็ต้องมีการตรวจสอบคุณภาพและความถูกต้องของผลงานนั้นโดยวงการวิชาการที่เข้าใจเนื้อหาของงานนั้นๆ กระบวนการนี้เรียกว่า peer review หรือการตรวจสอบความถูกต้องและการมีเนื้อหาใหม่ๆของงานวิจัย การมี peer review เป็นการแสดงว่าการตรวจสอบว่างานวิจัยชิ้นใดควรได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่หรือไม่ เป็นกระบวนการของนักวิชาการด้วยกันเอง ไม่ใช่อะไรที่อำนาจภายนอกจากคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการ จะมาก้าวก่ายได้ ดังนั้นการมีกระบวนการตรวจสอบคุณภาพโดยนักวิชาการด้วยกัน ก็เป็นการแสดงตัวออกอีกทางหนึ่งของเสรีภาพทางวิชาการ การเสนอเนื้อหาในหลักสูตรก็เช่นเดียวกัน โดยทั่วไปหลักสูตรจะเป็นเรื่องของกลุ่มอาจารย์ ไม่ใช่อาจารย์คนเดียว การทำงานเป็นกลุ่มที่สนใจในสาขาวิชาเดียวกันก็หมายความว่า จะมีการตรวจสอบคุณภาพกันเองโดยอัตโนมัติ และตามปกติเมื่อกลุ่มอาจารย์เห็นว่าควรจะเปิดหลักสูตร หรือบรรจุเนื้อหาใดในการสอนในรายวิชาใดตามหลักสูตร ก็จะเสนอเรื่องไปให้มหาวิทยาลัยพิจารณา มหาวิทยาลัยก็จะประกอบด้วยนักวิชาการในสาขาต่างๆ ด้วยเหตุนี้หลักที่ว่ามหาวิทยาลัยควรมีอำนาจเต็มในการบริหารและอนุมัติหลักสูตร ก็เป็นหลักที่สะท้อนเสรีภาพทางวิชาการเช่นเดียวกัน

การเสนอความคิดเห็นต่อสาธารณะ

เสรีภาพอีกประการหนึ่งที่ใกล้ชิดกับเสรีภาพทางวิชาการตามที่เสนอมาในหัวข้อที่แล้ว ได้แก่เสรีภาพของนักวิชาการในการเสนอความคิดเห็นต่อสาธารณะ เสรีภาพในส่วนนี้ใกล้ชิดกับเสรีภาพทางวิชาการมาก จนหลายคนคิดว่าเป็นอย่างเดียวกัน ก็เพราะว่าหากนักวิชาการนำเสนอผลงานของตนเองที่ได้ทำมาอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ หากนำเสนอผลงานดังกล่าวต่อสาธารณะ ก็น่าจะเข้าข่ายเสรีภาพทางวิชาการด้วย แต่หากนักวิชาการคนเดียวกันเสนอความคิดในฐานะประชาชนคนหนึ่ง ไม่ใช่ในฐานะนักวิชาการ ก็เข้าข่ายเสรีภาพในการพูดการแสดงออกตามปกติ ซึ่งในสังคมประชาธิปไตยก็ได้รับความคุ้มครองเสมอเหมือนกัน
ตัวอย่างก็เช่น หากมีนักวิชาการการแพทย์คนหนึ่งเสนอผลงานวิจัยของตนเองเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้าแก่สาธารณชน เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคนี้แก่ประชาชน การนำเสนอนี้ก็ได้รับการคุ้มครองจากหลักเสรีภาพทางวิชาการ เนื่องจากตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยเฉพาะ แต่หากนักวิชาการคนเดียวกันเสนอความเห็นต่อสาธารณะในเรื่องที่เป็นเรื่องนโยบายทั่วไป เช่นเสนอความเห็นว่าควรจะยกเลิกนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค เนื่องจากสิ้นเปลือง การเสนอนี้ก็จะเป็นการเสนอในฐานะของคนธรรมดา ไม่ใช่ในฐานะนักวิชาการโรคพิษสุนัขบ้า ก็ได้รับความคุ้มครองเหมือนกัน แต่จะเป็นเรื่องของเสรีภาพในการพูดการแสดงออกทั่วไปมากกว่าเสรีภาพทางวิชาการ หมายความว่าคนธรรมดาคนอื่นๆย่อมสามารถวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอนี้ได้ ในขณะที่หากเขาพูดเรื่องโรคพิษสุนัขบ้าในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ก็จะมีแต่ผู้เชี่ยวชาญโรคเดียวกันเท่านั้นที่จะมาวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอของเขาตรงนี้ได้
ทั้งหมดนี้พูดอีกนัยหนึ่งก็คือว่า นักวิชาการจะมีสิทธิในการอ้างความเป็นนักวิชาการของตนเพื่อให้คนอื่นเชื่อตาม ก็ต่อเมื่อพูดในเรื่องที่ตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่หากมาพูดในเรื่องนโยบายสาธารณะที่เป็นเรื่องของทุกคน ก็จะเป็นการพูดในฐานะประชาชนธรรมดาๆที่เป็นพลเมืองของรัฐเท่านั้น ไม่ใช่นักวิชาการ ซึ่งประชาชนคนอื่นๆก็ย่อมสามารถเข้าใจและวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอของเขาได้เต็มที่ ข้อแตกต่างระหว่างเสรีภาพทางวิชาการกับเสรีภาพการพูดโดยทั่วไปก็อยู่ตรงนี้ แต่ไม่ว่าจะเป็นเสรีภาพแบบไหน รัฐในสังคมประชาธิปไตยมีหน้าที่ในการปกป้องคุ้มครองเสรีภาพทั้งสองแบบนี้อย่างเต็มที่ เนื่องจากการมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น จะเป็นหลักประกันว่าพลเมืองแต่ละคนได้รับสิทธิอำนาจในการปกครองประเทศอย่างเท่าเทียมกันกับประชาชนคนอื่นทุกๆคน หากไม่มีตรงนี้แล้วการปกครองแบบประชาธิปไตยก็ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้

สรุป

จะเห็นได้ว่าเรื่องเสรีภาพในการพูดการแสดงออกโดยทั่วไป ทำให้นักวิชาการในสถาบันการศึกษาวิจัย หมดสภาพความเป็นนักวิชาการ กลายไปเป็นพลเมืองธรรมดาๆคนหนึ่งเท่านั้น ดังนั้นเรื่องการพูดต่อที่สาธารณะของนักวิชาการ ถึงแม้ว่าจะใกล้ชิดกับประเด็นต่างๆในจริยศาสตร์วิชาการ แต่ก็ไม่ใช่อย่างเดียวกัน อย่างไรก็ตาม สังคมก็มักจะยกย่องให้เกียรตินักวิชาการที่ออกมาพูดในที่สาธารณะเช่นนี้ โดยจะรับฟังเสียงของนักวิชาการมากกว่าเสียงของประชาชนทั่วไป ซึ่งมาจากว่านักวิชาการมักพูดอย่างมีระบบ มีเหตุมีผลชัดเจน แต่ประชาชนทั่วไปก็สามารถพูดแบบนี้ได้เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในสังคมประชาธิปไตยที่เน้นหนักเรื่องการศึกษาของพลเมือง ดังนั้นการยกย่องนักวิชาการในแง่นี้จึงเป็นเพียงการยกย่องอย่างไม่เป็นทางการเท่านั้น ไม่มีหลักการทางปรัชญาใดๆมารองรับ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร บทความนี้ก็มุ่งเสนอสาขาหนึ่งของจริยศาสตร์ประยุกต์ คือจริยศาสตร์วิชาการ ซึ่งในต่างประเทศมีการสนใจศึกษาวิจัยกันพอสมควร ก็สมควรที่นักปรัชญาและนักวิชาการแขนงใกล้เคียงจะสนใจศึกษาต่อไป

เชิงอรรถ

[1] จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสนอให้ใช้คำว่า “ลักลอก” ทางวิชาการ ดู กัญจนา บุณยเกียรติ, การลักลอกงานวิชาการและวรรณกรรม (Plagiarism) (กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2554) และ “การคัดลอกงานทางวิชาการและวรรณกรรม” สืบค้นได้ที่ http://research.dusit.ac.th/new_ver/pdf/plagiarism.pdf

[2] อิมมานุเอล คานท์, “คำตอบของคำถาม – แสงสว่างทางปัญญาคืออะไร?” แปลโดยโสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

เพื่อนในโลกออนไลน์

ประเด็นสำคัญของกรณีข้อเท็จจริง

กรณีที่หนึ่ง: มีผู้หญิงคนหนึ่งได้พบกับผู้ชายคนหนึ่งในงานปฐมนิเทศของมหาวิทยาลัย สองคนนี้คุยกันเพียงนิดเดียวและก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่ฝ่ายชายก็ได้ส่งคำขอเป็นเพื่อนาทางเฟสบุ๊คหลังจากนั้นไม่นาน และก็ได้แนบข้อความสั้นๆมาบอกว่าขอเป็นเพื่อนเฉยๆ ฝ่ายหญิงคิดอยู่นานพอสมควรว่าควรจะรับเป็นเพื่อนดีหรือไม่ แล้วก็ไม่ได้ตอบข้อความอะไร

กรณีที่สอง: อาจารย์ทางนิเทศศาสตร์คนหนึ่งประกาศว่า จะไม่รับแอดใครทั้งสิ้นเว้นแต่ว่าจะรู้จักคนๆนั้นเป็นอย่างดีในโลกข้างนอกอยู่ก่อนแล้ว

กรณีที่สาม: คนไทยคนหนึ่งเล่นเฟสบุ๊คมาได้ระยะหนึ่ง แล้วก็มีกิจกรรมทางการเมืองบนเฟสบุ๊คมาก วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและคณะรัฐประหารอย่างรุนแรงมาตลอด แล้วก็เป็นสมาชิกรับข่าวสารจากต่างประเทศโดยนักวิชาการชื่อดัง และกลุ่มที่แจกคลิปการเมืองอย่างเข้มข้น แน่นอนว่าเขาไม่ได้ใช้ชื่อจริง วันหนึ่งเขาได้รับคำขอแอดจากคนไทยอีกคนหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้ใช้ชื่อจริงเช่นเดียวกัน แต่เมื่อไปดูข้อมูลในโพรไฟล์ของเขาปรากฏว่า ส่วนใหญ่เป็นเรื่องส่วนตัว เช่นโพสเรื่องอาหาร ดูภาพยนตร์ ไปเที่ยว เพื่อนฝูง แต่ก็มีเรื่องของการสนับสนุนรัฐบาลและปกป้องฝ่ายรัฐบาล และวิพากษ์วิจารณ์ฝ่ายที่โจมตีรัฐบาลอยู่บ้าง แต่ไม่รุนแรงอะไร เขาคิดอยู่นานว่าจะรับดีหรือไม่ ซึ่งในท้ายที่สุดเขาก็รับ

กรณีที่สี่: นักวิชาการที่มีชื่อเสียงในการเปิดเผยความลับในวงการเมือง มี “เพื่อน” ทางเฟสบุ๊คถึงห้าพันคน (ซึ่งเป็นกำหนดสูงสุดของเฟสบุ๊คในกรณีของบัญชีส่วนบุคคล)
ศึกษา

คุณสมบัติของความเป็นเพื่อนหรือ “มิตรภาพ” ในโลกออนไลน์กับโลกข้างนอก

ความเป็น “บุคคลจริง” กับ “ความแท้จริง” (authenticity) กับความเป็นเพื่อน

สภาพความเป็นจริงของโลกยุคใหม่ที่ต่างคนต่างมีโลกของตนเอง
ผลที่ตามมา (impact) และความสำคัญของกรณีศึกษานี้ (case significance)

การขยายตัวของเว็บไซต์ประเภท “สื่อเครือข่ายสังคม” ทำให้การติดต่อระหว่างบุคคลต่อบุคคลขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และเว็บไซต์ประเภทนี้ได้กลายเป็นแนวทางหลักในการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต ลักษณะสำคัญของเว็บไซต์แบบนี้คือการที่คนหนึ่งสามารถสร้างความเชื่อมโยงกับคนอื่นๆ เรียกว่า “เพื่อน” แล้วคนนั้นก็จะรับทราบข่าวสารต่างๆที่ “เพื่อน” ตนเองนำขึ้นบนเว็บไซต์ โดยข่าวสารดังกล่าวดังกล่าวอาจจะเป็นข้อความ หรือลิงค์ไปยังเว็บไซต์อื่นๆ หรือรูปภาพ หรือคลิปวิดีโอก็ได้ ลักษณะเช่นนี้ทำให้เกิดเป็น “กลุ่มสังคม” ขึ้น โดยแต่ละคนในกลุ่มจะรับรู้ว่าสมาชิกคนอื่นๆทำอะไรกันบ้าง กลุ่มดังกล่าวนี้อาจมีขนานตั้งแต่ไม่กี่คน จนเป็นกลุ่มขนาดใหญ่สมาชิกเป็นล้านๆคนขึ้นไปก็ได้

ประเด็นที่ควรจับตาเป็นพิเศษในบริบทของการกำกับดูแลอินเทอร์เน็ตก็มีหลายประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรกได้แก่ความเป็นตัวจริงของผู้ที่มาเป็นเพื่อน ในโลกของเว็บเครือข่ายสังคมการติดต่อกันเป็นเรื่องของบุคคลต่อบุคคล ซึ่งทำให้การไว้วางใจกันมีความสำคัญอย่างสูง ดังนั้นหากความไว้วางใจนี้ต้องสูญเสียไป ก็จะเกิดผลเสียต่อความสำเร็จและประโยชน์ในด้านต่างๆของเว็บประเภทนี้ สาเหตุหลักที่ทำให้ต้องสูญเสียความมั่นใจก็มีเช่น การที่คนๆหนึ่งไม่ได้ใช้ตัวจริงของตนเองในการเข้าไปเป็นสมาชิก หรือสร้างตัวตนสมมติขึ้นมา ทำให้ตนเองไม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำต่างๆของตนเองในโลกออนไลน์ การทำเช่นนี้มีผู้วิจารณ์ว่า ทำให้คุณภาพของความเป็นเพื่อนในโลกออนไลน์สู้เพื่อนในโลกข้างนอกไม่ได้ เพราะเพื่อนข้างนอกเรารู้ว่าเป็นใคร แต่เพื่อนออนไลน์ไม่รู้ การที่เราไม่รู้ว่าเพื่อนออนไลน์เป็นใคร ทำให้การคบหาเพื่อนในโลกเครือข่ายสังคมเป็นไปอย่างฉาบฉวย มีเพียงตัวเองเป็นศูนย์กลาง เนื่องจากเราจะเลือกคบใคร หรือเลือกไม่คบใครก็ได้ ในโลกข้างนอกการเลิกคบใครสักคนหนึ่งเป็นเรื่องใหญ่ จำเป็นต้องมีเหตุการณ์ที่ร้ายแรงจึงจะเกิดการเลิกคบกันได้ แต่ในโลกออนไลน์หากใครคนหนึ่งไม่พอใจเพื่อนของตนเอง สิ่งที่เขาต้องทำคือเพียงแค่กดปุ่ม ‘unfriend’ เพื่อนคนนี้ก็จะหลุดออกไปจากวงการรับรู้ของตนเองไปทันที ยิ่งไปกว่านั้นหากเพื่อนคนนี้ยังคอยตามมาดูเรื่องราวของเรา เราก็กันเขาออกไปจากชีวิตได้ด้วยปุ่ม ‘block’ ซึ่งเท่ากับกันคนผู้นี้ออกไปจากชีวิตออนไลน์ของเราอย่างสิ้นเชิง

ในการพิจารณาประเด็นทางจริยศาสตร์ที่เกี่ยวกับโลกออนไลน์ เรื่องคุณภาพของเพื่อนเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงกันค่อนข้างมาก ในย่อหน้าข้างต้นได้นำเสนอเหตุผลที่บอกว่า เหตุใดเพื่อนออนไลน์จึงมีคุณภาพน้อยกว่าเพื่อนข้างนอก นักวิชาการบางคน เช่น Shirley Turkle (2012) เสนอว่าโลกออนไลน์ทำให้เกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า “Alone together” หรือ “อยู่คนเดียวร่วมกัน” คือแต่ละคนมาอยู่ใกล้ๆกัน เหมือนกับว่าจะมีการติดต่อสัมพันธ์กันทางสังคม แต่ปรากฏเป็นว่าแต่ละคนมาอยู่ใกล้ๆกันเฉยๆ แต่ไม่ได้มีการติดต่ออะไรกัน แต่ละคนกลับมีโลกของตนเองผ่านทางโทรศัพท์ของแต่ละคน สถานการณ์เช่นนี้ Turkle วิเคราะห์ว่าเป็นข้อเสียของสังคมออนไลน์ เนื่องจากปฏิสัมพันธ์ตามธรรมชาติที่คนเราควรมี ได้สูญหายไป ในกรณีของการเป็นเพื่อน ก็ย่อมมีความแตกต่างกันระหว่างเพื่อนในโลกข้างนอก ที่เห็นตัวจริงกัน ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันได้ กับเพื่อนออนไลน์ที่มีตัวตนอยู่แต่เพียงข้อมูลบนจอเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทรรศนะของ Turkle ก็มีผู้แย้งว่าการมีเพื่อนในโลกออนไลน์ ก็ยังดีกว่าไม่มีเพื่อนเอาเลย Johnny Soraker เขียนบทความวิจัยเสนอเหตุผลว่า ในกรณีของคนที่ยังไม่มีโอกาสมีเพื่อนในชีวิตภายนอก การมีเพื่อนในโลกออนไลน์ก็ยังดีกว่าไม่มีเพื่อนเอาเลย และยังกล่าวอีกว่าสำหรับบางคนการมีเพื่อนออนไลน์ก็อาจจะดีกว่ามีเพื่อนในโลกภายนอกก็ได้ (Soraker, 2012)

Aristotle
อาริสโตเติล

ในงานทางปรัชญา นักปรัชญาที่พูดเรื่องเพื่อนไว้มากได้แก่อาริสโตเติล ในงานเรื่อง Nicomachean Ethics อาริสโตเติลได้วิเคราะห์เพื่อนออกเป็นสามแบบ แบบแรกได้แก่เพื่อนที่เป็นเพื่อนเพียงเพราะประโยชน์เฉพาะหน้า เช่นมาเป็นเพื่อนเพราะมากินอาหารฟรี แบบที่สองได้แก่เพื่อนที่มาเป็นเพื่อนเพราะว่าเกิดความพึงพอใจ เช่นเพื่อนคนนี้หน้าตาดี หรือมีปัญญาดี ทำให้เราเกิดความเพลิดเพลินใจ เพื่อนแบบที่สามได้แก่เพื่อนที่มาเป็นเพื่อนกันเพราะต่างก็เห็นความดีในจิตใจของอีกฝ่าย อาริสโตเติลบอกว่า เพื่อนแบบสุดท้ายนี้คือแบบที่ดีที่สุด ในแบบสุดท้ายนี้เพื่อนของเราเป็นผู้ที่ดึงเอาความดีงามในตัวเราออกมา และเราเองก็ดึงเอาความดีงามในตัวของเขาออกมาเช่นกัน เพื่อนแบบนี้จึงแตกต่างจากสองแบบแรก เพราะในสองแบบแรกนั้นเหตุผลของความเป็นเพื่อนได้แก่ปัจจัยภายนอก เช่นอาหารฟรีหรือความเพลิดเพลินจากการรับรู้ภายนอก แต่การเป็นเพื่อนแบบที่สามเป็นเพื่อนที่มาจากปัจจัยภายในของความเป็นตัวตนของแต่ละฝ่ายอย่างแท้จริง นอกจากนี้แบบที่สามยังแตกต่างจากสองแบบแรกตรงที่ว่า ในสองแบบแรกนั้นการเป็นเพื่อนมาจากปัจจัยที่เป็นปัจจัยอื่น ซึ่งความเป็นเพื่อนนำเราไปสู่ปัจจัยเหล่านั้น เช่นเป็นเพื่อนเพราะได้กินฟรี ก็คือความเป็นเพื่อนเป็นสะพานนำไปสู่อาหารฟรี หรือในกรณีของแบบที่สองความเป็นเพื่อนเป็นสะพานไปสู่ความเพลิดเพลินเช่นเพื่อนหน้าตาดี ทำให้เราเกิดความพอใจ เป็นต้น แต่ในแบบที่สามความเป็นเพื่อนมาจากปัจจัยภายในตัวความเป็นเพื่อนนั้นเอง เพื่อนของเราจะทำให้ตัวตนของเราบรรลุสู่ความเป็นตัวตนที่แท้ และการบรรลุอย่างเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นแก่เพื่อนของเราเองเช่นกัน ในกรณีของสองแบบแรกความสัมพันธ์ระหว่างเรากับเพื่อน ไม่ได้เป็นแบบสมมาตร คือแบบแรกเราต้องพึ่งพาเพื่อนของเราในการแจกอาหารฟรี และแบบที่สอบเราก็ต้องพึ่งพาเพื่อนเพื่อชื่นชมความงามของเขา ในขณะที่เพื่อนไม่ได้ชื่นชมความงามของเรา แต่เพื่อนแบบที่สามเป็นแบบสมมาตรโดยสมบูรณ์
ความเห็นเพิ่มเติมของผู้เขียนกรณีศึกษา (commentary)

ในกรณีของเพื่อนออนไลน์ ก็ดูเหมือนจะไม่มีข้อกำหนดว่า เพื่อนในโลกออนไลน์นี้จะต้องเป็นแบบใดแบบหนึ่ง หรือจะต้องไม่เป็นแบบใดแบบหนึ่ง เพื่อนในโลกออนไลน์ในกรณีนี้จึงอาจเป็นทั้งแบบที่หนึ่ง สองหรือสามก็ได้ ซึ่งถ้าเป็นแบบที่สาม ก็หมายความว่าคุณภาพของเพื่อนในโลกออนไลน์ก็จะไม่น้อยไปกว่าเพื่อนในโลกข้างนอกเท่าใด เพราะดูเหมือนว่าหากมีเพื่อนแบบที่สามในโลกออนไลน์ ก็น่าจะดีกว่าเพื่อนแบบที่หนึ่งหรือสองในโลกข้างนอก ดังนั้นที่ Turkle เสนอว่ากิจกรรมในโลกออนไลน์ทำให้คุณภาพชีวิตแย่ลง ก็อาจจะไม่เป็นจริงตามนั้น อย่างไรก็ตาม การอ้างเหตุผลนี้ก็ขึ้นกับว่า เราจะวิเคราะห์ความหมายของ “การมีเพื่อนแบบที่สามในโลกออนไลน์” ได้อย่างไร และการมีเพื่อนแบบนี้ในโลกออนไลน์เป็นไปได้จริงหรือไม่ เพราะเหตุใด ประเด็นนี้ยังเป็นที่ถกเถียงและยังเป็นหัวข้อวิจัยอยู่ในปัจจุบัน
คำถามเกี่ยวกับกรณีศึกษาที่หนึ่ง

ผู้หญิงคนนี้ควรจะรับแอดผู้ชายคนนี้หรือไม่? เพราะเหตุใด? เธอมีอะไรควรระวังบ้างหรือไม่? โดยทั่วไปเรามีหลักอะไรเวลาจะรับแอดใครคนหนึ่ง?

คำถามเกี่ยวกับกรณีศึกษาที่สอง

ท่านคิดอย่างไรกับนโยบายนี้? มีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไรบ้าง?

คำถามเกี่ยวกับกรณีศึกษาที่สาม

เขาคิดถูกหรือไม่ที่รับแอด? เพราะเหตุใด?

คำถามเกี่ยวกับกรณีศึกษาที่สี่

ท่านคิดว่าในชีวิตจริงคนเราจะมีเพื่อนถึงห้าพันคนได้หรือไม่? ถ้าไม่ได้มีอะไรแตกต่างกันหรือไม่ระหว่างเพื่อนในชีวิตจริงกับเพื่อนในโลกออนไลน์? ถ้าแตกต่างกันแล้วเราจะพิจารณาประเด็นในบทความนี้เรื่องเพื่อนสามแบบของอาริสโตเติลได้ว่าอย่างไร?
เอกสารอ้างอิง

Turkle, Sherry. (2012). Alone Together: Why We Expect More from Technology and Less from Each Other. New York: Basic Books.

Søraker, J. (2012). How shall i compare thee? Comparing the prudential value of actual virtual friendship. Ethics and Information Technology 14(3), 209 – 219.