ก็องแต็ง เมยาซูกับปัญหาเรื่องความชั่วร้าย

Claude Mangion
Claude Mangion

การบรรยายของโคล้ด มันจ็อน (Claude Mangion) ที่ The Reading Room Bangkok เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาจบลงไปด้วยดี มีคนฟังมามากเกินคาด ซึ่งเป็นเรื่องน่าประหลาดใจเพราะหัวข้อในการบรรยายเป็นเรื่องยาก อาจารย์โคล้ด มันจ็อนเป็นหัวหน้าภาควิชาปรัชญาที่มหาวิทยาลัยมอลต้า ประเทศมอลต้าเป็นเกาะเล็กๆอยู่กลางทะเลเมดิเตอเรเนียน ไม่ไกลจากเกาะซิซิลีของอิตาลี ผมเคยไปร่วมทำกิจกรรมทางวิชาการที่นี่เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยได้ทุนสนับสนุนจากโครงการ Erasmus Mundus ของสหภาพยุโรป ซึ่งก็เป็น อ. โคล้ดที่เชิญผมไป และในครั้งนี้อาจารย์ก็เดินทางมาเมืองไทยด้วยทุนจากโครงการ Erasmus เช่นเดียวกัน นับว่าไทยเป็นหนี้สหภาพยุโรปที่ให้การสนับสนุนให้อาจารย์เดินทางมาให้ความรู้แก่พวกเราในเมืองไทยในครั้งนี้ แล้วก็ขอขอบคุณคุณเกี๊ยวนราวัลลภ์ที่กรุณาเอื้อเฟื้อสถานที่เป็นอย่างดี

หัวข้อในการบรรยายของโคล้ดได้แก่ “ความหมายของความเป็นอมตะและการเกิดใหม่ในปรัชญาของก็องแต็ง เมยาซู” ก็องแต็ง เมยาซู (Quentin Meillassoux) เป็นนักปรัชญาฝรั่งเศสที่กำลังมีชื่อเสียงมากขึ้น จากงานที่แหวกแนวไม่เหมือนกับปรัชญาฝรั่งเศสทั่วๆไป โดยงานของเขาเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า ‘speculative realism’ หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “สัจนิยมแบบคาดคะเน” ที่มาที่ไปของแนวคิดนี้ก็คือว่า ปรัชญาของภาคพื้นทวีปยุโรปตั้งแต่ปรากฏการณ์วิทยา (phenomenology) ของฮุสเซิร์ลเป็นต้นมา จะถือว่าต้องมีตัวกลางระหว่างผู้รับรู้กับสิ่งที่ถูกรับรู้เสมอ ทรรศนะดังกล่าวนี้มีที่มาจากปรัชญาของอิมมานุเอล คานท์ ที่ถือว่าโลกธรรมชาติในตัวมันเอง เป็นอะไรที่เราไม่สามารถรับรู้ได้โดยตรง เราจะรับรู้โลกได้ก็ต่อเมื่อผ่านกลไกการรับรู้ที่กรองเอาความรู้ของเราให้เป็นไปตามกลไกดังกล่าว และเราไม่สามารถเข้าไปรับรู้โดยตรงได้ว่าโลกที่ไม่ได้ผ่านการกรองของกลไกการรับรู้นั้นเป็นอย่างไร ดังนั้นในความคิดของคานท์กลไกการรับรู้ดังกล่าวนี้จึงทำงานเป็นตัวกลางระหว่างผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้ ฮุสเซิร์ลก็ถือว่าการรับรู้โลกต้องผ่านมุมมองของผู้รับรู้ ซึ่งเป็นประสบการณ์ของบุรุษที่หนึ่ง (“ฉัน”) เสมอ นอกจากนี้ปรัชญาภาคพื้นทวีปยุโรปอื่นๆ เช่นศาสตร์แห่งการตีความ (hermeneutics) หรือหลังสมัยใหม่นิยม (postmodernism) ก็ถือว่ามีตัวกลางเช่นเดียวกัน ซึ่งได้แก่ภาษาหรือความหมาย ตัวอย่างก็คือ เราไม่สามารถรับรู้โต๊ะได้โดยตรง แต่สิ่งที่เราเห็นเบื้องหน้าคือความหมายของคำว่า “โต๊ะ” ในภาษาไทย ซึ่ง hermeneutics กับ postmodernism (โดยเฉพาะ poststructuralism) มีทรรศนะที่แตกต่างกันว่าความหมายดังกล่าวนี้คืออะไร แต่ไม่ว่าอย่างไรทั้งสองก็ถือตรงกันว่าความหมายเป็นตัวกลางระหว่างผู้รับรู้กับสิ่งที่ถูกรับรู้ (ได้แก่ตัวโต๊ะที่ทำจากไม้ ไม่ใช่แค่ความหมายของภาษาหรือภาษาเอง) เมยาซูกับกลุ่มสัจนิยมคาดคะเนไม่เห็นด้วยกับประเพณีความคิดเช่นนี้ และพยายามแสวงหาวิธีการเข้าถึงสิ่งในตัวเองโดยตรง โดยไม่ผ่านตัวกลางใดๆ ชื่อแนวคิด ‘speculative realism’ มีที่มาจากการประชุมวิชาการที่ประเทศอังกฤษ ซึ่งมีผู้เข้าร่วมสำคัญๆคือ Ray Brassier, Iain Grant, Graham Harman และเมยาซูเอง ผู้เข้าร่วมประชุมเห็นกว้างๆร่วมกันว่าประเพณีการเข้าถึงความเป็นจริง่ผานตัวกลาง เป็นความคิดที่เขาไม่เห็นด้วย และพยายามหาทางแก้ไข

Quentin Meillassoux
Quentin Meillassoux

นอกจากนี้เมยาซูเองก็มีความคิดทางปรัชญาว่า ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยไม่บังเอิญ ซึ่งความคิดนี้เป็นการปฏิเสธความคิดดั้งเดิมในปรัชญาตะวันตก ที่บอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นโดยมีสาเหตุ ซึ่งการมีสาเหตุก็อาจตีความไม่ได้ว่าจะต้องเกิดขึ้นโดยจำเป็น (ไม่บังเอิญ) ความคิดของเมยาซูพูดอีกอย่างได้ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้น เนื่องจากไม่มีสิ่งใดเกิดข้นโดยจำเป็น ก็หมายความว่าอะไรจะเกิดขึ้น หรือจะไม่เกิดขึ้นก็ได้ โลกเป็นสภาวะเปิดกว้าง และการเป็นสภาวะเปิดกว้างนี้เองที่เป็นจุดตั้งต้นของความคิดของเขาเกี่ยวกับปรัชญาศาสนา ซึ่งเป็นหัวข้อการบรรยายของโคล้ด มันจ็อนในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่มาของความคิดนี้ของเมยาซูก็มาจากปรัชญาของเดวิด ฮิวม์ ซึ่งทำให้แนวคิดของเมยาซูมีส่วนคล้ายคลึงมากกับปรัชญาของประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เดินตามฮิวม์เช่นเดียวกัน ทรรศนะหลักของฮิวม์ก็คือว่า เราไม่สามารถยืนยันได้ว่าโลกนี้มีความจำเป็น เราไม่สามารถรู้ได้อย่างแน่นอนว่า พรุ่งนี้พระอาทิตย์จะขึ้นหรือเปล่า เพราะแหล่งความรู้ประการเดียวของเราที่มั่นใจได้สูงสุดคือประสาทสัมผัส และเนื่องจากเรายังไม่เห็นพระอาทิตย์จะขึ้นพรุ่งนี้ เราจะสรุปไม่ได้ว่ามันจะขึ้นหรือจะไม่ขึ้น เราทำได้แต่เพียงคาดคะเนว่ามันจะขึ้นเท่านั้น เพราะมันขึ้นมาตลอดในอดีตทุกวัน

การคิดเช่นนี้นำไปสู่การแก้ปัญหาสำคัญในปรัชญาศาสนา ได้แก่เรื่องปัญหาเรื่องความชั่วร้าย (ผมเคยเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อนแล้ว เกี่ยวกับแผ่นดินไหวในประเทศเนปาล) ลักษณะเด่นอีกประการของเมยาซูก็คือว่า เขาสนใจที่จะพูดถึงศาสนาในขณะที่นักปรัชญาคนอื่นๆก่อนหน้าในภาคพื้นทวีปยุโรปก่อนหน้าเขาไม่สนใจที่จะพูดเรื่องศาสนาหรือเรื่องพระเจ้าเลย ปัญหาเรื่องความชั่วร้ายเป็นปัญหาสำคัญที่มีประวัติยาวนานในโลกตะวันตก ตามความเชื่อของชาวคริสต์ พระเจ้าเป็นผู้ทรงสรรพพลานุภาพ คือทำอะไรได้ทุกอย่าง และยังเป็นผู้เปี่ยมไปด้วยเมตตาสูงสุด หากพระเจ้าเป็นเช่นนี้ แล้วเหตุใดจึงมีความชั่วร้ายอยู่ในโลก? ความชั่วร้ายแบ่งเป็นสองแบบคือความชั่วร้ายตามธรรมชาติ เช่นภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินไหว คลื่นสุนามิ ฯลฯ กับความชั่วร้ายที่มนุษย์ทำ เช่นสงคราม การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การทำรัฐประหาร ฯลฯ ไม่ว่าจะเป็นความชั่วร้ายแบบไหน ก็มีปัญหาว่าเหตุใดพระเจ้าจึงปล่อยให้เกิดเรื่องเลวร้ายแบบนี้ทั้งสิ้น หากพระเจ้าสามารถป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องเลวร้ายแบบนี้ได้ ก็มีปัญหาว่าพระเจ้ารักโลกกับรักมนุษย์จริงหรือไม่ แล้วจะเป็นพระเจ้าที่มนุษย์ยึดมั่นศรัทธาได้อย่างไร แต่หากพระเจ้าไม่สามารถป้องกันได้ ก็มีปัญหาว่าพระเจ้าไม่ได้ทรงสรรพพลานุภาพจริง แล้วจะเป็นพระเจ้าผู้สร้างทุกสิ่งทุกอย่างได้อย่างไร

วงการคริสตศาสนาโดยทั่วไปจะตอบว่า ในกรณีของความชั่วร้ายของมนุษย์ พระเจ้าได้สร้างมนุษย์ให้มีเสรีภาพ ดังนั้นหากมนุษย์คนหนึ่งจะสร้างความชั่วร้ายต่างๆนานา ก็เป็นเสรีภาพของมนุษย์คนนั้นเองที่จะทำ พระเจ้าเพียงแต่สร้างมนุษย์ให้มีความสามารถเช่นนี้เท่านั้น การคิดแบบนี้ก็มีปัญหาอยู่ที่ว่า หากคนๆหนึ่งใช้เสรีภาพไปในทางที่ก่อความชั่วร้าย แล้วพระเจ้าไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบในท้ายที่สุด แล้วเราจะนับถือพระเจ้าไปได้อย่างไร เพราะเราจะนับถือหรือเกรงกลัวพระเจ้าได้อย่างเต็มเปี่ยม ก็ต่อเมื่อพระเจ้าเป็นผู้รับผิดชอบสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นเท่านั้น การที่พระเจ้าให้มนุษย์เป็นผู้เลือกเองดูเหมือนกับว่า พระเจ้าละทิ้งภารกิจในการดูแลโลกมนุษย์ให้แก่มนุษย์ด้วยกันเอง แล้วหากมนุษย์เลือกที่จะไม่นับถือพระเจ้าเพราะเหตุนี้ จะทำอย่างไร ส่วนในกรณีของความชั่วร้ายจากภัยธรรมชาติ มีนักปรัชญาคนหนึ่งคือก๊อตฟริต ไลบ์นิซ เสนอว่าโลกนี้เป็นโลกที่ดีที่สุด พระเจ้าไม่สามารถจะสร้างโลกที่ดีกว่านี้ได้แล้ว ภัยพิบัติต่างๆ เช่นแผ่นดินไหวหรือคลื่นสุนามิ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของพระเจ้าที่จะสร้างโลกนี้ให้ดีที่สุด การมีแผ่นดินไหวคือการเคลื่อนที่ของเปลือกโลก ซึ่งทำให้เกิดการหมุนเวียนของแร่ธาตุต่างๆจากใต้โลกขึ้นมายังบนโลก และการมีเหล็กหลอมเหลวอยู่ใต้พื้นโลกก็ยังทำให้โลกมีสนามแม่เหล็ก ทำให้ป้องกันรังสีจากดวงอาทิตย์ได้ ผิดกับดาวอังคารที่ไม่มีแผ่นดินไหว ไม่มีเหล็กหลอมเหลว (หรือหากยังมีเหลือก็น้อยมาก) ทำให้ดาวอังคารได้รับรังสีอันตรายต่างๆจากดวงอาทิตย์โดยตรง และยากที่จะมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้ ดังนั้นที่เรามองว่าเป็นภัยพิบัติหรือความชั่วร้าย แท้จริงแล้วเป็นประโยชน์ที่พระเจ้ามอบให้ต่างหาก อย่างไรก็ตามการมองเช่นนี้ก็มีปัญหาว่า เหตุใดพระเจ้าจึงต้องสร้างเงื่อนไขทางเลือกแบบนี้ขึ้นมาด้วย หากพระเจ้าทำทุกอย่างได้จริง ทำไมจึงไม่สร้างโลกขึ้นมาให้ปลอดจากรังสีต่างๆ และในขณะเดียวกันก็ไม่ต้องมีแผ่นดินไหวหรือภูเขาไฟระเบิดด้วย

Earthquakeข้อเสนอของเมยาซูต่อปัญหาเรื่องความชั่วร้ายเป็นข้อเสนอที่ใหม่มากและไม่มีใครเคยเสนอแบบนี้มาก่อน แทนที่เขาจะเสนอว่าพระเจ้าดำรงอยู่มาตลอดเป็นนิรันดร์แบบที่ศาสนาคริสต์เชื่อ เมยาซูกลับเสนอว่าในเวลานี้พระเจ้ายังไม่มีอยู่ แต่เป็นไปได้ที่ในอนาคตจะปรากฏมีพระเจ้าขึ้น การที่เขาเสนอแบบนี้ก็ตรงกับแนวคิดหลักของเขาที่บอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้ เมยาซูอ้างอิงถึงทรรศนะของกรีกโบราณที่ถือว่ามีโลกซ้อนกันสามโลก ได้แก่โลกของสิ่งไม่มีชีวิต โลกของสิ่งมีชีวิต และโลกของมนุษย์ แล้วเขาก็เสนอโลกขึ้นมาใหม่อีกโลกหนึ่ง คือ “โลกแห่งความยุติธรรม” โดยในโลกนี้สิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นโดยไม่ยุติธรรมจะได้รับการแก้ไขทำให้เกิดเป็นความยุติธรรมขึ้น เขาสนใจการตายอย่างไม่ยุติธรรมเป็นพิเศษ เช่นเด็กที่ต้องตายไปอย่างไม่มีเหตุผล คนที่ถูกกลั่นแกล้งจนถึงแก่ความตาย คนที่ขาดโอกาสที่ตนควรจะได้รับในชีวิต แต่กลับมาตายเสียก่อน ฯลฯ คนเหล่านี้จะเป็นไปได้ว่าจะเกิดใหม่ในโลกที่สี่แห่งความยุติธรรมนี้ ทั้งนี้การเกิดขึ้นของโลกที่สี่กับการเกิดใหม่ของคนที่ตายไปโดยไม่ยุติธรรมเช่นนี้ จำเป็นต้องอาศัยผู้ที่มีอำนาจเทียบเท่าพระเจ้า ดลบันดาลให้เกิดขึ้นมา ทั้งหมดนี้เมยาซูเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้เพราะทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปได้อย่างที่ได้เสนอไว้ก่อนหน้า การเกิดใหม่ของผู้ที่ถึงแก่ความตายอย่างไม่ยุติธรรมนี้ ก็จะเป็นการเกิดใหม่แบบยังคงร่างกายเดิม เหมือนคนที่นอนหลับไปแล้วตื่นขึ้นมา ความทรงจำต่างๆก็จะยังอยู่ แล้วก็สำนึกว่าตนเองได้รับโอกาสใหม่ในการดำรงอยู่ และผู้ที่ใช้อำนาจเทียบเท่าพระเจ้านี้ก็จะไม่ทำตนเป็นพระเจ้า คืออยู่บนสวรรค์แล้วปกครองโลกมนุษย์ แต่ก็จะเป็นมนุษย์คนหนึ่งท่ามกลางมนุษย์คนอื่นๆทั้งหมด

ข้อเสนอนี้ของเมยาซูเป็นการแก้ปัญหาความชั่วร้ายได้เพราะว่า เมื่อในเวลานี้พระเจ้ายังไม่ได้มีอยู่ ก็เลยไปโทษพระเจ้าไม่ได้ว่าได้สร้างโลกที่มีความชั่วร้ายขึ้นมา ตามทรรศนะของเมยาซู พระเจ้าไม่ได้มีอยู่ในวลานี้ แต่อาจจะมีขึ้นมาในอนาคตก็ได้ ข้อเสนอนี้ขัดแย้งกับข้อเสนออันมีชื่อเสียงของฟรีดริค นิตเชที่บอกว่าพระเจ้าตายแล้ว ตามความคิดของนิตเช พระเจ้าเคยมีอยู่ในอดีต แต่ในปัจจุบันนี้ไม่มีพระเจ้าอยู่แล้ว แต่ข้อเสนอของเมยาซูก็คือว่า เวลานี้ไม่ได้มีพระเจ้าอยู่ แต่พระเจ้าอาจกิดขึ้นมาในอนาคตก็ได้ การคิดเช่นนี้ทำให้เรามีความหวัง หวังว่าโลกในอนาคตจะมีความยุติธรรมและทำให้ความฝันความปรารถนาของเราเป็นจริงมากกว่าโลกที่เป็นอยู่ในขณะนี้

ดังนั้น ตามทรรศนะของเมยาซูการที่โลกนี้มีความชั่วร้ายทั้งสองแบบอยู่ ก็เป็นเพราะว่ามีคนที่ตั้งใจทำความชั่วร้าย และโลกของเราเองก็ยังเต็มไปด้วยความเสี่ยงภัยต่างๆอยู่ ซึ่งทั้งสองอย่างนี้เป็นเรื่องของธรรมชาติ ในเมื่อยังไม่มีพระเจ้า ก็ไม่มีปัญหาเรื่องความชั่วร้ายในขณะนี้ แต่อย่างไรก็ตามทรรศนะของเมยาซูแตกต่างจากทรรศนะของฝ่ายสสารนิยมที่ไม่เชื่อว่ามีพระเจ้า เพราะเขาเชื่อว่าในอนาคตมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดมีพระเจ้า หรือผู้ที่ใช้อำนาจเทียบเท่าพระเจ้าขึ้น และผู้นี้เองที่จะเป็นผู้แก้ไขความผิดพลาดทั้งมวล โดยเฉพาะความชั่วร้ายที่เกิดจากมนุษย์ ซึ่งได้ทำลายความยุติธรรมลงไป ปัญหาเรื่องความชั่วร้ายอาจมีอยู่ในปัจจุบัน แต่เป็นไปได้ว่าจะได้รับการแก้ไขในอนาคต

 

Advertisements

มิติทางสังคมและจริยธรรมของนาโนเทคโนโลยี

โลกปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วมาก เทคโนโลยีใหม่ๆที่เราไม่เคยมาก่อนเพียงแค่ไม่กี่สิบปีก่อน ก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของอุปกรณ์ที่เราเห็นกันเป็นเรื่องธรรมดา หากมีใครที่มีชีวิตอยู่เมื่อร้อยกว่าปีก่อน แล้วบังเอิญมามีชีวิตอยู่ในโลกยุคปัจจุบันนี้ ก็ต้องคิดแน่นอนว่าผู้คนในยุคสมัยของเราเป็นผู้วิเศษที่มีพลังอำนาจมาก เนื่องจากสามารถคุยกับคนอื่นๆที่อยู่ไกลมากๆ และมีความสามารถจะเรียกข้อมูลจำนวนมหาศาลมาได้อย่างง่ายดาย สามารถดูภาพและได้ยินเสียงได้ทั้งๆที่แหล่งของเสียงไม่ได้อยู่ตรงนั้น อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบันก็ไม่ได้มีแต่เพียงโทรศัพท์ “สมาร์ทโฟน” ที่เราใช้กันอยู่ตลอดเวลาเท่านั้น ลักษณะสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันอยู่ที่ว่า เทคโนโลยีสารสนเทศกำลังเข้ามามีบทบาทในทุกๆด้านของชีวิต ไม่เฉพาะในเรื่องของการสื่อสารเท่านั้น และก็ทำให้หลายฝ่ายมองว่าการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นนี้เป็นสัญญาณของการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งใหม่ ซึ่งเป็นครั้งที่สี่ ต่อจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งแรกที่ใช้พลังงานไอน้ำ ครั้งที่สองที่เน้นพลังงานจากน้ำมันกับไฟฟ้า และครั้งที่สามที่ใช้กระบวนการผลิตผ่านระบบคอมพิวเตอร์ (หรือที่เรียกว่า “การปฏิวัติดิจิตัล”) การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ก็วิวัฒนาการมาจากครั้งที่สาม โดยคอมพิวเตอร์และระบบการสื่อสารดิจิตัล ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกจากทุกด้านของชีวิต โลกในเวลานี้ก็กำลังอยู่ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สามไปสู่ครั้งที่สี่ การใช้โทรศัพท์สมาร์ทโฟนของเราก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการปฏิวัติครั้งที่สี่นี้ โดยเราจะสังเกตเห็นว่าเราทำอะไรโดยใช้โทรศัพท์มากขึ้น ในขณะที่ก่อนหน้าเราใช้อุปกรณ์อย่างอื่น ตัวอย่างเช่นโทรศัพท์ปัจจุบันสามารถทำงานเป็นกระจกส่องหน้าได้ ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องพกกระจกส่องหน้าอีกต่อไป หรือทำงานแทนนาฬิกาได้ทุกรูปแบบ ตั้งแต่เอาไว้ดูเวลา จนถึงเป็นนาฬิกาปลุก นาฬิกาจับเวลา และการทำงานเหล่านี้ก็เป็นเพียงส่วนเล็กมากๆส่วนเดียวของสิ่งที่โทรศัพท์ในปัจจุบันทำได้เท่านั้น

ลักษณะสำคัญที่สุดของเทคโนโลยีในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่ก็คือว่า เป็นเทคโนโลยีที่ประสานกันระหว่างเทคโนโลยีต่างๆที่ก่อนหน้าจะแยกกันอยู่ ตัวอย่างเช่นปัจจุบันนี้เทคโนโลยีชีวภาพกับเทคโนโลยีสารสนเทศเรียกได้ว่าได้กลืนกันไปเป็นเทคโนโลยีเดียวกันแล้ว ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือการระบุลำดับตัวอักษรทุกตัวของรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีพลังในการประมวลผลสูงมาก และก็เป็นความสำเร็จครั้งสำคัญมากๆของมนุษยชาติในยุคนี้ การระบุลำดับนี้หมายความว่า รหัสพันธุกรรมของมนุษย์ที่อยู่ในสาร DNA ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโนสี่ชนิดที่มาเรียงกันสลับกันไปมาเป็นข้อมูลข่าวสารที่กำหนดลักษณะต่างๆของพันธุกรรมมนุษย์ ปัจจุบันนี้เราสามารถทราบได้ว่า “ตัวอักษร” ของรหัสดังกล่าวนี้เรียงตัวอย่างไรตั้งแต่ต้นจนจบ การเรียงลำดับนี้เป็นกุญแจสำคัญที่จะนำไปสู่การประยุกต์ใช้งานในด้านต่างๆที่จะเป็นประโยชน์แก่มวลมนุษย์อย่างมหาศาล โดยเฉพาะในด้านการแพทย์

เทคโนโลยีที่เป็นตัวละครสำคัญในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่สี่อีกอย่างหนึ่งก็คือนาโนเทคโนโลยี คำว่า “นาโน” (nano) เป็นคำที่นักวิทยาศาสตร์กำหนดขึ้นมาเพื่อใช้เรียกอัตราส่วนระดับหนึ่งในพันล้านส่วน ดังนั้น 1 “นาโนเมตร” จึงเท่ากับความยาวหนึ่งในพันล้านเมตร หรือหนึ่งในล้านของหนึ่งมิลลิเมตร1 ซึ่งสั้นมากๆ ดังนั้นคำว่า “นาโน” จึงนำมาใช้เพื่อแสดงถึงอะไรที่เล็กมากๆ และ “นาโนเทคโนโลยี” ก็กลายมาเป็นเทคโนโลยีที่ทำงานในระดับที่เล็กมากๆ และสิ่งที่มีขนาดอยู่ในราวหนึ่งในล้านของหนึ่งมิลลิเมตรก็คือระดับของโมเลกุลกับอะตอม ดังนั้นคำนิยามของนาโนเทคโนโลยีจึงได้แก่เทคโนโลยีที่ทำงานในระดับของโมเลกุลกับอะตอม โดยเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือการเรียงตัวใดๆของอะตอมกับโมเลกุลโดยตรง เพื่อให้ได้รูปแบบการเรียงตัวที่สามารถแก้ปัญหาในเชิงเทคโนโลยีต่างๆได้ ปัญหาดังกล่าวก็ได้แก่เช่นการผลิต “หุ่นยนต์นาโน” ที่วิ่งไปตามกระแสเลือด มุ่งค้นหาและทำลายเซลล์มะเร็ง หรือหุ่นยนต์ที่จัดการกับโมเลกุลของสารต่างๆที่ละลายอยู่ในน้ำเสีย เพื่อเปลี่ยนน้ำเสียให้เป็นน้ำดี หรือการผลิตสารชนิดใหม่ขึ้นมาเพื่อให้มีคุณสมบัติที่ต้องการ เช่นปัจจุบันมีผ้าที่ผลิตด้วยนาโนเทคโนโลยี ทำให้ของเสียต่างๆไม่เกาะอยู่ในเนื้อผ้า ทำให้ผ้าสะอาดอยู่เสมอ หรือสีทาบ้านที่มีคุณสมบัติน้ำไม่เกาะ เช่นเดียวกับใบบัว ทำให้สีติดอยู่กับผนังได้ทนนาน เหล่านี้เป็นต้น การประยุกต์ใช้นาโนเทคโนโลยีในด้านต่างๆเหล่านี้ทำให้เทคโนโลยีนี้เป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ปัจจุบันคณาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยหลายท่านก็กำลังศึกษาวิจัยด้านนาโนเทคโนโลยีอยู่ เช่น ศ. สนอง เอกสิทธิ์จากคณะวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองเกี่ยวกับอนุภาคเงินนาโน (silver nanoparticles) ซึ่งมีคุณสมบัติฆ่าเชื้อโรค และสามารถนำมาใช้ในผลิตภัณฑ์หลายอย่างเช่นผงซักฟอก เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับบทบาทของนาโนเทคโนโลยีในการเชื่อมต่อระหว่างยากับอวัยวะที่เป็นเป้าหมายของยานั้นๆ ซึ่งมีอาจารย์จากคณะเภสัชศาสตร์สนใจทำเรื่องนี้อยู่ อย่างไรก็ตามในบทความนี้เราจะสนใจไปที่มิติด้านจริยธรรมของนาโนเทคโนโลยีเป็นสำคัญ สาเหตุที่เราควรจะมาสนใจเรื่องนี้ก็เพราะว่า นาโนเทคโนโลยีมีพลังมหาศาล สามารถเปลี่ยนโลกได้จริงจังเนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนโครงสร้างของสสารในระดับพื้นฐานที่สุด หากเราสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโมเลกุลของสารเคมีต่างๆได้ ก็จะหมายความว่าเรามีศักยภาพที่จะเปลี่ยนสิ่งต่างๆให้เป็นแบบที่เราต้องการได้หมด หากเรามีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงวัตถุ ก็จะหมายความว่าเราอาจจะออกแบบหุ่นยนต์นาโนที่เข้าไปในร่างกาย และแทนที่จะทำงานพาโมเลกุลของยาให้เข้าไปทำปฏิกิริยากับโมเลกุลของเนื้อเยื่อที่เป็นเป้าหมายของยานั้น หรือทำงานทางการแพทย์ที่ได้รับการออกแบบมาอื่นๆ หุ่นยนต์ดังกล่าวก็อาจทำอะไรมากกว่านั้น เช่นเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของอวัยวะหรือของฮอร์โมนหรือสารเคมีอื่นๆในร่างกาย เพื่อให้ร่างกายมีความสามารถหรือมีพละกำลังเหนือกว่ามนุษย์คนอื่นๆได้ นอกจากนี้ก็อาจมีความพยายามในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างหรือส่วนประกอบของร่างกาย โดยให้มีการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ประดิษฐ์ต่างๆในระดับของอะตอมและโมเลกุล ซึ่งจะทำให้อุปกรณ์ประดิษฐ์เหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายมนุษย์ไปอย่างแยกกันไม่ออก ปัจจุบันก็มีความพยายามทำเช่นนี้ในวงการแพทย์ เช่นประดิษฐ์อุปกรณ์ช่วยฟังแล้วฝังลงไปในหูชั้นใน ทำให้ผู้ป่วยที่มีปัญหาหูชั้นใจเส้นประสาทนำสัญญาณเสียงไม่ทำงาน ซึ่งปัจจุบันไม่มีทางรักษา ให้กลับมาได้ยินได้อีกครั้ง เพราะว่าอุปกรณ์ที่ฝังเข้าไปทำหน้าที่แทนหูชั้นใน คือรับสัญญาณเสียงที่เป็นสัญญาณกล แล้วแปลเป็นสัญญาณไฟฟ้าที่เหมาะแก่การส่งไปยังระบบประสาทที่เชื่อมกับสมอง การทำเช่นนี้หมายความว่ามีการเชื่อมกันอย่างแนบแน่นระหว่างอุปกรณ์ ซึ่งในที่นี้ได้แก่อุปกรณ์แปลงสัญญาณเสียง กับร่างกายของผู้ป่วย และก็ปรากฏชัดเจนว่าในกรณีนี้อุปกรณ์ดังกล่าวได้กลายไปเป็น ส่วนหนึ่ง ของร่างกายของผู้ป่วยไปแล้ว เช่นเดียวกับที่หูชั้นกลางหรือหูชั้นในเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายของผู้ป่วย ในกรณีที่ผู้ป่วยมีหูชั้นกลางที่เสียหาย ทำงานไม่ได้ สัญญาณกลจากหูชั้นนอกไม่สามารถส่งไปยังหูชั้นในได้ ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถได้ยินอะไรได้ แต่อุปกรณ์ดังกล่าวจะรับสัญญาณเสียงจากภายนอกแล้วแปลเป็นสัญญาณไฟฟ้าส่งไปยังระบบเส้นประสาทโดยตรง ก็แสดงว่าการทำงานของอุปกรณ์นี้เป็นเช่นเดียวกับหูชั้นกลางและชั้นใน ซึ่งหากอย่างหลังเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายของผู้ป่วย อุปกรณ์ที่ฝังเข้าไปนี้ก็ย่อมเป็นเช่นเดียวกันด้วย ปัญหาทางปรัชญาและทางจริยธรรมที่เกิดขึ้นก็คือว่า การเอาอุปกรณ์อีเล็คทรอนิคส์ใส่เข้าไปในร่างกายมนุษย์เพื่อให้ทำงานราวกับว่าเป็นอวัยวะหนึ่งของร่างกายตามปกติ (เช่นหู) เป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่ มีเหตุผลอะไรบ้างที่จะช่วยให้เราตอบคำถามนี้ได้อย่างมั่นใจ

การที่อุปกรณ์เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายนี้ก่อให้เกิดปัญหาทางจริยธรรมหลายประการ และในกรณีของนาโนเทคโนโลยี อุปกรณ์ที่ใส่เข้าไปในร่างกายอาจจะมีขนาดเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น สมมติว่าในอนาคตมีการผลิตเซลล์ประสาทเทียม ที่ทำงานได้ดีกว่า มีประสิทธิภาพมากกว่าเซลล์ประสาทของมนุษย์ตามปกติ แล้วหากเราใส่เซลล์ประสาทเทียมเหล่านี้เข้าไปจำนวนหนึ่งในสมอง ก็เป็นไปได้ว่าสมองนี้จะทำงานได้มากกว่าหรือรวดเร็วกว่าสมองของคนทั่วไปตามปกติ เช่นเขาอาจจะมีความทรงจำดีขึ้น หรือคิดแก้ปัญหาบางอย่างได้รวดเร็วขึ้น นาโนเทคโนโลยีจะมีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางโมเลกุลของอวัยวะที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การนำเอาเซลล์ประสาทเทียมเหล่านี้เข้ามาใส่ไว้ในสมอง สามารถเป็นไปได้จริง ปัญหาอยู่ที่ว่าการกระทำเช่นนี้เป็นการเปลี่ยนแปลงมนุษย์ให้กลายเป็นเครื่องจักร หรือกลายเป็น “ลูกผสม” ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักรหรือไม่ เมื่อเร็วๆนี้มีภาพยนตร์เรื่อง Ghost in a Shell ซึ่งเป็นเรื่องของนักสืบผู้หญิงที่มีหน้าที่ปราบผู้ก่อการร้าย แต่นักสืบนี้เป็นลูกผสมระหว่างเครื่องจักรกับมนุษย์ คือตัวเป็นเครื่องจักรทั้งหมด ยกเว้นสมองเท่านั้นที่เป็นสมองของมนุษย์ ปัญหาก็คือว่าลูกผสมดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ ประเด็นทางจริยธรรมที่เกิดขึ้นก็คือว่า หากไม่ใช่มนุษย์ นักสืบคนนี้สมควรจะได้รับการปฏิบัติแบบมนุษย์ทั่วไป คือมีสิทธิต่างๆตามกฎหมายหรือไม่ หรือว่าเขาเป็นเพียง “อุปกรณ์” หรือ “เครื่องจักร” อย่างหนึ่งเท่านั้น เรื่องราวในภาพยนตร์นี้อาจไม่เกิดขึ้นจริงในระยะอันใกล้นี้ แต่โดยหลักการแล้วเทคโนโลยีในปัจจุบันเริ่มมีการผสมผสานระหว่างเครื่องจักรหรืออุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์กับร่างกายมนุษย์เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน ในกรณีของนาโนเทคโนโลยี อุปกรณ์ดังกล่าวจะมีขนาดเล็กมากๆดังได้กล่าวไปแล้ว เป็นไปได้ว่าบางคนอาจมีอุปกรณ์ดังกล่าวติดตัวอยู่ตลอด เช่นมีหุ่นยนต์นาโนที่อาศัยอยู่ในร่างกายอย่างถาวร คอยทำหน้าที่ตรวจหาเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียแล้วคอยทำลาย หรือไม่ก็ตรวจหาเซลล์ที่เริ่มจะกลายเป็นเซลล์มะเร็งแล้วก็ทำลายเซลล์เหล่านั้นก็ที่จะกลายเป็นมะเร็งไปจริงๆ เรื่องหุ่นยนต์นาโนมองดูเผินๆก็ไม่น่าจะมีปัญหาทางจริยธรรมอะไร แต่เราจะรู้สึกอย่างไรหากมีหุ่นยนต์หรืออุปกรณ์เล็กมากๆที่สามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโมเลกุลของร่ายกายได้มาวิ่งอยู่ในกระแสเลือดทั่วร่างกายของเรา การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างโมเลกุลเท่ากับว่าเรากำลังเปลี่ยนสารประเภทหนึ่ง ให้เป็นอีกประเภทหนึ่งไปเลย คือไปเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของสารใดสารหนึ่ง ปัญหาก็คือว่าหากหุ่นยนต์นาโนทำงานไม่เป็นไปตามที่ได้ออกแบบไว้ แทนที่จะไปตรวจจับและทำลายเซลล์มะเร็ง แต่มาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเคมีของสารเคมีที่ทำงานในร่างกาย แล้วร่างกายของเราจะกลายเป็นอย่างไร เราคงเคยเห็นภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาทำนองว่ามีนักวิทยาศาสตร์สติเฟื่อง มุ่งเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของร่างกายมนุษย์ โดยตั้งใจว่าจะทำให้มนุษย์แข็งแรงขึ้น ทำอะไรได้มากขึ้น ฯลฯ แต่ปรากฏว่ามนุษย์ที่สร้างขึ้นมาใหม่ อาจจะแข็งแรงขึ้นมากจริงแต่ก็มีอาการอย่างอื่นที่ควบคุมไม่ได้ ทำให้เกิดปัญหาตามมาเป็นอันมาก ลักษณะเช่นนี้เป็นลักษณะของเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่น่ากลัว คือเทคโนโลยีอาจจะทำงานตามที่เราได้ออกแบบเอาไว้ แต่ก็ยังทำอะไรที่เราคาดไม่ถึงอีกด้วย และการคาดไม่ถึงนี่แหละที่น่ากลัวเพราะเราไม่รู้ล่วงหน้าว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง

นอกจากเรื่องเหล่านี้เรื่องที่ควรระวังเกี่ยวกับนาโนเทคโนโลยีก็คือเรื่องความปลอดภัยของสารนาโนต่างๆ ตัวอย่างเช่นอนุภาคนาโนเงินที่ อ. สนองทำอยู่ ในทางหนึ่งอนุภาคเหล่านี้มีประโยชน์มากโดยเฉพาะในการทำลายเชื้อโรค แต่ในอีกทางหนึ่งอนุภาคนี้ก็มีแนวโน้มที่จะมีเป็นพิษ คือแทนที่จะไปทำลายเชื้อโรคแต่กลับไปทำลายเซลล์ดีๆในร่างกายแทน ปัญหาเรื่องความปลอดภัยของสารนาโนเป็นเรื่องใหญ่และเป็นหัวข้อวิจัยที่หลายฝ่ายกำลังให้ความสนใจกันอยู่ ภารกิจของการวิจัยในสาขานี้ก็คือว่า เราจะแยกให้อนุภาคนาโนที่มีความสัมพันธ์กับร่างกาย (เช่นเสื้อผ้านาโนที่สัมผัสกับผิวหนัง) ทำงานเฉพาะที่เราต้องการแต่ไม่ให้เกิดพิษแก่ร่างกาย ที่อาจจะเป็นอันตรายมากกว่าคือหุ่นยนต์นาโนที่ฉีดเข้าไปในกระแสเลือดอย่างทีพูดไปแล้ว เรื่องเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญของการศึกษาในบริบทใหญ่ของจริยธรรมนาโนเทคโนโลยี แต่รูปแบบการศึกษาแตกต่างกันกล่าวคือการศึกษาเรื่องความปลอดภัย เป็นการใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เพื่อตรวจวัดและประเมินความปลอดภัย แต่การศึกษาเกี่ยวกับจริยธรรมโดยตรงเป็นการศึกษาเชิงมโนทัศน์และเป็นเรื่องของปรัชญามากกว่า แต่ไม่ว่าอย่างไรนาโนเทคโนโลยีก็มีบทบาทกว้างขวางในสังคม และเรื่องนี้เป็นหัวข้อสำคัญในการมองว่าเทคโนโลยีมีความสัมพันธ์กับบริบทด้านอื่นๆนอกเหนือจากวิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยีเองอย่างไรบ้าง

เราจะเห็นว่าประโยชน์ของนาโนเทคโนโลยีมีหลายประการดังที่เห็นมา แต่ก็มีประเด็นในเชิงจริยธรรมและสังคมรวมทั้งความปลอดภัยที่ต้องระวังด้วย ในขณะที่เรากำลังมุ่งหน้าพัฒนาเศรษฐกิจ (ตามที่ปรากฏในนโยบายเรื่อง “ประเทศไทย 4.0”) การพัฒนาและใช้ประโยชน์จากนาโนเทคโนโลยีเป็นสิ่งจำเป็นมาก รัฐบาลได้ก่อตั้งศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติเพื่อทำงานวิจัยเกี่ยวกับด้านนี้ และมิติทางจริยธรรมและสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจของศูนย์นี้มาตั้งแต่ต้น อย่างไรก็ตามการพิจารณาถึงบทบาทของนาโนเทคโนโลยีกับการพัฒนาก็มีประเด็นที่ควรระวังหลายประเด็นอีกเช่นเดียวกัน ประการหนึ่งที่สำคัญก็คือว่า การพัฒนาที่พูดถึงนี้ไม่ควรเป็นการพัฒนาเพียงด้านเดียวที่ทำให้คนกลุ่มเดียวในสังคมได้รับการพัฒนา หรือได้รับประโยชน์รูปธรรมจากเทคโนโลยี แต่ประโยชน์ของการพัฒนาควรจะเฉลี่ยไปยังประชาชนทุกกลุ่มของสังคม แนวนโยบายควรจะตั้งอยู่บนแนวคิดว่า ผู้ได้รับผลประโยชน์ของเทคโนโลยีควรจะกระจายไปให้ทั่วถึง แล้วการกระจายให้ทั่วถึงนี้ไม่ได้กินความแต่เพียงการรับประโยชน์ของเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ควรจะรวมไปถึงการออกแบบหรือการพัฒนากระบวนการเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นด้วย เรื่องนี้สำคัญเพราะว่าผลผลิตของเทคโนโลยีควรจะเป็นอะไรที่แก้ปัญหาที่มีอยู่ในสังคม ไม่ใช่ไปตอกย้ำปัญหาที่มีอยู่แล้วให้เพิ่มมากขึ้น ตัวอย่างเช่นนาโนเทคโนโลยีมีประโยชน์ในการทำน้ำเสียให้เป็นน้ำดี ประโยชน์หนึ่งของการประยุกต์นี้ก็คือว่า คนยากจนที่ไม่สามารถเข้าถึงน้ำสะอาดได้ ก็จะได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ ดังนั้นเทคโนโลยีในแง่นี้จะมีบทบาทในการแก้ไขความเหลื่อมล้ำของสังคมได้ แต่เทคโนโลยีเดียวกันนี้ หากไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น เช่นไปทำน้ำสะอาดเพื่อเอามารดสนามกอล์ฟ แทนที่คนจนจะได้ประโยชน์ก็จะเป็นคนรวยแทน จะเห็นได้ว่า แม้แต่เทคโนโลยีเดียวกันก็สามารถนำไปใช้เพื่อแก้ไขปัญหาของสังคม เพื่อให้สังคมเป็นสังคมที่ดีขึ้น หรือเอาไปตอกย้ำให้ปัญหาสังคม (เช่นความไม่เท่าเทียมกัน) มีความร้ายแรงมากขึ้น

ประเด็นเรื่องความไม่เท่าเทียมกันเป็นเรื่องใหญ่ และที่น่าเป็นห่วงมากกว่าเรื่องการเข้าถึงน้ำสะอาด ก็คือเรื่องการเชื่อมรวมระหว่างอุปกรณ์กับร่างกายอย่างที่ได้พูดไปแล้ว จะเกิดอะไรขึ้นหากการเชื่อมรวมนี้เกิดขึ้นแก่เฉพาะคนบางกลุ่ม แต่คนอีกกลุ่มถูกกีดกัดไม่ให้ได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ คนกลุ่มที่ได้รับการเชื่อมโยง หรือที่ได้รับการฝังเทคโนโลยีเข้าไปในร่างกาย (สมมติว่าไม่มีปัญหาเรื่องความปลอดภัย) ก็จะมีความสามารถเพิ่มขึ้นกว่าคนปกติทั่วไป เช่นเรื่องประสาทการได้ยินอย่างที่พูดไปแล้ว การฝังเทคโนโลยี (เช่นหูชั้นในเทียมอย่างที่พูดไป) ตามปกติจะเป็นการฟื้นฟูความสามารถที่เสียไป แต่หากเทคโนโลยีนี้ทำให้คนที่ได้รับมีความสามารถในการได้ยินมากกว่าคนปกติธรรมดาทั่วไป เช่นอาจได้ยินเสียงคนคุยกันในระยะหนึ่งกิโลเมตร เป็นต้น จะเป็นการเป็นธรรมหรือไม่ ที่คนกลุ่มหนึ่งที่ไม่ได้พิการหรือป่วยไข้อะไร แต่ได้รับการเพิ่มความสามารถเป็นพิเศษ ในขณะที่คนอีกกลุ่มไม่ได้รับการเพิ่มความสามารถแบบเดียวกัน หรือยิ่งไปกว่านั้นถูกกีดกันไม่ให้ได้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เรื่องนี้ก็จะกลายเป็นความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่ง การเพิ่มความสามารถพิเศษนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงความสามารถในการได้ยินเท่านั้น ปัจจุบันมีการวิจัยเกี่ยวกับการเชื่อมโยงกันระหว่างสมองกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ทำให้สมองสามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายใหญ่เช่นอินเทอร์เน็ตได้ทันที อีกไม่นานก็จะเป็นไปได้ว่าจะมีการฝังอุปกรณ์เล็กๆเข้าไปในสมอง ทำให้สมองติดต่อกับอินเทอร์เน็ตได้ และใช้ประโยชน์จากพลังของการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ได้โดยทันที ผลที่เกิดขึ้นก็คือว่าคนที่ได้รับการฝังอุปกรณ์เช่นนี้จะมีความจำมากมายมหาศาล (เท่ากับอินเทอร์เน็ตทั้งหมด) หรือไม่ก็มีความสามารถในการคิดรวดเร็วมาก เช่นเดียวกับคอมพิวเตอร์ ทีนี้หากมีอีกกลุ่มที่ไม่ได้รับการเพิ่มความสามารถเช่นนี้ เราก็จะเห็นว่ามีปัญหาความเป็นธรรมขึ้นมาอย่างชัดเจน สถานการณ์ที่เป็นไปได้มากก็คือว่า เทคโนโลยีนี้เข้าไปตอกย้ำความไม่เท่าเทียมกัน กล่าวคือสังคมที่มีการแบ่งแยกระหว่างคนรวยกับคนจน หรือคนมีโอกาสกับคนไม่มีโอกาส เทคโนโลยีที่เข้ามาจะเข้าไปทำให้การแบ่งแยกดังกล่าวนี้ชัดเจนขึ้น ซึ่งก็หมายความว่าความไม่เป็นธรรมถูกทำให้เลวร้ายมากขึ้น ตรงนี้เป็นปัญหาทางสังคมและจริยธรรมที่หนักมากและจำเป็นต้องป้องกันล่วงหน้า แนวทางหนึ่งในการป้องกันความเลวร้ายนี้ก็อยู่ที่ว่า ในการออกแบบหรือการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องควรจะต้องคำนึงถึงมิติทางจริยธรรมต่างๆ เช่นความไม่เป็นธรรมนี้ตั้งแต่ต้น ทั้งนี้เพื่อให้เทคโนโลยีเป็นตัวแก้ปัญหาที่แท้จริง ไม่ใช่ตัวที่ทำให้ปัญหามีมากขึ้น

กล่าวโดยสรุป เทคโนโลยีเช่นนาโนเทคโนโลยีหรือเทคโนโลยีสมัยใหม่อื่นๆก็เป็นเช่นเดียวกันหมด คือไม่สามารถจะอยู่แยกต่างหากจากบริบทของสังคมได้ เทคโนโลยีมีส่วนในการกำหนดสังคม อย่างในกรณีของนาโนเทคโนโลยี สังคมก็ได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีนี้ในหลายรูปแบบอย่างที่ได้เห็นไปแล้ว และอีกทางหนึ่งสังคมก็มีส่วนในการกำหนดเทคโนโลยีด้วย ตรงนี้เป็นช่องทางที่น่าสนใจ เพราะความเชื่อของนักปรัชญาในอดีตที่ผ่านมา จะคิดว่าเทคโนโลยีเป็นพลังอิสระที่มีแนวทางของตนเอง โดยที่สังคมหรือมนุษย์แต่ละคนไม่สามารถแก้ไขอะไรได้ แต่การศึกษาวิจัยของนักปรัชญากับนักวิชาการสาขาอื่นๆในรอบหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดความตระหนักว่าเทคโนโลยีก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีพลวัตหรือมีตรรกะของตนเองเช่นที่เคยเชื่อมา สังคมมีความสามารถและความเป็นไปได้ในการกำหนดทิศทาง เป้าหมายและเนื้อหาของเทคโนโลยีได้ เรื่องนี้เป็นหัวข้อวิจัยสำคัญในสาขาวิชาปรัชญาเทคโนโลยี แต่ไม่ว่าจะอย่างไร เทคโนโลยีอย่างเช่นนาโนนอกจากจะเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าของสังคมที่เราต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้แล้ว ก็ยังเป็นอะไรที่เราจะต้องคิดอย่างละเอียดและรอบคอบเพื่อให้มองเห็นแนวทางที่เทคโนโลยีจะเป็นประโยชน์และสอดคล้องกับระบบคุณค่าทางจริยะของเรามากที่สุด

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะอักษรศาสตร์

1Online Etymology Dictionary, available at http://www.etymonline.com/index.php?term=nano-&allowed_in_frame=0

ปรากฏการณ์วิทยาของฮุสเซิร์ล

วันก่อนพูดเรื่องกำเนิดของปรัชญาวิเคราะห์ไป วันนี้เลยจะพูดถึงที่มาของปรัชญาภาคพื้นทวีปบ้าง ก่อนจะพูดเรื่องนี้ก็ต้องพูดก่อนว่าอันที่จริงชื่อ “ปรัชญาวิเคราะห์” กับ “ปรัชญาภาคพื้นทวีป” นี่ไม่เข้ากันเลย ชื่อ “ปรัชญาวิเคราะห์” มีความหมายเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหาปรัชญา การวิเคราะห์ในชื่อก็คือการวิเคราะห์ความหมายของคำหรือประโยคเพื่อนำทางไปสู่การแก้ปัญหาปรัชญา อย่างที่เราได้เห็นกันไปในโพสที่แล้ว แต่ “ปรัชญาภาคพื้นทวีป” มีความหมายไปในทางภูมิศาสตร์ หมายถึงทวีปยุโรปที่ไม่ใช่เกาะ ก็คือยกเว้นเกาะอังกฤษ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะปรัชญาสายนี้เจริญงอกงามในประเทศในภาคพื้นทวีปยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลีกับสเปน อย่างไรก็ตามประเทศบางประเทศในยุโรปปัจจุบันก็เรียกได้ว่า อยู่ในสายปรัชญาวิเคราะห์ เช่นเนเธอร์แลนด์กับประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย ปรัชญาในประเทศเหล่านี้เหมือนกับปรัชญาที่ทำกันในประเทศอังกฤษ สก๊อตแลนด์และสหรัฐอเมริกามากกว่าในฝรั่งเศสหรืเยอรมนี
จริงๆแล้วปรัชญาสองสายนี้น่าจะเรียกว่า “ปรัชญาภาคพื้นทวีป” กับ “ปรัชญาในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษ” จะตรงมากกว่า แต่เนื่องจากมีข้อยกเว้นมาก จึงคิดว่าเรียกแบบเดิมก็น่าจะได้ เพราะในภาคพื้นทวีปยุโรปก็มีหลายมหาวิทยาลัยที่ทำปรัชญาวิเคราะห์ และในประเทศที่พูดภาษาอังกฤษเองก็มีมหาวิทยาลัยที่เน้นหนักเรื่องปรัชญาภาคพื้นทวีปเช่นเดียวกัน

Husserl
Edmund Husserl (1859-1938)

อย่างไรก็ตาม เราจะมองไม่เห็นภาพของปรัชญาภาคพื้นทวีปยุโรปเลยหากไม่เข้าใจว่าปรัชญาสายนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไรและลักษณะเป็นอย่างไร ส่วนมากมักจะถือกันว่าปรัชญาแบบภาคพื้นทวีปถือกำเนิดมาจากแนวคิดของเอ็ดมุนด์ ฮุสเซิร์ล (Edmund Husserl) นักปรัชญาชาวเยอรมัน ผู้ซึ่งเป็นต้นคิดวิธีการศึกษาปรัชญาแบบ “ปรากฏการณ์วิทยา” หรือ Phenomenology ในภาษาอังกฤษ การศึกษาแบบนี้มุ่งวิเคราะห์โครงสร้างของประสบการณ์ของสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง โดยมีความเชื่อว่าโครงสร้างดังกล่าวนี้จะเป็นกุญแจไปสู่การเข้าใจความเป็นจริงภายนอก รวมไปถึงการเข้าใจปรากฏการณ์ต่างๆ การวิเคราะห์โครงสร้างประสบการณ์ดังกล่าวนี้มีรากฐานมาจากแนวคิดเรื่อง “intentionality” ของฟรันซ์ เบรนทาโน ซึ่งเสนอว่าลักษณะเฉพาะของการรู้สำนึกของมนุษย์คือมีลักษณะที่ระบุไปถึงความเป็นจริงภายนอกจิตสำนึก เช่นเวลานึกถึงต้นไม้ เนื้อหาของการนึก (เช่นนึกถึงภาพต้นไม้ หรือคำว่า “ต้นไม้”) จะระบุถึงต้นไม้ของจริงที่อยู่นอกจิต ด้วยเหตุนี้การวิเคราะห์โครงสร้างของประสบการณ์จึงทำให้เราสามารถเข้าใจโครงสร้างของสิ่งในธรรมชาติที่อยู่นอกจิตได้ การที่เนื้อหาของจิตสามารถระบุถึงสิ่งภายนอกจิต ก็เป็นไปได้เพราะเนื้อหาของจิตมีความหมาย (เช่นเวลานึกถึงต้นไม้ ใช้คำภาษาไทยว่า “ต้นไม้” แล้วทำให้จิตสามารถโยงไปถึงต้นไม้ข้างนอกจิตได้) การวิเคราะห์ความหมายในบริบทของการวิเคราะห์โครงสร้างของประสบการณ์ เป็นลักษณะเฉพาะของวิธีการแบบปรากฏการณ์วิทยา ฮุสเซิร์ลรับเอาแนวคิดของเบรนทาโนมาใช้ และความคิดของฮุสเซิร์ลก็มีอิทธิพลสูงมากต่อนักปรัชญาในสายภาคพื้นทวีปคนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาร์ติน ไฮเดกเกอร์ ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของฮุสเซิร์ล
การวิเคราะห์ประสบการณ์บุรุษที่หนึ่งของฮุสเซิร์ลประกอบด้วยการ “ใส่วงเล็บ” หรือ bracketing สิ่งภายนอกจิตออกจากการวิเคราะห์ แล้วมุ่งวิเคราะห์ไปที่โครงสร้างของประสบการณ์ที่เป็นอัตวิสัยล้วนๆ ฮุสเซิร์ลใช้คำภาษากรีกว่า epoche (อ่านว่า “เอโพเค”) ที่ฮุสเซิร์ลทำเช่นนี้ก็เพราะว่า ไม่ว่าจะมีสิ่งภายนอกหรือไม่มีก็ตามแต่โครงสร้างของประสบการณ์บุรุษที่หนึ่งก็จะเป็นเหมือนเดิม คำว่า epoche ที่ฮุสเซิร์ลนำมาใช้มาจากคำของนักปรัชญากรีกสำนักวิมัตินิยม ที่เสนอว่าเราควรแขวนการตัดสินถูกผิด จริงเท็จทั้งหมดเอาไว้ เพราะเรายังไม่มีทางรู้ได้อย่างแน่นอนว่าเรื่องต่างๆเป็นอย่างไร การใส่วงเล็บวัตถุภายนอกก็คือการ “แขวน” การตัดสินเกี่ยวกับวัตถุภายนอกไว้ โดยไม่ยืนยันไปทางใดทางหนึ่ง ก็หมายความว่าเราไม่สนใจว่าวัตถุภายนอกจะมีหรือจะไม่มี แต่พุ่งความสนใจไปที่การวิเคราะห์โครงสร้างของประสบการณ์ของ “ตัวฉัน” ในฐานะเป็นสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง หรือผู้รู้ผู้คิด

จุดแข็งของปรากฏการณ์วิทยาก็คือว่า เป็นการรวมเอาความเป็นภววิสัยกับอัตวิสัยเข้าด้วยกัน การวิเคราะห์แบบประสบการณ์นิยมเช่นของฮิวม์ เป็นการแบ่งแยกสองอย่างนี้ออกจากกัน ทำให้เกิดข้อขัดแย้งมากมาย เช่นปัญหาเกี่ยวกับการอธิบายความมีอยู่จริงของความเป็นสาเหตุและผลในเชิงกายภาพ ปรากฏการณ์วิทยาแก้ปัญหานี้ด้วยการอ้างถึงแนวคิดเรื่อง intentionality ซึ่งทำให้ในทางหนึ่งวัตถุภายนอกเป็นวัตถุในจิต (เพราะจิตระบุถึงโดยธรรมชาติของจิตเอง) และในอีกทางหนึ่งก็เป็นภววิสัยด้วย เพราะเป็นการระบุถึงของจิตไปยังวัตถุภายนอกจิต ไม่ใช่การทำงานภายในจิตเองล้วนๆ

ก็พอแค่นี้ก่อนสำหรับวันนี้ครับ เอาเข้าจริงๆปรัชญาวิเคราะห์กับปรัชญาภาคพื้นทวีปก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ เอาไว้พูดเรื่องนี้กันต่อคราวหน้าครับ

 

ปรัชญาวิเคราะห์ ปรัชญาภาคพื้นทวีปยุโรป

เรื่องที่คนเรียนปรัชญาหลายคนสนใจมาตลอด โดยเฉพาะคนที่เรียนปรัชญาตะวันตก ก็คือการแบ่งสายของปรัชญาตะวันตกออกมาเป็นสาย “วิเคราะห์” (analytic) กับ “ภาคพื้นยุโรป” (continental) คนเรียนปรัชญาสนใจกันมากครับ แต่เท่าที่ดูๆยังไม่เห็นมีใครพูดถึงที่มาที่ไปหรือลักษณะของระบบปรัชญาสองอย่างนี้อย่างละเอียดเท่าไหร่ ก็เลยคิดว่าจะเริ่มพูดเรื่องนี้บ้าง

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การแบ่งแบบนี้เป็นเรื่องเฉพาะของปรัชญาตะวันตกล้วนๆนะครับ ปรัชญาในอารยธรรมอื่นๆเช่นอินเดียกับจีนไม่เกี่ยว แล้วก็มีการแบ่งเช่นนี้มาตั้งแต่ต้นคริสตศตวรรษที่ยี่สิบเท่านั้น ก่อนหน้านั้นไม่มีการแบ่งแบบนี้ เพราะการศึกษาวิจัยปรัชญาของยุโรปกับสหรัฐก่อนหน้านั้นไม่มีการคิดว่าปรัชญาจะต้องแบ่งออกเป็นสองสายอย่างที่พูดกันอยู่ตอนนี้

Frege
Gottlob Frege (1848-1925)

การแบ่งเช่นนี้เริ่มก่อตัวขึ้นจากพัฒนาการของปรัชญาในยุโรปในช่วงปลายศตวรรษที่สิบเก้าต่อต้นศตวรรษที่ยี่สิบ โดยมีนักปรัชญาที่สำคัญได้แก่เฟรเกชาวเยอรมัน และรัสเซลชาวอังกฤษ เฟรเกจริงๆแล้วเขาไม่ใช่นักปรัชญา แต่เป็นนักตรรกวิทยา เขาต้องการจะหารากฐานของตรรกวิทยาที่ทำให้ตรรกวิทยาสามารถแสดงความจริงแท้ได้อย่างสมบูรณ์ และมีความเป็นภววิสัยอย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกัน เหตุที่เขาคิดแบบนี้ก็เพราะว่า นักปรัชญาในสมัยของเขาหลายคนมีแนวคิดว่า ตรรกวิทยาเป็นเรื่องของจิตวิทยา หมายความว่า ความจริงของตรรกวิทยาเป็นเรื่องของกระบวนการภายในจิต (ความคิดแบบนี้มีที่มาจากแนวคิดของคานท์ ที่วางรากฐานของความเป็นภววิสัยที่กลไกของจิต) แต่เฟรเกมองว่า หากเป็นเช่นนี้ความเป็นภววิสัยที่แท้จริงของตรรกวิทยาจะสูญเสียไป เพราะเรื่องของจิตเป็นอัตวิสัยล้วนๆ เขาจึงต้องการที่จะหารากฐานที่ไม่ขึ้นกับจิต แล้วก็เสนอทฤษฎีว่ารากฐานดังกล่าวมาจากแนวคิดเกี่ยวกับ *ความหมาย* ที่เป็นภววิสัยล้วนๆ มีอยู่อย่างเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับอะไรในจักรวาลนี้ แนวคิดนี้ก็สานต่อโดยเบอร์ทรันต์ รัสเซล ซึ่งเสนอระบบตรรกวิทยาที่เป็นรากฐานให้แก่คณิตศาสตร์ ซึ่งให้หลักประกันแก่ “ความถูกต้องเชิงภววิสัย” ของคณิตศาสตร์ (แปลว่าเราแน่ใจได้ว่าคณิตศาสตร์ให้ความรู้ที่ถูกต้องเป็นจริงแก่เรา)

ที่มาอีกอย่างก็คือว่า เมื่อหาความถูกต้องเชิงภววิสัยให้แก่ตรรกวิทยาได้แล้ว เนื่องจากตรรกวิทยาเป็น “สภาวะแวดล้อม” ของปรัชญา (หมายความว่าการทำอะไร พูดอะไรเกี่ยวกับปรัชญาหรือในปรัชญา ก็ต้องอาศัยภาษาของตรรกวิทยาทั้งสิ้น เช่นมีการอ้างเหตุผล) การหารากฐานของความถูกต้องเชิงภววิสัยของตรรกวิทยา ก็เท่ากับหาความถูกต้องเชิงภววิสัยให้แก่ปรัชญาด้วย ตรงนี้นักปรัชญาตื่นเต้นกันมาก เพราะเท่ากับว่าเรา (นักปรัชญา) สามารถแก้ปัญหาปรัชญาที่เรื้อรังมาเป็นระยะเวลายาวนานได้ ปัญหาก็คือว่าทำอย่างไรปัญหาปรัชญาจึงจะแก้ได้จบสิ้นเสียทีเช่นเดียวกับปัญหาในวิทยาศาสตร์ หากเรามีวิธีที่ให้หลักประกันความเป็นภววิสัยของปรัชญา ก็แน่นอนว่าเราจะมีวิธีที่จะคำตอบสุดท้ายแก่ปรัชญาได้ (เค้าเชื่อกันอย่างนี้จริงๆนะครับสมัยนั้น)

Russell
Bertrand Russell (1872-1970)

ตรงนี้แหละครับเป็นจุดตั้งต้นของปรัชญาวิเคราะห์ ถ้าจะให้พูดสั้นๆ ปรัชญาวิเคราะห์มาจากความพยายามที่จะหาความเป็นภววิสัยของความหมาย และความเป็นภววิสัยที่หาได้นี่แหละ เป็นรากฐานให้แก่ปรัชญาแขนงอื่นๆ เช่นอภิปรัชญา ญาณวิทยา จริยศาสตร์ ฯลฯ พูดอีกอย่างก็คือว่า เนื่องจากตรรกวิทยาเป็นเรื่องของภาษา การเน้นหนักไปที่ความหมายของภาษาและการวิเคราะห์ความหมายเหล่านั้น กลายเป็นเครื่องมือที่เชื่อกันว่ามีพลังมาก สามารถแก้ปัญหาปรัชญาให้จบสิ้นไปได้

(วันนี้ขอแค่นี้ก่อนนะครับ เอาไว้เดี๋ยวมาเล่าต่อ จริงๆปรัชญาภาคพื้นทวีวยุโรปก็มีกำเนิดของเขาเองโดยเฉพาะอีก อยู่ในความคิดของเอ็ดมุนด์ ฮุสเซิร์ล เอาไว้คราวหน้า)

คำถามสี่ข้อของประยุทธ์

1.เลือกตั้งครั้งต่อไปจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่
อันนี้เป็นการคาดคะเนอนาคต ซึ่งไม่มีวันที่จะได้คำตอบที่แน่นอนร้อยเปอร์เซนต์อยู่แล้ว แล้วอีกอย่างเราจะเรียกว่าแบบไหนคือ “ธรรมาภิบาล” แค่นี้ก็สรุปได้แล้วว่าคำถามนี้ “ผิดรูปแบบ” คือไม่ใช่คำถามที่ดี หรือคำถามที่แท้จริงที่จะทำให้เราเข้าใจการเมืองหรือสถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างถ่องแท้

อย่างไรก็ตาม เราก็พอจะตอบได้คร่าวๆว่า หลังจากเลือกตั้งครั้งต่อไปสถานการณ์น่าจะดีขึ้น เนื่องจากจะได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เป็นของประชาชนจริงๆ แต่ปัญหาก็คือรัฐบาลของประชาชนจะทำงานไม่ได้เต็มที่ เพราะมีวุฒิสภา 5 ปีแรกที่ คสช. แต่งตั้งมีขี่คออยู่ นอกจากวุฒิสภาก็มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์ มีศาลรัฐธรรมนูญ ที่คอ่ยขี่คอ เป็นรัฐบาลเหนือรัฐบาลของประชาชน ทำให้รัฐบาลของประชาชนทำอะไรไม่ได้ เราแน่ใจไม่ได้หรอกว่าพวกที่มาขี่คอเหล่านี้จะมี “ธรรมาภิบาล” จริงๆ เกิดพวกนี้บังคับให้รัฐบาลของประชาชนทำผิด โกงชาติบ้านเมือง ซึ่งหากรัฐบาลของประชาชนไม่ทำ ก็จะเขี่ยทิ้งเสีย แล้วเราจะทำอย่างไร แบบนี้คือการขาดธรรมาภิบาลอย่างชัดแจ้ง ไม่ว่าจะนิยามอย่างไร

2.หากไม่ได้จะทำอย่างไร
คำถามชี้นำครับ รู้ได้ไงว่าจะไม่ได้ ใครหลงตอบไปก็คือโดนคำถามชี้นำหลอกเอา เหมือนกับในตำราที่อัยการถามจำเลยว่า “คุณเลิกตีภรรยาหรือยัง?” ทั้งๆที่จำเลยไม่เคยแตะตัวภรรยาเลยสักนิด แต่หากตอบว่า “ยัง” ก็คือยังตีอยู่ แต่ถ้าตอบว่า “เลิกแล้ว” ก็คือเคยตี ไม่ว่าจะยังไงก็แย่ทั้งคู่ นี่แหละความน่ากลัวของคำถามชี้นำ

จะบอกให้ ธรรมาภิบาลไม่ได้อยู่ทีตัวรัฐบาลครับ อยู่ที่ระบบที่เป็นนามธรรม ก็คือระบบตัวบทกฎหมายที่ใช้บังคับทุกคนแหละ รวมทั้งรัฐบาลด้วย ดังนั้นรัฐบาลต้องทำตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่างๆ นั่นแหละธรรมาภิบาลในระดับเบื้องต้น ดังนั้นพูดไม่ได้ว่ารัฐบาลไม่มีธรรมาภิบาล รัฐบาลไม่เกี่ยวกับธรรมาภิบาล ธรรมาภิบาลแปลว่า ปกครองที่ดี ก็คือเป็นการตามหลักการที่ถูกต้อง ถ้ารัฐบาลทำผิดกฎหมาย ก็มีวิธีการจัดการมากมาย

3.การเลือกตั้ง โดยไม่คำนึงถึงเรื่องอนาคตประเทศและเรื่องอื่นๆ นั้น ถูกต้องหรือไม่
คำถามชี้นำอีกแล้ว การเลือกตั้ง เราจะไม่ทำให้มันกลายเป็น “ไม่คำนึงถึงอนาคตของประเทศ” หรอกครับ เพราะนักการเมืองที่เขาอาสาเข้ามาทำงาน เขาก็รักชาติบ้านเมืองไม่มากไม่น้อยกว่าประชาชนคนอื่นๆ ดังนั้นเลิกถามแบบนี้ ถามอะไรที่สร้างสรรค์ดีกว่า ขอคำถามใหม่ครับ

4.ท่านคิดว่ากลุ่มนักการเมืองที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ควรมีโอกาสเข้ามาสู่การเลือกตั้งอีกหรือไม่
ยังไงคือ “ไม่เหมาะสม” ไม่เหมาะสมในสายตาใคร เรามีตัวบทกฎหมายครับ มีองค์กรอิสระ มี ปปช. ฯลฯ ฯลฯ แล้วจะเอาอะไรอีก

การนำเสนองานวิจัย

โพสนี้คงเป็นโพสสั้นๆครับ เพราะเรื่องนี้มีคนพูดไว้เยอะแล้ว ผมเองก็จำได้ว่าเคยพูดเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้ว ประเด็นก็คือว่า ในการนำเสนองานวิจัยในที่ประชุมวิชาการ เราไม่ควรพูดเรื่องความรู้พื้นฐานมากเกินไป แต่ให้เน้นไปที่ประเด็นหลักของงานของเราเลย ไม่เช่นนั้นการเสนอ งานวิจัย ของเราจะกลายเป็นการ สอนหนังสือ ไป แล้วงานประชุมวิชาการ ก็จะกลายเป็นที่ฝึกอบรมสอนความรู้พื้นฐานไป

งานประชุมวิชาการ หรือที่เรียกว่า conference ในภาษาอังกฤษ เป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิตนักวิชาการ เพราะเป็นที่ที่นักวิชาการที่สนใจเรื่องเดียวกันมาพบปะกัน มาแลกเปลี่ยนผลงานใหม่ๆของตนเอง ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน หัวใจของงานประชุมแบบ conference จึงเป็นการที่นักวิชาการมาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่ที่ให้นักเรียนมาเรียนสิ่งเก่าๆ ซึ่งอย่างหลังนี้มีที่ทางของมันเองอยู่แล้ว คือห้องเรียนและการเรียนในหลักสูตร บทความที่มาเสนอใน conference จึงเป็นผลการศึกษาที่กำลังจะพัฒนาไปเป็นบทความวิจัยที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในท้ายที่สุด แล้วนอกจากนี้ การประชุมวิชาการยังมีเวลาจำกัดมาก ตามปกติจะมีเวลาให้แต่ละคนนำเสนอได้เพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้น บวกเวลาสำหรับถามตอบอีก 10 นาที

ในเวลาอันจำกัดนี้ แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะพูดถึงความรู้ทุกอย่างที่เรารู้ได้หมด ดังนั้นเราต้องมีการบริหารจัดการ ข้อเสนอของผมมีดังนี้

ข้อแรกคือ พยายามใช้เวลากับการปูพื้นให้น้อยที่สุด การปูพื้นถึงแม้ว่าจะเป็นอย่างที่ผมได้พูดไว้ข้างต้น แต่ก็ยังจำเป็นอยู่ในฐานะที่เครื่องมือในการเกริ่นนำผู้ฟังไปสู่ประเด็นหลักของเรา แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเรามีเวลาแค่ 20 นาที การเกริ่มนำหรือปูพื้นไม่ควรเกิน 5 นาที โดยเราพูดถึงปัญหาหรือโจทย์หลักในการทำวิจัย ความสำคัญของโจทย์นี้ต่อวงการวิชาการ ตัวอย่างเช่นสมมติว่าเราเสนองานวิจัยที่เปรียบเทียบทรรศนะเกี่ยวกับตัวตนของฮิวม์กับของพุทธศาสนา เราก็เริ่มจากพูดถึงว่าปัญหาตัวตนในอภิปรัชญาเป็นอย่างไร (พื้นความรู้) แล้วก็ตามมาด้วยเรื่องความสำคัญของปัญหา คือทำไมถึงต้องมาเปรียบเทียบฮิวม์กับพุทธปรัชญาในเรื่องตัวตน การเปรียบเทียบนี้ทำให้เราเข้าใจปัญหาใหญ่ในอภิปรัชญาว่าอย่างไร และทำให้เข้าใจทั้งฮิวม์และพุทธปรัชญาในแง่มุมใหม่อย่างไร

ต่อจากนั้นเราก็พูดถึงโจทย์วิจัยเฉพาะของงานเราเอง ซึ่งประกอบด้วยการเปรียบเทียบของเรา แตกต่างจากที่นักวิชาการคนอื่นๆได้เปรียบเทียบฮิวม์กับพุทธศาสนาไว้อย่างไรบ้าง การพูดตรงนี้เราจำเป็นต้องอ้างอิงงานของนักวิชาการที่ทำไว้ก่อนหน้า ซึ่งจะเป็นการแสดงว่าเราวางตำแหน่งงานของเราไว้อย่างไร ตรงนี้สำคัญมากๆ เพราะจะเป็นการพิสูจน์ว่างานของเราไม่เหมือนของใครอื่นเลย และมีคุณค่ามากพอที่จะได้รับการบันทึกไว้ในแหล่งความรู้ และที่สำคัญมากที่สุดคือ ทำให้ผู้ฟังเห็นภาพว่างานของเรามีจุดเด่นอย่างไร

ขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้นไม่ควรใช้เวลาเกิน 10 นาที ใน 10 นาทีที่เหลือของการนำเสนอ เราก็พูดถึงรายละเอียดของการเปรียบเทียบของเราเอง โดยเราตีความทั้งฮิวม์และพุทธศาสนาตามที่ได้เกริ่นไว้โดยในขั้นนี้เราจะลงรายละเอียด เช่นอาจมีนักวิชาการที่ปฏิเสธว่าฮิวม์มีทรรศนะที่ “คงเส้นคงวา” เกี่ยวกับตัวตน ดังนั้นเอาไปเปรียบกับใครไม่ได้ แต่ผู้วิจัยเสนอว่าฮิวม์ที่ทรรศนะที่คงเส้นคงวา อะไรแบบนี้ โดยมีหลักฐานประกอบ ไม่ใช่พูดลอยๆเฉยๆ การตีความพุทธปรัชญาเกี่ยวกับเรื่องตัวตนก็แบบเดียวกัน

David Hume
เดวิด ฮิวม์

พูดสั้นๆก็คือว่า การนำเสนองานวิจัยในที่ประชุม conference ไม่ใช่การสอนหนังสือ และคนฟังก็ไม่ใช่นักเรียนหรือนักศึกษา แต่เป็นนักวิชาการ เป็นอาจารย์ด้วยกันทั้งนั้น ถึาเริ่มต้นจากการเข้าใจความจริงพื้นฐานข้อนี้ การนำเสนอของเราก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่น่ามีปัญหาอุปสรรคอะไร

มิติทางจริยธรรมและปรัชญาการเมืองของคอร์รัปชั่น

อันนี้เป็นบทความของผมที่ลงในวารสารของ ป.ป.ช. ครับ ส่วนเล่มที่เลขที่เลขหน้าเท่าไหร่ ต้องไปค้น เพราะเค้ายังไม่ได้บอก บอกแต่ว่าพิมพ์แล้ว ผมเห็นว่าอาจมีประโยชน์เลยมาเอามาลงให้ดูกันตรงนี้ด้วยครับ

***

มิติทางจริยธรรมและการเมืองของการคอร์รัปชั่น

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์
ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในหลายปีที่ผ่านมา สังคมรู้จักคำภาษาอังกฤษว่า “คอร์รัปชั่น” (corruption) เป็นอย่างดี จนกล่าวได้ว่าคำนี้ได้กลายมาเป็นคำหนึ่งในภาษาไทยไปแล้ว คำนี้มีผู้พยายามแปลเป็นไทยอยู่หลายคำ เช่น “ทุจริตประพฤติมิชอบ” หรือ “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” แต่ไม่ถึงกับเป็นที่นิยมมากนัก เนื่องจากคำว่า “คอร์รัปชั่น” มีการใช้กันมาก จนแทบจะไม่มีผู้พูดภาษาไทยคนใดไม่รู้จักคำนี้ ผู้เขียนจึงจะใช้คำนี้ในบทความนี้ ซึ่งเป็นการอภิปรายเกี่ยวกับมิติทางจริยธรรมกับการเมืองของการคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยที่ผู้เขียนกำลังทำอยู่ อันมีวัตถุประสงค์ในการสืบสาวไปถึงต้นตอและคำอธิบายในระดับรากฐานของการคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะในสังคมไทย โดยมองไปที่สองมิติดังกล่าวนี้เป็นหลัก บทความนี้เป็นการอภิปรายในระดับเบื้องต้นเกี่ยวกับมิติทั้งสองนี้รวมไปถึงความสำคัญของการเน้นหนักที่มิติเหล่านี้ เพื่อนำไปสู่การเข้าใจปรากฏการณ์คอร์รัปชั่นที่ลุ่มลึก อันจะเป็นแนวทางสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ก่อนอื่นก็ต้องอธิบายความหมายของ “มิติทางจริยธรรม” กับ “มิติทางปรัชญาการเมือง” เสียก่อน โดยทั่วไป “จริยธรรม” มักใช้เป็นคำแปลของคำภาษาอังกฤษคือ “morality” ซึ่งหมายถึงระบบคุณค่าหรือระบบศีลธรรมของสังคมใดสังคมหนึ่ง เช่นระบบศีลธรรมของสังคมไทยจะมีที่มาจากคำสอนของพุทธศาสนาเป็นหลัก ดังนั้นระบบศีลธรรมของพุทธศาสนาก็รับมาเป็นระบบศีลธรรมของสังคมไทยด้วย คำๆนี้ต่างจากคำว่า “ethics” ซึ่งแปลว่า “จริยศาสตร์” และหมายถึงวิชาที่เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาที่มุ่งศึกษาปัญหาเกี่ยวกับความดีความถูกต้องของการกระทำ เมื่อเป็นเช่นนี้ มิติทางจริยธรรมของคอร์รัปชั่นจึงหมายถึงว่าการคอร์รัปชั่นมีความสัมพันธ์อย่างไรกับระบบศีลธรรมหรือระบบคุณค่าที่สังคมยึดถืออยู่ หากมีการกระทำแบบหนึ่งที่สังคมโลกโดยทั่วไปถือว่าเป็นการคอร์รัปชั่น แต่ระบบศีลธรรมหรือคุณค่าในสังคมท้องถิ่นยังถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง ปัญหาคือว่าเราจะแก้ปัญหาความขัดแย้งตรงนี้ได้อย่างไร สมมติฐานหนึ่งของโครงการวิจัยที่ผมกำลังทำอยู่นี้ก็คือว่า การแก้ปัญหาตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นไปได้จริง ตัวอย่างของความขัดแย้งดังกล่าวนี้ก็มีเช่น ข้าราชการผู้หนึ่งใช้อำนาจที่ตนมีอยู่ แสวงหาผลประโยชน์ให้แก่พวกพ้องของตนเอง โดยทำให้รัฐเสียประโยชน์ เราจะเห็นว่าเรื่องแบบนี้มีมาตลอดในสังคมไทย แล้วก็ดูเหมือนว่าจะเกิดในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับหมู่บ้านไปจนถึงระดับชาติ สมมติฐานประการหนึ่งก็คือว่า สาเหตุที่การคอร์รัปชั่นแบบนี้เกิดขึ้นแพร่หลายในทุกระดับของสังคมไทย ก็เป็นเพราะว่าสังคมไทยเป็นสังคมของพวกพ้องเป็นสำคัญ หมายความว่าเครือข่ายความสัมพันธ์ของคนไทยคนหนึ่งนั้น ขึ้นกับว่าเขาเป็นเพื่อนของใคร เขาอยู่ในฐานะใดในชุมชนเล็กๆซึ่งเป็นเครือข่ายพวกพ้อง และ “การทำดี” ก็เข้าใจกันมายาวนานว่า เป็นการกระทำที่ให้ประโยชน์แก่พวกพ้องเพื่อนฝูงวงศาคณาญาติของตนเอง มากกว่าจะเป็นการกระทำที่ยังประโยชน์ให้แก่ “รัฐ” ซึ่งในสายตาของคนไทยแต่ดั้งเดิม ก็คืออะไรก็ไม่รู้ เป็นนามธรรม ห่างไกลจากตนเองและกลุ่มพรรคพวกของตัวเองมาก ยิ่งเมื่อรัฐไทยมีความซับซ้อนมากขึ้นกลายเป็นรัฐสมัยใหม่ที่มีระบบบริหารจัดการที่ไม่เป็นเรื่องของบุคคล (impersonal) ก็ยิ่งห่างเหินจากความเข้าใจพื้นฐานของผู้ที่มาทำงานเป็นข้าราชการออกไปมาก เราจะเห็นรูปแบบการทำคอร์รัปชั่นแบบนี้ในหลากหลายวงการ เช่นการฝากลูกเข้าเรียนในโรงเรียน ก็อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้อำนวยการซึ่งมีอำนาจสั่งการ โดยมีการตอบแทนแลกเปลี่ยนกับการที่ผู้อำนวยการใช้อำนาจฝากนักเรียนคนนี้เข้าเรียนในรูปแบบต่างๆ ตามหลักการของการบริหารจัดการรัฐแบบสมัยใหม่ การทำเช่นนี้ของผู้อำนวยการเป็นการคอร์รัปชั่นอย่างชัดเจน แต่ในสายตาของคนไทยทั่วไปผู้อำนวยการกำลังทำความดีให้แก่พวกพ้องของตนเอง ที่นำลูกมาฝาก และตัวอย่างอื่นๆก็เป็นแบบเดียวกัน จะเห็นได้ว่ารากเหง้าของปัญหานี้อยู่ที่ทรรศนะที่ต่างกันเกี่ยวกับ “ความดี” ความดีคือการทำประโยชน์ให้แก่พวกพ้องของตนเอง ที่ตนเองรู้จักทั้งหมด หรือว่าทำประโยชน์ให้แก่ “รัฐ” ที่ประกอบด้วยใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จักกันมาก่อน มิติทางจริยธรรมของการคอร์รัปชั่นจะวนเวียนอยู่กับปัญหานี้เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า มิติทางจริยธรรมของคอร์รัปชั่นประกอบด้วยความเข้าใจที่แตกต่างกันเกี่ยวกับ “ความดี” หรือการเป็น “คนดี”

สาเหตุที่เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในสังคมไทยก็คือว่า คนที่ทำคอร์รัปชั่นอาจจะไม่ได้คิดว่าตนเองกำลังทำความผิดอยู่ก็ได้ หรืออย่างน้อยเขาก็อาจคิดว่า สิ่งที่เขาทำนั้น คนอื่นที่ไม่รู้จัก ที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ หรือคนห่างไกล อาจมองว่าเป็นความผิด แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาเชื่อว่าสิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเขาทำสิ่งดีๆให้แก่คนใกล้ชิดและพวกพ้องของเขาเอง ซึ่งพวกพ้องก็จะตอบแทนการช่วยเหลือของเขาในภายหลัง และที่สำคัญก็คือจะยกย่องการกระทำของเขาเนื่องจากการกระทำนี้ยังประโยชน์ให้แก่พรรคพวก หากเป็นเช่นนี้ การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นก็จะไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเพียงแค่ไปบอกผู้ใช้อำนาจคนนี้ว่า การกระทำของเขาไม่ถูกต้อง เขาอาจจะรู้อยู่แล้วว่าตัวแทนของ “รัฐ” ที่ห่างไกลต้องมาบอกเขาว่าการกระทำนี้ไม่ถูกต้อง แล้วเขาก็อาจจะมีวิธีการหลบเลี่ยงมาตรการลงโทษที่อาจจะตามมาด้วยวิธีการต่างๆ แต่การที่เขาทำเช่นนี้ก็ต้องมาจากฐานคิดว่า เขาเชื่อว่าการกระทำของเขาในการช่วยเหลือพวกพ้องมาก่อน “รัฐ” นั้น ต้องเป็นการกระทำที่ถูกต้อง เพียงแต่ฝ่าย “รัฐ” บอกว่าไม่ถูก ซึ่งก็หมายความว่าในสายตาของเขานั้น ความถูกความผิดเป็นเพียงเรื่องของการต่อสู้กันเชิงอำนาจเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรที่ถูกจริงๆหรือผิดจริงๆ ซึ่งก็เป็นค่านิยมหรือความคิดของคนไทยจำนวนมากเช่นเดียวกัน การคิดว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ถูกจริงๆหรือผิดจริงๆนี้ก็เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งของการที่คอร์รัปชั่นยังไม่หมดสิ้นไปจากสังคมไทยอีกด้วย ตัวอย่างที่เห็นกันมากก็คือการทำผิดกฎจราจร ซึ่งโครงการวิจัยนี้ก็จะบอกว่าเป็นการคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่ง หลายคนคิดว่า เวลาทำผิดกฎจราจร เช่นไม่หยุดให้คนข้ามถนนตรงทางม้าลาย จะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อมีตำรวจมาจับเท่านั้น แต่หากไม่มีตำรวจก็จะไม่ผิด หรือในการทำผิดกรณีอื่นๆ หากถูกจับได้ก็ถือว่าผิด แต่หากจับไม่ได้ก็ไม่ผิด ความคิดแบบนี้ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทย และต้องใช้เวลานานในการแก้ไข สิ่งที่โครงการวิจัยนี้ตั้งใจจะทำก็คือ วิเคราะห์หาสาเหตุของความคิดแบบนี้ ซึ่งก็มาจากการไม่ลงรอยกันระหว่างระบบความคิดทางศีลธรรมสองแบบดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น

มิติอีกประการหนึ่งที่โครงการวิจัยนี้ศึกษาได้แก่มิติทางด้านการเมือง การเมืองคือเรื่องของอำนาจดังนั้นจึงเกี่ยวกับคอร์รัปชั่นโดยตรง เนื่องจากคอร์รัปชั่นจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีการใช้อำนาจ วาระสำคัญประการหนึ่งของสังคมไทยในระยะหลายปีที่ผ่านมา ก็คือทำอย่างไรที่จะหากลไกที่จะป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นในการใช้อำนาจทางการเมือง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของความวุ่นวายที่ประเทศไทยประสบมาเป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว สมมติฐานประการหนึ่งของโครงการวิจัยนี้ก็อยู่ที่ว่า การปกครองตามหลักของกฎหมายที่ถูกต้องชอบธรรม หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า “rule of law” เป็นคู่ตรงข้ามกับการคอร์รัปชั่น หมายความว่าหากมีการปกครองตามกฎหมาย หรือที่เรียกกันว่า “นิติธรรม” ก็จะเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันการคอร์รัปชั่นในมิติของการเมือง อย่างไรก็ตามการตั้งสมมติฐานเช่นนี้ก็เป็นเพียงอุดมคติเท่านั้น และจะไม่มีทางทำให้เกิดผลได้จริงในทางปฏิบัติหากไม่มีมาตรการที่เป็นเรื่องเฉพาะ และที่เป็นรูปธรรมที่จะทำให้เกิดผลได้จริง ดังนั้นโจทย์อีกข้อหนึ่งของโครงการวิจัยนี้จึงได้แก่การออกแบบมาตรการที่จะสร้างการปกครองตามกฎหมายให้เกิดขึ้นได้จริงในสังคมไทย และการหาวิธีการที่กฎหมายจะปกครองผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันมิให้การประพฤติมิชอบเกิดขึ้นได้ในระดับต่างๆ

การทำเช่นนี้ได้นั้นจำเป็นที่จะต้องศึกษาเพื่อให้เข้าใจถึงที่มาและหลักการเหตุผลของสังคมที่ปกครองตามหลักของกฎหมาย หรือสังคมที่กฎหมายเป็นใหญ่ (“นิติรัฐ”) และศึกษาถึงระบบและกลไกที่ทำให้สังคมแบบนี้น่าจะเป็นสังคมที่ปลอดจากคอร์รัปชั่นมากกว่าสังคมแบบอื่นๆ ลักษณะสำคัญของสังคมที่ปกครองแบบนิติรัฐก็คือว่าหลักการที่ใช้ในการปกครองนั้น เป็นที่รับรู้ของประชาชนทั่วไป ทั้งผู้ใช้อำนาจและผู้ที่ปฏิบัติตามต่างก็ต้องเดินตามหลักการหรือหลักกฎหมายที่มีการประกาศให้รับรู้กันทั่วไปนี้ทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้การใช้อำนาจของผู้ถืออำนาจจึงต้องเป็นไปตามหลักการ ซึ่งประชาชนทั่วไปก็จะคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ๆ ผู้ใช้อำนาจจะใช้อย่างไร สถานการณ์เช่นนี้เท่ากับว่าผู้ใช้อำนาจเองนั้นก็ไม่สามารถใช้อำนาจของตนเองไปตามอำเภอใจได้ แต่ต้องใช้อำนาจไปตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ เนื่องจากการบัญญัติกฎหมายที่ใช้เป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง เป็นการยังประโยชน์เพื่อส่วนรวมทั้งหมดหรือของรัฐ การใช้อำนาจไปเพื่อหาผลประโยชน์เข้าหาตนเองหรือพวกพ้อง จึงไม่สามารถทำได้เพราะจะขัดกับหลักการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เราเห็นกันอยู่ว่าแม้หลักการของการปกครองแบบนิติรัฐจะเป็นเช่นนี้ แต่ก็ยังมีช่องว่างระหว่างอุดมคติกับความเป็นจริงอยู่อย่างชัดเจน ซึ่งประเด็นนี้ได้กลายเป็นเรื่องสำคัญที่เป็นปัญหาในสังคมไทยมาเป็นเวลายาวนาน ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีระบบกฎหมายที่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปตามหลักการของการปกครองตามแบบนิติรัฐ แต่ก็มีปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้และการหาวิธีการต่างๆนานาที่จะหลบเลี่ยงหรือหาช่องว่างของกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องใกล้ชิด สาเหตุของเรื่องนี้มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามโครงการวิจัยนี้ก็จะเริ่มสืบสาวหาสาเหตุดังกล่าว เพื่อให้มาตรการแก้ไขปัญหาสามารถทำได้อย่างได้ผลจริงๆ ตัวอย่างเกี่ยวกับผู้อำนวยการโรงเรียนที่ใช้อำนาจมิชอบฝากเด็กเข้าเรียนก็อาจจะทำให้เรื่องนี้เข้าใจได้ชัดเจนขึ้น โดยทั่วไปโรงเรียนของรัฐจะมีหลักปฏิบัติที่ประกาศให้รับทราบกันทั่วไปเกี่ยวกับการรับนักเรียนเข้าเรียน วิธีการที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่ายก็คือการสอบแข่งขัน อย่างไรก็ตามหากผู้อำนวยการต้องการจะใช้อำนาจของตนเพื่อเอื้อประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง ก็อาจจะใช้วิธีการต่างๆเพื่อหลบเลี่ยงหรือตีความหลักปฏิบัติดังกล่าวนั้นเพื่อให้สามารถฝากเด็กที่คะแนนไม่ถึงให้เข้าไปเรียนได้ ตัวอย่างก็เช่นผู้อำนวยการอาจบอกให้เพิ่มคะแนนของเด็กคนนี้เป็นพิเศษ หรือมีการบอกข้อสอบล่วงหน้า หรือไม่เช่นนั้นก็อาจจะมีการแก้ไขกฎเกณฑ์เพื่อให้ลูกหลานของ “ผู้มีอุปการคุณ” แก่โรงเรียนสามารถเข้าเรียนได้เป็นกรณีพิเศษ โดยที่การพิจารณาว่า “อุปการคุณ” ดังกล่าวจะต้องมีปริมาณมากน้อยเพียงใด ก็อยู่ในดุลพินิจของผู้อำนวยการ หรือคณะกรรมการที่เห็นไปในทางเดียวกันกับผู้อำนวยการทั้งหมด เราจะเห็นว่ากรณีเช่นนี้เป็นเรื่องของการคอร์รัปชั่นอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นการบิดเบือนหรือเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของหลักปฏิบัติทั่วไป เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องโดยทำให้รัฐเสียหาย เหตุที่รัฐเสียหายก็คือว่า การที่รัฐตั้งโรงเรียนนี้ขึ้นมาก็เพื่อคัดเลือกนักเรียนที่มีความสามารถทางวิชาการเป็นพิเศษ (เพราะหากเป็นโรงเรียนธรรมดาที่รองรับนโยบายการศึกษาภาคบังคับ ก็จะต้องไม่มีการสอบคัดเลือกเพราะรัฐมีหน้าที่ให้การศึกษาแก่นักเรียนทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกอยู่แล้ว) เพื่อประโยชน์ในด้านต่างๆของรัฐเอง เช่นผลิตนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาชีพในสาขาวิชาชั้นสูงต่างๆ แต่หากมีการรับนักเรียนที่ความรู้ความสามารถไม่เข้าขั้น ก็จะทำให้วัตถุประสงค์ดังกล่าวต้องเสียไป มิติทางการเมืองของการคอร์รัปชั่นในกรณีนี้ก็คือ การใช้อำนาจที่มิชอบทั้งในระดับของผู้อำนวยการโรงเรียน (เช่นบอกข้อสอบล่วงหน้า) หรือในระดับของผู้ออกกฎเกณฑ์เอง (เช่นเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ที่ทำให้โรงเรียนรับบุตรหลานของ “ผู้มีอุปการคุณ” ได้ โดยขัดกับวัตถุประสงค์ของรัฐในการจัดตั้งโรงเรียนเช่นนี้มาตั้งแต่ต้น) จะเห็นได้ว่ามิติทางการเมืองจะไม่เหมือนกับมิติทางจริยธรรม ตรงที่ว่ามิติทางการเมืองเป็นเรื่องของกฎหมายและการใช้อำนาจ ส่วนมิติทางจริยธรรมเป็นเรื่องของจิตสำนึกและการคิดว่าการกระทำใดการกระทำหนึ่งเป็นเรื่องถูกหรือผิดตามมโนสำนึกของตนเองมากกว่า แต่ไม่ว่าจะอย่างไรมิติทั้งสองนี้ก็เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก

จะเห็นได้ว่าที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงมิติทั้งสองของการคอร์รัปชั่นนั้นจะพูดถึงรัฐมากเป็นพิเศษ ในโครงการวิจัยก็จะต้องมีการให้คำจำกัดความหรือทฤษฎีมารองรับว่า “รัฐ” ในความหมายที่พูดถึงในงานวิจัยนี้เป็นอย่างไร การอภิปรายในบทความนี้มีนัยยะอยู่ที่ว่า พฤติกรรมที่เข้าข่ายคอร์รัปชั่นได้แก่พฤติกรรมที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ แต่รัฐคือใครหรือคืออะไรกันแน่? คำตอบง่ายๆก็คือรัฐได้แก่หน่วยการปกครองในระดับสูงสุดที่ใช้อำนาจอธิปไตย มีเขตแดนที่เป็นที่ยอมรับรับรองของรัฐอื่นๆ แต่นั่นก็เป็นเพียงรูปแบบของรัฐตามที่ปรากฏเท่านั้น คนไทยหลายคนยังมีความคิดในทำนองว่า รัฐคือกลุ่มคนที่ห่างไกลจากตนเองที่เข้ามามีอำนาจเหนือกลุ่มของตนเองและที่ตนเองต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ตัวอย่างหนึ่งก็คือว่า คนขับรถจักรยานยนต์หลายคนจะเลี้ยวรถกลับหลังหัน หากเห็นว่าข้างหน้ามีตำรวจมาตั้งด่านอยู่ ในสายตาของเขาตำรวจเป็นตัวแทนของ “รัฐ” ที่เป็นกลุ่มอำนาจที่ห่างไกลจากตัวของเขาเอง ที่คอยมาบังคับขู่เข็ญเขาในทางต่างๆโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ (อย่าลืมว่าในสายตาของคนไทยหลายคน ไม่มีอะไรที่ถูกหรือผิดจริงๆดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ทุกอย่างเป็นเรื่องของอำนาจดิบๆทั้งสิ้น) ดังนั้นเวลาเขาเห็นตำรวจตั้งด่าน เขาจึงกลับรถไปทางอื่นเป็นธรรมชาติไม่ว่าในขณะนั้นเขาจะกำลังทำถูกหรือผิดกฎหมายอยู่ก็ตาม สิ่งที่คนไทยเหล่านี้ไม่ค่อยได้คิดก็คือว่า รัฐนั้นเองก็คือตัวของเขาเองรวมไปถึงกลุ่มพวกพ้องของเขาเอง พร้อมๆกับตัวตนของคนอื่นๆ การที่ตำรวจมาตั้งด่านก็เพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประชาชนทุกคน ไม่ใช่ว่ามาตั้งด่านเพื่อมาหาผลประโยชน์ส่วนตัวของตำรวจเอง ความเข้าใจว่ารัฐคืออะไรนี้เป็นรากฐานประการหนึ่งของการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะแทนที่เราจะคิดว่ารัฐคือตัวเอง ผลประโยชน์ของรัฐก็คือผลประโยชน์ของเราเอง เรากลับคิดว่าเป็นอย่างอื่น

เมื่อเราเห็นภาพรวมกว้างๆของมิติทางจริยธรรมและทางการเมืองของคอร์รัปชั่นแล้ว ต่อไปก็คือเสนอแนะแนวทางในการแก้ไข เรื่องนี้เป็นเรื่องซับซ้อนมาก แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนทัศนคติ ค่านิยม ความคิดความเชื่อ ตามมาด้วยมาตรการทางกฎหมาย อย่างไรก็ตามมาตรการทางกฎหมายอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ เพราะผู้คนจะหาทางหลบเลี่ยงอยู่เสมอและอาจเกิดความขัดแย้งกลายเป็นความรุนแรงขึ้นได้หากมาตรการนั้นเข้มงวดมากเกินไป แต่การเปลี่ยนความคิดความเชื่อเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ต้องอาศัยความอดทน ตั้งใจรอกว่าจะเห็นผล อย่างไรก็ตามหากไม่เริ่มที่จุดนี้ การเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่ปลอดจากคอร์รัปชั่น ก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้จริง