การนำเสนองานวิจัย

โพสนี้คงเป็นโพสสั้นๆครับ เพราะเรื่องนี้มีคนพูดไว้เยอะแล้ว ผมเองก็จำได้ว่าเคยพูดเคยเขียนเรื่องนี้ไว้ก่อนแล้ว ประเด็นก็คือว่า ในการนำเสนองานวิจัยในที่ประชุมวิชาการ เราไม่ควรพูดเรื่องความรู้พื้นฐานมากเกินไป แต่ให้เน้นไปที่ประเด็นหลักของงานของเราเลย ไม่เช่นนั้นการเสนอ งานวิจัย ของเราจะกลายเป็นการ สอนหนังสือ ไป แล้วงานประชุมวิชาการ ก็จะกลายเป็นที่ฝึกอบรมสอนความรู้พื้นฐานไป

งานประชุมวิชาการ หรือที่เรียกว่า conference ในภาษาอังกฤษ เป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของชีวิตนักวิชาการ เพราะเป็นที่ที่นักวิชาการที่สนใจเรื่องเดียวกันมาพบปะกัน มาแลกเปลี่ยนผลงานใหม่ๆของตนเอง ซึ่งทำให้เกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกัน หัวใจของงานประชุมแบบ conference จึงเป็นการที่นักวิชาการมาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ไม่ใช่ที่ให้นักเรียนมาเรียนสิ่งเก่าๆ ซึ่งอย่างหลังนี้มีที่ทางของมันเองอยู่แล้ว คือห้องเรียนและการเรียนในหลักสูตร บทความที่มาเสนอใน conference จึงเป็นผลการศึกษาที่กำลังจะพัฒนาไปเป็นบทความวิจัยที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการในท้ายที่สุด แล้วนอกจากนี้ การประชุมวิชาการยังมีเวลาจำกัดมาก ตามปกติจะมีเวลาให้แต่ละคนนำเสนอได้เพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้น บวกเวลาสำหรับถามตอบอีก 10 นาที

ในเวลาอันจำกัดนี้ แน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะพูดถึงความรู้ทุกอย่างที่เรารู้ได้หมด ดังนั้นเราต้องมีการบริหารจัดการ ข้อเสนอของผมมีดังนี้

ข้อแรกคือ พยายามใช้เวลากับการปูพื้นให้น้อยที่สุด การปูพื้นถึงแม้ว่าจะเป็นอย่างที่ผมได้พูดไว้ข้างต้น แต่ก็ยังจำเป็นอยู่ในฐานะที่เครื่องมือในการเกริ่นนำผู้ฟังไปสู่ประเด็นหลักของเรา แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเรามีเวลาแค่ 20 นาที การเกริ่มนำหรือปูพื้นไม่ควรเกิน 5 นาที โดยเราพูดถึงปัญหาหรือโจทย์หลักในการทำวิจัย ความสำคัญของโจทย์นี้ต่อวงการวิชาการ ตัวอย่างเช่นสมมติว่าเราเสนองานวิจัยที่เปรียบเทียบทรรศนะเกี่ยวกับตัวตนของฮิวม์กับของพุทธศาสนา เราก็เริ่มจากพูดถึงว่าปัญหาตัวตนในอภิปรัชญาเป็นอย่างไร (พื้นความรู้) แล้วก็ตามมาด้วยเรื่องความสำคัญของปัญหา คือทำไมถึงต้องมาเปรียบเทียบฮิวม์กับพุทธปรัชญาในเรื่องตัวตน การเปรียบเทียบนี้ทำให้เราเข้าใจปัญหาใหญ่ในอภิปรัชญาว่าอย่างไร และทำให้เข้าใจทั้งฮิวม์และพุทธปรัชญาในแง่มุมใหม่อย่างไร

ต่อจากนั้นเราก็พูดถึงโจทย์วิจัยเฉพาะของงานเราเอง ซึ่งประกอบด้วยการเปรียบเทียบของเรา แตกต่างจากที่นักวิชาการคนอื่นๆได้เปรียบเทียบฮิวม์กับพุทธศาสนาไว้อย่างไรบ้าง การพูดตรงนี้เราจำเป็นต้องอ้างอิงงานของนักวิชาการที่ทำไว้ก่อนหน้า ซึ่งจะเป็นการแสดงว่าเราวางตำแหน่งงานของเราไว้อย่างไร ตรงนี้สำคัญมากๆ เพราะจะเป็นการพิสูจน์ว่างานของเราไม่เหมือนของใครอื่นเลย และมีคุณค่ามากพอที่จะได้รับการบันทึกไว้ในแหล่งความรู้ และที่สำคัญมากที่สุดคือ ทำให้ผู้ฟังเห็นภาพว่างานของเรามีจุดเด่นอย่างไร

ขั้นตอนที่กล่าวมาข้างต้นไม่ควรใช้เวลาเกิน 10 นาที ใน 10 นาทีที่เหลือของการนำเสนอ เราก็พูดถึงรายละเอียดของการเปรียบเทียบของเราเอง โดยเราตีความทั้งฮิวม์และพุทธศาสนาตามที่ได้เกริ่นไว้โดยในขั้นนี้เราจะลงรายละเอียด เช่นอาจมีนักวิชาการที่ปฏิเสธว่าฮิวม์มีทรรศนะที่ “คงเส้นคงวา” เกี่ยวกับตัวตน ดังนั้นเอาไปเปรียบกับใครไม่ได้ แต่ผู้วิจัยเสนอว่าฮิวม์ที่ทรรศนะที่คงเส้นคงวา อะไรแบบนี้ โดยมีหลักฐานประกอบ ไม่ใช่พูดลอยๆเฉยๆ การตีความพุทธปรัชญาเกี่ยวกับเรื่องตัวตนก็แบบเดียวกัน

David Hume
เดวิด ฮิวม์

พูดสั้นๆก็คือว่า การนำเสนองานวิจัยในที่ประชุม conference ไม่ใช่การสอนหนังสือ และคนฟังก็ไม่ใช่นักเรียนหรือนักศึกษา แต่เป็นนักวิชาการ เป็นอาจารย์ด้วยกันทั้งนั้น ถึาเริ่มต้นจากการเข้าใจความจริงพื้นฐานข้อนี้ การนำเสนอของเราก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่น่ามีปัญหาอุปสรรคอะไร

มิติทางจริยธรรมและปรัชญาการเมืองของคอร์รัปชั่น

อันนี้เป็นบทความของผมที่ลงในวารสารของ ป.ป.ช. ครับ ส่วนเล่มที่เลขที่เลขหน้าเท่าไหร่ ต้องไปค้น เพราะเค้ายังไม่ได้บอก บอกแต่ว่าพิมพ์แล้ว ผมเห็นว่าอาจมีประโยชน์เลยมาเอามาลงให้ดูกันตรงนี้ด้วยครับ

***

มิติทางจริยธรรมและการเมืองของการคอร์รัปชั่น

โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์
ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ในหลายปีที่ผ่านมา สังคมรู้จักคำภาษาอังกฤษว่า “คอร์รัปชั่น” (corruption) เป็นอย่างดี จนกล่าวได้ว่าคำนี้ได้กลายมาเป็นคำหนึ่งในภาษาไทยไปแล้ว คำนี้มีผู้พยายามแปลเป็นไทยอยู่หลายคำ เช่น “ทุจริตประพฤติมิชอบ” หรือ “ฉ้อราษฎร์บังหลวง” แต่ไม่ถึงกับเป็นที่นิยมมากนัก เนื่องจากคำว่า “คอร์รัปชั่น” มีการใช้กันมาก จนแทบจะไม่มีผู้พูดภาษาไทยคนใดไม่รู้จักคำนี้ ผู้เขียนจึงจะใช้คำนี้ในบทความนี้ ซึ่งเป็นการอภิปรายเกี่ยวกับมิติทางจริยธรรมกับการเมืองของการคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยที่ผู้เขียนกำลังทำอยู่ อันมีวัตถุประสงค์ในการสืบสาวไปถึงต้นตอและคำอธิบายในระดับรากฐานของการคอร์รัปชั่น โดยเฉพาะในสังคมไทย โดยมองไปที่สองมิติดังกล่าวนี้เป็นหลัก บทความนี้เป็นการอภิปรายในระดับเบื้องต้นเกี่ยวกับมิติทั้งสองนี้รวมไปถึงความสำคัญของการเน้นหนักที่มิติเหล่านี้ เพื่อนำไปสู่การเข้าใจปรากฏการณ์คอร์รัปชั่นที่ลุ่มลึก อันจะเป็นแนวทางสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน

ก่อนอื่นก็ต้องอธิบายความหมายของ “มิติทางจริยธรรม” กับ “มิติทางปรัชญาการเมือง” เสียก่อน โดยทั่วไป “จริยธรรม” มักใช้เป็นคำแปลของคำภาษาอังกฤษคือ “morality” ซึ่งหมายถึงระบบคุณค่าหรือระบบศีลธรรมของสังคมใดสังคมหนึ่ง เช่นระบบศีลธรรมของสังคมไทยจะมีที่มาจากคำสอนของพุทธศาสนาเป็นหลัก ดังนั้นระบบศีลธรรมของพุทธศาสนาก็รับมาเป็นระบบศีลธรรมของสังคมไทยด้วย คำๆนี้ต่างจากคำว่า “ethics” ซึ่งแปลว่า “จริยศาสตร์” และหมายถึงวิชาที่เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญาที่มุ่งศึกษาปัญหาเกี่ยวกับความดีความถูกต้องของการกระทำ เมื่อเป็นเช่นนี้ มิติทางจริยธรรมของคอร์รัปชั่นจึงหมายถึงว่าการคอร์รัปชั่นมีความสัมพันธ์อย่างไรกับระบบศีลธรรมหรือระบบคุณค่าที่สังคมยึดถืออยู่ หากมีการกระทำแบบหนึ่งที่สังคมโลกโดยทั่วไปถือว่าเป็นการคอร์รัปชั่น แต่ระบบศีลธรรมหรือคุณค่าในสังคมท้องถิ่นยังถือว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง ปัญหาคือว่าเราจะแก้ปัญหาความขัดแย้งตรงนี้ได้อย่างไร สมมติฐานหนึ่งของโครงการวิจัยที่ผมกำลังทำอยู่นี้ก็คือว่า การแก้ปัญหาตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะทำให้การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นเป็นไปได้จริง ตัวอย่างของความขัดแย้งดังกล่าวนี้ก็มีเช่น ข้าราชการผู้หนึ่งใช้อำนาจที่ตนมีอยู่ แสวงหาผลประโยชน์ให้แก่พวกพ้องของตนเอง โดยทำให้รัฐเสียประโยชน์ เราจะเห็นว่าเรื่องแบบนี้มีมาตลอดในสังคมไทย แล้วก็ดูเหมือนว่าจะเกิดในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับหมู่บ้านไปจนถึงระดับชาติ สมมติฐานประการหนึ่งก็คือว่า สาเหตุที่การคอร์รัปชั่นแบบนี้เกิดขึ้นแพร่หลายในทุกระดับของสังคมไทย ก็เป็นเพราะว่าสังคมไทยเป็นสังคมของพวกพ้องเป็นสำคัญ หมายความว่าเครือข่ายความสัมพันธ์ของคนไทยคนหนึ่งนั้น ขึ้นกับว่าเขาเป็นเพื่อนของใคร เขาอยู่ในฐานะใดในชุมชนเล็กๆซึ่งเป็นเครือข่ายพวกพ้อง และ “การทำดี” ก็เข้าใจกันมายาวนานว่า เป็นการกระทำที่ให้ประโยชน์แก่พวกพ้องเพื่อนฝูงวงศาคณาญาติของตนเอง มากกว่าจะเป็นการกระทำที่ยังประโยชน์ให้แก่ “รัฐ” ซึ่งในสายตาของคนไทยแต่ดั้งเดิม ก็คืออะไรก็ไม่รู้ เป็นนามธรรม ห่างไกลจากตนเองและกลุ่มพรรคพวกของตัวเองมาก ยิ่งเมื่อรัฐไทยมีความซับซ้อนมากขึ้นกลายเป็นรัฐสมัยใหม่ที่มีระบบบริหารจัดการที่ไม่เป็นเรื่องของบุคคล (impersonal) ก็ยิ่งห่างเหินจากความเข้าใจพื้นฐานของผู้ที่มาทำงานเป็นข้าราชการออกไปมาก เราจะเห็นรูปแบบการทำคอร์รัปชั่นแบบนี้ในหลากหลายวงการ เช่นการฝากลูกเข้าเรียนในโรงเรียน ก็อาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้อำนวยการซึ่งมีอำนาจสั่งการ โดยมีการตอบแทนแลกเปลี่ยนกับการที่ผู้อำนวยการใช้อำนาจฝากนักเรียนคนนี้เข้าเรียนในรูปแบบต่างๆ ตามหลักการของการบริหารจัดการรัฐแบบสมัยใหม่ การทำเช่นนี้ของผู้อำนวยการเป็นการคอร์รัปชั่นอย่างชัดเจน แต่ในสายตาของคนไทยทั่วไปผู้อำนวยการกำลังทำความดีให้แก่พวกพ้องของตนเอง ที่นำลูกมาฝาก และตัวอย่างอื่นๆก็เป็นแบบเดียวกัน จะเห็นได้ว่ารากเหง้าของปัญหานี้อยู่ที่ทรรศนะที่ต่างกันเกี่ยวกับ “ความดี” ความดีคือการทำประโยชน์ให้แก่พวกพ้องของตนเอง ที่ตนเองรู้จักทั้งหมด หรือว่าทำประโยชน์ให้แก่ “รัฐ” ที่ประกอบด้วยใครก็ไม่รู้ ไม่รู้จักกันมาก่อน มิติทางจริยธรรมของการคอร์รัปชั่นจะวนเวียนอยู่กับปัญหานี้เป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นปัญหาสำคัญของสังคมไทย อาจกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า มิติทางจริยธรรมของคอร์รัปชั่นประกอบด้วยความเข้าใจที่แตกต่างกันเกี่ยวกับ “ความดี” หรือการเป็น “คนดี”

สาเหตุที่เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในสังคมไทยก็คือว่า คนที่ทำคอร์รัปชั่นอาจจะไม่ได้คิดว่าตนเองกำลังทำความผิดอยู่ก็ได้ หรืออย่างน้อยเขาก็อาจคิดว่า สิ่งที่เขาทำนั้น คนอื่นที่ไม่รู้จัก ที่เป็นส่วนหนึ่งของรัฐ หรือคนห่างไกล อาจมองว่าเป็นความผิด แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาเชื่อว่าสิ่งที่เขาทำเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะเขาทำสิ่งดีๆให้แก่คนใกล้ชิดและพวกพ้องของเขาเอง ซึ่งพวกพ้องก็จะตอบแทนการช่วยเหลือของเขาในภายหลัง และที่สำคัญก็คือจะยกย่องการกระทำของเขาเนื่องจากการกระทำนี้ยังประโยชน์ให้แก่พรรคพวก หากเป็นเช่นนี้ การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นก็จะไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเพียงแค่ไปบอกผู้ใช้อำนาจคนนี้ว่า การกระทำของเขาไม่ถูกต้อง เขาอาจจะรู้อยู่แล้วว่าตัวแทนของ “รัฐ” ที่ห่างไกลต้องมาบอกเขาว่าการกระทำนี้ไม่ถูกต้อง แล้วเขาก็อาจจะมีวิธีการหลบเลี่ยงมาตรการลงโทษที่อาจจะตามมาด้วยวิธีการต่างๆ แต่การที่เขาทำเช่นนี้ก็ต้องมาจากฐานคิดว่า เขาเชื่อว่าการกระทำของเขาในการช่วยเหลือพวกพ้องมาก่อน “รัฐ” นั้น ต้องเป็นการกระทำที่ถูกต้อง เพียงแต่ฝ่าย “รัฐ” บอกว่าไม่ถูก ซึ่งก็หมายความว่าในสายตาของเขานั้น ความถูกความผิดเป็นเพียงเรื่องของการต่อสู้กันเชิงอำนาจเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรที่ถูกจริงๆหรือผิดจริงๆ ซึ่งก็เป็นค่านิยมหรือความคิดของคนไทยจำนวนมากเช่นเดียวกัน การคิดว่าในโลกนี้ไม่มีอะไรที่ถูกจริงๆหรือผิดจริงๆนี้ก็เป็นสาเหตุอีกประการหนึ่งของการที่คอร์รัปชั่นยังไม่หมดสิ้นไปจากสังคมไทยอีกด้วย ตัวอย่างที่เห็นกันมากก็คือการทำผิดกฎจราจร ซึ่งโครงการวิจัยนี้ก็จะบอกว่าเป็นการคอร์รัปชั่นอย่างหนึ่ง หลายคนคิดว่า เวลาทำผิดกฎจราจร เช่นไม่หยุดให้คนข้ามถนนตรงทางม้าลาย จะเป็นความผิดก็ต่อเมื่อมีตำรวจมาจับเท่านั้น แต่หากไม่มีตำรวจก็จะไม่ผิด หรือในการทำผิดกรณีอื่นๆ หากถูกจับได้ก็ถือว่าผิด แต่หากจับไม่ได้ก็ไม่ผิด ความคิดแบบนี้ฝังรากลึกอยู่ในสังคมไทย และต้องใช้เวลานานในการแก้ไข สิ่งที่โครงการวิจัยนี้ตั้งใจจะทำก็คือ วิเคราะห์หาสาเหตุของความคิดแบบนี้ ซึ่งก็มาจากการไม่ลงรอยกันระหว่างระบบความคิดทางศีลธรรมสองแบบดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น

มิติอีกประการหนึ่งที่โครงการวิจัยนี้ศึกษาได้แก่มิติทางด้านการเมือง การเมืองคือเรื่องของอำนาจดังนั้นจึงเกี่ยวกับคอร์รัปชั่นโดยตรง เนื่องจากคอร์รัปชั่นจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีการใช้อำนาจ วาระสำคัญประการหนึ่งของสังคมไทยในระยะหลายปีที่ผ่านมา ก็คือทำอย่างไรที่จะหากลไกที่จะป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่นในการใช้อำนาจทางการเมือง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของความวุ่นวายที่ประเทศไทยประสบมาเป็นเวลาเกือบสิบปีแล้ว สมมติฐานประการหนึ่งของโครงการวิจัยนี้ก็อยู่ที่ว่า การปกครองตามหลักของกฎหมายที่ถูกต้องชอบธรรม หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า “rule of law” เป็นคู่ตรงข้ามกับการคอร์รัปชั่น หมายความว่าหากมีการปกครองตามกฎหมาย หรือที่เรียกกันว่า “นิติธรรม” ก็จะเป็นกลไกที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการป้องกันการคอร์รัปชั่นในมิติของการเมือง อย่างไรก็ตามการตั้งสมมติฐานเช่นนี้ก็เป็นเพียงอุดมคติเท่านั้น และจะไม่มีทางทำให้เกิดผลได้จริงในทางปฏิบัติหากไม่มีมาตรการที่เป็นเรื่องเฉพาะ และที่เป็นรูปธรรมที่จะทำให้เกิดผลได้จริง ดังนั้นโจทย์อีกข้อหนึ่งของโครงการวิจัยนี้จึงได้แก่การออกแบบมาตรการที่จะสร้างการปกครองตามกฎหมายให้เกิดขึ้นได้จริงในสังคมไทย และการหาวิธีการที่กฎหมายจะปกครองผู้คนได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันมิให้การประพฤติมิชอบเกิดขึ้นได้ในระดับต่างๆ

การทำเช่นนี้ได้นั้นจำเป็นที่จะต้องศึกษาเพื่อให้เข้าใจถึงที่มาและหลักการเหตุผลของสังคมที่ปกครองตามหลักของกฎหมาย หรือสังคมที่กฎหมายเป็นใหญ่ (“นิติรัฐ”) และศึกษาถึงระบบและกลไกที่ทำให้สังคมแบบนี้น่าจะเป็นสังคมที่ปลอดจากคอร์รัปชั่นมากกว่าสังคมแบบอื่นๆ ลักษณะสำคัญของสังคมที่ปกครองแบบนิติรัฐก็คือว่าหลักการที่ใช้ในการปกครองนั้น เป็นที่รับรู้ของประชาชนทั่วไป ทั้งผู้ใช้อำนาจและผู้ที่ปฏิบัติตามต่างก็ต้องเดินตามหลักการหรือหลักกฎหมายที่มีการประกาศให้รับรู้กันทั่วไปนี้ทั้งหมด เมื่อเป็นเช่นนี้การใช้อำนาจของผู้ถืออำนาจจึงต้องเป็นไปตามหลักการ ซึ่งประชาชนทั่วไปก็จะคาดการณ์ล่วงหน้าได้ว่าในสถานการณ์เช่นนี้ๆ ผู้ใช้อำนาจจะใช้อย่างไร สถานการณ์เช่นนี้เท่ากับว่าผู้ใช้อำนาจเองนั้นก็ไม่สามารถใช้อำนาจของตนเองไปตามอำเภอใจได้ แต่ต้องใช้อำนาจไปตามที่กฎหมายบัญญัติให้อำนาจไว้เท่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ เนื่องจากการบัญญัติกฎหมายที่ใช้เป็นหลักในการปกครองบ้านเมือง เป็นการยังประโยชน์เพื่อส่วนรวมทั้งหมดหรือของรัฐ การใช้อำนาจไปเพื่อหาผลประโยชน์เข้าหาตนเองหรือพวกพ้อง จึงไม่สามารถทำได้เพราะจะขัดกับหลักการดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม เราเห็นกันอยู่ว่าแม้หลักการของการปกครองแบบนิติรัฐจะเป็นเช่นนี้ แต่ก็ยังมีช่องว่างระหว่างอุดมคติกับความเป็นจริงอยู่อย่างชัดเจน ซึ่งประเด็นนี้ได้กลายเป็นเรื่องสำคัญที่เป็นปัญหาในสังคมไทยมาเป็นเวลายาวนาน ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีระบบกฎหมายที่ดูเหมือนว่าจะเป็นไปตามหลักการของการปกครองตามแบบนิติรัฐ แต่ก็มีปัญหาเกี่ยวกับการบังคับใช้และการหาวิธีการต่างๆนานาที่จะหลบเลี่ยงหรือหาช่องว่างของกฎหมายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องใกล้ชิด สาเหตุของเรื่องนี้มีความซับซ้อนอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามโครงการวิจัยนี้ก็จะเริ่มสืบสาวหาสาเหตุดังกล่าว เพื่อให้มาตรการแก้ไขปัญหาสามารถทำได้อย่างได้ผลจริงๆ ตัวอย่างเกี่ยวกับผู้อำนวยการโรงเรียนที่ใช้อำนาจมิชอบฝากเด็กเข้าเรียนก็อาจจะทำให้เรื่องนี้เข้าใจได้ชัดเจนขึ้น โดยทั่วไปโรงเรียนของรัฐจะมีหลักปฏิบัติที่ประกาศให้รับทราบกันทั่วไปเกี่ยวกับการรับนักเรียนเข้าเรียน วิธีการที่เป็นธรรมสำหรับทุกฝ่ายก็คือการสอบแข่งขัน อย่างไรก็ตามหากผู้อำนวยการต้องการจะใช้อำนาจของตนเพื่อเอื้อประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง ก็อาจจะใช้วิธีการต่างๆเพื่อหลบเลี่ยงหรือตีความหลักปฏิบัติดังกล่าวนั้นเพื่อให้สามารถฝากเด็กที่คะแนนไม่ถึงให้เข้าไปเรียนได้ ตัวอย่างก็เช่นผู้อำนวยการอาจบอกให้เพิ่มคะแนนของเด็กคนนี้เป็นพิเศษ หรือมีการบอกข้อสอบล่วงหน้า หรือไม่เช่นนั้นก็อาจจะมีการแก้ไขกฎเกณฑ์เพื่อให้ลูกหลานของ “ผู้มีอุปการคุณ” แก่โรงเรียนสามารถเข้าเรียนได้เป็นกรณีพิเศษ โดยที่การพิจารณาว่า “อุปการคุณ” ดังกล่าวจะต้องมีปริมาณมากน้อยเพียงใด ก็อยู่ในดุลพินิจของผู้อำนวยการ หรือคณะกรรมการที่เห็นไปในทางเดียวกันกับผู้อำนวยการทั้งหมด เราจะเห็นว่ากรณีเช่นนี้เป็นเรื่องของการคอร์รัปชั่นอย่างชัดเจน เนื่องจากเป็นการบิดเบือนหรือเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของหลักปฏิบัติทั่วไป เพื่อเอื้อประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้องโดยทำให้รัฐเสียหาย เหตุที่รัฐเสียหายก็คือว่า การที่รัฐตั้งโรงเรียนนี้ขึ้นมาก็เพื่อคัดเลือกนักเรียนที่มีความสามารถทางวิชาการเป็นพิเศษ (เพราะหากเป็นโรงเรียนธรรมดาที่รองรับนโยบายการศึกษาภาคบังคับ ก็จะต้องไม่มีการสอบคัดเลือกเพราะรัฐมีหน้าที่ให้การศึกษาแก่นักเรียนทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกอยู่แล้ว) เพื่อประโยชน์ในด้านต่างๆของรัฐเอง เช่นผลิตนักวิทยาศาสตร์ นักวิชาชีพในสาขาวิชาชั้นสูงต่างๆ แต่หากมีการรับนักเรียนที่ความรู้ความสามารถไม่เข้าขั้น ก็จะทำให้วัตถุประสงค์ดังกล่าวต้องเสียไป มิติทางการเมืองของการคอร์รัปชั่นในกรณีนี้ก็คือ การใช้อำนาจที่มิชอบทั้งในระดับของผู้อำนวยการโรงเรียน (เช่นบอกข้อสอบล่วงหน้า) หรือในระดับของผู้ออกกฎเกณฑ์เอง (เช่นเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ที่ทำให้โรงเรียนรับบุตรหลานของ “ผู้มีอุปการคุณ” ได้ โดยขัดกับวัตถุประสงค์ของรัฐในการจัดตั้งโรงเรียนเช่นนี้มาตั้งแต่ต้น) จะเห็นได้ว่ามิติทางการเมืองจะไม่เหมือนกับมิติทางจริยธรรม ตรงที่ว่ามิติทางการเมืองเป็นเรื่องของกฎหมายและการใช้อำนาจ ส่วนมิติทางจริยธรรมเป็นเรื่องของจิตสำนึกและการคิดว่าการกระทำใดการกระทำหนึ่งเป็นเรื่องถูกหรือผิดตามมโนสำนึกของตนเองมากกว่า แต่ไม่ว่าจะอย่างไรมิติทั้งสองนี้ก็เกี่ยวพันกันอย่างแยกไม่ออก

จะเห็นได้ว่าที่ผู้เขียนได้กล่าวถึงมิติทั้งสองของการคอร์รัปชั่นนั้นจะพูดถึงรัฐมากเป็นพิเศษ ในโครงการวิจัยก็จะต้องมีการให้คำจำกัดความหรือทฤษฎีมารองรับว่า “รัฐ” ในความหมายที่พูดถึงในงานวิจัยนี้เป็นอย่างไร การอภิปรายในบทความนี้มีนัยยะอยู่ที่ว่า พฤติกรรมที่เข้าข่ายคอร์รัปชั่นได้แก่พฤติกรรมที่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ แต่รัฐคือใครหรือคืออะไรกันแน่? คำตอบง่ายๆก็คือรัฐได้แก่หน่วยการปกครองในระดับสูงสุดที่ใช้อำนาจอธิปไตย มีเขตแดนที่เป็นที่ยอมรับรับรองของรัฐอื่นๆ แต่นั่นก็เป็นเพียงรูปแบบของรัฐตามที่ปรากฏเท่านั้น คนไทยหลายคนยังมีความคิดในทำนองว่า รัฐคือกลุ่มคนที่ห่างไกลจากตนเองที่เข้ามามีอำนาจเหนือกลุ่มของตนเองและที่ตนเองต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ตัวอย่างหนึ่งก็คือว่า คนขับรถจักรยานยนต์หลายคนจะเลี้ยวรถกลับหลังหัน หากเห็นว่าข้างหน้ามีตำรวจมาตั้งด่านอยู่ ในสายตาของเขาตำรวจเป็นตัวแทนของ “รัฐ” ที่เป็นกลุ่มอำนาจที่ห่างไกลจากตัวของเขาเอง ที่คอยมาบังคับขู่เข็ญเขาในทางต่างๆโดยใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือ (อย่าลืมว่าในสายตาของคนไทยหลายคน ไม่มีอะไรที่ถูกหรือผิดจริงๆดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ทุกอย่างเป็นเรื่องของอำนาจดิบๆทั้งสิ้น) ดังนั้นเวลาเขาเห็นตำรวจตั้งด่าน เขาจึงกลับรถไปทางอื่นเป็นธรรมชาติไม่ว่าในขณะนั้นเขาจะกำลังทำถูกหรือผิดกฎหมายอยู่ก็ตาม สิ่งที่คนไทยเหล่านี้ไม่ค่อยได้คิดก็คือว่า รัฐนั้นเองก็คือตัวของเขาเองรวมไปถึงกลุ่มพวกพ้องของเขาเอง พร้อมๆกับตัวตนของคนอื่นๆ การที่ตำรวจมาตั้งด่านก็เพื่ออำนวยความสะดวกและรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้แก่ประชาชนทุกคน ไม่ใช่ว่ามาตั้งด่านเพื่อมาหาผลประโยชน์ส่วนตัวของตำรวจเอง ความเข้าใจว่ารัฐคืออะไรนี้เป็นรากฐานประการหนึ่งของการทุจริตคอร์รัปชั่น เพราะแทนที่เราจะคิดว่ารัฐคือตัวเอง ผลประโยชน์ของรัฐก็คือผลประโยชน์ของเราเอง เรากลับคิดว่าเป็นอย่างอื่น

เมื่อเราเห็นภาพรวมกว้างๆของมิติทางจริยธรรมและทางการเมืองของคอร์รัปชั่นแล้ว ต่อไปก็คือเสนอแนะแนวทางในการแก้ไข เรื่องนี้เป็นเรื่องซับซ้อนมาก แต่อย่างไรก็ตามก็ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนทัศนคติ ค่านิยม ความคิดความเชื่อ ตามมาด้วยมาตรการทางกฎหมาย อย่างไรก็ตามมาตรการทางกฎหมายอย่างเดียวไม่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้ เพราะผู้คนจะหาทางหลบเลี่ยงอยู่เสมอและอาจเกิดความขัดแย้งกลายเป็นความรุนแรงขึ้นได้หากมาตรการนั้นเข้มงวดมากเกินไป แต่การเปลี่ยนความคิดความเชื่อเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลา ต้องอาศัยความอดทน ตั้งใจรอกว่าจะเห็นผล อย่างไรก็ตามหากไม่เริ่มที่จุดนี้ การเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่ปลอดจากคอร์รัปชั่น ก็ยากที่จะเกิดขึ้นได้จริง

การประชุมใหญ่ประจำปีของสมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย 2559

23-24 ธันวาคม พ.ศ. 2559 คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

วันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559

seajo_web_still
จอห็น เซิร์ล

8.30-8.45 ลงทะเบียน
8.45-9.00 อธิการบดีมหาวิทยาลัยบูรพากล่าวพิธีเปิด
9.00-09.45 ปาฐกถา “จอห์น เซิร์ลกับทรรศนะเกี่ยวกับตัวตนของพุทธศาสนา”, ศ.ดร. โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ นายกสมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย

09.45-10.00 พักรับประทานอาหารว่าง

10.00 – 12.00 เสนอบทความ

ห้องที่ 1

1 กระบวนการสื่อสารระหว่างบุคคลตามหลักพระพุทธศาสนา
ดร.อำนาจ ยอดทอง
ภาควิชามนุษยศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

2 ไม่มีคำถามสำหรับมาคันทิยา : พินิจความเป็นธรรมผ่านความเงียบของเหล่าภิกษุในอรรถกถาธรรมบท เรื่อง “วิฑูฑภะ” และ “สามาวดี”
ผศ.ดร.ชาญณรงค์ บุญหนุน
ภาควิชาปรัชญา มหาวิทยาลัยศิลปากร

3 ต้นกำเนิดความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์ในอัคคัญญสูตร
มงคล เทพเกษตรกุล
นิสิตหลักสูตรพุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระไตรปิฎกศึกษา) มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย

4 อัตลักษณ์และความขัดแย้งในพุทธเถรวาทไทย
วัลลภ ภุมรา
นักศึกษาปริญญาโท สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

ห้อง 2

1 การรื้อสร้าง “ครู”
ผศ. ชัชชัย คุ้มทวีพร มหาวิทยาลัยรังสิต

2 การลักลอกงานทางปัญญาในฐานะอุปสรรคที่ 4 ต่อการทำงานทางปรัชญา: บทไตร่ตรองอุปสรรคต่อการทำงานทางปรัชญาในทรรศนะของมารค ตามไท
ยุทธศิลป์ อร่ามศรี

3 สำรวจฮิวริสติกส์ในฐานะการอ้างเหตุผลอีกรูปแบบหนึ่งของมนุษย์
ธนัชชนม์ ธนาธิป-ปริพัฒน์

4 สองแนวคิดของความยุติธรรมทางสังคม เพื่ออยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข
มงคล เทียนประเทืองชัย
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต

12.00-13.00 พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00-14.30 ปาฐกถา ความยุติธรรมในทัศนะของพระพุทธเจ้า โดย ศ.ดร สมภาร พรมทา

14.30-14.45 พักรับประทานอาหารว่าง

14.45-15.45 เสนอบทความ

ห้อง 1

1 ปรัชญาคณิตศาสตร์ในยุคปัจจุบัน: ความรู้ทางคณิตศาสตร์แตกต่างไปจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์หรือไม่?
ขวัญตา ทรัพย์สินบูรณะ
นิสิตระดับปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาปรัชญา ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

2 วิพากษ์ทฤษฎีอุปลักษณ์ของจอร์จ เลคอฟ
รศ.จริยา นวลนิรันดร์
คณะมนุษยศาสตร์และประยุกต์ศิลป์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ห้อง 2

1 “คนชายขอบ … กับ…คำตอบของความเป็นธรรม” มุมมองที่หลากหลายกับใจที่รอคอย..
พิมพลักษณ์ ไชยเศรษฐ
สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสมุทรสงคราม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม

2 ความขัดแย้งแห่งรากเดียวกัน
ศุภมาศ อัครชัยพัฒนา
นักศึกษามหาบัณฑิต จารึกศึกษา ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

15.45-16.45 การประชุมสามัญประจำปี สมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย

วันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2559

8.30-9.00 ลงทะเบียน
9.00-10.30 เสวนาระหว่างศาสนา หัวข้อ “ศาสนากับการลงโทษ”
ดร. ชัยณรงค์ สีมันตะ มหาวิทยาลัยบูรพา
อาจารย์วรพงษ์ เจริญวงษ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี
คุณพ่อวิชัย โภคทวี พระสงฆ์คณะเยซูอิต

10.30-10.45 พักรับประทานอาหารว่าง

10.45-12.00 ความยุติธรรมทางเศรษฐกิจในกระแสโลกร่วมสมัยใต้อิทธิพลเทคโนโลยีพลิกธุรกิจ (disruptive technology)
ดร.ปิยฤดี ไชยพร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

12.00-13.00 อาหารกลางวัน

13.00-14.30 เสวนา “เครือข่ายสังคมออนไลน์(social network)กับการลงโทษทางสังคม ผศ.ดร. ศิรประภา ชวะนะญาณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ดร. เทพทวี โชควศิน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

14.30-14.45 รับประทานอาหารว่าง

14.45-16.45 เสนอบทความ

1 แนวคิดความยุติธรรมเชิงสังคมของ ฌอง-ปอล ซารตร์
ชุษณะ ปิ่นเงิน
ศูนย์ควบคุมการบินเชียงใหม่ สนามบินเชียงใหม่

2 แนวคิดอารมณ์ความรู้สึกยืดขยายของจิโอวานน่า โคลอมเบตตี้
ปิยณัฐ ประถมวงษ์
นักศึกษาปริญญาเอก สาขาปรัชญา สํานักวิชาสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยยวาหระลาลเนห์รู

2 ไลบ์นิซกับ Incompatibilism: การศึกษาจุดยืนของอาร์ แครนสตัน พอล
ยุทธศิลป์ อร่ามศรี
นิสิตระดับปริญญาโท สาขาปรัชญาและศาสนา ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

3 How Is Distributive Justice Possible?
Wanpat Youngmevittaya
Postgraduate of Politics, Philosophy and Economics, University of York, UK

4 สำรวจวิทยานิพนธ์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ในประเทศไทย
เจตน์ ตันติวณิชชานนท์
ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจริยศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล

16.45-17.00 พิธีปิด

ค่าลงทะเบียนสำหรับ นักศึกษา 400 บาท สมาชิกสมาคม 700 บาท บุคคลทั่วไป 800 บาท

สอบถามเพิ่มเติม Parsthailand@gmail.com

กำหนดการประชุม “อาริสโตเติลกับสังคมไทย”

กำหนดการประชุม “อาริสโตเติลกับสังคมไทย”

กำหนดการประชุม “อาริสโตเติลกับสังคมไทย” ออกมาแล้วครับ เนื้อหาเพียบ เราต้องเลื่อนการประชุมออกไปหนึ่งสัปดาห์เพราะทางสถานทูตกรีซไม่ว่างในวันที่ 13 – 14 สถานที่เปลี่ยนไปเป็นห้องประชุมชั่น 1 อาคารประสาานมิตร มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ที่ต้องย้ายจากจุฬาฯ ก็เพราะว่าในวันที่ 20 – 21 ตุลาคม จุฬาฯมีพิธีรับปริญญาครับ

โปรแกรมการประชุม “อาริสโตเติลกับสังคมไทย”
วันที่ 20-21 ตุลาคม พ.ศ. 2559
ห้องประชุมชั้น 1 อาคารประสานมิตร (อาคาร 3) มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร

วันพฤหัสบดีที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2559

9.00 – 9.30 น.     “หลักความเสมอภาค: มรดกทางปรัชญาของอาริสโตเติลในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย” ผู้นำเสนอ ฉัตรชัย เอมราช สำนักงานกฎหมายฉัตรชัย เอมราช ผู้ให้ความเห็น ผศ.ดร.วรยุทธ ศรีวรกุล คณะปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
9.30 – 10.00 น.     “อาริสโตเติลและสังคมประชาธิปไตยไทย” ผู้นำเสนอ ชญานิน นุ้ยสินธุ์ อักษรศาสตรมหาบัณฑิต ภาควิชาปรัชญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ให้ความเห็น อ. ดร. ปิยฤดี ไชยพร ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
10.00 – 10.15    พักน้ำชากาแฟ อาหารว่าง
10.15 – 11.15 น.    บทความพิเศษ: “อาริสโตเติลในเมืองไทย” ผู้นำเสนอ ศ. ดร. ไชยันต์ ไชยพร และ เอกลักษณ์ ไชยภูมี
11.15 – 12.15     บทความพิเศษ: “อาริสโตเติลกับสังคมไทย” ผู้นำเสนอ ผศ. ดร. วรยุทธ ศรีวรกุล
12.15 – 13.00    อาหารกลางวัน
13.00 – 15.00     เสวนาวิชาการ “อาริสโตเติลกับมนุษย์ในฐานะสัตว์การเมือง” (ช่วงแรก)
ผู้ร่วมอภิปราย: รศ. ดร. เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์, ผศ. ดร. เกษม เพ็ญภินันท์, ศ. ดร. โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์
ผู้ดำเนินการอภิปราย: ศ. ดร. ไชยันต์ ไชยพร
15.00 – 15.15    พักน้ำชากาแฟ อาหารว่าง
15.15 – 16.00    เสวนาวิชาการ “อาริสโตเติลกับมนุษย์ในฐานะสัตว์การเมือง” (ช่วงที่สอง)
วันศุกร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2559

8.45 – 9.00 hrs   Opening Ceremony
9.00 – 9.30 hrs    Welcome Addressม H. E. Pericles Boutos, Ambassador, Greek Embassy to Thailand
9.30 – 10.00 hrs    “Aristotle and Religious Issues in Thailand: Can The State Be Religiously Neutral?” Presenter: Wanpat Youngmevittaya, Postgraduate of Politics, Philosophy and Economics, University of York, UK, Commentator: Soraj Hongladarom, Department of Philosophy, Faculty of Arts, Chulalongkorn University
10.00 – 10.30    Welcome Reception organized by the Greek Embassy
10.30 – 12.00    Keynote Lecture, “Does Thailand Need More Aristotle, and Less Plato, to Navigate Today’s World?”Mark Tamthai, Department of Peace Studies, International College, Payap University
12.00 – 13.00 น.    Lunch
13.00 – 13:30 น.     “เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารกับการแบ่งความรู้ระหว่าง Techne และ Episteme” ผู้นำเสนอ อ. เจิด บรรดาศักดิ์ สาขาวิชาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์  ผู้ให้ความเห็น อ. ภูดิส ศิสิตศิชศักดิ์ ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
13:30 – 14.00     “เราหลงลืมอะไรบางอย่าง (?): ประชาธิปไตยแบบอาริสโตเติลกับรัฐธรรมนูญปี 2540” ผู้นำเสนอ ชุติเดช เมธีชุติกุล รัฐศาสตร์บัณฑิต (การเมืองการปกครอง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  ผู้ให้ความเห็น อ. ดร. พุฒวิทย์ บุนนาค ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
14.00 – 14:30     “สำรวจงานวิจัยและวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวกับอาริสโตเติลในสังคมไทย”  ผู้นำเสนอ เจตน์ ตันติวณิชชานนท์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาจริยศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล  ผู้ให้ความเห็น อ. ดร. เดโชพล เหมนาไลย ภาควิชาประวัติศาสตร์ ปรัชญา และวรรณคดีอังกฤษ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
14:30 – 15:00 น.     “ประวัติศาสตร์แห่งความไม่ต่อเนื่องของอาริสโตเติลในสยาม/ไทยจนถึงการเรียนตรรกศาสตร์”  ผู้นำเสนอ ธนัชชนม์ ธนาธิป-ปริพัฒน์ นักเขียน  ผู้ให้ความเห็น อ. ดร. เทพทวี โชควศิน ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
15.00 – 15.15 น.    พักน้ำชากาแฟ อาหารว่าง
15:15 – 15:45 น.     “นิยาม “ความสุข…ในสังคมไทย” เป้าหมายสูงสุดที่แท้จริงในชีวิตมนุษย์ตามแนวคิดของอาริสโตเติล” ผู้นำเสนอ พิมพลักษณ์ ไชยเศรษฐ ผู้ให้ความเห็น อ. เจิด บรรดาศักดิ์ สาขาวิชาปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์
15:45 – 16:15 น.    “จดหมายถึงโทมาเซียส : ไลบ์นิซกับการประนีประนอมอาริสโตเติลกับปรัชญาสมัยใหม่” ผู้นำเสนอ ยุทธศิลป์ อร่ามศรี นิสิตระดับปริญญาโท ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  ผู้ให้ความเห็น อ.พิพัฒน์ สุยะ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร

การลงทะเบียน

กรุณาลงทะเบียนล่วงหน้าเนื่องจากที่นั่งมีจำกัด เราจะปิดรับการลงทะเบียนเมื่อมีผู้เข้าร่วมประชุมครบ 50 คนเท่านั้น ผู้ที่ประสงค์จะเข้าร่วมประชุมกรณาติดต่อ อ. เจิด บรรดาศักดิ์ Email: jerdonly@gmail.com ไม่มีค่าลงทะเบียน

การเดินทาง

ผู้เข้าร่วมประชุมสามารถเดินทางไปยัง มศว. ประสานมิตรโดยวิธีที่สะดวกที่สุดทางรถใต้ดิน สถานีที่ใกล้ที่สุดคือสถานีเพชรบุรี เดินไปยังอาคารประสานมิตรได้ใช้เวลา 6 นาที ตามภาพประกอบนี้ (อาคารหมายเลข 3 ในแผนที่ คืออาคาร 3 หรืออาคารประสานมิตร)

14542786_1281669961874629_557489578_n

14569860_1281669945207964_1786418341_n

 

images

เลื่อนกำหนดส่งบทความ

เพื่อให้นักวิชาการที่สนใจมีส่วนร่วมมากที่สุด สมาคมปรัชญาฯได้มีมติให้เลื่อนกำหนดการส่งบทความสำหรับนำเสนอในการประชุม “อาริสโตเติลกับสังคมไทย” ไปเป็นวันที่ 15 กันยายนนี้ แทนที่จะเป็นวันที 31 สิงหาคมตามที่ประกาศไว้ครั้งแรก นักวิชาการที่สนใจ ขอเชิญส่งบทความทุกสาขาวิชาที่เกี่ยวกับอาริสโตเติล เพื่อเข้าร่วมการประชุมดังกล่าว โดยรายละเอียดสามารถติดตามได้ที่นี่

aristotle

สมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย

วิเคราะห์ปรากฏการณ์ Chachiyo Formula

ข่าวฮือฮาในวงการวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยในช่วงนี้ คงจะหนีไม่พ้นข่าวผลงานของ อ. ทีปานิส ชาชิโยได้คิดค้นสูตรการคำนวณความหนาแน่นของอิเล็คตรอนแบบใหม่ ที่ง่ายกว่าของเดิม แต่ทำงานได้ดีกว่าของเดิม (รายละเอียดสำหรับคนที่เข้าใจวิชาฟิสิกส์ระดับนี้) และบทความในวารสาร Physics Today ก็ได้เรียกสูตรของ อ. ทีปานิสนี้ว่า Chachiyo’s Formula ซึ่งเป็นการให้เกียรติแก่ อ. ทีปานิสในฐานะผู้ค้นพบ

เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติของวงการวิทยาศาสตร์ที่เมื่อมีใครค้นพบอะไรขึ้นมา ก็จะได้รับเกียรติจากวงการ ให้ชื่อของผู้ค้นพบเป็นชื่อของสิ่งที่ค้นพบนั้น เรารู้จักสมการของไอน์สไตน์ E = mc^2 ก็เพราะแนวปฏิบัติแบบนี้ แต่ที่ไม่ค่อยเป็นเรื่องปกติก็คือ การมีนักวิทยาศาสตร์ไทยได้รับเกียรติเช่นนี้ในระดับสากล

Teepanis
อ. ทีปานิส

เราลองมาวิเคราะห์ดูว่าสถานการณ์เช่นนี้เกิดจากอะไร ในเบื้องแรกก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่า วงการวิชาการไทยไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญแก่วิชาวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์เท่าใดนัก โดยเฉพาะวิชาอย่างฟิสิกส์หรือคณิตศาสตร์ มักจะถูกมองข้าม ทุนวิจัยต่างๆก็มักให้ไปที่สาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพกับการเกษตรเป็นจำนวนมาก ซึ่งทั้งสองนี้เป็นวิทยาศาสตร์ประยุกต์ เรามักจะได้ยินคำพูดติดหูบ่อยๆว่า “งานวิจัยขึ้นหิ้ง” ความหมายก็คือว่า การสนับสนุนการวิจัยไม่ควรจะให้งานวิจัยที่ไม่มีผลประโยชน์ตอบแทน การวิจัยด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพกับการเกษตรให้ผลตอบแทน ในรูปของสิ่งที่จับต้องได้ เช่นกระบวนการรักษา หรือการผลิตยาใหม่ๆ หรือแนวทางการทำเกษตรที่แปลเป็นความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจได้ทันที แต่งานวิจัยที่ทำเช่นนี้ไม่ได้ หรือไม่ได้รับความสนใจ ก็จะกลายเป็นงาน “ขึ้นหิ้ง” หมายความว่าทำแล้วเก็บไว้เฉยๆ ไม่มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นจากการทำวิจัย

แล้วงานวิจัยของ อ. ทีปานิสถือเป็นขึ้นหิ้งหรือเปล่า คำนิยามของฝ่ายที่อยากจะสนับสนุนงานวิจัยประยุกต์มากกว่างานวิจัยบริสุทธิ์ก็ต้องให้ผลออกมาว่า งานของอาจารย์เป็นงานขึ้นหิ้ง เพราะไม่มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น เนื้อหาของงานวิจัยของอาจารย์ทีปานิสคือ การคิดวิธีคำนวณความหนาแน่นของอิเล็คตรอนแบบใหม่ที่ง่ายกว่าของเดิม งานวิจัยนี้ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการประยุกต์เพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจใดๆ เป็นเรื่องของการคิดค้นการทำงานของธรรมชาติตามหลักของวิชาฟิสิกส์ล้วนๆ ดังนั้นงานวิจัยแบบนี้ตามความคิดของบางฝ่าย จึงขึ้นหิ้งแน่นอน

นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้วิทยาศาสตร์ของไทยโดยเฉพาะวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ไม่เจริญก้าวหน้า ในหนังสือ วิทยาศาสตร์ในสังคมและวัฒนธรรมไทย ผมได้เสนอความคิดไว้ว่า การสนับสนุนวิทยาศาสตร์ของไทยนั้น มักจะเน้นไปที่วิทยาศาสตร์ส่วนที่ให้ผลได้ทันที มีประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคง ดังนั้นการสนับสนุนจึงเน้นไปที่วิทยาศาสตร์สุขภาพ เพราะเรื่องสุขภาพมีบทบาทสำคัญมากในเศรษฐกิจของประเทศ กับการเกษตร ซึ่งก็มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจอีกเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้นคำอธิบายที่สำคัญมากก็คือว่า การเรียนกับการวิจัยวิทยาศาสตร์ของไทยนั้น ไม่เน้นหนักที่การสร้างความคิดเชิงวิจารณ์ หรือ critical thinking แต่ไปเน้นที่การคิดแบบตามสูตรสำเร็จ หรือ algorithmic thinking แทน ข้อแตกต่างของการคิดสองอย่างนี้ก็คือว่า การคิดเชิงวิจารณ์คือการสงสัยและตั้งคำถาม และไม่เชื่ออะไรที่มีผู้ให้ไว้ก่อน ส่วนการคิดแบบที่สองคือคิดในเชิงเทคนิคว่า หากจะให้ได้ผลตามที่กำหนดไว้ก่อนเช่นนี้ จะต้องทำอย่างไร แต่ไม่ถามว่าผลที่กำหนดไว้ก่อนนี้ เป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีอย่างไร

สาเหตุที่สังคมไทยในอดีตไม่ให้ความสำคัญแก่การคิดเชิงวิจารณ์ก็อยู่ที่ความเชื่อของชนชั้นปกครองว่า หากให้ประชาชนในประเทศมีความคิดเชิงวิจารณ์แล้ว การปกครองประชาชนเหล่านี้ก็จะทำได้โดยยาก มีผู้กล่าวว่า ประชาชนไทยเป็นกลุ่มชนที่ปกครองง่ายที่สุดในโลก เพราะไม่ค่อยมีการประท้วงไม่ยอมรับผู้ปกครองตามประเพณีมากเท่ากับประเทศอื่นๆ สาเหตุหนึ่งก็คือการขาดการคิดเชิงวิจารณ์ของประชาชน ที่ทำให้ประชาชนขาดการคิดและการจินตนาการว่าการปกครองแบบอื่นๆนั้นเป็นไปได้จริงๆ และสามารถทำให้เกิดขึ้นมาได้ด้วยน้ำมือของตนเอง

ผลเสียของการขาดการคิดเชิงวิจารณ์จะเห็นได้ชัดมากในการวิจัยทางวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ (รวมทั้งศาสตร์ที่ไปในทางเดียวกัน ได้แก่มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่เน้นการเข้าใจและการวิพากษ์) เพราะการคิดแบบสูตรสำเร็จนั้น ไม่สามารถเป็นรากฐานให้แก่วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ได้ เพราะวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์อาศัยการสงสัย การตั้งคำถามเป็นสำคัญ หากไม่มีแล้วการคิดเพื่อสร้างความรู้ใหม่ก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ด้วยเหตุนี้นโยบายการไม่สนับสนุนการคิดเชิงวิจารณ์จึงยังผลโดยตรงแก่การแคระแกร็นของวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ในประเทศไทย (เมื่อเทียบกับวิทยาศาสตร์ประยุกต์เช่นการแพทย์ วิศวกรรมศาสตร์ การเกษตร และอื่นๆ)

ดังนั้น ความสำเร็จของ อ. ทีปานิสจึงต้องถือว่าเป็นข้อยกเว้นมากกว่าเป็นบรรทัดฐานของการเรียนการสอนกับการวิจัยวิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ในประเทศ หากไม่เป็นเช่นนี้แล้ว เชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ไทยจะมีชื่อตนเองไปอยู่ในทำเนียบความรู้มากกว่านี้แน่นอน

 

รายการวิทยุจุฬา

วันนี้ผมพยายามหารายการ “อักษรพาที” ในเว็บวิทยุจุฬา หาลำบากพอสมควร เพราะรายการเปลี่ยนไปเปิดตอน 7.30 น.เช้าวันเสาร์ แต่ในเว็บยังบอกเป็นเวลาเดิมคือ 8.30 อยู่ เปิดไปบังเอิญไปเจอ พล. อ. ประยุทธ์พูดไม่หยุด เกินเวลาที่กำหนดอีก ก็เลยหาไปหามา พบว่าย้ายไปเป็นเจ็ดโมงครึ่งเช้าวันเสาร์ครับ

Pyrrhoแล้วผมกับ อ. สมภารได้สนทนากันเกี่ยวกับปรัชญาต่างๆ ซึ่งผมกับอาจารย์สมภารคิดว่า สมควรเอามาเผยแพร่ให้แพร่หลายมากขึ้น ผมได้เคยเอารายการที่ผมกับ อ. สมภารได้คุยกันรวมทั้งสี่ครั้ง มาออกในสเตตัสของผมในเฟสบุ๊ค แต่ลักษณะของเฟสบุ๊คคือมันลื่นไหลมาก เอาอะไรมาแปะได้ไม่นานก็หายไปแล้ว ก็เลยเอารายการทั้งสี่นี้มาแปะไว้ในบล๊อกนี้ ซึ่งไม่หายไปไหนแน่นอน ท่านที่ยังไม่เคยฟังรายการทั้งสี่นี้ ก็กดฟังตรงนี้ไดเลยครับ

ผมกับอาจารย์สมภารผลัดกันเป็นคนพูดแลคนถาม สามครั้งแรกผมเป็นคนพูด หัวข้อจะเกี่ยวกับปรัชญากรีกยุคหลังอาริสโตเติล สามครั้งก็มีปรัชญาชองเอพิคิวรัส สำนักสโตอิค และสำนักวิมตินิยม ส่วนของอาจารย์สมภาร ผมเป็นคนถาม อาจารย์พูดเรื่องพระพุทธศาสนาในสังคมไทย

ปรัชญาของเอพิคิวรัส

ปรัชญาสำนักสโตอิค

ปรัชญาสำนักวิมตินิยมโบราณ

พระพุทธศาสนากับสังคมไทย