Tag Archives: อภิปรัชญา

ตัวตนออนไลน์

(บทความข้างล่างนี้ผมเขียนขึ้นเพื่อลงพิมพ์ในหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาโลกออนไลน์ จัดโดยคณะสิงคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Thai Netizen Marathon ของเครือข่ายพลเมืองเน็ต) … ผลกระทบประการหนึ่งของเว็บไซต์ที่เรียกกันว่า “เครือข่ายทางสังคม” ได้แก่การที่เว็บไซต์ดังกล่าว เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ในหลากหลายรูปแบบกว่าที่ผ่านมา และที่สำคัญได้แก่การที่เว็บไซต์เหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้เป็น “เพื่อน” กันในโลกออนไลน์ ซึ่งทำให้กิจกรรมทางสังคมต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในโลก “ออฟไลน์” หรือโลกของคนที่ประกอบด้วยเนื้อหนังตามปกติ สามารถเกิดขึ้นได้ในโลก “ออนไลน์” หรือโลกของคนที่ประกอบด้วยสัญญาณอิเล็คทรอนิกส์ผ่านคอมพิวเตอร์ การติดต่อสื่อสาร การเป็นเพื่อนกันกับการทำกิจกรรมทางสังคมต่างๆนี้ทำให้ผู้คนสามารถสร้าง “ตัวตน” ของตนเองในโลกใหม่อันได้แก่โลก “ออนไลน์” นี้ได้ ซึ่งบางครั้งก็เหมือนกับตัวตนเดิมของตัวเอง แต่บางครั้งก็ไม่เหมือน ทั้งหมดนี้ทำให้น่าสนใจมากว่า ตัวตนในโลกออนไลน์นี้เป็นอย่างไร สร้างขึ้นมาได้อย่างไร และเหมือนหรือต่างกับตัวตนของเราที่มีอยู่แล้วอย่างไร ก่อนจะอภิปรายเรื่องนี้ต่อไป ขอให้เราลองมาสังเกตลักษณะทั่วๆไปของเว็บเครือข่ายทางสังคมนี้ก่อน ในปัจจุบันเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมที่มีผู้ใช้มากที่สุดได้แก่เว็บเฟสบุ๊ค (www.facebook.com) และเว็บทวิตเตอร์ (www.twitter.com) แต่จริงๆแล้วเว็บเครือข่ายทางสังคมมีมากมาย แต่ก็ไม่มีผู้ใช้มากแพร่หลายเท่ากับสองเว็บนี้ เว็บเครือข่ายทางสังคมอื่นๆนอกจากนี้ก็มี ไฮไฟว์ (www.hi5.com) มายสเปซ (www.myspace.com) ออร์คุต (www.orkut.com) และอื่นๆอีกมาก ลักษณะสำคัญของเว็บเหล่านี้ก็คือเวลาจะใช้ผู้ใช้ต้องสมัครเป็นสมาชิก แล้วจากนั้นก็ชวนผู้ใช้คนอื่นๆมาเป็น “เพื่อน” ซึ่งก็คือการชวนคนอื่นๆที่เป็นสมาชิกของเว็บเดียวกันมาเป็นผู้รับข้อมูลข่าวสารจากเรา และเราเองก็จะได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาด้วย [...]

ดนตรีกับปรัชญา

ตอนนี้ผมขอพูดเรื่องใหม่ที่อาจไม่เกี่ยวกับปรัชญาภาษาโดยตรง อันที่จริงดนตรีกับปรัชญามีความสัมพันธืกันมาเนิ่นนาน และก็เหมือนกับเรื่องอื่นๆในปรัชญา คือเราเริ่มที่พวกกรีก เป็นที่รู้กันว่าไพธากอรัสเป็นนักปรัชญาที่มีทรรศนะว่า สิ่งจริงแท้นั้นได้แก่ “ความกลมกลืนกัน” หรือ harmony ตำราบางเล่มอาจจะบอกว่า สิ่งจริงแท้สำหรับไพธากอรัสได้แก่จำนวนหรือสัดส่วน ซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นสิ่งเดียวกันกับความกลมกลืน เพราะความกลมกลืนกันนี้ก็เป็นสัดส่วนของจำนวนนั่นเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างเทคนิค ถ้าเราไม่ได้มีพื้นฐานทางดนตรี แนวคิดหลักๆก็คือว่า สัดส่วนของความกลมกลืนกันพื้นฐานทางดนตรีนั้น เป็นสัดส่วนความกลมกลืนกันพื้นฐานของสรรพสิ่งด้วย ตัวอย่างก็คือ คลื่นเสียงที่แตกต่างกันหนึ่ง octave (สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นดนตรี เสียงที่ต่างกันหนื่ง octave หรือหนึ่ง “คู่แปด” ได้แก่เสียงที่มีชื่อแบบเดียวกัน แต่มีความสูงต่ำต่างกัน ผมอธิบายได้แค่นี้ ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ ต้องถามคนเล่นดนตรีเป็น) นั้น จะมีความถี่คลื่นเสียงต่างกัน 2 เท่าพอดี กล่าวคือ หากเสียงหนึ่งมีความถี่ที่ n Hz (ตัวอย่างคือ เสียง A ที่ใช้เทียบเสียงวงออเคสตรา มีความถี่ 440 Hz) เสียงที่สูงขึ้นไปอีกหนึ่ง octave จะมีความถี่ 2n และเสียงที่สูงขึ้นไปอีกหนึ่ง octave ก็จะมีความถี่ 4n ไปเรื่อยๆ [...]

โชเพนฮาวร์กับพระพุทธศาสนา (ต่อ)

สำหรับโชเพนฮาวร์แล้ว เรามีหนทางที่จะหลุดออกจากการครอบงำของเจตจำนงได้ ด้วยการปฏิเสธเจตจำนงนั้นเอง เรื่องนี้ค่อนข้างแปลก เพราะโชเพนฮาวร์ได้แสดงไว้ก่อนแล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างได้แก่เจตจำนง ดังนั้นการปฏิเสธเจตจำนง จึงน่าจะเท่ากับการปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วย นั่นคือปฏิเสธทั้งสิ่งที่มีอยู่ภายนอก (ภววิสัย) และภายใน (อัตวิสัย) ทั้งคู่ เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้ละเอียดขึ้น คงต้องยกข้อเขียนของโชเพนฮาวร์มาพิจารณา: If that veil of Maya, the principium individuationis, is liftted from the eyes of a man to such an extent that he no longer makes the egotistical distinction between his person and that of others, but takes as much interest [...]

โชเพนฮาวร์กับพระพุทธศาสนา

โครงการเกี่ยวกับปรัชญาโดยตรงที่ผมกำลังทำอยู่ในขณะนี้ ได้แก่เขียนบทความเกี่ยวกับปรัชญาของโชเพนฮาวร์เปรียบเทียบกับพระพุทธศาสนา ผมเคยเขียนในโพสก่อนๆหน้าเกี่ยวกับโชเพนฮาวร์นิดหน่อย และในนี้ก็จะพูดเกี่ยวกับโครงการเขียนบทความนี้เล็กน้อย โชเพนฮาวร์เป็นนักปรัชญาที่น่าสนใจคนหนึ่ง แต่รายวิชาเกี่ยวกับประวัติปรัชญาหรือแม้แต่ปรัชญาเยอรมัน ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจเขามากเท่าใดนัก ซึ่งเป็นเรื่องแปลกเนื่องจากความคิดของโชเพนฮาวร์มีอิทธิพลต่อนักคิดนักปรัชญาสมัยต่อมาอีกมาก เช่นนิทเช่ หรือฟรอยด์ รวมทั้งวิตเกนสไตน์อีกด้วย ความคิดของโชเพนฮาวร์เป็นระบบมาก และรวมอยู่ในหนังสือเล่มเดียว ทำให้การเศึกษาความคิดของเขาค่อนข้างง่าย โดยเฉพาะเมื่อเปรียบกับนักปรัชญาเยอรมันคนอื่นๆโดยเฉพาะเฮเกล มีเรื่องเล่าว่า โชเพนฮาวร์เกลียดเฮเกลอย่างหนัก และเมื่อสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินด้วยกัน โชเพนฮาวร์ตั้งใจจัดเวลาเลคเชอร์ของตัวเองให้ตรงกับของเฮเกล ซึ่งคงจะเป็นเพราะต้องการจะดึงนักศึกษาออกมาจากห้องของเฮเกล แต่ปรากฏว่านักศึกษาปรัชญาเกือบทั้งหมดเลือกไปฟังบรรยายของเฮเกลแทน ซึ่งก็อาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้โชเพนฮาวร์มีทัศนะค่อนข้างจะเป็น “ทุนิยม” หรือ pessimist มากขึ้น ซึ่งก็ตรงกับปรัชญาของเขาเองตามที่เข้าใจกันทั่วไป โชเพนฮาวร์ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากปรัชญาอินเดีย ซึ่งในขณะนั้นเริ่มมีการแปลออกมาเป็นภาษายุโรป เขาได้อ้างอิงแหล่งที่มาของความคิดเกี่ยวกับปรัชญาอินเดียอย่างชัดเจนในงานของเขา คือ Die Welt als Wille und Vorstellung หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “โลกในฐานะที่เป็นเจตจำนงกับที่เป็นภาพแทน” (ชาว “บริสุทธิ์นิยม” (purist) เกี่ยวกับภาษาไทยจะบอกว่าการแปลนี้ฟังไม่รื่นหู ซึ่งก็ถูกต้องเพราะผมไม่ต้องการให้รื่นหู แต่ต้องการให้แปลตรงความหมาย – เรื่องนี้ก็น่าจะพูดให้ละเอียดในอีกโพสหนึ่งต่อจากนี้) โดยโชเพนฮาวร์บอกว่า ความคิดของเขาที่เสนอในหนังสือเล่มนี้ คือการที่โลกเป็นทั้งเจตจำนงและเป็นภาพแทน ไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นอะไรที่มีพูดในปรัชญาอินเดียก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ปรัชญาของยุโรปตามความเห็นของเขา ไม่ได้มองเห็นความจริงข้อนี้ เราจะพูดเกี่ยวกับเรื่องโลกเป็น [...]

ความเงียบกับอภิปรัชญา

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มเข้ามาสนใจปรัชญา “อภิปรัชญา” หรือ metaphysics เป็นแขนงหนึ่งของปรัชญาที่ศึกษาเกี่ยวกับความเป็นจริง ทีนีคำว่า “ความเป็นจริง” ก็ตรงกับภาษาอังกฤษว่า reality หมายถึงสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ อภิปรัชญาต่างจากวิทยาศาสตร์ตรงที่ แม้ทั้งคู่จะอ้างว่าศึกษาความเป็นจริงเหมือนกัน แต่อภิปรัชญากว้างกว่ามาก เพราะเป็นการศึกษาไปที่ตัวมโนทัศน์หลักๆที่เราใช้ในการทำความเข้าใจความเป็นจริง ในขณะที่วิทยาศาสตร์จะต้องผ่านกระบวนการที่รู้จักกันว่า “วิธีการทางวิทยาศาสตร์” ตัวอย่างเช่น ปัญหาว่า สสารประกอบด้วยอะไร เป็นปัญหาวิทยาศาสตร์ เพราะเราสามารถหาความรู้นี้ภายใต้ระบบของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ คำตอบก็ออกมาในทำนองว่า สสารประกอบด้วยอะตอมกับโมเลกุล หรือถ้าลงให้ลึกไปอีกก็ประกอบด้วยอนุภาคพลังงาน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหัวข้อของวิชาฟิสิกส์ แต่คำถามเดียวกันนี้ก็อาจเป็นคำถามเชิงอภิปรัชญาได้ หากการหาคำตอบเป็นกระบวนการคิดด้วยเหตุผล หรือด้วยการวิเคราะห์ความหมายของมโนทัศน์ ดังนั้น หากตอบคำถามนี้ว่า สสารประกอบด้วยโมนาด โดยคำว่า “โมนาด” เป็นคำในระบบปรัชญาของไลบ์นิซที่หมายถึงส่วนประกอบเล็กย่อยที่สุดของสรรพสิ่ง ซึ่งไม่มีขนาด มีแต่คุณสมบัติ ก็เป็นคำตอบในเชิงอภิปรัชญา วิธีการทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์การมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของโมนาดได้ เพราะฐานคิดแตกต่างกัน โมนาดเป็นเรื่องของการใช้เหตุผลล้วนๆ และเป็นผลจากการยอมรับระบบความเป็นจริงระบบหนึ่ง แต่วิทยาศาสตร์ไม่เป็นแบบนั้น ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดของอภิปรัชญาก็ได้แก่ภาษา ไลบ์นิซซึ่งเป็นนักอภิปรัชญาคนสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ใช้วิธีการวิเคราะห์ความหมายและเหตุผลล้วนๆในการเสนอความคิดทางอภิปรัชญา เนื่องจากภาษาที่จะใช้สื่อความเข้าใจได้ ต้องอยู่ในรูปประโยค (เพราะว่าหากเป็นวลีเฉยๆ  เช่น “ข้าวจานนี้” ก็ไม่รู้ว่าพูดถึงข้าวจานนี้ว่าอย่างไร) ดังนั้นอภิปรัชญาจึงมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับรูปประโยค นักตรรกวิทยาจะเรียกรูปประโยคนี้ว่า “ประพจน์” ซึ่งเราก็เคยเรียนเรื่องนี้กันมาแล้ว [...]

ความเงียบของพระพุทธเจ้า

ผมติดอยู่ที่สวีเดนนี้ ทำให้มีเวลาไตร่ตรองใคร่ครวญอะไรหลายอย่าง ภารกิจในการสอนของผมหมดแล้ว ตอนนี้ก้มีแต่ตรวจ paper ของนักศึกษา ซึ่งคงใช้เวลาไม่นานมากนัก ต่อจากนั้นก็ว่าง เวลาว่างๆเช่นนี้ก็เหมาะ สำหรับการเขียนบล๊อก ผมไปพบกับพระสูตรบทหนึ่งในพระไตรปิฏก คือ “อานันทสูตร” ความจริงอานันทสูตรมีหลายบท แต่บทนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นการแสดง “ดุษณี” หรือ “ความเงียบ” ของพระพุทธเจ้า ประเด็นเรื่องความเงียบก็ย่อมเป็นประเด็นทางปรัชญาภาษาด้วยแน่นอน เพราะการที่พระพุทธเจ้าทรงเงียบไม่ตอบคำถาม ก็ย่อมมีความหมาย พอเป็นเรื่องของความหมาย ก็ย่อมเป็นเรื่องของปรัชญา พระสูตรมีเนื้อหาดังนี้ เพื่อให้เข้าใจง่ายก็ยกพระสูตรฉบับภาษาอังกฤษ ที่แปลโดยท่านฐานิสสโรภิกขุ เพราะฉบับภาษาไทยที่อยู่ในเว็บพระไตรปิฎกเช่น http://84000.org/ อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง ภาษาอังกฤษรู้เรื่องมากกว่า (แต่ใครที่ยังเทียบกับฉบับภาษาไทยก็ดูได้ ที่นี่): Then the wanderer Vacchagotta went to the Blessed One and, on arrival, exchanged courteous greetings with him. After an exchange of [...]

ข้อแนะนำในการอ่านบทความปรัชญา

ชีวิตของนิสิตปรัชญาคงหนีไม่พ้นการอ่าน เรียกได้ว่าเวลาส่วนใหญ่หมดไปกับการอ่าน มากกว่าการกระทำอย่างอื่น เช่นพูด ฟังกับเขียน อันที่จริงทั้งสี่อย่างนี้ก็เป็นกิจกรรมหลักของนิสิตปรัชญาทุกคน แต่ผมเชื่อว่าเวลาส่วนใหญ่จะหมดไปกับการอ่านมากกว่าอย่างอื่น ผมได้ให้ลิงค์เกี่ยวกับข้อแนะนำในการอ่านบทความปรัชญาไปบ้าง ก็คิดว่าเป็นประโยชน์พอสมควร แต่อย่างไรก็ตาม คิดว่าเราน่าจะมีคำแนะนำเกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นภาษาไทยในบริบทที่ใกล้ตัวเราบ้าง ปัญหาหลักที่ผมพบเกี่ยวกับการอ่านงานทางปรัชญาก็คือว่า เรื่องที่อ่านยากเกินไป อันนี้เป็นปัญหาสำคัญที่สุด หลายคนบ่นว่าปัญหาอยู่ที่ภาษาอังกฤษ จริงๆแล้วไม่ใช่ เพราะถ้าเรื่องไม่ยาก ก็ย่อมทำความเข้าใจกับภาษาไปได้ แต่บทความทางปรัชญายากเพราะว่า คนเขียนถือว่า คนอ่านควรจะมีความรู้พื้นฐานมาก่อนแล้ว บทความโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวารสารดังๆ เช่น Ethics, Mind หรือ Journal of Philosophy อ่านยากทั้งนั้น แม้กระทั่งอาจารย์ปรัชญาชาวตะวันตกเอง ก็ยังบอกว่ายาก และจะไม่ไปอ่านถ้าไม่จำเป็น มีน้อยมากๆที่จะมีอาจารย์ปรัชญาคนไหนจะหยิบวารสารเหล่านี้ขึ้นมาอ่าน ราวกับอ่าน magazine ทำอย่างนั้นไม่ได้ และคนที่ทำแสดงว่าไม่รู้วิธีการวิจัยทางปรัชญาจริงๆ สิ่งที่นักปรัชญาทำเป็นหลัก ก็คือคุยกัน (กับกินเบียร์) แล้วจะอ่านบทความในวารสารเหล่านี้ก็ต่อเมื่อ มีโครงการที่เกี่ยวกับเรื่องที่ต้องอ่านโดยตรง เช่นจะเขียนบทความในหัวข้อเดียวกัน หรืออะไรทำนองนี้ ไม่มีใครที่อยู่ดีๆลุกขึ้นมาอ่าน Mind ราวกับว่าเป็นการอ่านผ่อนคลายหลังอาหาร แล้วทีนี้ถ้าเราต้องอ่าน เพราะเป็นนิสิตและถูกบังคับให้อ่าน จะทำอย่างไร? สิ่งแรกก็คือ เราต้องจัดการให้ตัวเราเองมีพื้นความรู้พอที่จะอ่านบทความเหล่านี้ได้รู้เรื่อง เรื่องนี้ไม่ถึงกับยากมาก แต่ต้องใช้เวลา [...]

บล๊อกนี้หลังจากปิดคอร์ส

ผมคิดว่า บล๊อกนี้น่าจะยังอยู่ต่อไปแม้ว่ารายวิชาปรัชญาภาษาจะปิดลงอย่างเป็นทางการหลังการสอบบ่ายวันนี้ ใครที่สนใจอะไรที่เป็นสมาชิกของบล๊อกก็สามารถโพสข้อความได้ต่อไป แต่หัวข้ออาจจะขยายกว้างขึ้น เพื่อให้รวมเอาสาขาที่เกี่ยวเนื่องกับปรัชญาภาษาโดยตรง ได้แก่อภิปรัชญา ญาณวิทยา ปรัชญาวิทยาศาสตรื Logic เข้าไว้ด้วย แต่จริงๆแล้ว เนื่องจากปรัชญาเกี่ยวพันกันหมด เราก็ไม่จำกัดโพสในสาขาอื่นๆ เช่น ปรัชญาสังคม ปรัชญาการเมือง จริยศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ ด้วย

วิดีโอเกี่ยวกับ Quine ภาคที่เหลือ

ผมโพสวิดิโอจากยูทูบที่ Bryan McGee สัมภาษณ์ไควน์ที่เหลืออีกสามตอนลงตรงนี้ทั้งหมด: ตอนที่สาม ตอนที่สี่ ตอนนี้ห้า

วิดิโอเกี่ยวกับ Quine ภาคสอง

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 1,642 other followers