การพิมพ์งานแปล
ส่วนใหญ่หนังสือที่สำนักพิมพ์จุฬาฯพิมพ์จะเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า original work อย่างไรก็ตาม ก็มีงานแปลจากภาษาต่างประเทศที่เรารับพิมพ์อยู่เนืองๆ โดยทั่วไปเราไม่ค่อยอยากจะตีพิมพ์เผยแพร่งานแปลเท่าใดนัก เพราะมีปัญหาเรื่องค่าลิขสิทธิ์ การตีพิมพ์งานแปลหมายความว่าสำนักพิมพ์ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์สองทาง คือค่าลิขสิทธิ์ต้นฉบับที่ต้องจ่ายให้แก่สำนักพิมพ์ต่างประเทศ กับค่าลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยที่จ่ายให้แก่ผู้แปลตามร้อยละของหนังสือที่ขายได้ ซึ่งก็เป็นแนวปฏิบัติตามปกติอยู่แล้ว ดังนั้นต้นทุนการจัดพิมพ์หนังสือแปลจึงมากกว่าการพิมพ์หนังสือที่ผู้เขียนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหมด ทั้งหมดนี้มิได้หมายความว่า สำนักพิมพ์มองไม่เห็นความสำคัญของหนังสือแปล เพราะสำนักพิมพ์ก็ได้พิมพ์หนังสือแปลมาแล้วหลายเล่ม ทั้งที่เป็นงานวิชาการประเภทตำราหรืองานวิจัย และงานวรรณกรรมเช่นนวนิยายและกวีนิพนธ์ แต่อันที่จริงแล้ว สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเช่นสำนักพิมพ์จุฬาฯนั้น มีเหตุผลที่จะเสนอว่าควรให้ความสำคัญแก่การเขียนหนังสือใหม่แทนที่จะเป็นงานแปล เพราะสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมีหน้าที่ในการยกระดับคุณภาพทางวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอง ด้วยการผลิตหนังสือวิชาการที่เป็นผลงานสร้างสรรค์ทางวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นตำราหรืองานวิจัยของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย รวมทั้งคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยอื่นๆด้วย การตีพิมพ์ผลงานสร้างสรรค์ทางวิชาการเหล่านี้เป็นการเพิ่มความรู้ให้แก่สังคม ซึ่งความรู้นี้เป็นความรู้ที่เป็นเรื่องของ “ท้องถิ่น” ได้แก่บริบทของสังคมวัฒนธรรมไทยเอง แทนที่จะเน้นที่การตีพิมพ์หนังสือแปล ซึ่งเป็นเพียงการถ่ายทอดความรู้จากวัฒนธรรมอื่นมายังบริบทของไทยเท่านั้น ไม่ใช่การสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ภายใต้บริบทของสังคมไทยเองแต่ประการใด ถึงแม้กระนั้นก็ตาม การตีพิมพ์งานแปลบางประเภทก็ยังควรทำอยู่ หากงานแปลนั้นเข้าข่ายของการเป็น “ผลงานสร้างสรรค์ทางวิชาการ” ที่พูดถึงข้างต้น หากงานที่นำมาแปลนั้นไม่ใช่เพียงแค่หนังสือตำราธรรมดาๆ แต่เป็นงานระดับ “แบบแผน” หรือที่เรียกว่า classic ที่เป็นต้นรากของอารยธรรมของภาษาที่จะแปล และหากผู้แปลมิได้ทำการแปลอย่างเดียว แต่มีการศึกษาวิจัยบริบทต่างๆเกี่ยวกับตัวบทที่จะแปล เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของตัวบทอย่างรอบด้าน มิใช่เพียงแค่ได้แต่ความหมายตามตัวอักษรของงานที่จะแปลอย่างเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ย่อมควรที่สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจะให้การสนับสนุน ตัวอย่างก็เช่น ผมเคยแปลงานทางพระพุทธศาสนามหายานมาหลายชิ้น เช่นเรื่อง โศลกมูลฐานว่าด้วยทางสายกลาง ของท่านนาคารชุน ซึ่งจัดพิมพ์โดยมูลนิธิพันดารา การแปลนี้แปลจากภาษาอังกฤษ [...]
เขียนหนังสือให้สมบูรณ์ในตัวเอง
ในบรรดาหนังสือหรือตำราหลายเล่มที่เข้ามาที่สำนักพิมพ์ หลายเล่มมีเนื้อความสั้นๆ ห้วนๆ จนดูมีแต่หัวข้อมากกว่าเนื้อความ หนังสือเหล่านี้มีเนื้อหาที่เหมาะแก่การเป็นบันทึกย่อในเนื้อหานั้นๆ แทนที่จะเป็นตำราที่นิสิตนักศึกษาจะศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองได้ ในการเขียนตำราวิชาการนั้น เป้าหมายหลักอยู่ที่การอธิบายเนื้อความของวิชานั้นๆให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องมีพื้นฐานความรู้มากจนเกินไป เมื่อเป็นเช่นนี้การอธิบายหัวข้อต่างๆในหนังสืออย่างละเอียด พอที่ผู้อ่านทั่วไปจะเกิดความเข้าใจได้โดยไม่ต้องไปค้นคว้าจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก หนังสือหลายเล่มที่เข้ามายังสำนักพิมพ์มีเนื้อหาห้วนเกินไป ราวกับเป็นบันทึกย่อของผู้เขียน เพื่อเตือนความจำของผู้เขียนหรือผู้สอนว่าจะต้องพูดเรื่องอะไร แทนที่จะเป็นหนังสือที่รวบรวมแหล่งความรู้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเรื่องราวต่างๆได้ โดยไม่ต้องฟังคำบรรยายหรือต้องไปหาความรู้จากแหล่งอื่นๆอีก หากหนังสือหรือตำราเป็นเช่นนี้ก็ย่อมขาดคุณสมบัติสำคัญของการเป็นตำราที่ดี อันที่จริงแล้ว ตำราหรือหนังสือประกอบการเรียนนั้น ควรจะต้องมีเนื้อหามากกว่าคำบรรยายในชั้น คำบรรยายจะต้องเป็นการสรุปย่อเนื้อหาที่เรียนกันในรายวิชา ซึ่งเมื่อผู้เรียนอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม ก็จะได้ไปอ่านในตำรานั้นๆ การเรียนในชั้นควรเป็นการอภิปรายแสดงความคิดเห็นจากเนื้อหาที่มีอยู่ในตำรา ที่ผมเองทำบ่อยๆในวิชาที่ผมสอนคือ ให้นิสิตอ่านตำราเตรียมตัวมาก่อน แล้วพอพบกันในชั้นก็ไม่ต้องอธิบายตัวเนื้อหานั้นอีกแล้ว แต่ถือเสมือนว่านิสิตได้ทำความเข้าใจเนื้อหานั้นๆมาแล้ว เมื่อมาพบกันในชั้นก็อภิปรายถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นหัวข้อต่างๆที่ได้อ่านกันมาแล้ว บางครั้งผมก็สั่งงานให้นิสิตเตรียมเขียนคำถามมาเพื่อส่งให้ผม การให้นิสิตส่งคำถามมาให้แทนที่จะเป็นคำตอบของคำถามที่ตั้งไว้ก่อนล่วงหน้า มีผลดีในการฝึกฝนนิสิตให้รู้จักสงสัย รู้จักตั้งคำถาม เมื่อได้คำถามมาก็เอาคำถามนั้นมาช่วยกันหาคำตอบในชั้น เราจะทำอย่างนี้ได้ดีก็ต่อเมื่อมีตำราที่ครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถช่วยให้นิสิตเกิดความรู้ในรายวิชานั้นๆอย่างจริงจังได้ด้วยการอ่านด้วยตนเอง ตัวอย่างเช่น หากเราจะอธิบายให้นิสิตฟังเกี่ยวกับความหมายของ “การอ้างเหตุผล” กับ “ความสมเหตุสมผล” อันเป็นมโนทัศน์หลักในวิชาตรรกวิทยา นิสิตจะไม่เข้าใจเลยว่าการอ้างเหตุผลคืออะไร หากเราพูดแต่เพียงว่า “การอ้างเหตุผลได้แก่รูปแบบการใช้ภาษาแบบหนึ่งที่ประกอบด้วยข้ออ้างและข้อสรุป และมีจุดมุ่งหมายในการโน้มน้าวใจผู้ฟัง” การให้คำจำกัดความสั้นๆนี้อาจมีประโยชน์ในการให้นิสิตท่องแล้วจำไปสอบ แต่ไม่มีประโยชน์เลยในการให้นิสิตเข้าใจว่า จริงๆแล้วการอ้างเหตุผลคืออะไร จริงอยู่ในหนังสืออาจมีการอธิบายความหมายของคำอย่าง “ข้ออ้าง” หรือ “ข้อสรุป” ที่ใช้ในการจำกัดความคำว่า [...]
การเขียนตำรา
การเขียนตำราถึอเป็นงานหลักงานหนึ่งของอาจารย์มหาวิทยาลัย ถึงแม้ว่าไม่ใช่อาจารย์ทุกท่านที่จะเขียนตำรา แต่ส่วนใหญ่ก็คิดว่าการเขียนตำราเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตการทำงานที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อาจารย์ที่มีความตั้งใจจะเอาดีหรือสร้างความก้าวหน้าในงานอาชีพของตนเอง ก็มุ่งเขียนตำรา ควบคู่ไปกับการทำงานวิจัย ประโยชน์ของตำราก็คือว่า นอกจากนิสิตนักศึกษาจะมีหนังสือไว้คอยเป็นคู่มือใช้ในการศึกษาเล่าเรียนแล้ว คนทั่วไปก็ยังได้ประโยชน์จากความรู้ที่นำเสนอในตำราด้วย การสร้างความรู้และการเก็บรวมรวมบันทึกความรู้ไว้ให้เป็นระบบเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อสังคม ตำราและหนังสือต่างๆก็ทำหน้าที่เหล่านี้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยการเขียนตำรามักจะอยู่ในรูปของการเขียน “เอกสารประกอบการสอน” มากกว่าที่จะเป็นตำราเต็มรูปแบบ ความแตกต่างกันก็คือว่า เอกสารประกอบการสอนนั้นไม่ได้มีเนื้อหาครบถ้วนในตัวเอง เป็นเพียงบันทึกย่อที่สรุปเอาประเด็นสำคัญๆที่เป็นเนื้อหาของรายวิชา เพื่อให้นิสิตได้ทบทวนว่าได้เรียนหัวข้ออะไรไปแล้วบ้างเท่านั้น ไม่ได้เป็นตำราที่แท้จริง ซึ่งต้องบรรจุเนื้อหาสาระทั้งหมดของรายวิชาไว้อย่างครบถ้วน คำว่า “ครบถ้วน” ในที่นี้หมายถึงว่า คนทีไม่เคยเรียนในห้องเรียนในรายวิชานั้นๆเลย จะต้องสามารถได้ความรู้เท่ากับหรือมากกว่าการฟังการบรรยายในห้องเรียนได้ ยิ่งไปกว่านั้น ตำรายังควรจะทำหน้าที่บรรจุความรู้ข้อมูลที่เกินเลยไปจากการบรรยายในชั้น เป็นที่รวบรวมรายละเอียดต่างๆที่อาจารย์ไม่สามารถบรรยายในชั้นได้ทั้งหมด พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ตำราควรจะบรรจุรายละเอียด ที่มาที่ไป เบื้องหลัง การอภิปรายกันของนักวิชาการ ฯลฯ ที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นที่อภิปรายหรือบรรยายกันในชั้นเรียน แทนที่จะเป็นเพียง “บันทึกย่อ” ที่สรุปออกมาจากการบรรยายเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้นิสิตนักศึกษาสามารถได้ความรู้เพิ่มเติมจากการอ่านตำรานั้นๆ เป็นการต่อยอดให้ขยายกว้างขวางออกไปจากการฟังและการอภิปรายในชั้นเรียน ตัวอย่างเช่น สมมติว่าผมสอนวิชาปรัชญากรีก ผมอาจจะมีเวลาในชั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง ที่จะพูดถึงประเด็นย่อยต่างๆแต่และประเด็นในวิชานี้ เช่น ความคิดทางปรัชญาของพาร์เมนิดีส (ที่บอกว่า ทุกสิ่งเป็นหนึ่งเดียว และความหลากหลายเป็นเพียงมายา) แต่พอนิสิตมีตำรา ผมก็สามารถบอกแก่นิสิตได้ว่า ในประเด็นนี้ให้ไปอ่านตรงนั้นตรงนี้ในตำรา เพื่อให้ได้ความรู้ที่ละเอียดมากขึ้น เพราะผมไม่สามารถบรรยายรายละเอียดเหล่านั้นได้ทั้งหมด [...]
จริยธรรมของงานสำนักพิมพ์
ตอนนี้ผมกำลังประชุมอยู่ที่อยุธยา เป็นงานสัมมนาเรื่องจริยธรรมกับจรรยาบรรณของสำนักพิมพ์ เลยคิดว่าน่าจะแบ่งปันไฟล์นำเสนอของผมเกี่ยวกับเรื่องนี้ คลิกได้ที่นี่ครับ https://docs.google.com/present/view?id=dg6g9qmx_263gfwssxgn
หนังสือตรรกวิทยาฉบับปรับปรุงใหม่
หนังสือ “ตรรกวิทยาสัญลักษณ์” ของผมกำลังจะพิมพ์ครั้งใหม่ แก้ไขปรับปรุงมากมาย จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์จุฬาฯ เอาหน้าปกมาให้ดูครับ หนังสือเล่มนี้ครอบคลุมหัวข้อต่างๆของ “ตรรกวิทยาระดับแรก” (first order logic) ทั้งหมด นับตั้งแต่วากยสัมพันธ์และอรรถศาสตร์ของตรรกวิทยา ประพจน์ (propositional logic) และวากยสัมพันธ์และอรรถศาสตร์ของ ตรรกวิทยาภาคแสดง (predicate logic) นอกจากนี้ยังนำเสนอการวิเคราะห์กลไก ของความสมเหตุสมผล (validity) ของการอ้างเหตุผล (argument) รวมทั้งทฤษฎีการพิสูจน์ (proof theory) ทั้งในตรรกวิทยาประพจน์และ ตรรกวิทยาภาคแสดง ตรรกวิทยามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการศึกษาเกี่ยวกับความถูกต้องและหลักเกณฑ์ต่างๆอัน เกี่ยวเนื่องกับความสัมพันธ์กันของข้อความ โดยเฉพาะที่สัมพันธ์กันเป็นรูปแบบของการอ้างเหตุผล ซึ่งทำให้เราเห็นว่าการอ้างเหตุผลที่ถูกตามหลักเกณฑ์นั้นเป็นอ ย่างไร และเหตุใดจึงถูกต้อง ในปัจจุบันมีหนังสือเกี่ยวกับตรรกวิทยาพื้นฐานเป็นจำนวนมาก แต่หนังสือเล่มนี้มีความพิเศษตรงที่มิได้เน้นหนักที่ทักษะในการทำ แบบฝึกหัด หรือการแก้โจทย์ แต่เน้นที่ความเข้าใจในหลักการพื้นฐานของ ตรรกวิทยา ความเข้าใจนี้เป็นสิ่งจำเป็นในการศึกษาหลากหลายสาขา อาทิปรัชญา วิทยาการคอมพิวเตอร์ ภาษาศาสตร์ กฎหมาย และอื่นๆ
สารสำนักพิมพ์
สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยกับการส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการ สารสำนักพิมพ์ที่ท่านถืออยู่ในมือเล่มนี้ เป็นเล่มแรกที่ผมเป็นบรรณาธิการหลังจากที่ได้รับหน้าที่มาเป็นรองผู้อำนวยการมาระยะหนึ่งแล้ว ก็ขอถือโอกาสแนะนำตัวมา ณ ที่นี้ครับ ผมทำงานอยู่ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ ทำงานสอนวิจัยเกี่ยวกับปรัชญาด้านต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับบทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสังคม ตลอดจนมิติทางจริยธรรมของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (เช่นเรื่องชีวจริยศาสตร์ จริยธรรมการวิจัย ฯลฯ) ทางมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะท่านผู้อำนวยการสำนักพิมพ์ คงเห็นว่าผมสนใจงานเขียน งานผลิตสิ่งพิมพ์ ฯลฯ จึงชวนมาทำงานที่สำนักพิมพ์จุฬาฯนี้ ซึ่งก็เป็นประสบการณ์ที่มีค่าอย่างยิ่ง ก็เลยขอถือโอกาสนี้แบ่งปันความคิดบางประการเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย งานของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยนั้นก็คงทราบกันอยู่ว่าได้แก่การผลิตสิ่งพิมพ์ทางวิชาการ เพื่อประกอบการเรียนการสอนของนิสิตนักศึกษา ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ที่ผลิตขึ้นมาใหม่เพื่อสร้างสรรค์วิชาการให้ก้าวหน้าต่อไป นอกจากนี้ก็ยังมีบทบาทในการผลิตและเผยแพร่ความรู้ออกไปสู่สาธารณชนอีกด้วย บทบาททั้งสามนี้ดูเผินๆเหมือนกับว่าจะคล้ายๆกัน แต่ความจริงก็มีอะไรที่แตกต่างกันอยู่พอสมควร การผลิตสิ่งพิมพ์ทางวิชาการเพื่อประกอบการเรียนการสอนนั้น มุ่งที่จะให้นิสิตนักศึกษาเป็นผู้อ่าน และเนื้อหาก็มักจะเป็นไปตามหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นส่วนใหญ่ การเขียนก็มุ่งเสนอเนื้อหาให้ผู้อ่านผู้เรียนสามารถติดตามได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการชี้แนะมากมายจากผู้สอน และที่สำคัญก็คือเป็นการ “นำทาง” หรือ “เบิกทาง” ให้ผู้อ่านได้ก้าวเข้าสู่เนื้อหาวิชาการสาขานั้นๆได้อย่างละเอียดลึกซึ้งต่อไป การผลิตตำราเช่นนี้นับว่าเป็นบทบาทอันสำคัญยิ่งของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย ไม่แพ่การเรียนการสอนในห้องเรียน เพราะเราจะผลิตนักวิชาการที่จะรับช่วงเป็นนักวิชาการรุ่นใหม่ต่อไปได้ ก็ต่อเมื่อเรามีวิธีการที่จะนำทางผู้ที่เริ่มเข้ามาสู่วิชาการให้เขามีทัศนคติที่ดีต่อวิชาการสาขานั้นๆ และมีพื้นความรู้ที่ถูกต้องเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่านิสิตนักศึกษาอาจจะไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นนักวิชาการในสาขานั้นๆโดยตรง การมีตำราดีๆไว้ใช้เรียนก็มีคุณค่าแก่ชีวิตของเขาอย่างยิ่งเมื่อเขาเติบโตเป็นกำลังของสังคมต่อไป สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยไม่เพียงแต่ผลิตตำราประกอบการเรียนการสอนเท่านั้น แต่ก็มีหน้าที่ในการผลิตและเผยแพร่ผลงานวิจัย อันเป็นการผลิตความรู้ใหม่ที่จะผลักดันพรมแดนของความรู้ในสาขาวิชาต่างๆให้กว้างไกลออกไปด้วย การผลิตความรู้ใหม่เช่นนี้ถือได้ว่าเป็นผลงานหลักของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยต่างๆที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ หนังสือที่เราที่เป็นนักวิชาการอ่านเพื่อประกอบการทำวิจัย ส่วนใหญ่ก็มาจากสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยใหญ่ๆเหล่านี้ เหตุผลหลักของการผลิตหนังสือที่เป็นแหล่งความรู้ใหม่ก็คือว่า วิชาการสาขาต่างๆนั้นมิได้อยู่นิ่งอยู่กับที่ แต่มีการเปลี่ยนแปลงเจริญเติบโตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตัวจักรในการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ได้แก่แรงงานของนักวิชาการในสาขานั้นๆ ที่มุ่งวิจัยผลิตความรู้ใหม่ๆในวิชาการแต่ละด้านนั่นเอง [...]

ความเห็นล่าสุด