Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ภาษา’

หนังสือ ปรัชญาภาษา ที่หลายคนกำลังรอคอย ใกล้จะคลอดออกมาแล้ว โดยในขณะนี้สำนักพิมพ์จุฬาฯกำลังตรวจปรู๊ฟขั้นสุดท้าย และตรวจแบบปกหน้ากับปกหบัง ก่อนจะส่งให้โรงพิมพ์ต่อไป ก็คาดว่าเราคงจะได้เห็นหนังสือเล่มนี้ออกมาเป็นตัวเป็นตนในเวลาไม่นานนี้ ในช่วงนี้เพื่อเป็นการชิมลางหนังสือเล่มนี้ไปก่อน ก็ขอให้เราดูข้อความปกหลังของหนังสือ ดังต่อไปนี้
ภาษากับความหมายเป็นสิ่งสำคัญยิ่งของมนุษย์ ซึ่งหากปราศจากภาษากับความหมายแล้ว มนุษย์ก็ยากที่จะดำรงความเป็นมนุษย์อยู่ได้ ปัญหาต่างๆของปรัชญาเองก็ถือได้ว่าสามารถทอนลงไปเป็นปัญหาเกี่ยวกับภาษาและความหมายได้ทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น การถกเถียงเกี่ยวกับธรรมชาติที่แท้จริงของความเป็นจริงหรือความรู้ หรือความดีกับความงาม ก็เป็นไปได้ว่าเป็นการถกเถียงเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของคำเช่น “ความดี” หรือ “ความเป็นจริง” หรือ “ความรู้”
หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่แนะนำการสนทนาและทฤษฎีสำคัญๆต่างๆเกี่ยวกับปรัชญาภาษา จึงเหมาะแก่ผู้ที่เรียนวิชานี้ อย่างไรก็ตาม เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ก็เหมาะแก่ผู้ที่ศึกษาวิชาที่เกี่ยวข้องอื่นๆด้วย เช่น อรรถศาสตร์ หรือภาษาศาสตร์ เนื่องจากทฤษฎีเกี่ยวกับภาษาและความหมายเป็นรากฐานของทฤษฎีต่างๆในวิชาการหลายแขนง ผู้ที่สนใจรากฐานของทฤษฎีเหล่านี้ ก็ย่อมได้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้โดยตรง

Read Full Post »

เกือบลืมไปว่าวันนี้เป็น “วันภาษาไทยแห่งชาติ” เนื่องจากบล๊อกเป็นบล๊อกเกี่ยวกับภาษาจึงต้องพูดถึงเรื่องนี้บ้างในวันนี้
เราคงเห็นกันแล้วว่าบล๊อกนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับปรัชญาภาษา ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับความหมายของภาษา ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับโลกเป็นหลัก ส่วนการรณรงค์ในวันภาษาไทยแห่งชาตินั้น ส่วนมากมักจะเกี่ยวกับการอนุรักษ์ภาษาเอาไว้ หรือรักษาส่วนใดส่วนหนึ่งของภาษาเอาไว้ไม่ให้เปลี่ยนแปลง เหตุผลก็มักจะเกี่ยวข้องการมีจิตสำนึกเกี่ยวกับ “อัตลักษณ์” หรือ identity ในภาษาอังกฤษ นั่นคือเราควรเก็บรักษาภาษาของเราไว้ เพราะภาษาของเราเป็นส่วนสำคัญของความเป็นตัวเรา
เรื่องเหล่านี้มีอะไรให้เราที่เรียนปรัชญาคิดต่อได้มากมาย เรื่องแรกคือเรื่องของภาษา เหตุใดภาษาจึงไปผูกพันอยู่กับอัตลักษณ์? การศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับปรัชญาภาษาทำให้เราเห็นว่า ปรัชญาภาษาไม่ค่อยมีอะไรเกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคม ไม่ว่าภาษาจะเขียนอย่างไร สะกดอย่างไร ฯลฯ หากเป็นข้อความที่มีความหมายชัดเจนแล้ว ย่อมเป็นตัวอย่างหนึ่งของเรื่องที่ปรัชญาภาษาศึกษาอยู่ได้ทั้งสิ้น ประโยค “หิมะมีสีขาว” จะเป็นจริงเมื่อและต่อเมื่อหิมะมีสีขาว หากมีการสะกดผิดเช่นกลายเป็นประโยค “หิมิมีสีขาว” ก็ต้องมาดูว่า ประโยคนี้มีความหมายเหมือน “หิมะมีสีขาว” หรือไม่ ถ้าความหมายเหมือนกัน การสะกด “หิมะ” เป็น “หิมิ” ก็ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆเลย
พูดอย่างนี้บรรดาครูภาษาไทยอาจจะรู้สึกเดือดร้อน เพราะหากเราเปลี่ยนคำต่างๆได้ตามชอบใจ แล้วในที่สุด “เอกลักษณ์” หรือ “อัตลักษณ์” ของภาษาไทยจะไปอยู่ตรงไหน แต่ผมไม่ได้เถียงเรื่องประเด็นของครูภาษาไทย ประเด็นที่เรากำลังสนใจในฐานะที่เราเรียนปรัชญาก็คือว่า หากประโยคใดประโยคหนึ่งสื่อความหมายได้ถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว การที่ตัวอักษรในประโยคนั้นๆจะสะกดอย่างไรเป็นเรื่องรายละเอียดปลีกย่อยที่ไม่เกี่ยวข้องกับความหมายของข้อความ หากประโยค “หิมิมีสีขาว” เป็นจริงในทุกกรณีที่หิมะมีสีขาว และเป็นเท็จในทุกกรณีที่หิมะไม่มีสีขาว ก็ย่อมแสดงว่า [...]

Read Full Post »

ผมพยายามเขียน comment ตอบของเปี๊ยกกับหนุนที่เขียนมาแสดงความคิดเห็นในโพส “เรียนปรัชญาไปทำไม” แต่ปรากฏว่าโปรแกรม crash ถึงสองครั้ง โชคดีที่ครั้งที่สองนี้ผมเก็บเอาไว้ก่อน เลยก็ยกขึ้นมาเป็นโพสใหม่ตรงนี้ ก่อนอ่านตรงนี้ขอให้อ่าน comment ของเปี๊ยกกับหนุน ก่อน
__
ผมเพิ่งเขียนคำตอบเสร็จ ปรากฏว่าโปรแกรม crash เฉยเลย เลยต้องเขียนใหม่ แล้วก็จำที่เขียนไปไม่ได้หมดแล้ว เลยขอตอบสั้นๆ
หนุนพูดถูกแล้วเกี่ยวกับเรื่องนกเพนกวิน การอ้างเหตุผลนี้เป็นแบบนี้
นกทุกตัวบินได้
นกเพนกวินเป็นนก
ดังนั้นนกเพนกวินบินได้
ปัญหาอย่างที่เรารู้่กันก็คือนกเพนกวินบินไม่ได้ ดังนั้นจึงทำให้การอ้างเหตุผลนี้แม้จะ valid แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่ข้ออ้างจะเป็นจริง เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะไปขัดแย้งกับข้อสรุป ซึ่งเป็นเท็จ
การอ้างเหตุผลนี้จึงอยู่ในรูปแบบ reductio ad absurdum ทีนี้ถ้าเราไม่เรียนตรรกวิทยา เราก็จะไม่มีทางเข้าใจว่า reductio เป็นอย่างไร ก็จะเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก หากมาเรียนปรัชญาแล้วไม่รู้เรื่องพื้นฐานแบบนี้
ทีนี้หนุนกับเปี๊ยกมีการอ้างเหตุผลอีกเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับ “หัวใจ” กับตรรกวิทยา:
วิชาตรรกวิทยาเป็นวิชาแห้งแล้ง
วิชาแห้งแล้งไม่เกี่ยวกับ “หัวใจ”
ดังนั้นวิชาตรรกวิทยาไม่เกี่ยวกับ “หัวใจ”
ผมยกประเด็นเรื่องการอ้างเหตุผลนี้ valid หรือไม่ให้เป็นแบบฝึกหัด ประเด็นก็คือว่า เรากำลังพูดกันเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างรูปแบบกับเนื้อหาอีกแล้ว วิชาตรรกวิทยาไม่ได้มีอะไรจะพูดเลยเกี่ยวกับ “เนื้อหา” เพราะเราจะมีการอ้างเหตุผลเกี่ยวกับนกเพนกวินก็ได้ มนุษย์ต่างดาวก็ได้ หัวใจก็ได้ ตับหรือปอดก็ได้ ได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่วิชานี้ศึกษาได้แก่ “รูปแบบ” เช่น [...]

Read Full Post »

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มเข้ามาสนใจปรัชญา “อภิปรัชญา” หรือ metaphysics เป็นแขนงหนึ่งของปรัชญาที่ศึกษาเกี่ยวกับความเป็นจริง ทีนีคำว่า “ความเป็นจริง” ก็ตรงกับภาษาอังกฤษว่า reality หมายถึงสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ อภิปรัชญาต่างจากวิทยาศาสตร์ตรงที่ แม้ทั้งคู่จะอ้างว่าศึกษาความเป็นจริงเหมือนกัน แต่อภิปรัชญากว้างกว่ามาก เพราะเป็นการศึกษาไปที่ตัวมโนทัศน์หลักๆที่เราใช้ในการทำความเข้าใจความเป็นจริง ในขณะที่วิทยาศาสตร์จะต้องผ่านกระบวนการที่รู้จักกันว่า “วิธีการทางวิทยาศาสตร์”
ตัวอย่างเช่น ปัญหาว่า สสารประกอบด้วยอะไร เป็นปัญหาวิทยาศาสตร์ เพราะเราสามารถหาความรู้นี้ภายใต้ระบบของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ คำตอบก็ออกมาในทำนองว่า สสารประกอบด้วยอะตอมกับโมเลกุล หรือถ้าลงให้ลึกไปอีกก็ประกอบด้วยอนุภาคพลังงาน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหัวข้อของวิชาฟิสิกส์ แต่คำถามเดียวกันนี้ก็อาจเป็นคำถามเชิงอภิปรัชญาได้ หากการหาคำตอบเป็นกระบวนการคิดด้วยเหตุผล หรือด้วยการวิเคราะห์ความหมายของมโนทัศน์ ดังนั้น หากตอบคำถามนี้ว่า สสารประกอบด้วยโมนาด โดยคำว่า “โมนาด” เป็นคำในระบบปรัชญาของไลบ์นิซที่หมายถึงส่วนประกอบเล็กย่อยที่สุดของสรรพสิ่ง ซึ่งไม่มีขนาด มีแต่คุณสมบัติ ก็เป็นคำตอบในเชิงอภิปรัชญา วิธีการทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์การมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของโมนาดได้ เพราะฐานคิดแตกต่างกัน โมนาดเป็นเรื่องของการใช้เหตุผลล้วนๆ และเป็นผลจากการยอมรับระบบความเป็นจริงระบบหนึ่ง แต่วิทยาศาสตร์ไม่เป็นแบบนั้น
ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดของอภิปรัชญาก็ได้แก่ภาษา ไลบ์นิซซึ่งเป็นนักอภิปรัชญาคนสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ใช้วิธีการวิเคราะห์ความหมายและเหตุผลล้วนๆในการเสนอความคิดทางอภิปรัชญา เนื่องจากภาษาที่จะใช้สื่อความเข้าใจได้ ต้องอยู่ในรูปประโยค (เพราะว่าหากเป็นวลีเฉยๆ  เช่น “ข้าวจานนี้” ก็ไม่รู้ว่าพูดถึงข้าวจานนี้ว่าอย่างไร) ดังนั้นอภิปรัชญาจึงมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับรูปประโยค นักตรรกวิทยาจะเรียกรูปประโยคนี้ว่า “ประพจน์” ซึ่งเราก็เคยเรียนเรื่องนี้กันมาแล้ว
เมื่ออภิปรัชญาเกี่ยวกับข้องกับภาษาเช่นนี้ ผลที่ตามมาก็คือว่า ความเป็นจริงเอง [...]

Read Full Post »

ผมติดอยู่ที่สวีเดนนี้ ทำให้มีเวลาไตร่ตรองใคร่ครวญอะไรหลายอย่าง ภารกิจในการสอนของผมหมดแล้ว ตอนนี้ก้มีแต่ตรวจ paper ของนักศึกษา ซึ่งคงใช้เวลาไม่นานมากนัก ต่อจากนั้นก็ว่าง
เวลาว่างๆเช่นนี้ก็เหมาะ สำหรับการเขียนบล๊อก ผมไปพบกับพระสูตรบทหนึ่งในพระไตรปิฏก คือ “อานันทสูตร” ความจริงอานันทสูตรมีหลายบท แต่บทนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นการแสดง “ดุษณี” หรือ “ความเงียบ” ของพระพุทธเจ้า ประเด็นเรื่องความเงียบก็ย่อมเป็นประเด็นทางปรัชญาภาษาด้วยแน่นอน เพราะการที่พระพุทธเจ้าทรงเงียบไม่ตอบคำถาม ก็ย่อมมีความหมาย พอเป็นเรื่องของความหมาย ก็ย่อมเป็นเรื่องของปรัชญา
พระสูตรมีเนื้อหาดังนี้ เพื่อให้เข้าใจง่ายก็ยกพระสูตรฉบับภาษาอังกฤษ ที่แปลโดยท่านฐานิสสโรภิกขุ เพราะฉบับภาษาไทยที่อยู่ในเว็บพระไตรปิฎกเช่น http://84000.org/ อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง ภาษาอังกฤษรู้เรื่องมากกว่า (แต่ใครที่ยังเทียบกับฉบับภาษาไทยก็ดูได้ ที่นี่):

Then the wanderer Vacchagotta went to the Blessed One and, on arrival, exchanged courteous greetings with him. After an exchange of friendly greetings & [...]

Read Full Post »

ผมกำลังเตรียมสอนวิชา social and political ethics ที่มหาวิทยาลัย Linkoping ประเทศสวีเดน ซึ่งจะสอนชั่วโมงแรกพรุ่งนี้ ระบบที่นี้แปลก เพราะนักศึกษาเรียนทีละหนึ่งคอร์สเท่านั้น แต่เรียนอย่างเข้มข้นสามอาทิตย์จบ หมายความว่าในเวลาสามอาทิตย์ นักศึกษาที่นี่อ่านเท่าๆกับหรือมากกว่าที่เราอ่านกันในเวลาสี่เดือน! เหตุผลก็คือว่า เรียนไปทีละวิชา ดังนั้นในเวลาสี่เดือนก็อาจเรียนแบบนี้ได้สามหรือสี่วิชา
งานหนักของการเรียนแบบนี้ นอกจากจะอยู่ที่ต้องอ่านตลอดแล้ว ยังต้องเริ่มเรียนและเขียน paper ให้เสร็จส่งอาจารย์ให้ได้ภายในเวลาสามอาทิตย์ ผมว่าระบบแบบนี้น่าจะเอาไปใช้ที่จุฬาฯบ้าง จะได้แก้ปัญหานิสิตเขียน paper ช้าอืดไม่ยอมส่งสักที ทีนี่ส่งเกินกำหนดไม่ได้ จะไม่ได้หน่วยกิตเอา
ระหว่างที่เตรียมอยู่นี่ก็ไปพบกับแนวคิดของ postmodernism หรือ “หลังสมัยใหม่นิยม” (แบบธีรยุทธ บุญมี ) ซึ่งอ้างอิงงานของนักปรัชญาฝรั่งเศส Jacques Derrida ไว้เยอะมาก คำหลักของปรัชญาของแดริดาได้แก่คำว่า “différance” ซึ่งคำๆนี้ไม่มีในพจนานุกรมภาษาฝรั่งเศส (แต่อาจจะมีแล้วก็ได้เนื่องจากแดรดาประดิษฐ์คำนี้ขึ้นมาใหม่) ใน Wikipedia มีการอธิบายเรื่องนี้ไว้แบบนี้

Illustration of différance
For example, the word “house” derives its meaning [...]

Read Full Post »

โพสนี้เกิดจากการสนทนากันระหว่างผมกับ kappathai (เปี๊ยก) เกี่ยวกับความสำคัญของความรู้ทางภาษากับการอ่านงานทางปรัชญา ผมเขียนไปว่าในการอ่านปรัชญานั้น ความรู้ทางภาษาไม่สำคัญมากเท่ากับความรู้ในเนื้อหาในเรื่องที่จะอ่าน ซึ่งถ้ามีความรู้อย่างหลังแล้ว แม้จะมีความรู้อย่างแรกไม่มาก ก็สามารถอ่านงานเข้าใจพอสมควร ดีกว่าคนที่มีความรู้ทางภาษาดี แต่ไม่ค่อยรู้ปรัชญา ซึ่งจะอ่านงานปรัชญาได้ลำบากกว่า
ทีนี้ปัญหาที่เปี๊ยกสนใจก็คือว่า คนที่ความรู้ทางภาษา (ภาษาอังกฤษเกือบทั้งหมด) ไม่ค่อยดีมาก แม้จะรู้เนื้อหาปรัชญามาพอสมควรเนื่องจากเคยเรียนมา หรือ ฯลฯ แต่ก็อ่านงานปรัชญาไม่ค่อยรู้เรื่องอยู่ดี หรือไม่เช่นนั้น ก็อ่านแล้วจับใจความไม่ได้ พออ่านตรงนี้ ก็ลืมที่เพิ่งอ่านมา ทำให้ไม่สามารถย่อความหรือสรุปประเด็นสำคัญของเรื่องที่อ่านได้
อันนี้ก็เป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะกับผู้เรียนคนไทย ที่ไม่ค่อยมีทักษะในการอ่านแบบเก็บใจความหรือสรุปความ ผมเชื่อว่าที่มาของปัญหานี้มาจากว่า คนอ่านยังไม่ค่อยได้รับการฝึกฝนให้ทำงานแบบนี้ ผมนึกถึงรูปแบบการเรียนในมหาวิทยาลัยไทยทั่วๆไป ซึ่งมักเน้นการฟังคนสอน แล้วจด lecture ทำให้ไม่ค่อยได้อ่านหนังสือเท่าไหร่ เมื่อมาเรียนแบบที่ต้องอ่าน ก็เลยกลัวว่าอ่านไม่รู้เรื่อง ทำให้สนใจรายละเอียดเป็นจำนวนมาก บางคนเปิดดิกทุกประโยค ใช้ความพยายามอย่างมากมาย ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ต่อไปการเรียนปรัชญาไม่สามารถก้าวหน้าไปไหนได้แน่ๆ แล้วเราจะทำอย่างไร?
ผมกำลังวิเคราะห์ประเด็นของเปี๊ยก แล้วก็ยังเชื่อว่า ยังไงๆการมีพื้นความรู้ทางปรัชญาเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อเป็นตัวอย่างขอให้เราลองมาดู passage ของนักปรัชญาคนสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ แล้วลองอ่านงานของเขาแบบที่เราอ่านกันเพื่อเตรียมเรียนปรัชญา:
 
I. ” THE world is my idea : ” this is [...]

Read Full Post »

เรื่องที่น่าสนใจมากๆอีกเรื่องหนึ่งในปรัชญาภาษา ได้แก่เรื่อง “กรอบมโนทัศน์” ของโดนัลด์ เดวิดสัน ซึ่งเป็นนักปรัชญาชาวอเมริกันที่สำคัญทีสุดคนหนึ่ง เดวิดสันมีอายุรุ่นเดียวกับไควน์ และเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2003 ที่ผ่านมานี้
“กรอบมโนทัศน์” ในที่นี้แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า conceptual scheme ซึ่งเดวิดสันพูดถึงเรื่องนี้ไว้ในบทความที่มีชื่อเสียงมากบทหนึ่ง ได้แก่เรื่อง “On the Very Idea of the Conceptual Scheme” ประเด็นหลักของบทความนี้คือ การคิดว่ามีกรอบมโนทัศน์หลายๆกรอบ ซึ่งแต่ละกรอบไม่สามารถแปลกันไปมาได้ หรือเปรียบเทียบเข้ากันไม่ได้ (incommensurable) เป็นแนวคิดที่ผิด และไม่ชอบด้วยเหตุผล
คนที่เคยเรียนปรัชญาวิทยาศาสตร์ ต้องรู้จักชื่อนักประวัติวิทยาศาสตร์โทมัส คูน (Thomas Kuhn) ซึ่งได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่อง “paradigm” เอาไว้ ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ในสายตาของคูน ขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของ paradigm ซึ่งกำกับแนวคิดหลักๆและกรอบทฤษฎีของวิทยาศาสตร์เอาไว้ ทีนี้ paradigm ของคูน ก็คล้ายๆกับ conceptual scheme ของเดวิดสัน เพียงแต่ว่า conceptual scheme นี้กว้างกว่า เพราะใช้ได้แก่บริบทต่างๆที่ไม่ใช่บริบทวิทยาศาสตร์แบบ paradigm
ประเด็นหลักเกี่ยวกับ paradigm [...]

Read Full Post »

ทรรศนะหนึ่งที่น่าสนใจมากและมีอิทธิพลในวงการปรัชญาภาษา ได้แก่เรื่อง semantic antirealism ของไมเคิล ดัมเมทท์ Semantic antirealism แปลเป็นไทยได้ว่า “ปฏิสัจนิยมเชิงอรรถศาสตร์” ซึ่งเป็นทรรศนะที่ถือว่า ไม่มีความเป็นจริงที่เป็นภววิสัยในเชิงอรรถศาสตร์
ก่อนที่เราจะเข้าใจประเด็นนี้ เราต้องพูดเกี่ยวกับสัจนิยมกับปฏิสัจนิยมเสียก่อน สัจนิยมหรือ realism คือทรรศนะที่ถือว่า มีความเป็นจริงอยู่ต่างหากจากจิตผู้คิดของเรา นั่นคือเป็นทรรศนะนี้เน้นเรื่อง “ความเป็นจริง” (reality) ของสิ่งต่างๆ โดยทั่วไปทรรศนะที่ขัดแย้งกับ realism ก็มักจะเป็น idealism ซึ่งถือว่า สิ่งต่างๆนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงภาพสะท้อนของจิต หรือเป็นผลงานสร้างสรรค์ของจิต (เช่นในปรัชญาของ Berkeley) เรื่องความแตกต่างระหว่างสองทรรศนะนี้เป็นสิ่งที่มีมาตลอดในอภิปรัชญา เปลโตจะถือว่า เป็นชาวสัจนิยมในกรณีของสิ่งต่างๆในโลกของแบบ (คือถือว่าเป็นจริงจริงๆ) ส่วนบรรดา materialist ทั้งหลายจะถือว่าเป็น realist ในกรณีของสิ่งต่างๆในโลกนี้
ส่วนคำว่า “ปฏิสัจนิยม” หรือ antirealism (บางทีเขียนว่า anti-realism) นั้นเป็นคำกลางๆ ที่ใช้เรียกทรรศนะต่างๆที่ขัดแย้งกับ realism นั่นคือ เราถือว่า idealism เป็น antirealism ทรรศนะหนึ่ง แต่ฝ่ายจิตนิยมเขาก็อาจอ้างได้ว่า ทรรศนะของเขาก็เป็นสัจนิยม [...]

Read Full Post »

หัวข้อที่เราต้องเรียนกันในวันพฤหัสนี้ที่ผมต้องงดไป คือเรื่อง “ภาษาส่วนตัว” (private language) กับ “การเดินตามกฏ” (rule following) ซึ่งก็เป็นหัวข้อสำคัญในปรัชญาของวิตเกนสไตน์ และก็มีผลพวงทางปรัชญาตามมามากมาย โดยเฉพาะในปรัชญาจิตและญาณวิทยา แนวคิดหลักของเรื่องภาษาส่วนตัวก็คือ ภาษาส่วนตัวไม่มีจริง และมีไม่ได้ เรื่องนี้ต้องพูดละเอียดพอสมควร ในโพสนี้จะพูดเรื่องภาษาส่วนตัวก่อน แล้วจะพูดเรื่องการเดินตามกฏทีหลัง

ภาษาส่วนตัวที่วิตเกนสไตน์พูดถึง ไม่เหมือนกับการที่เราคิดอะไรอยู่ในใจ แล้วไม่มีใครมารู้ว่าเราคิดว่าอย่างไร (เว้นแต่เป็นผู้ที่บรรลุญาณวิเศษที่สามารถหยั่งรู้วาระจิตของผู้อื่นได้ แต่เราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ในโพสนี้ อย่างไรก็ตามการรู้ความคิดของผู้อื่น ก็เป็นอะไรที่สนับสนุนข้อเสนอของวิตเกนสไตน์อยู่โดยอ้อม) สำหรับวิตเกนสไตน์แล้ว “ภาษาส่วนตัว” หมายถึงภาษาที่มีแต่เราเองแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถรู้ได้ นั่นคือสิ่งที่ภาษาส่วนตัวระบุถึง ต้องเป็นอะไรที่มีแต่ “เรา” เท่านั้นที่รับรู้ได้ ซึ่งก็ย่อมได้แก่ความรู้สึกส่วนตัวของเราเอง ตัวอย่างเช่น ผมรู้สึกคันที่ขา เพราะยุงกัด สมมติว่าผมมีคำพิเศษที่ใช้เรียกความรู้สึกนี้ ซึ่งย่อมไม่ใช่คำว่า “คัน” ในภาษาไทย เพราะคำนี้ทุกคนที่พูดภาษาไทยรู้กันอยู่แล้ว แต่เป็นคำพิเศษที่ผมไม่บอกใคร (ภาษาส่วนตัว!) ผู้ที่เชื่อว่ามีภาษาส่วนตัวจะถือว่า คำที่ผมใช้เรียกความรู้สึกนี้ไม่สามารถแปลออกมาเป็นภาษาที่รับรู้กันโดยทั่วไปได้ เพราะสิ่งที่ภาษานี้ระบุถึง ได้แก่ความรู้สึกส่วนตัว ซึ่งในเมื่อไม่มีใครนอกจากผู้ที่มีความรู้สึกนั้นจะรู้ความรู้สึกนี้ได้ คำใดที่ใช้เรียกความรู้สึกนี้ ก็ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของภาษาส่วนตัว ที่มีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ภาษานี้ได้ (ตัวอย่างนี้จะเห็นชัดมากขึ้น ถ้าตัวอย่างไม่ใช่เรื่อง “คัน” แต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่มีแต่ผมเท่านั้นที่รู้)
เหตุผลที่วิตเกนสไตน์บอกว่า ภาษาส่วนตัวมีไม่ได้ก็เพราะว่า [...]

Read Full Post »

เรื่องที่เก่ากว่า