การจาริกแสวงบุญกับการเดินทางของจิตใจ
การเดินทางในมิติทางจิตใจและจิตวิญญาณ ผ่านการจาริกแสวงงบุญและธรรมยาตรา โดยวิทยากรในหลากหลายศาสนา ได้แก่ พุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู สถานศักดิ์สิทธิ์ครอบคลุมพื้นที่ในยุโรปและเอเซีย รวมทั้งภูเขาไกรลาศในทิเบต การประชุมและเสวนาเรื่อง “การ จาริกแสวงบุญ กับการเดินทางของจิตใจ” วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553 ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโดย มูลนิธิพันดารา ร่วมกับ ศูนย์จริยธรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี คณะ อักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลักการและเหตุผล การเคลื่อนไหวกับการเดินทางเป็นอย่างหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนใฝ่ฝันจะทำ มนุษย์อยากจะสำรวจโลกของตัวเองทันทีที่เริ่มเคลื่อนไหวร่างกายได้ เรามีความปรารถนาอยู่เสมอที่จะไปยังที่นั่นที่นี่ เพื่อรู้ว่าที่เหล่านั้นเป็นอย่างไร และดีกว่าที่ที่เราอยู่ในปัจจุบันอย่างไร เด็กทารกมีความสุขกับการใช้เสรีภาพที่เกิดขึ้นจากการรู้จักการใช้มือและเท้า คลานไปมา หลังจากที่ก่อนหน้านั้นต้องเอาแต่นอนอยู่เฉยๆอย่างเดียว การเคลื่อนที่ได้นี้เป็นการเปิดโลกใหม่ของเด็ก ทำให้รู้ว่าโลกนั้นกว้างใหญ่และมีสิ่งต่างๆที่น่าตื่นเต้นรอการค้นพบอยู่ มากมาย เมื่อเราเติบโตขึ้นความปรารถนาที่จะเดินทางไปยังที่ต่างๆก็ยิ่งกว้างไกลมาก ขึ้น การเดินทางของเรามีทั้งที่จำเป็น เช่นการไปทำงาน และที่เป็นเรื่องของการพักผ่อนหย่อนใจ เช่นการท่องเที่ยวไปตามที่ต่างๆ เป้าหมายของการเดินทางของคนในโลกสมัยใหม่ดูเหมือนว่าจะมีเพียงสองประการนี้ เท่านั้น ดังจะเห็นได้จากคำถามที่กองตรวจคนเข้าเมืองบางประเทศถามแก่คนที่เดินทางเข้า ยังประเทศของตน ว่าจะเดินทางมาด้วยเหตุผลทางธุรกิจ หรือเพื่อความเพลิดเพลิน อย่างไรก็ตาม [...]
เว็บไซต์ “ปรัชญาเปรียบเทียบ” จากมหาลัยโคลัมเบีย
วันนี้ผมไปพบกับเว็บไซต์ที่หนึ่งได้แก่ The Columbia Society for Comparative Philosophy ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐฯ “ปรัชญาเปรียบเทียบ” เป็นคำที่ใช้เรียกการศึกษาปรัชญาที่มาจากต่างวัฒนธรรมกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นปรัชญาตะวันตกกับตะวันออก อย่างไรก็ตามในบริบทของโลกตะวันตกเช่นในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย การเปรียบเทียบนี้ก็มักจะเป็นการมองออกจากมุมมองของตะวันตก ไปยังความคิดของตะวันออกซึ่งก็ทราบกันว่าปรัชญาที่พัฒนามากๆได้แก่ของอินเดียกับจีน คนเขียนเว็บไซต์นี้อยากจะให้มีการเปิด “พรมแดนของความคิด” ระหว่างกันและกัน และเน้นว่าการศึกษาความคิดของตะวันออกนั้น ไม่ได้หมายความว่าของตะวันออกสามาารถให้คำตอบที่ปรัชญาตะวันตกไม่สามารถให้ได้ แต่เป็นการเปิดโลกความคิด ทำให้เรามองเห็นปัญหาต่างๆในแง่มุมใหม่ๆขึ้น เว็บไซต์นี้มี podcast รวมไฟล์เสียงการบรรยายของนักปรัชญาต่างๆ ที่มาบรรยายในกิจกรรมของศูนย์ของเขาด้วย หนึ่งในนั้นได้แก่ Owen Flanagan ซึ่งจะมาประจำอยู่ที่ภาควิชาปรัชญาของเราในเดือนมกราคมนี้ ก็นับเป็นโชคดีของเราที่เราจะได้ฟังความคิดของนักปรัชญาชื่อดังท่านนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับการมาประจำของ Owen จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะๆ
“มิติทางสังคมและจริยธรรมของ IT”
การประชุมวิชาการ “มิติทางสังคมและจริยธรรมของเทคโนโลยีสารสนเทศ” ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 ****************************** กำหนดการ8:45 – 9:00 พิธีเปิด 9:00 – 9:45 “พระพุทธศาสนากับเทคโนโลยีสารสนเทศ” ศ. ดร. สมภาร พรมทา 9:45 – 10:15 พัก 10:15 – 11:00 “Blogging and Thai Society: Unleashing Potentials and Perils in a Troubling Democracy” ผศ. ดร. พิรงรอง รณะนันทน์ 11:00 – 11:45 “Impacts of the Social [...]
โชเพนฮาวร์กับพระพุทธศาสนา (ต่อ)
สำหรับโชเพนฮาวร์แล้ว เรามีหนทางที่จะหลุดออกจากการครอบงำของเจตจำนงได้ ด้วยการปฏิเสธเจตจำนงนั้นเอง เรื่องนี้ค่อนข้างแปลก เพราะโชเพนฮาวร์ได้แสดงไว้ก่อนแล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างได้แก่เจตจำนง ดังนั้นการปฏิเสธเจตจำนง จึงน่าจะเท่ากับการปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วย นั่นคือปฏิเสธทั้งสิ่งที่มีอยู่ภายนอก (ภววิสัย) และภายใน (อัตวิสัย) ทั้งคู่ เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้ละเอียดขึ้น คงต้องยกข้อเขียนของโชเพนฮาวร์มาพิจารณา: If that veil of Maya, the principium individuationis, is liftted from the eyes of a man to such an extent that he no longer makes the egotistical distinction between his person and that of others, but takes as much interest [...]
โชเพนฮาวร์กับพระพุทธศาสนา
โครงการเกี่ยวกับปรัชญาโดยตรงที่ผมกำลังทำอยู่ในขณะนี้ ได้แก่เขียนบทความเกี่ยวกับปรัชญาของโชเพนฮาวร์เปรียบเทียบกับพระพุทธศาสนา ผมเคยเขียนในโพสก่อนๆหน้าเกี่ยวกับโชเพนฮาวร์นิดหน่อย และในนี้ก็จะพูดเกี่ยวกับโครงการเขียนบทความนี้เล็กน้อย โชเพนฮาวร์เป็นนักปรัชญาที่น่าสนใจคนหนึ่ง แต่รายวิชาเกี่ยวกับประวัติปรัชญาหรือแม้แต่ปรัชญาเยอรมัน ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจเขามากเท่าใดนัก ซึ่งเป็นเรื่องแปลกเนื่องจากความคิดของโชเพนฮาวร์มีอิทธิพลต่อนักคิดนักปรัชญาสมัยต่อมาอีกมาก เช่นนิทเช่ หรือฟรอยด์ รวมทั้งวิตเกนสไตน์อีกด้วย ความคิดของโชเพนฮาวร์เป็นระบบมาก และรวมอยู่ในหนังสือเล่มเดียว ทำให้การเศึกษาความคิดของเขาค่อนข้างง่าย โดยเฉพาะเมื่อเปรียบกับนักปรัชญาเยอรมันคนอื่นๆโดยเฉพาะเฮเกล มีเรื่องเล่าว่า โชเพนฮาวร์เกลียดเฮเกลอย่างหนัก และเมื่อสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินด้วยกัน โชเพนฮาวร์ตั้งใจจัดเวลาเลคเชอร์ของตัวเองให้ตรงกับของเฮเกล ซึ่งคงจะเป็นเพราะต้องการจะดึงนักศึกษาออกมาจากห้องของเฮเกล แต่ปรากฏว่านักศึกษาปรัชญาเกือบทั้งหมดเลือกไปฟังบรรยายของเฮเกลแทน ซึ่งก็อาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้โชเพนฮาวร์มีทัศนะค่อนข้างจะเป็น “ทุนิยม” หรือ pessimist มากขึ้น ซึ่งก็ตรงกับปรัชญาของเขาเองตามที่เข้าใจกันทั่วไป โชเพนฮาวร์ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากปรัชญาอินเดีย ซึ่งในขณะนั้นเริ่มมีการแปลออกมาเป็นภาษายุโรป เขาได้อ้างอิงแหล่งที่มาของความคิดเกี่ยวกับปรัชญาอินเดียอย่างชัดเจนในงานของเขา คือ Die Welt als Wille und Vorstellung หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “โลกในฐานะที่เป็นเจตจำนงกับที่เป็นภาพแทน” (ชาว “บริสุทธิ์นิยม” (purist) เกี่ยวกับภาษาไทยจะบอกว่าการแปลนี้ฟังไม่รื่นหู ซึ่งก็ถูกต้องเพราะผมไม่ต้องการให้รื่นหู แต่ต้องการให้แปลตรงความหมาย – เรื่องนี้ก็น่าจะพูดให้ละเอียดในอีกโพสหนึ่งต่อจากนี้) โดยโชเพนฮาวร์บอกว่า ความคิดของเขาที่เสนอในหนังสือเล่มนี้ คือการที่โลกเป็นทั้งเจตจำนงและเป็นภาพแทน ไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นอะไรที่มีพูดในปรัชญาอินเดียก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ปรัชญาของยุโรปตามความเห็นของเขา ไม่ได้มองเห็นความจริงข้อนี้ เราจะพูดเกี่ยวกับเรื่องโลกเป็น [...]
ประกาศสำนักพิมพ์มูลนิธิพันดารา
หนังสือเรื่อง “โศลกมูลฐานว่าด้วยทางสายกลาง” ของท่านนาคารชุน มีจำหน่ายแล้วที่ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คัมภีร์ มูลมธฺยมกการิกา หรือแปลเป็นไทยว่า “โศลกมูลฐานว่าด้วยทางสายกลาง” เป็นงานที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของพระพุทธศาสนา รจนาโดยพระอาจารย์นาคารชุน ซึ่งเชื่อกันว่าท่านมีชีวิตอยู่ในประเทศอินเดียตอนใต้ เมื่อราวศตวรรษที่สองหลังคริสตกาล ท่านเป็นผู้ก่อตั้งสำนักปรัชญาพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า “มาธยมิกะ” หรือ “สำนักทางสายกลาง” และงานชิ้นนี้ของท่านก็มีผู้ศึกษาเล่าเรียนและนำไปอ้างอิงกับบรรยายอธิบายความหมายในทุกๆวัฒนธรรม ที่พระพุทธศาสนาฝ่ายสันสกฤตได้แพร่กระจายไป ได้แก่ทิเบต จีน เกาหลี ญี่ปุ่นและมองโกเลีย นอกจากนี้ งานชิ้นนี้ยังมีความสำคัญตรงที่เป็นจุดตั้งต้นของการแพร่กระจายของการตีความอันหลากหลาย โดยที่นิกายย่อยสองนิกายภายในสำนักคิดมาธยมิกะ อันได้แก่สวตันตริกมาธยมิกะ และปราสังคิกมาธยมิกะ ก็มีจุดกำเนิดจากความแตกต่างในการตีความตัวบทในงานของท่านนาคารชุนนี้ เนื้อหาของ “โศลกมูลฐานว่าด้วยทางสายกลาง” เป็นการนำเสนอแก่นคำสอนของพระพุทธศาสนา อันได้แก่เรื่องความว่างหรือ “ศูนยตา” (เขียนแบบบาลีได้ว่า “สุญญตา”) โดยศูนยตานี้เป็นเนื้อหาของทางสายกลางที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ และท่านนาคารชุนได้นำมาขยายความอย่างละเอียดพิสดาร เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจประเด็นและแง่มุมต่างๆเกี่ยวกับศูนยตาและทางสายกลางอย่างละเอียด ทั้งนี้ก็อยู่ภายในขอบเขตของคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมด มีนักวิชาการบางฝ่ายที่เสนอว่า ข้อเขียนของท่านนาคารชุนในงานชิ้นนี้ มีบางส่วนที่เป็นการนำเสนอเนื้อหาใหม่เพิ่มไปจากที่พระพุทธเจ้าได้ทรงสอนเอาไว้ แต่หากพิจารณางานชิ้นนี้อย่างถี่ถ้วนแล้วจะพบว่า ไม่มีโศลกใดเลยที่จะเสนอคำสอนที่เกินเลยหรือไม่ตรงต่อจุดมุ่งหมายหลักของพระพุทธเจ้าในการสอนสรรพสัตว์เพื่อให้เข้าใจหนทางแห่งการพ้นทุกข์ จุดที่งานของท่านนาคารชุนเพิ่มเข้ามาก็คือ การอธิบายและการให้เหตุผลสนับสนุนคำสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างเป็นระบบ จุดสำคัญอยู่ที่การอ้างเหตุผล อาจกล่าวได้ว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏในพระสูตรนั้น เป็นคำสอนเบื้องต้นที่มิได้มุ่งอธิบายความเป็นมาเป็นไป หรือเหตุผลเบื้องหลังอย่างละเอียด แต่เมื่อพระพุทธศาสนามีการพัฒนามากขึ้นทางด้านความคิดและเหตุผล ก็จึงเกิดความพยายามที่จะทำคำสอนเหล่านี้ให้เป็นระบบ และมีเหตุผลรองรับเพื่อให้ผู้ที่ยังสงสัยอยู่ หรือขาดศรัทธาในคำสอนของพระพุทธศาสนา [...]
ความเงียบของพระพุทธเจ้า
ผมติดอยู่ที่สวีเดนนี้ ทำให้มีเวลาไตร่ตรองใคร่ครวญอะไรหลายอย่าง ภารกิจในการสอนของผมหมดแล้ว ตอนนี้ก้มีแต่ตรวจ paper ของนักศึกษา ซึ่งคงใช้เวลาไม่นานมากนัก ต่อจากนั้นก็ว่าง เวลาว่างๆเช่นนี้ก็เหมาะ สำหรับการเขียนบล๊อก ผมไปพบกับพระสูตรบทหนึ่งในพระไตรปิฏก คือ “อานันทสูตร” ความจริงอานันทสูตรมีหลายบท แต่บทนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นการแสดง “ดุษณี” หรือ “ความเงียบ” ของพระพุทธเจ้า ประเด็นเรื่องความเงียบก็ย่อมเป็นประเด็นทางปรัชญาภาษาด้วยแน่นอน เพราะการที่พระพุทธเจ้าทรงเงียบไม่ตอบคำถาม ก็ย่อมมีความหมาย พอเป็นเรื่องของความหมาย ก็ย่อมเป็นเรื่องของปรัชญา พระสูตรมีเนื้อหาดังนี้ เพื่อให้เข้าใจง่ายก็ยกพระสูตรฉบับภาษาอังกฤษ ที่แปลโดยท่านฐานิสสโรภิกขุ เพราะฉบับภาษาไทยที่อยู่ในเว็บพระไตรปิฎกเช่น http://84000.org/ อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง ภาษาอังกฤษรู้เรื่องมากกว่า (แต่ใครที่ยังเทียบกับฉบับภาษาไทยก็ดูได้ ที่นี่): Then the wanderer Vacchagotta went to the Blessed One and, on arrival, exchanged courteous greetings with him. After an exchange of [...]
ภาษาในปริศนาธรรมของเซน
ปริศนาธรรมเป็นเครื่องมือของอาจารย์ในพุทธศาสนานิกายเซนเพื่อช่วยให้ผู้ฟังสามารถบรรลุ “ซาโตริ” ได้ แต่เป็นภาษาที่ต้องทิ้งระบบตรรกะตามสามัญสำนึกของมนุษย์ ดังตัวอย่าง “อะไรคือเสียงของการตบมือข้างเดียว” (ซึ่งนิยามของการตบมือคือจะต้องใช้มือสองข้างประกบเข้าหากันด้วยความเร็ว) “จงแสดงใบหน้าที่แท้จริงของท่านก่อนท่านเกิด” (ซึ่งหากเรายังไม่เกิดมาแอล้วจะมีใบหน้าได้อย่างไร) ศิษย์ “มีสิ่งใดที่ผมต้องทำบ้างเพื่อให้บรรลุ” อาจารย์ “เธอจงหาวงกลมกลับหัวให้พบ” (วงกลมมีหัวท้ายด้วยหรือ) ศิษย์ “ผมจะค้นหามันได้อย่างไร” อาจารย์ “ง่ายนิดเดียว ขอให้ติดตามการบินของห่านป่าที่ไร้ปีก” (ห่านที่ไร้ปีกจะบินได้อย่างไร) ปริศนาธรรมเหล่านี้อาจารย์เซนใช้เพื่อแสดงออกถึงสภาวะแห่งความจริงแท้อันเป็นหนึ่งเดียวกันกับสภาวะแห่งความว่างเปล่า ที่ไม่มีการยึดมั่นแบ่งแยก ช่วยกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติบรรลุสู่สภาวะแห่งความจริงแท้ที่เรียกว่าซาโตริอย่างฉับพลัน โดยมิได้คำนึงถึงหลักภาษา ความคิดและเหตุผลที่อยู่ในสามัญสำนึกของเรา ข้อสังเกตเกี่ยวกับภาษาในปริศนาธรรมที่เห็นได้ชัดที่สุด ได้แก่ข้อจำกัดของการใช้ภาษาของเรา ซึ่งไม่สามารถอธิบายถึงสิ่งซึ่งเป็นสภาวะที่อยู่พ้นไปจากโลกประจักษ์ และกระบวนการคิดด้วยเหตุผลของมนุษย์ไปได้ ซึ่งคิดตรงกันข้ามกับคริปคีเลยที่ต้องให้ภาษาที่เป็นตัวชี้แข็ง ระบุความจริงของโลกที่เราไม่อาจยืนยันได้ด้วย แนวคิดของคริปคีคิดว่าโลกที่เป็นไปได้ทั้งหลายคงมีลักษณะเชิงประจักษ์ที่ไม่ต่างกับที่มนุษย์รับรู้อยู่บนโลกใบนี้ หากจะอธิบายช่วยคริปคี อาจจะอ้างว่า ก็ภาษาที่เราใช้อยู่นี่เอง ทำให้เราคิดไปถึงโลกที่เป็นไปได้อื่นๆในแบบที่เหมือนกับที่มนุษย์รับรู้อยู่ในขณะนี้ ไม่ต่างกับการใช้ภาษาเพื่อบรรลุซาโตริ เพราะภาษาสามารถมองได้ 2 แบบคือมองตามตรรกะตามสามัญสำนึก กับมองแบบให้มันผิดตรรกะ ผลลัพธ์ของการใช้ภาษาคนละแบบดังกล่าวนี้จะได้คำตอบเป็นคนละอย่างก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร ข้อสงสัยที่ไม่รู้จะเกี่ยวกับภาษาหรือไม่ก็คือ น่าแปลกที่ในปัจจุบันมนุษย์สามารถอธิบายกระบวนการของปริศนาธรรมและสามารถจินตนาการไปถึงสภาวะของความว่างได้ โดยต้องหลุดออกไปจากตรรกะปกติก่อนนะ จึงจะบรรลุซาโตริได้ หรือพระสูตรในพระไตรปิฏกทั้งหลายที่บันทึกพระพุทธวจนะของพระพุทธเจ้าเอาไว้ แล้วท้ายสุดคนที่ฟังพระพุทธเจ้าในตอนนั้นที่ถูกบันทึกไว้ก็บรรลุโสดาบัน ซึ่งในปัจจุบันก็มีคนเข้าใจหลักธรรมของศาสนาพุทธมากมาย อ่านพระสูตรเหล่านั้นได้อย่างเข้าใจ แต่เรามาอ่านของเหล่านี้เท่าไรก็ไม่เห็นจะบรรลุนิพพานหรือซาโตริได้เสียที [...]
ภาษาคน-ภาษาธรรม
เช้าวันอาทิตย์นี้ ผมขอโพสบางอย่างที่เกี่ยวกับธรรมะสักเล็กน้อย พวกเราหลายคนคงรู้จักคำสอนของท่านพุทธทาสเกี่ยวกับเรื่อง “ภาษาคน-ภาษาธรรม” ซึ่งย่อมเกี่ยวกับเรื่องของเราในวิชานี้โดยตรง ก็ขอยกคำพูดของท่านพุทธทาสเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างสองภาษานี้ ดังนี้ นางฟ้า คำว่า “นางฟ้า” ภาษาคนหมายถึงนางฟ้าตัวสวยๆ อยู่ในสวรรค์วิมานข้างบนโน้น เรียกว่า นางฟ้า แต่นางฟ้าในภาษาธรรมนี้กลับหมายถึงธรรมะของพระพุทธเจ้า โดยมากมักจะเล็งถึงปริยัติธรรม แต่โดยที่แท้แล้วต้องเล็งถึงธรรมะทั่วๆไป ที่มีความงามในท่ามกลาง มีความงามในเบื้องปลาย เหมือนที่ได้กล่าวมาแล้วในคำว่าพรหมจรรย์ นี้คือนางฟ้าในภาษาธรรมะ เป็นที่ต้องการ เป็นที่ปรารถนาของสัตบุรุษ ในพระพุทธศาสนา แม้แต่คำว่านางฟ้าก็ยังมีความหมายแตกต่างกันอย่างนี้ ข้อความนี้ยกมาจากหนังสือเรื่อง “ภาษาคน-ภาษาธรรม” หน้า ๔๑ ไม่รู้ว่าพวกเรามีความเห็นอย่างไรกันบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้?
วันพฤหัสที่ 26 ไม่มีเรียน
ป่านนี้คุณคงรู้แล้วว่า วันพฤหัสนี้ (26) งดเรียน เพราะตอนนี้ผมกำลังอยู่ที่ฝรั่งเศส มาประชุมวิชาการ เราจะเจอกันอีกทีวันพฤหัสหน้า (3 กรกฏา) นอกจากนี้ก็ขอชวนทุกคน ไปร่วมฟังการสัมมนาเรื่อง “การเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์กับพระพุทธศาสนา” ด้วย บ่ายวันสุกร์ที่ 4 กรกฏาคม ที่ห้อง 708 เวลาบ่ายโมงถึงบ่ายสามครึ่ง รายละเอียดดูที่ link นี้ http://researchers.in.th/blog/cest/863

ความเห็นล่าสุด