Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘พระพุทธศาสนา’

วันนี้ผมไปพบกับเว็บไซต์ที่หนึ่งได้แก่ The Columbia Society for Comparative Philosophy ของมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐฯ “ปรัชญาเปรียบเทียบ” เป็นคำที่ใช้เรียกการศึกษาปรัชญาที่มาจากต่างวัฒนธรรมกัน ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นปรัชญาตะวันตกกับตะวันออก อย่างไรก็ตามในบริบทของโลกตะวันตกเช่นในมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย การเปรียบเทียบนี้ก็มักจะเป็นการมองออกจากมุมมองของตะวันตก ไปยังความคิดของตะวันออกซึ่งก็ทราบกันว่าปรัชญาที่พัฒนามากๆได้แก่ของอินเดียกับจีน คนเขียนเว็บไซต์นี้อยากจะให้มีการเปิด “พรมแดนของความคิด” ระหว่างกันและกัน และเน้นว่าการศึกษาความคิดของตะวันออกนั้น ไม่ได้หมายความว่าของตะวันออกสามาารถให้คำตอบที่ปรัชญาตะวันตกไม่สามารถให้ได้ แต่เป็นการเปิดโลกความคิด ทำให้เรามองเห็นปัญหาต่างๆในแง่มุมใหม่ๆขึ้น
เว็บไซต์นี้มี podcast รวมไฟล์เสียงการบรรยายของนักปรัชญาต่างๆ ที่มาบรรยายในกิจกรรมของศูนย์ของเขาด้วย หนึ่งในนั้นได้แก่ Owen Flanagan ซึ่งจะมาประจำอยู่ที่ภาควิชาปรัชญาของเราในเดือนมกราคมนี้ ก็นับเป็นโชคดีของเราที่เราจะได้ฟังความคิดของนักปรัชญาชื่อดังท่านนี้ รายละเอียดเกี่ยวกับการมาประจำของ Owen จะแจ้งให้ทราบเป็นระยะๆ

Read Full Post »

การประชุมวิชาการ “มิติทางสังคมและจริยธรรมของเทคโนโลยีสารสนเทศ”
ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย15 กรกฎาคม พ.ศ. 2552
******************************
กำหนดการ8:45 – 9:00     พิธีเปิด
9:00 – 9:45     “พระพุทธศาสนากับเทคโนโลยีสารสนเทศ”
ศ. ดร. สมภาร พรมทา
9:45 – 10:15    พัก
10:15 – 11:00     “Blogging and Thai Society: Unleashing Potentials and Perils in a Troubling Democracy”
ผศ. ดร. พิรงรอง รณะนันทน์
11:00 – 11:45    “Impacts of the Social Network in Thai Society”
ผศ. ดร. ภัทรสินี ภัทรโกศล
11:45 – 12:30    [...]

Read Full Post »

สำหรับโชเพนฮาวร์แล้ว เรามีหนทางที่จะหลุดออกจากการครอบงำของเจตจำนงได้ ด้วยการปฏิเสธเจตจำนงนั้นเอง เรื่องนี้ค่อนข้างแปลก เพราะโชเพนฮาวร์ได้แสดงไว้ก่อนแล้วว่า ทุกสิ่งทุกอย่างได้แก่เจตจำนง ดังนั้นการปฏิเสธเจตจำนง จึงน่าจะเท่ากับการปฏิเสธทุกสิ่งทุกอย่างไปด้วย นั่นคือปฏิเสธทั้งสิ่งที่มีอยู่ภายนอก (ภววิสัย) และภายใน (อัตวิสัย) ทั้งคู่ เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้ละเอียดขึ้น คงต้องยกข้อเขียนของโชเพนฮาวร์มาพิจารณา:
If that veil of Maya, the principium individuationis, is liftted from the eyes of a man to such an extent that he no longer makes the egotistical distinction between his person and that of others, but takes as much interest in [...]

Read Full Post »

โครงการเกี่ยวกับปรัชญาโดยตรงที่ผมกำลังทำอยู่ในขณะนี้ ได้แก่เขียนบทความเกี่ยวกับปรัชญาของโชเพนฮาวร์เปรียบเทียบกับพระพุทธศาสนา ผมเคยเขียนในโพสก่อนๆหน้าเกี่ยวกับโชเพนฮาวร์นิดหน่อย และในนี้ก็จะพูดเกี่ยวกับโครงการเขียนบทความนี้เล็กน้อย
โชเพนฮาวร์เป็นนักปรัชญาที่น่าสนใจคนหนึ่ง แต่รายวิชาเกี่ยวกับประวัติปรัชญาหรือแม้แต่ปรัชญาเยอรมัน ไม่ค่อยได้ให้ความสนใจเขามากเท่าใดนัก ซึ่งเป็นเรื่องแปลกเนื่องจากความคิดของโชเพนฮาวร์มีอิทธิพลต่อนักคิดนักปรัชญาสมัยต่อมาอีกมาก เช่นนิทเช่ หรือฟรอยด์ รวมทั้งวิตเกนสไตน์อีกด้วย
ความคิดของโชเพนฮาวร์เป็นระบบมาก และรวมอยู่ในหนังสือเล่มเดียว ทำให้การเศึกษาความคิดของเขาค่อนข้างง่าย โดยเฉพาะเมื่อเปรียบกับนักปรัชญาเยอรมันคนอื่นๆโดยเฉพาะเฮเกล มีเรื่องเล่าว่า โชเพนฮาวร์เกลียดเฮเกลอย่างหนัก และเมื่อสอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยเบอร์ลินด้วยกัน โชเพนฮาวร์ตั้งใจจัดเวลาเลคเชอร์ของตัวเองให้ตรงกับของเฮเกล ซึ่งคงจะเป็นเพราะต้องการจะดึงนักศึกษาออกมาจากห้องของเฮเกล แต่ปรากฏว่านักศึกษาปรัชญาเกือบทั้งหมดเลือกไปฟังบรรยายของเฮเกลแทน ซึ่งก็อาจเป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้โชเพนฮาวร์มีทัศนะค่อนข้างจะเป็น “ทุนิยม” หรือ pessimist มากขึ้น
ซึ่งก็ตรงกับปรัชญาของเขาเองตามที่เข้าใจกันทั่วไป โชเพนฮาวร์ได้รับอิทธิพลทางความคิดจากปรัชญาอินเดีย ซึ่งในขณะนั้นเริ่มมีการแปลออกมาเป็นภาษายุโรป เขาได้อ้างอิงแหล่งที่มาของความคิดเกี่ยวกับปรัชญาอินเดียอย่างชัดเจนในงานของเขา คือ Die Welt als Wille und Vorstellung หรือแปลเป็นไทยได้ว่า “โลกในฐานะที่เป็นเจตจำนงกับที่เป็นภาพแทน” (ชาว “บริสุทธิ์นิยม” (purist) เกี่ยวกับภาษาไทยจะบอกว่าการแปลนี้ฟังไม่รื่นหู ซึ่งก็ถูกต้องเพราะผมไม่ต้องการให้รื่นหู แต่ต้องการให้แปลตรงความหมาย – เรื่องนี้ก็น่าจะพูดให้ละเอียดในอีกโพสหนึ่งต่อจากนี้) โดยโชเพนฮาวร์บอกว่า ความคิดของเขาที่เสนอในหนังสือเล่มนี้ คือการที่โลกเป็นทั้งเจตจำนงและเป็นภาพแทน ไม่ใช่ของใหม่ แต่เป็นอะไรที่มีพูดในปรัชญาอินเดียก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ปรัชญาของยุโรปตามความเห็นของเขา ไม่ได้มองเห็นความจริงข้อนี้
เราจะพูดเกี่ยวกับเรื่องโลกเป็น “ภาพแทน” ก่อน คำนี้ตรงกับภาษาเยอรมันว่า “Vorstellung” [...]

Read Full Post »

หนังสือเรื่อง “โศลกมูลฐานว่าด้วยทางสายกลาง” ของท่านนาคารชุน มีจำหน่ายแล้วที่ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

คัมภีร์ มูลมธฺยมกการิกา หรือแปลเป็นไทยว่า “โศลกมูลฐานว่าด้วยทางสายกลาง” เป็นงานที่สำคัญที่สุดชิ้นหนึ่งของพระพุทธศาสนา รจนาโดยพระอาจารย์นาคารชุน ซึ่งเชื่อกันว่าท่านมีชีวิตอยู่ในประเทศอินเดียตอนใต้ เมื่อราวศตวรรษที่สองหลังคริสตกาล ท่านเป็นผู้ก่อตั้งสำนักปรัชญาพระพุทธศาสนาที่เรียกว่า “มาธยมิกะ” หรือ “สำนักทางสายกลาง” และงานชิ้นนี้ของท่านก็มีผู้ศึกษาเล่าเรียนและนำไปอ้างอิงกับบรรยายอธิบายความหมายในทุกๆวัฒนธรรม ที่พระพุทธศาสนาฝ่ายสันสกฤตได้แพร่กระจายไป ได้แก่ทิเบต จีน เกาหลี ญี่ปุ่นและมองโกเลีย นอกจากนี้ งานชิ้นนี้ยังมีความสำคัญตรงที่เป็นจุดตั้งต้นของการแพร่กระจายของการตีความอันหลากหลาย โดยที่นิกายย่อยสองนิกายภายในสำนักคิดมาธยมิกะ อันได้แก่สวตันตริกมาธยมิกะ และปราสังคิกมาธยมิกะ ก็มีจุดกำเนิดจากความแตกต่างในการตีความตัวบทในงานของท่านนาคารชุนนี้
เนื้อหาของ “โศลกมูลฐานว่าด้วยทางสายกลาง” เป็นการนำเสนอแก่นคำสอนของพระพุทธศาสนา อันได้แก่เรื่องความว่างหรือ “ศูนยตา” (เขียนแบบบาลีได้ว่า “สุญญตา”) โดยศูนยตานี้เป็นเนื้อหาของทางสายกลางที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสอนไว้ และท่านนาคารชุนได้นำมาขยายความอย่างละเอียดพิสดาร เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจประเด็นและแง่มุมต่างๆเกี่ยวกับศูนยตาและทางสายกลางอย่างละเอียด [...]

Read Full Post »

ผมติดอยู่ที่สวีเดนนี้ ทำให้มีเวลาไตร่ตรองใคร่ครวญอะไรหลายอย่าง ภารกิจในการสอนของผมหมดแล้ว ตอนนี้ก้มีแต่ตรวจ paper ของนักศึกษา ซึ่งคงใช้เวลาไม่นานมากนัก ต่อจากนั้นก็ว่าง
เวลาว่างๆเช่นนี้ก็เหมาะ สำหรับการเขียนบล๊อก ผมไปพบกับพระสูตรบทหนึ่งในพระไตรปิฏก คือ “อานันทสูตร” ความจริงอานันทสูตรมีหลายบท แต่บทนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นการแสดง “ดุษณี” หรือ “ความเงียบ” ของพระพุทธเจ้า ประเด็นเรื่องความเงียบก็ย่อมเป็นประเด็นทางปรัชญาภาษาด้วยแน่นอน เพราะการที่พระพุทธเจ้าทรงเงียบไม่ตอบคำถาม ก็ย่อมมีความหมาย พอเป็นเรื่องของความหมาย ก็ย่อมเป็นเรื่องของปรัชญา
พระสูตรมีเนื้อหาดังนี้ เพื่อให้เข้าใจง่ายก็ยกพระสูตรฉบับภาษาอังกฤษ ที่แปลโดยท่านฐานิสสโรภิกขุ เพราะฉบับภาษาไทยที่อยู่ในเว็บพระไตรปิฎกเช่น http://84000.org/ อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง ภาษาอังกฤษรู้เรื่องมากกว่า (แต่ใครที่ยังเทียบกับฉบับภาษาไทยก็ดูได้ ที่นี่):

Then the wanderer Vacchagotta went to the Blessed One and, on arrival, exchanged courteous greetings with him. After an exchange of friendly greetings & [...]

Read Full Post »

ปริศนาธรรมเป็นเครื่องมือของอาจารย์ในพุทธศาสนานิกายเซนเพื่อช่วยให้ผู้ฟังสามารถบรรลุ “ซาโตริ” ได้ แต่เป็นภาษาที่ต้องทิ้งระบบตรรกะตามสามัญสำนึกของมนุษย์ ดังตัวอย่าง
“อะไรคือเสียงของการตบมือข้างเดียว” (ซึ่งนิยามของการตบมือคือจะต้องใช้มือสองข้างประกบเข้าหากันด้วยความเร็ว)

“จงแสดงใบหน้าที่แท้จริงของท่านก่อนท่านเกิด” (ซึ่งหากเรายังไม่เกิดมาแอล้วจะมีใบหน้าได้อย่างไร)
 
ศิษย์ “มีสิ่งใดที่ผมต้องทำบ้างเพื่อให้บรรลุ”
อาจารย์ “เธอจงหาวงกลมกลับหัวให้พบ” (วงกลมมีหัวท้ายด้วยหรือ)
ศิษย์ “ผมจะค้นหามันได้อย่างไร”
อาจารย์ “ง่ายนิดเดียว ขอให้ติดตามการบินของห่านป่าที่ไร้ปีก” (ห่านที่ไร้ปีกจะบินได้อย่างไร)
 
ปริศนาธรรมเหล่านี้อาจารย์เซนใช้เพื่อแสดงออกถึงสภาวะแห่งความจริงแท้อันเป็นหนึ่งเดียวกันกับสภาวะแห่งความว่างเปล่า ที่ไม่มีการยึดมั่นแบ่งแยก ช่วยกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติบรรลุสู่สภาวะแห่งความจริงแท้ที่เรียกว่าซาโตริอย่างฉับพลัน โดยมิได้คำนึงถึงหลักภาษา ความคิดและเหตุผลที่อยู่ในสามัญสำนึกของเรา
 
ข้อสังเกตเกี่ยวกับภาษาในปริศนาธรรมที่เห็นได้ชัดที่สุด ได้แก่ข้อจำกัดของการใช้ภาษาของเรา ซึ่งไม่สามารถอธิบายถึงสิ่งซึ่งเป็นสภาวะที่อยู่พ้นไปจากโลกประจักษ์ และกระบวนการคิดด้วยเหตุผลของมนุษย์ไปได้ ซึ่งคิดตรงกันข้ามกับคริปคีเลยที่ต้องให้ภาษาที่เป็นตัวชี้แข็ง ระบุความจริงของโลกที่เราไม่อาจยืนยันได้ด้วย แนวคิดของคริปคีคิดว่าโลกที่เป็นไปได้ทั้งหลายคงมีลักษณะเชิงประจักษ์ที่ไม่ต่างกับที่มนุษย์รับรู้อยู่บนโลกใบนี้ หากจะอธิบายช่วยคริปคี อาจจะอ้างว่า ก็ภาษาที่เราใช้อยู่นี่เอง ทำให้เราคิดไปถึงโลกที่เป็นไปได้อื่นๆในแบบที่เหมือนกับที่มนุษย์รับรู้อยู่ในขณะนี้ ไม่ต่างกับการใช้ภาษาเพื่อบรรลุซาโตริ เพราะภาษาสามารถมองได้ 2 แบบคือมองตามตรรกะตามสามัญสำนึก กับมองแบบให้มันผิดตรรกะ ผลลัพธ์ของการใช้ภาษาคนละแบบดังกล่าวนี้จะได้คำตอบเป็นคนละอย่างก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร
 
ข้อสงสัยที่ไม่รู้จะเกี่ยวกับภาษาหรือไม่ก็คือ น่าแปลกที่ในปัจจุบันมนุษย์สามารถอธิบายกระบวนการของปริศนาธรรมและสามารถจินตนาการไปถึงสภาวะของความว่างได้ โดยต้องหลุดออกไปจากตรรกะปกติก่อนนะ จึงจะบรรลุซาโตริได้ หรือพระสูตรในพระไตรปิฏกทั้งหลายที่บันทึกพระพุทธวจนะของพระพุทธเจ้าเอาไว้ แล้วท้ายสุดคนที่ฟังพระพุทธเจ้าในตอนนั้นที่ถูกบันทึกไว้ก็บรรลุโสดาบัน ซึ่งในปัจจุบันก็มีคนเข้าใจหลักธรรมของศาสนาพุทธมากมาย อ่านพระสูตรเหล่านั้นได้อย่างเข้าใจ แต่เรามาอ่านของเหล่านี้เท่าไรก็ไม่เห็นจะบรรลุนิพพานหรือซาโตริได้เสียที ไม่รู้ทำไม 

Read Full Post »

เช้าวันอาทิตย์นี้ ผมขอโพสบางอย่างที่เกี่ยวกับธรรมะสักเล็กน้อย พวกเราหลายคนคงรู้จักคำสอนของท่านพุทธทาสเกี่ยวกับเรื่อง “ภาษาคน-ภาษาธรรม” ซึ่งย่อมเกี่ยวกับเรื่องของเราในวิชานี้โดยตรง ก็ขอยกคำพูดของท่านพุทธทาสเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างสองภาษานี้ ดังนี้

นางฟ้า
คำว่า “นางฟ้า” ภาษาคนหมายถึงนางฟ้าตัวสวยๆ อยู่ในสวรรค์วิมานข้างบนโน้น เรียกว่า นางฟ้า
แต่นางฟ้าในภาษาธรรมนี้กลับหมายถึงธรรมะของพระพุทธเจ้า โดยมากมักจะเล็งถึงปริยัติธรรม แต่โดยที่แท้แล้วต้องเล็งถึงธรรมะทั่วๆไป ที่มีความงามในท่ามกลาง มีความงามในเบื้องปลาย เหมือนที่ได้กล่าวมาแล้วในคำว่าพรหมจรรย์ นี้คือนางฟ้าในภาษาธรรมะ เป็นที่ต้องการ เป็นที่ปรารถนาของสัตบุรุษ ในพระพุทธศาสนา แม้แต่คำว่านางฟ้าก็ยังมีความหมายแตกต่างกันอย่างนี้
ข้อความนี้ยกมาจากหนังสือเรื่อง “ภาษาคน-ภาษาธรรม” หน้า ๔๑ ไม่รู้ว่าพวกเรามีความเห็นอย่างไรกันบ้างเกี่ยวกับเรื่องนี้?

Read Full Post »

ป่านนี้คุณคงรู้แล้วว่า วันพฤหัสนี้ (26) งดเรียน เพราะตอนนี้ผมกำลังอยู่ที่ฝรั่งเศส มาประชุมวิชาการ เราจะเจอกันอีกทีวันพฤหัสหน้า (3 กรกฏา)
นอกจากนี้ก็ขอชวนทุกคน ไปร่วมฟังการสัมมนาเรื่อง “การเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์กับพระพุทธศาสนา” ด้วย บ่ายวันสุกร์ที่ 4 กรกฏาคม ที่ห้อง 708 เวลาบ่ายโมงถึงบ่ายสามครึ่ง รายละเอียดดูที่ link นี้
http://researchers.in.th/blog/cest/863

Read Full Post »

ใครที่สนใจอ่านความคิดของผมเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ (โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา) ลองเข้าไปดูในบล๊อกส่วนตัวของผมที่นี่
http://soraj.wordpress.com/

Read Full Post »