Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

Posts Tagged ‘ตรรกวิทยา’

วิดิโอเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัญหาเรื่องการพิสูจน์ว่าพระเจ้ามีอยู่จริง พระเจ้าในที่นี้หมายถึงพระเจ้าในศาสนาคริสต์ ยิวหรืออิสลาม ประเด็นก็คือว่า ไม่ว่าใครจะพยายามใฃ้ตรรกวิทยาพิสูจน์อย่างไรว่ามีพระเจ้าจริง การอ้างเหตุผลเหล่านั้นก็มีข้อบกพร่องเสมอ ทางเดียวที่ทำได้ก็คือยอมรับว่าความเชื่อหรือศรัทธาในพระเจ้าของตนเอง เป็นเรื่องส่วนตัวของตนเอง และผู้ศรัทธานั้นไม่มีสิทธิใดๆจะมาบังคับให้คนอื่นเชื่อตาม

Read Full Post »

ผมพยายามเขียน comment ตอบของเปี๊ยกกับหนุนที่เขียนมาแสดงความคิดเห็นในโพส “เรียนปรัชญาไปทำไม” แต่ปรากฏว่าโปรแกรม crash ถึงสองครั้ง โชคดีที่ครั้งที่สองนี้ผมเก็บเอาไว้ก่อน เลยก็ยกขึ้นมาเป็นโพสใหม่ตรงนี้ ก่อนอ่านตรงนี้ขอให้อ่าน comment ของเปี๊ยกกับหนุน ก่อน
__
ผมเพิ่งเขียนคำตอบเสร็จ ปรากฏว่าโปรแกรม crash เฉยเลย เลยต้องเขียนใหม่ แล้วก็จำที่เขียนไปไม่ได้หมดแล้ว เลยขอตอบสั้นๆ
หนุนพูดถูกแล้วเกี่ยวกับเรื่องนกเพนกวิน การอ้างเหตุผลนี้เป็นแบบนี้
นกทุกตัวบินได้
นกเพนกวินเป็นนก
ดังนั้นนกเพนกวินบินได้
ปัญหาอย่างที่เรารู้่กันก็คือนกเพนกวินบินไม่ได้ ดังนั้นจึงทำให้การอ้างเหตุผลนี้แม้จะ valid แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่ข้ออ้างจะเป็นจริง เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะไปขัดแย้งกับข้อสรุป ซึ่งเป็นเท็จ
การอ้างเหตุผลนี้จึงอยู่ในรูปแบบ reductio ad absurdum ทีนี้ถ้าเราไม่เรียนตรรกวิทยา เราก็จะไม่มีทางเข้าใจว่า reductio เป็นอย่างไร ก็จะเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก หากมาเรียนปรัชญาแล้วไม่รู้เรื่องพื้นฐานแบบนี้
ทีนี้หนุนกับเปี๊ยกมีการอ้างเหตุผลอีกเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับ “หัวใจ” กับตรรกวิทยา:
วิชาตรรกวิทยาเป็นวิชาแห้งแล้ง
วิชาแห้งแล้งไม่เกี่ยวกับ “หัวใจ”
ดังนั้นวิชาตรรกวิทยาไม่เกี่ยวกับ “หัวใจ”
ผมยกประเด็นเรื่องการอ้างเหตุผลนี้ valid หรือไม่ให้เป็นแบบฝึกหัด ประเด็นก็คือว่า เรากำลังพูดกันเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างรูปแบบกับเนื้อหาอีกแล้ว วิชาตรรกวิทยาไม่ได้มีอะไรจะพูดเลยเกี่ยวกับ “เนื้อหา” เพราะเราจะมีการอ้างเหตุผลเกี่ยวกับนกเพนกวินก็ได้ มนุษย์ต่างดาวก็ได้ หัวใจก็ได้ ตับหรือปอดก็ได้ ได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่วิชานี้ศึกษาได้แก่ “รูปแบบ” เช่น [...]

Read Full Post »

ตอนนี้ผมกำลังมาทำวิจัยกับบรรยายที่มหาวิทยาลัย NTNU (Norwegian University of Science and Technology) เมือง Trondheim บรรยายเริ่มหนาว ฝนตกเป็นส่วนใหญ่ แต่วันนี้อากาศค่อนข้างดี ผมอ่านหนังสือเรื่อง Blackwell Companion to the Philosophy of Language มีบทเกี่ยวกับ “Sorites” หรือปริศนา (ปฏิทรรศน์) เรื่องกองทรายที่เราเคยอ่านกันไปแล้ว มี argument หน้าตาแบบนี้:
ข้ออ้าง 1: จำนวน 1 เป็นจำนวนน้อย
ข้ออ้าง 2: ถ้าจำนวน 1 เป็นจำนวนน้อย จำนวน 2 ก็เป็นจำนวนน้อย
ข้ออ้าง 3: ถ้าจำนวน 2 เป็นจำนวนน้อย จำนวน 3 ก็เป็นจำนวนน้อย

ข้ออ้าง 100,000: ถ้าจำนวน 99,999 เป็นจำนวนน้อย จำนวน 100,000 ก็เป็นจำนวนน้อย
ข้อสรุป: จำนวน [...]

Read Full Post »

ไหนๆเราก็ปิดเทอมกันแล้ว ก็น่าจะมีอะไรมาลับสมองกันสนุกๆบ้าง ในปรัชญามีปริศนาต่างๆมากมาย แต่ปริศนาที่มีชื่อเสียงเรื่องหนึ่งเรียกเล่นๆได้ว่า “ปริศนาเกี่ยวกับกองทราย” ซึ่งมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า sorites paradox ความจริงเรื่องนี้เป็น paradox ซึ่งมักแปลว่า “ปฏิทรรศน์” แต่เราขอเรียกว่า “ปริศนา” ให้ฟังดูน่าฉงนเล่นๆ
เรื่องของเรื่องก็คือว่า เราทุกคนรู้จักกองทราย ทีนี้สมมติว่าเรามีกองทรายอยู่หนึ่งกอง แล้วเอาทรายจากกองนั้นออกมาหนึ่งเม็ด ที่เหลือยังเป็นกองทรายอยู่หรือไม่? ก็ต้องยังเป็นอยู่แน่นอนเพราะทรายแค่เม็ดเดียวจะทำอะไรได้ และเมื่อเราพิจารณากองทรายที่มีอยู่ แล้วเอาทรายออกอีกหนึ่งเม็ด ก็ยังเป็นกองเดิมอยู่ดี ทีนี้ทำแบบเดียวกันไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ยังเป็น “กอง” อยู่ เพราะเอาออกเพียงหนึ่งเม็ด แต่หลังจากเอาออกไปเรื่อยๆ ปรากฏว่า “กองทราย” ของเรา มีทรายอยู่เพียงเม็ดเดียว ปัญหาคือ “กอง” ที่มีอยู่เม็ดเดียวนี้ เป็น “กองทราย” หรือไม่?
อีกปัญหาหนึ่งที่คล้ายๆกันก็คือปัญหาของคนหัวล้าน คนหัวล้านได้แก่คนไม่มีผม หรือมีผมน้อย ทีนี้เราเอาคนหัวล้านมาหนึ่งคน เพิ่มผมให้เขาไปหนึ่งเส้น ถามว่าเขาหายหัวล้านหรือยัง? คำตอบก็คือยัง เพราะผมเส้นเดียว ต่อไปก็เพิ่มไปอีกหนึ่งเส้น แล้วก็อีกหนึ่งเส้น … ปรากฏว่าผมเต็มหัว ปริศนาก็คือว่า ณ จุดไหนที่คนๆนี้หายหัวล้าน??
ปริศนาหรือปฏิทรรศน์ทำนองนี้ เป็นที่รู้จักกว่า sorites [...]

Read Full Post »

ผมโพสวิดิโอจากยูทูบที่ Bryan McGee สัมภาษณ์ไควน์ที่เหลืออีกสามตอนลงตรงนี้ทั้งหมด:
ตอนที่สาม

ตอนที่สี่

ตอนนี้ห้า

Read Full Post »

Read Full Post »

วิีดีโอนี้เป็นการอธิบายควาามคิดของวิตเกนสไตน์เกี่ยวกับภาษา โลก และความเป็นจริงที่ปรากฏในเรื่อง Tractatus Logico-Philosophicus อันเป็นงานยุคแรกของเขา แนวคิดหลักก็คือว่า โลกนี้ประกอบไปด้วย “ข้อเท็จจริง” ซึ่งได้แก่ประพจน์ที่เป็นจริง และขอบเขตของภาษาหรือปรโยคที่เป็นจริง ก็ได้แก่ขอบเขตของโลกและความคิด ความคิด โลกกับภาษาตรงกันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง

Read Full Post »

ความหมายของโพสนี้คือการวิเคราะห์ความหมายของคำว่า “ฉัน” อันเป็นสรรพนามบุรุษที่หนึ่งในภาษาไทย ไม่ใช่ความหมายของตัวผม ไม่ว่าตัวผมจะหมายความว่าอย่างไร สองอย่างนี้ต่างกัน เพราะความหมายของคำว่า “ฉัน” ใครๆก็วิเคราะห์ออกมาได้ เพราะเป็นเรื่องทั่วไป ไม่ใช่เรื่องของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ความหมายของตัวผม ก็คือความหมายของผู้ที่กำลังเขียนโพสอยู่นี้ ซึ่งเป็นอาจารย์ในรายวิชาปรัชญาภาษา สองอย่างนี้ต่างกัน แต่ก็เป็นเนื้อหาของเรื่องที่เขียนต่อไปนี้ด้วย
ทรรศนะของนักปรัชญาบางฝ่าย เช่นคัสตาเญดา จะถือว่าประโยคที่มีสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง (หรือบุรุษที่สองหรือสาม แต่การพูดถึงบุรุษที่หนึ่งดูจะชัดและใกล้ตัวมากกว่า) จะมีความหมายบางประการที่ “ไม่สามารถลดทอนได้” ลงเป็นประโยคที่ไม่มีคำสรรพนาม ตัวอย่างก็คือ
(1) หนุนเป็นศิษย์เก่าทับแก้ว
กับ
(2) “ฉันเป็นศิษย์เก่าทับแก้ว” (ซึ่งหนุนเป็นคนพูด)
มีความหมายเหมือนกันตามทรรศนะของฝ่ายที่ถือว่า ความหมายของสรรพนาม สามารถทอนลงเป็นความหมายของคำที่ระบุถึงบุคคลคนเดียวกันกับที่สรรพนามได้ แต่ตามทรรศนะของอีกฝ่าย จะถือว่าทอนกันไม่ได้ และประโยค (1) กับ (2) ต่างกัน แม้ว่า “ฉัน” ใน (1) จะหมายถึงหนุนก็ตาม
เท่าที่จำได้ เหตุผลของคัสตาเญดาก็คือว่า ประโยค (1) นั้นมีการรวมเอา “มุมมอง” บางประการ ซึ่ง (3) ไม่มี ความหมายก็คือว่า เวลาเราสร้างประโยคที่ขึ้นต้นด้วยสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง เช่น “ผมกำลังเขียนโพส” จะมีการใช้สิ่งที่คัสตาเญดาเรียกว่า [...]

Read Full Post »

โพสนี้ไม่ได้เกี่ยวกับละครชื่อดัง แต่หมายถึงดาวเคราะห์ดวงที่สองจากดวงอาทิตย์ ปัญหาที่นักปรัชญาสนใจมากมาเป็นเวลาร้อยกว่าปีแล้ว ก็เกี่ยวกับดาวดวงนี้ ปัญหาก็คือว่า ในสมัยก่อนคนโบราณคิดว่า ดาวประกายพรึกที่ขึ้นตอนเช้า กับดาวประจำเมืองที่ขึ้นตอนต่ำนั้น เป็นคนละดวงกัน คือมีคุณสมบัติต่างกัน ดวงหนึ่งขึ้นตอนเช้า ส่วนอีกดวงหนึ่งขึ้นตอนค่ำ
ทีนี้ การค้นพบครั้งสำคัญในดาราศาสตร์ก็คือว่า ดวงสองดวงนี้แท้จริงเป็นดวงเดียวกัน นักดาราศาสตร์ศึกษาวงโคจรของดาวศุกร์รอบดวงอาทิตย์ แล้วสรุปว่า จากวงโคจรนี้มีบางเวลาที่ดาวศุกร์โคจร แล้วเห็นจากโลกว่าขึ้นตอนเช้า ส่วนบางเวลาเห็นจากโลกว่าขึ้นตอนค่ำ
ดังนั้น ประพจน์ต่อไปนี้จึงเป็นจริง และเป็นประพจน์ที่รู้ได้ด้วยวิธีการทางประจักษ์:
(1) ดาวประกายพรึก = ดาวประจำเมือง
และเรารู้กันว่าดาวทั้งสองดวงนี้ ก็ได้แก่ดาวศุกร์นั่นเอง นั่นคือทั้งสองประพจน์นี้ คือ
(2) ดาวประกายพรึก = ดาวศุกร์
และ
(3) ดาวประจำเมือง = ดาวศุกร์
เป็นความจริง
ซึ่งตามกฏของการเปลี่ยนค่าที่เท่ากันในประพจน์ ซึ่งก็จะทำให้ประพจน์หลังจากเปลี่ยนแล้ว มีค่าคงเดิม (ค่าความจริง) ก็จะได้ว่า
(4) ดาวศุกร์ = ดาวศุกร์
ซึ่งประพจน์ (4) ได้มาจากการนำเอา “ดาวศุกร์” ไปแทนที่ทั้ง “ดาวประกายพรึก” และ “ดาวประจำเมือง” ในประพจน์ (2) และ (3)
แต่ปัญหาก็คือว่า (4) เป็นประพจน์ที่รู้ได้โดยไม่ต้องอาศัยการดูดาวแต่อย่างใด [...]

Read Full Post »

ปัญหาที่พูดกันไปเมื่อวันพฤหัสที่แล้ว มาจากบทความอันมีชื่อเสียงของเบอร์ทรันด์ รัสเซล เรื่อง “On Denoting” ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Mind ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1905 และปัจจุบันก็ยังอ่านกันอยู่ในห้องเรียนปรัชญาภาษา ข้อเสนอหลักของรัสเซลได้แก่ว่า ประโยคเช่น
กษัตริย์ฝรั่งเศสองค์ปัจจุบันพระเศียรล้าน
เป็นประโยคที่เป็น เท็จ เพราะจริงๆแล้ว (ตามความคิดของรัสเซล) ประโยคนี้มีความหมายแบบนี้
มีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่เป็นกษัตริย์ฝรั่งเศสองค์ปัจจุบัน และคนๆนั้นห้วล้าน
ซึ่งเนื่องจากไม่มีแม้แต่หนึ่งคนที่เป็นกษัตริย์ฝรั่งเศสองค์ปัจจุบัน (เพราะประเทศฝรั่งเศสปกครองด้วยระบอบสาธารณรัฐ) ประโยคนี้จึงเป็นเท็จ และเนื่องจากประโยคนี้มีความหมายเดียวกันกับประโยคข้างต้น ประโยคข้างต้นจึงเป็นเท็จ
แต่พอบอกว่าประโยค “กษัตริย์ฝรั่งเศสพระเศียรล้าน” เป็นเท็จ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นก็คือว่า อ้าว ดังนั้นจริงๆแล้วท่านทรงมิได้มีพระเศียรล้าน แต่ทรงมีเกศาดกดำ ใช่หรือไม่ รัสเซลก็ต้องบอกว่า ไม่ใช่ แน่นอน เพราะจริงๆแล้วไม่มีกษัตริย์ฝรั่งเศสองค์ปัจจุบัน ให้เราไปสังเกตพระเศียรของท่านได้ ดังนั้น ประโยคต่อไปนี้ก็ต้องเป็นเท็จอีกในการวิเคราะห์ของรัสเซล
กษัตริย์ฝรั่งเศสองค์ปัจจุบันทรงมีพระเกศาดกดำ
แต่ประโยคนี้ขัดแย้งโดยตรงกับประโยคแรกข้างบน แต่รัสเซลจะบอกว่า ทั้งสองนี้เป็นเท็จทั้งคู่ แล้วมันเป็นไปได้อย่างไร? คำตอบของรัสเซลก็คือว่า ประโยคเรื่องพระเกศาดกดำนี้ จริงๆแล้ว (ตามการวิเคราะห์ของรัสเซล) มีความหมายแบบนี้:
มีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่เป็นกษัตริย์ฝรั่งเศสองค์ปัจจุบัน และคนๆนั้นมีผมดกดำ
ซึ่งไม่ขัดแย้งกับประโยคแรก แต่ก็เป็นเท็จทั้งคู่
ไม่ทราบว่า เราเห็นอย่างไรกับความคิดของรัสเซลตรงนี้?

Read Full Post »