เรื่องที่น่าสนใจมากๆอีกเรื่องหนึ่งในปรัชญาภาษา ได้แก่เรื่อง “กรอบมโนทัศน์” ของโดนัลด์ เดวิดสัน ซึ่งเป็นนักปรัชญาชาวอเมริกันที่สำคัญทีสุดคนหนึ่ง เดวิดสันมีอายุรุ่นเดียวกับไควน์ และเพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อปี 2003 ที่ผ่านมานี้
“กรอบมโนทัศน์” ในที่นี้แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า conceptual scheme ซึ่งเดวิดสันพูดถึงเรื่องนี้ไว้ในบทความที่มีชื่อเสียงมากบทหนึ่ง ได้แก่เรื่อง “On the Very Idea of the Conceptual Scheme” ประเด็นหลักของบทความนี้คือ การคิดว่ามีกรอบมโนทัศน์หลายๆกรอบ ซึ่งแต่ละกรอบไม่สามารถแปลกันไปมาได้ หรือเปรียบเทียบเข้ากันไม่ได้ (incommensurable) เป็นแนวคิดที่ผิด และไม่ชอบด้วยเหตุผล
คนที่เคยเรียนปรัชญาวิทยาศาสตร์ ต้องรู้จักชื่อนักประวัติวิทยาศาสตร์โทมัส คูน (Thomas Kuhn) ซึ่งได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับเรื่อง “paradigm” เอาไว้ ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์ในสายตาของคูน ขึ้นอยู่กับการมีอยู่ของ paradigm ซึ่งกำกับแนวคิดหลักๆและกรอบทฤษฎีของวิทยาศาสตร์เอาไว้ ทีนี้ paradigm ของคูน ก็คล้ายๆกับ conceptual scheme ของเดวิดสัน เพียงแต่ว่า conceptual scheme นี้กว้างกว่า เพราะใช้ได้แก่บริบทต่างๆที่ไม่ใช่บริบทวิทยาศาสตร์แบบ paradigm
ประเด็นหลักเกี่ยวกับ paradigm [...]
Posts Tagged ‘ความจริง’
โดนัลด์ เดวิดสันกับ “กรอบมโนทัศน์”
Posted in Lecture, แท็ก กรอบมโนทัศน์, ความจริง, ความหมาย, ความเป็นจริง, ภาษา, โดนัลด์ เดวิดสัน, โทมัส คูน, paradigm on 15 กันยายน 2008 | 4 Comments »
ไมเคิล ดัมเมทท์กับสัจนิยมและปฏิสัจนิยม
Posted in Lecture, แท็ก ความจริง, ความรู้, ความหมาย, ความเป็นจริง, ปฏิสัจนิยม, ภาษา, สัจนิยม, ไมเคิล ดัมเมทท์ on 10 กันยายน 2008 | 15 Comments »
ทรรศนะหนึ่งที่น่าสนใจมากและมีอิทธิพลในวงการปรัชญาภาษา ได้แก่เรื่อง semantic antirealism ของไมเคิล ดัมเมทท์ Semantic antirealism แปลเป็นไทยได้ว่า “ปฏิสัจนิยมเชิงอรรถศาสตร์” ซึ่งเป็นทรรศนะที่ถือว่า ไม่มีความเป็นจริงที่เป็นภววิสัยในเชิงอรรถศาสตร์
ก่อนที่เราจะเข้าใจประเด็นนี้ เราต้องพูดเกี่ยวกับสัจนิยมกับปฏิสัจนิยมเสียก่อน สัจนิยมหรือ realism คือทรรศนะที่ถือว่า มีความเป็นจริงอยู่ต่างหากจากจิตผู้คิดของเรา นั่นคือเป็นทรรศนะนี้เน้นเรื่อง “ความเป็นจริง” (reality) ของสิ่งต่างๆ โดยทั่วไปทรรศนะที่ขัดแย้งกับ realism ก็มักจะเป็น idealism ซึ่งถือว่า สิ่งต่างๆนั้นแท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงภาพสะท้อนของจิต หรือเป็นผลงานสร้างสรรค์ของจิต (เช่นในปรัชญาของ Berkeley) เรื่องความแตกต่างระหว่างสองทรรศนะนี้เป็นสิ่งที่มีมาตลอดในอภิปรัชญา เปลโตจะถือว่า เป็นชาวสัจนิยมในกรณีของสิ่งต่างๆในโลกของแบบ (คือถือว่าเป็นจริงจริงๆ) ส่วนบรรดา materialist ทั้งหลายจะถือว่าเป็น realist ในกรณีของสิ่งต่างๆในโลกนี้
ส่วนคำว่า “ปฏิสัจนิยม” หรือ antirealism (บางทีเขียนว่า anti-realism) นั้นเป็นคำกลางๆ ที่ใช้เรียกทรรศนะต่างๆที่ขัดแย้งกับ realism นั่นคือ เราถือว่า idealism เป็น antirealism ทรรศนะหนึ่ง แต่ฝ่ายจิตนิยมเขาก็อาจอ้างได้ว่า ทรรศนะของเขาก็เป็นสัจนิยม [...]
ดัมเมทท์กับเดวิดสันอภิปรายเรื่องความจริงกับความหมาย
Posted in วิดิโอ, แท็ก ความจริง, ความหมาย, โดนัลด์ เดวิดสัน, ไมเคิล ดัมเมทท์ on 24 สิงหาคม 2008 | Leave a Comment »
ผมให้คุณดูวิดิโอจากยูทูบอีกแล้ว คราวนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับปรัชญาของไมเคิล ดัมเมทท์ (Michael Dummett) และโดนัลด์ เดวิดสัน (Donald Davidson) เกี่ยวกับความจริงและความหมาย:
ภาคสอง
วิดีโอนี้มีอีกหลายตอน เอามาโพสทั้งหมดไม่ไหว ใครที่สนใจจะฟังจนจบให้ไปที่ www.youtube.com แล้ว search คำว่า “Dummett Interview”
มูลเหตุจูงใจของการเรียนปรัชญา
Posted in Introduction, แท็ก การเรียนปรัชญา, ความจริง, ทรรศนะ, ปรัชญา, แรงจูงใจ on 9 มิถุนายน 2008 | 7 Comments »
ผมรู้สึกดีใจทุกครั้งที่เห็นคนมาเรียนปรัชญา นั่นแสดงว่าเขาเห็นความสำคัญของการคิด และการหาความหมายให้แก่ชีวิต ไม่ว่าแนวคิดเกี่ยวกับปรัชญา หรือการหาคำตอบให้แก่ปัญหาปรัชญา หรือแม้แต่การกำหนดว่าอะไรเป็นหรือไม่เป็นปัญหาปรัชญาจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่อย่างหนึ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนได้แก่ มูลเหตุจูงใจที่ดึงดูดผู้คนมาสู่ปรัชญา เหตุจูงใจนี้ก็ได้แก่ ความต้องการที่จะพบกับคำตอบนั่นเอง
การมีความต้องการค้นหาและค้นพบคำตอบ จะต้องมีการสำนึกว่ามีปัญหามาก่อน หากคุณมองไม่เห็นว่ามีปัญหาอะไร คุณก็ย่อมมองไม่เห็นว่า จะต้องหาคำตอบไปทำไม ทีนี้ เมื่อมาเรียนวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัย สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่า เรามาเรียนความคิดของคนเป็นจำนวนมาก แต่เราต้องไม่ลืมว่า นั่นเป็นคำตอบที่มีคนเคยคิด เคยเสนอไว้เท่านั้น ที่สำคัญกว่าก็คือ แล้วตัวเราเองคิดอย่างไร หากไม่มีตรงนี้ การเรียนปรัชญาก็จะไม่ต่างอะไรจากการท่องจำ แล้วก็เลียนแบบความคิดของคนอื่นๆเท่านั้น
ทั้งนี้มิได้หมายความว่า การเรียนความคิดกับคำตอบของคนอื่นๆไม่สำคัญ เรายังต้องเรียนความคิดของนักปรัชญาเช่นเพลโตกับอริสโตเติล กับคนอื่นๆอยู่ แต่นั่นเป็นเพียงบันไดว่า เรื่องนี้มีคนเคยคิดไว้อย่างไรเท่านั้น และที่สำคัญมากๆก็คือว่า เรามองเห็น แรงจูงใจ ที่ทำให้เพลโตหรืออริสโตเติล หรือนักปรัชญาคนอื่นๆ คิดหาคำตอบอันเป็นระบบของเขาขึ้นมา
แรงจูงใจนี้ก็คือ ความปรารถนาจะหาคำตอบว่า “แล้วจริงๆมันเป็นอย่างไร?” นี่คือหัวใจ แรงจูงใจของการเรียน การคิดค้นปรัชญา เราต้องการหาว่า ในความเป็นจริงเรื่องราวมันเป็นอย่างไร มันมีความหมายอย่างไร เวลาเรียนปรัชญา เรามักพบกับความคิดของใครต่อใคร แต่ถ้าหากว่าเราไม่สนใจว่า ที่นักปรัชญาคนอื่นๆพูดมา เสนอมานั้น เป็นความจริงหรือไม่ เราก็ไม่อาจเรียกตนเองได้ว่าเป็นนักศึกษาปรัชญาได้เลย การตอบว่า “จริงๆแล้วมันเป็นอย่างไร?” ก็คือว่า [...]
