ผมไปพบกับบทความในคอลัมน์ประจำที่เคยเขียนให้วารสาร “อาทิตย์รายสัปดาห์” เมื่อหลายปีมาแล้ว คิดว่ายังมีประโยชน์อยู่ เลยเอาโพสให้อ่านกันตรงนี้ บทความนี้มีสองตอนเกี่ยวกับ ”วิทยาศาสตร์กับประชาธิปไตย” ผมโพสตอนสองก่อนตอนแรก เพราะเวลาบล๊อกมันเรียงกันจะได้เรียงบทความตอนแรกก่อน
—
สังคมวิทยาศาสตร์กับสังคมประชาธิปไตย (1)
ประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และสภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจที่ประเทศกำลังประสบอยู่ก็ยิ่งเร่งเร้าให้การเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นรวดเร็วมากขึ้น สิ่งที่เห็นได้ค่อนข้างชัดจากการเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือว่า ประเทศไทยกำลังมุ่งไปสู่การเป็นสังคมเปิดมากขึ้น สังคมเปิดหมายถึงสังคมที่กระบวนการตัดสินใจหรือกระบวนการใช้อำนาจเป็นไปอย่างเปิดเผย ประกอบไปด้วยการใช้เหตุผลสนับสนุนและการถกเถียงอภิปรายโดยฝ่ายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการตัดสินใจนั้น ตัวอย่างเช่น หากเทศบาลจะตัดสินใจเลือกเช่าหรือซื้อที่ดินเพื่อทำที่ทิ้งขยะ ในสังคมเปิดแล้วการตัดสินใจนี้ย่อมไม่ใช่เพียงภาระของผู้บริหารเพียงไม่กี่คนในเทศบาล หากจะต้องเป็นการตัดสินใจที่กระทำโดยเปิดเผย โดยมีการให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องแก่สาธารณชน และที่สำคัญก็คือ ต้องมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนว่า ที่ใดสมควรจัดเป็นที่ทิ้งขยะ ประชาชนจะได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจต่างๆของเทศบาลบ้าง ฯลฯ กล่าวย่อๆก็คือว่า ในสังคมปิดแล้ว การตัดสินใจเป็นเรื่องของผู้มีอำนาจเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเล็กๆกลุ่มเดียว ข้อมูลข่าวสารในสังคมปิดจะถือเป็นของต้องห้ามที่คนทั่วไปไม่มีสิทธิรับรู้ ส่วนสังคมเปิดนั้นภาระการตัดสินใจในระดับสาธารณะเป็นภารกิจของคนทั่วไป หรืออย่างน้อยก็ต้องมีมาตรการให้คนทั่วไปรับรู้และเห็นชอบกับการตัดสินใจนั้นๆ ข้อมูลข่าวสารต่างๆถือเป็นสมบัติของสาธารณะที่ฝ่ายบริหารมีหน้าที่ที่จะต้องแจกจ่ายให้แก่ประชาชนทั่วไป ทั้งนี้นอกจากว่าการเปิดเผยข้อมูลบางอย่างอาจก่อให้เกิดความเสียหาย แต่ก็จะต้องมีการบัญญัติไว้อย่างชัดเจนว่าการปกปิดนั้นทำได้ในกรณีเฉพาะแบบใดบ้าง
ลักษณะของสังคมเปิดดังที่กล่าวมานี้เป็นลักษณะสำคัญของสังคมประชาธิปไตย อาจกล่าวได้ว่าสังคมไทยกำลังมุ่งไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยไม่ได้เป็นประชาธิปไตยแต่เพียงรูปแบบภายนอก เช่นมีการเลือกตั้งเท่านั้น แต่ยังกำลังมุ่งไปสู่สังคมที่เป็นประชาธิปไตยในเนื้อแท้จริงๆ อันหมายถึงความเป็นประชาธิปไตยในองค์กรต่างๆที่อยู่ภายในรัฐ และการที่ประชาชนมีจิตสำนึกในการรับผิดชอบปกครองตนเองมากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนี้ยังกล่าวได้อีกว่า สังคมเปิดเป็นสังคมที่ “เป็นวิทยาศาสตร์” มากกว่าสังคมปิด เราอาจนิยามสังคมวิทยาศาสตร์คร่าวๆได้ว่า เป็นสังคมของผู้มีเหตุมีผล รู้จักแยกแยะสิ่งที่ควรเชื่อออกจากสิ่งที่ไม่ควร และไม่ยอมรับอะไรจนกว่าจะได้รับการยืนยันด้วยวิธีการที่สมเหตุผล เมื่อเป็นเช่นนี้สังคมปิดที่การตัดสินใจต่างๆไม่มีการชี้แจงอ้างเหตุผลสนับสนุนจึงเข้ากันไม่ค่อยได้กับสังคมวิทยาศาสตร์ในความหมายนี้ ในขณะที่เข้ากับสังคมเปิดได้มากกว่า ดังนั้นสังคมประชาธิปไตยกับสังคมที่เป็นวิทยาศาสตร์จึงมีความเกี่ยวเนื่องกันเป็นอย่างมาก และจึงมีข้อให้เชื่อได้ว่า สังคมที่เป็นวิทยาศาสตร์นั้นน่าจะเป็นสังคมเปิด หรือสังคมประชาธิปไตยไปด้วย
บางคนอาจแย้งว่า [...]
Read Full Post »
ผมเขียนบทสรุปย่อของหนังสือเล่มนี้ไว้ตั้งแต่ปี 2540 วันก่อนดูไฟล์เก่าๆในเครื่อง พบไฟล์นี้เข้าคิดว่าน่าจะเอามาให้พวกเราได้อ่านกัน คิดว่าน่าจะยังเป็นประโยชน์อยู่
***
ขอบฟ้าปรัชญา: ความรู้ ปรัชญา และสังคมไทย
วิชาปรัชญาในประเทศไทยถือกำเนิดอย่างเป็นทางการมากว่าสามสิบปีแล้ว ที่เรียกว่าเป็นทางการนี้หมายความว่า วิชาปรัชญาได้มีการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาชั้นสูง เริ่มตั้งแต่ระดับปริญญาตรี จนในที่สุดมีการสอนระดับปริญญาเอกที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (และกำลังมีโครงการเปิดหลักสูตรปริญญาเอกในมหาวิทยาลัยอื่น เช่นมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ) วิชาปรัชญาดังกล่าวนี้เป็นการศึกษาตามแบบของโลกตะวันตก และเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาแบบสมัยใหม่ ดังนั้นจึงมีการศึกษาปรัชญาของโลกตะวันตกควบคู่ไปกับปรัชญาตะวันออก ซึ่งนับเป็นจุดแข็งจุดหนึ่งของการศึกษาปรัชญาในประเทศของเรา เพราะมีการประสานและการเปรียบเทียบปรัชญาของวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งน่าจะทำให้มีแนวความคิดและการแก้ปัญหาใหม่ๆมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาดังกล่าวนี้มักจะอยู่ในรูปการศึกษาค้นคว้าแนวความคิดของระบบปรัชญาต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพยายามปรับแนวคิดทางพุทธศาสนาให้สามารถอธิบาย หรือแก้ปัญหาปรัชญาต่างๆได้ ดังจะเห็นได้จากการวิจัยโดยคณาจารย์ภาควิชาปรัชญาส่วนใหญ่ในมหาวิทยาลัยไทยปัจจุบัน ซึ่งมุ่งไปที่การแสดงเนื้อหาคำสอนของพุทธศาสนาเป็นหลัก# ที่เป็นเช่นนี้ก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจแต่ประการใด เพราะพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ และเป็นแหล่งคำตอบทางความคิดและปรัชญาของคนไทยมานาน แต่สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นก็คือว่า การกระทำเช่นนี้มักทำขึ้นภายใต้สมมติฐานที่ว่า พุทธศาสนาให้คำตอบแก่ปัญหาปรัชญาไว้หมดแล้ว และเป็นแหล่งของความจริงในแง่มุมต่างๆ การคิดเช่นนี้แม้จะมีส่วนดีในแง่ของการแสดงศรัทธา และการสร้างความเชื่อมั่น แต่ก็มีข้อเสียตรงที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการพัฒนาความคิดเชิงวิจารณ์ และความกล้าหาญที่จะคิดอะไรที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน เราอาจคิดว่าความคิดทำนองนี้เป็นเรื่องของคนตะวันตก ซึ่งไม่เหมาะสมกับสังคมของเรา แต่ถ้าทุกคนคิดเช่นนั้น ความก้าวหน้าในด้านต่างๆก็เกิดขึ้นได้ยาก การคิดอะไรใหม่ๆได้ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้ในที่ได้ที่หนึ่งที่อยากให้เกิด แล้วห้ามไม่ให้เกิดที่อื่น แต่ถ้าจะเกิดขึ้นที่ใดได้ ก็จะต้องเกิดขึ้นได้ในทุกที่ หรือไม่เช่นนั้นก็ไม่เกิดขึ้นเลยไม่ว่าที่ใด ดังนั้นการไม่มีความคิดวิพากษ์วิจารณ์ในพื้นที่ของปรัชญา ก็ย่อมสะท้อนไปถึงการขาดการวิพากษ์วิจารณ์ในพื้นที่อื่นๆด้วย และในโลกของการแข่งขันกันระหว่างชาติในปัจจุบันนี้ การที่เราไม่สามารถสร้างอะไรใหม่ๆได้เองเป็นอันตรายอย่างที่ทราบกันอยู่
มูลเหตุนี้เป็นประการหนึ่งที่จูงใจให้ผมเขียนหนังสือเล่มนี้ขึ้น เป้าหมายหลักของหนังสือเล่มนี้ก็ได้แก่การพยายามสร้างสิ่งที่เจตนา นาควัชระเรียกว่า “วัฒนธรรมแห่งการวิจารณ์” ขึ้น การวิจารณ์นี้ไม่ได้จำกัดตัวอยู่แต่เพียงการวิจารณ์วรรณกรรมเท่านั้น แต่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์ทุกๆส่วนของสังคมดังที่ได้เสนอไว้ข้างต้น [...]
Read Full Post »
หัวข้อที่เราต้องเรียนกันในวันพฤหัสนี้ที่ผมต้องงดไป คือเรื่อง “ภาษาส่วนตัว” (private language) กับ “การเดินตามกฏ” (rule following) ซึ่งก็เป็นหัวข้อสำคัญในปรัชญาของวิตเกนสไตน์ และก็มีผลพวงทางปรัชญาตามมามากมาย โดยเฉพาะในปรัชญาจิตและญาณวิทยา แนวคิดหลักของเรื่องภาษาส่วนตัวก็คือ ภาษาส่วนตัวไม่มีจริง และมีไม่ได้ เรื่องนี้ต้องพูดละเอียดพอสมควร ในโพสนี้จะพูดเรื่องภาษาส่วนตัวก่อน แล้วจะพูดเรื่องการเดินตามกฏทีหลัง
ภาษาส่วนตัวที่วิตเกนสไตน์พูดถึง ไม่เหมือนกับการที่เราคิดอะไรอยู่ในใจ แล้วไม่มีใครมารู้ว่าเราคิดว่าอย่างไร (เว้นแต่เป็นผู้ที่บรรลุญาณวิเศษที่สามารถหยั่งรู้วาระจิตของผู้อื่นได้ แต่เราจะไม่พูดถึงเรื่องนี้ในโพสนี้ อย่างไรก็ตามการรู้ความคิดของผู้อื่น ก็เป็นอะไรที่สนับสนุนข้อเสนอของวิตเกนสไตน์อยู่โดยอ้อม) สำหรับวิตเกนสไตน์แล้ว “ภาษาส่วนตัว” หมายถึงภาษาที่มีแต่เราเองแต่ผู้เดียวเท่านั้นที่สามารถรู้ได้ นั่นคือสิ่งที่ภาษาส่วนตัวระบุถึง ต้องเป็นอะไรที่มีแต่ “เรา” เท่านั้นที่รับรู้ได้ ซึ่งก็ย่อมได้แก่ความรู้สึกส่วนตัวของเราเอง ตัวอย่างเช่น ผมรู้สึกคันที่ขา เพราะยุงกัด สมมติว่าผมมีคำพิเศษที่ใช้เรียกความรู้สึกนี้ ซึ่งย่อมไม่ใช่คำว่า “คัน” ในภาษาไทย เพราะคำนี้ทุกคนที่พูดภาษาไทยรู้กันอยู่แล้ว แต่เป็นคำพิเศษที่ผมไม่บอกใคร (ภาษาส่วนตัว!) ผู้ที่เชื่อว่ามีภาษาส่วนตัวจะถือว่า คำที่ผมใช้เรียกความรู้สึกนี้ไม่สามารถแปลออกมาเป็นภาษาที่รับรู้กันโดยทั่วไปได้ เพราะสิ่งที่ภาษานี้ระบุถึง ได้แก่ความรู้สึกส่วนตัว ซึ่งในเมื่อไม่มีใครนอกจากผู้ที่มีความรู้สึกนั้นจะรู้ความรู้สึกนี้ได้ คำใดที่ใช้เรียกความรู้สึกนี้ ก็ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของภาษาส่วนตัว ที่มีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ภาษานี้ได้ (ตัวอย่างนี้จะเห็นชัดมากขึ้น ถ้าตัวอย่างไม่ใช่เรื่อง “คัน” แต่เป็นความรู้สึกบางอย่างที่มีแต่ผมเท่านั้นที่รู้)
เหตุผลที่วิตเกนสไตน์บอกว่า ภาษาส่วนตัวมีไม่ได้ก็เพราะว่า [...]
Read Full Post »
ไฟล์เสียงจากการบรรยายในชั้นของ อ. โสรัจจ์เกี่ยวกับเรื่องความคิดกับความหมาย และปรัชญาของ H. P. Grice ฟังได้ที่นี่
Read Full Post »
วิีดีโอนี้เป็นการอธิบายควาามคิดของวิตเกนสไตน์เกี่ยวกับภาษา โลก และความเป็นจริงที่ปรากฏในเรื่อง Tractatus Logico-Philosophicus อันเป็นงานยุคแรกของเขา แนวคิดหลักก็คือว่า โลกนี้ประกอบไปด้วย “ข้อเท็จจริง” ซึ่งได้แก่ประพจน์ที่เป็นจริง และขอบเขตของภาษาหรือปรโยคที่เป็นจริง ก็ได้แก่ขอบเขตของโลกและความคิด ความคิด โลกกับภาษาตรงกันแบบหนึ่งต่อหนึ่ง
Read Full Post »
ใครที่สนใจอ่านความคิดของผมเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ (โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา) ลองเข้าไปดูในบล๊อกส่วนตัวของผมที่นี่
http://soraj.wordpress.com/
Read Full Post »