เขียนหนังสือให้สมบูรณ์ในตัวเอง
ในบรรดาหนังสือหรือตำราหลายเล่มที่เข้ามาที่สำนักพิมพ์ หลายเล่มมีเนื้อความสั้นๆ ห้วนๆ จนดูมีแต่หัวข้อมากกว่าเนื้อความ หนังสือเหล่านี้มีเนื้อหาที่เหมาะแก่การเป็นบันทึกย่อในเนื้อหานั้นๆ แทนที่จะเป็นตำราที่นิสิตนักศึกษาจะศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองได้ ในการเขียนตำราวิชาการนั้น เป้าหมายหลักอยู่ที่การอธิบายเนื้อความของวิชานั้นๆให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องมีพื้นฐานความรู้มากจนเกินไป เมื่อเป็นเช่นนี้การอธิบายหัวข้อต่างๆในหนังสืออย่างละเอียด พอที่ผู้อ่านทั่วไปจะเกิดความเข้าใจได้โดยไม่ต้องไปค้นคว้าจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก หนังสือหลายเล่มที่เข้ามายังสำนักพิมพ์มีเนื้อหาห้วนเกินไป ราวกับเป็นบันทึกย่อของผู้เขียน เพื่อเตือนความจำของผู้เขียนหรือผู้สอนว่าจะต้องพูดเรื่องอะไร แทนที่จะเป็นหนังสือที่รวบรวมแหล่งความรู้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเรื่องราวต่างๆได้ โดยไม่ต้องฟังคำบรรยายหรือต้องไปหาความรู้จากแหล่งอื่นๆอีก หากหนังสือหรือตำราเป็นเช่นนี้ก็ย่อมขาดคุณสมบัติสำคัญของการเป็นตำราที่ดี อันที่จริงแล้ว ตำราหรือหนังสือประกอบการเรียนนั้น ควรจะต้องมีเนื้อหามากกว่าคำบรรยายในชั้น คำบรรยายจะต้องเป็นการสรุปย่อเนื้อหาที่เรียนกันในรายวิชา ซึ่งเมื่อผู้เรียนอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม ก็จะได้ไปอ่านในตำรานั้นๆ การเรียนในชั้นควรเป็นการอภิปรายแสดงความคิดเห็นจากเนื้อหาที่มีอยู่ในตำรา ที่ผมเองทำบ่อยๆในวิชาที่ผมสอนคือ ให้นิสิตอ่านตำราเตรียมตัวมาก่อน แล้วพอพบกันในชั้นก็ไม่ต้องอธิบายตัวเนื้อหานั้นอีกแล้ว แต่ถือเสมือนว่านิสิตได้ทำความเข้าใจเนื้อหานั้นๆมาแล้ว เมื่อมาพบกันในชั้นก็อภิปรายถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นหัวข้อต่างๆที่ได้อ่านกันมาแล้ว บางครั้งผมก็สั่งงานให้นิสิตเตรียมเขียนคำถามมาเพื่อส่งให้ผม การให้นิสิตส่งคำถามมาให้แทนที่จะเป็นคำตอบของคำถามที่ตั้งไว้ก่อนล่วงหน้า มีผลดีในการฝึกฝนนิสิตให้รู้จักสงสัย รู้จักตั้งคำถาม เมื่อได้คำถามมาก็เอาคำถามนั้นมาช่วยกันหาคำตอบในชั้น เราจะทำอย่างนี้ได้ดีก็ต่อเมื่อมีตำราที่ครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถช่วยให้นิสิตเกิดความรู้ในรายวิชานั้นๆอย่างจริงจังได้ด้วยการอ่านด้วยตนเอง ตัวอย่างเช่น หากเราจะอธิบายให้นิสิตฟังเกี่ยวกับความหมายของ “การอ้างเหตุผล” กับ “ความสมเหตุสมผล” อันเป็นมโนทัศน์หลักในวิชาตรรกวิทยา นิสิตจะไม่เข้าใจเลยว่าการอ้างเหตุผลคืออะไร หากเราพูดแต่เพียงว่า “การอ้างเหตุผลได้แก่รูปแบบการใช้ภาษาแบบหนึ่งที่ประกอบด้วยข้ออ้างและข้อสรุป และมีจุดมุ่งหมายในการโน้มน้าวใจผู้ฟัง” การให้คำจำกัดความสั้นๆนี้อาจมีประโยชน์ในการให้นิสิตท่องแล้วจำไปสอบ แต่ไม่มีประโยชน์เลยในการให้นิสิตเข้าใจว่า จริงๆแล้วการอ้างเหตุผลคืออะไร จริงอยู่ในหนังสืออาจมีการอธิบายความหมายของคำอย่าง “ข้ออ้าง” หรือ “ข้อสรุป” ที่ใช้ในการจำกัดความคำว่า [...]
การเขียนตำรา
การเขียนตำราถึอเป็นงานหลักงานหนึ่งของอาจารย์มหาวิทยาลัย ถึงแม้ว่าไม่ใช่อาจารย์ทุกท่านที่จะเขียนตำรา แต่ส่วนใหญ่ก็คิดว่าการเขียนตำราเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตการทำงานที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ อาจารย์ที่มีความตั้งใจจะเอาดีหรือสร้างความก้าวหน้าในงานอาชีพของตนเอง ก็มุ่งเขียนตำรา ควบคู่ไปกับการทำงานวิจัย ประโยชน์ของตำราก็คือว่า นอกจากนิสิตนักศึกษาจะมีหนังสือไว้คอยเป็นคู่มือใช้ในการศึกษาเล่าเรียนแล้ว คนทั่วไปก็ยังได้ประโยชน์จากความรู้ที่นำเสนอในตำราด้วย การสร้างความรู้และการเก็บรวมรวมบันทึกความรู้ไว้ให้เป็นระบบเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อสังคม ตำราและหนังสือต่างๆก็ทำหน้าที่เหล่านี้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ในประเทศไทยการเขียนตำรามักจะอยู่ในรูปของการเขียน “เอกสารประกอบการสอน” มากกว่าที่จะเป็นตำราเต็มรูปแบบ ความแตกต่างกันก็คือว่า เอกสารประกอบการสอนนั้นไม่ได้มีเนื้อหาครบถ้วนในตัวเอง เป็นเพียงบันทึกย่อที่สรุปเอาประเด็นสำคัญๆที่เป็นเนื้อหาของรายวิชา เพื่อให้นิสิตได้ทบทวนว่าได้เรียนหัวข้ออะไรไปแล้วบ้างเท่านั้น ไม่ได้เป็นตำราที่แท้จริง ซึ่งต้องบรรจุเนื้อหาสาระทั้งหมดของรายวิชาไว้อย่างครบถ้วน คำว่า “ครบถ้วน” ในที่นี้หมายถึงว่า คนทีไม่เคยเรียนในห้องเรียนในรายวิชานั้นๆเลย จะต้องสามารถได้ความรู้เท่ากับหรือมากกว่าการฟังการบรรยายในห้องเรียนได้ ยิ่งไปกว่านั้น ตำรายังควรจะทำหน้าที่บรรจุความรู้ข้อมูลที่เกินเลยไปจากการบรรยายในชั้น เป็นที่รวบรวมรายละเอียดต่างๆที่อาจารย์ไม่สามารถบรรยายในชั้นได้ทั้งหมด พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ตำราควรจะบรรจุรายละเอียด ที่มาที่ไป เบื้องหลัง การอภิปรายกันของนักวิชาการ ฯลฯ ที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นที่อภิปรายหรือบรรยายกันในชั้นเรียน แทนที่จะเป็นเพียง “บันทึกย่อ” ที่สรุปออกมาจากการบรรยายเท่านั้น ทั้งนี้ก็เพื่อให้นิสิตนักศึกษาสามารถได้ความรู้เพิ่มเติมจากการอ่านตำรานั้นๆ เป็นการต่อยอดให้ขยายกว้างขวางออกไปจากการฟังและการอภิปรายในชั้นเรียน ตัวอย่างเช่น สมมติว่าผมสอนวิชาปรัชญากรีก ผมอาจจะมีเวลาในชั้นเพียงไม่กี่ชั่วโมง ที่จะพูดถึงประเด็นย่อยต่างๆแต่และประเด็นในวิชานี้ เช่น ความคิดทางปรัชญาของพาร์เมนิดีส (ที่บอกว่า ทุกสิ่งเป็นหนึ่งเดียว และความหลากหลายเป็นเพียงมายา) แต่พอนิสิตมีตำรา ผมก็สามารถบอกแก่นิสิตได้ว่า ในประเด็นนี้ให้ไปอ่านตรงนั้นตรงนี้ในตำรา เพื่อให้ได้ความรู้ที่ละเอียดมากขึ้น เพราะผมไม่สามารถบรรยายรายละเอียดเหล่านั้นได้ทั้งหมด [...]
สารสำนักพิมพ์
สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยกับการส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาการ สารสำนักพิมพ์ที่ท่านถืออยู่ในมือเล่มนี้ เป็นเล่มแรกที่ผมเป็นบรรณาธิการหลังจากที่ได้รับหน้าที่มาเป็นรองผู้อำนวยการมาระยะหนึ่งแล้ว ก็ขอถือโอกาสแนะนำตัวมา ณ ที่นี้ครับ ผมทำงานอยู่ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ ทำงานสอนวิจัยเกี่ยวกับปรัชญาด้านต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับบทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสังคม ตลอดจนมิติทางจริยธรรมของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (เช่นเรื่องชีวจริยศาสตร์ จริยธรรมการวิจัย ฯลฯ) ทางมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะท่านผู้อำนวยการสำนักพิมพ์ คงเห็นว่าผมสนใจงานเขียน งานผลิตสิ่งพิมพ์ ฯลฯ จึงชวนมาทำงานที่สำนักพิมพ์จุฬาฯนี้ ซึ่งก็เป็นประสบการณ์ที่มีค่าอย่างยิ่ง ก็เลยขอถือโอกาสนี้แบ่งปันความคิดบางประการเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย งานของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยนั้นก็คงทราบกันอยู่ว่าได้แก่การผลิตสิ่งพิมพ์ทางวิชาการ เพื่อประกอบการเรียนการสอนของนิสิตนักศึกษา ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ที่ผลิตขึ้นมาใหม่เพื่อสร้างสรรค์วิชาการให้ก้าวหน้าต่อไป นอกจากนี้ก็ยังมีบทบาทในการผลิตและเผยแพร่ความรู้ออกไปสู่สาธารณชนอีกด้วย บทบาททั้งสามนี้ดูเผินๆเหมือนกับว่าจะคล้ายๆกัน แต่ความจริงก็มีอะไรที่แตกต่างกันอยู่พอสมควร การผลิตสิ่งพิมพ์ทางวิชาการเพื่อประกอบการเรียนการสอนนั้น มุ่งที่จะให้นิสิตนักศึกษาเป็นผู้อ่าน และเนื้อหาก็มักจะเป็นไปตามหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นส่วนใหญ่ การเขียนก็มุ่งเสนอเนื้อหาให้ผู้อ่านผู้เรียนสามารถติดตามได้โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการชี้แนะมากมายจากผู้สอน และที่สำคัญก็คือเป็นการ “นำทาง” หรือ “เบิกทาง” ให้ผู้อ่านได้ก้าวเข้าสู่เนื้อหาวิชาการสาขานั้นๆได้อย่างละเอียดลึกซึ้งต่อไป การผลิตตำราเช่นนี้นับว่าเป็นบทบาทอันสำคัญยิ่งของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัย ไม่แพ่การเรียนการสอนในห้องเรียน เพราะเราจะผลิตนักวิชาการที่จะรับช่วงเป็นนักวิชาการรุ่นใหม่ต่อไปได้ ก็ต่อเมื่อเรามีวิธีการที่จะนำทางผู้ที่เริ่มเข้ามาสู่วิชาการให้เขามีทัศนคติที่ดีต่อวิชาการสาขานั้นๆ และมีพื้นความรู้ที่ถูกต้องเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่านิสิตนักศึกษาอาจจะไม่ได้ประกอบอาชีพเป็นนักวิชาการในสาขานั้นๆโดยตรง การมีตำราดีๆไว้ใช้เรียนก็มีคุณค่าแก่ชีวิตของเขาอย่างยิ่งเมื่อเขาเติบโตเป็นกำลังของสังคมต่อไป สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยไม่เพียงแต่ผลิตตำราประกอบการเรียนการสอนเท่านั้น แต่ก็มีหน้าที่ในการผลิตและเผยแพร่ผลงานวิจัย อันเป็นการผลิตความรู้ใหม่ที่จะผลักดันพรมแดนของความรู้ในสาขาวิชาต่างๆให้กว้างไกลออกไปด้วย การผลิตความรู้ใหม่เช่นนี้ถือได้ว่าเป็นผลงานหลักของสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยต่างๆที่มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ หนังสือที่เราที่เป็นนักวิชาการอ่านเพื่อประกอบการทำวิจัย ส่วนใหญ่ก็มาจากสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยใหญ่ๆเหล่านี้ เหตุผลหลักของการผลิตหนังสือที่เป็นแหล่งความรู้ใหม่ก็คือว่า วิชาการสาขาต่างๆนั้นมิได้อยู่นิ่งอยู่กับที่ แต่มีการเปลี่ยนแปลงเจริญเติบโตอยู่ตลอดเวลา ซึ่งตัวจักรในการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ได้แก่แรงงานของนักวิชาการในสาขานั้นๆ ที่มุ่งวิจัยผลิตความรู้ใหม่ๆในวิชาการแต่ละด้านนั่นเอง [...]
รูปแบบการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อสร้างงานเอกสาร
ทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการใช้คอมพิวเตอร์เพื่อผลิตงานเอกสาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสิตที่กำลังเขียนวิทยานิพนธ์ ควรจะอ่านบทความต่อไปนี้ http://thep.blogspot.com/2009/09/academic-document-format.html ซึ่งให้รายละเอียดเกี่ยวกับการผลิตงานเอกสารได้ดีมากๆ
การเขียน
โพสนี้เอามาจากหน้าปักหมุดข้างบน เนื่องจากที่ไม่พอเลยต้องเอาอันนี้ลงมาข้างล่าง *** วันก่อนผมค้นไฟล์ เก่าๆในเครื่อง พบบทความชิ้นนี้ ซึ่งเป็นคำแนะนำในการเขียนบทความปรัชญาสำหรับนิสิต เลยเอามาลงให้อ่านกัน ขอให้นิสิตทำตามคำแนะนำนี้เพื่อให้ได้บทความที่ดี ___ ข้อเสนอแนะในการเขียนบทความทางปรัชญา โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ การเขียนบทความปรัชญาเป็นการแก้ปัญหา เราจะเข้าใจลักษณะของการเขียนบทความทางปรัชญาได้ดียิ่งขึ้น ถ้าเราเข้าใจว่าการเขียนนี้เป็นการแก้ปัญหาแบบหนึ่ง สิ่งที่เราเขียนก็คือแนวทางในการแก้ปัญหานั่นเอง งานเขียนของนักปรัชญาตั้งแต่นักปรัชญาผู้เรืองนามเช่นเพลโต จนมาถึงแบบฝึกหัดของผู้เริ่มเรียนปรัขญาใหม่ๆ ก็เป็นเช่นนี้ทั้งสิ้น คือมีปัญหาอยู่ มีความสงสัยว่าปัญหานี้จะแก้ได้อย่างไร และมีความพยายามในการเสนอว่าปัญหานี้น่าจะแก้อย่างนี้อย่างนี้ ปัญหาของเพลโตก็อย่างเช่น มนุษย์สามารถมีความรู้ที่เที่ยงแท้ถาวรได้อย่างไร ทีนี้เพลโตเชื่อว่า ข้อมูลที่เราได้จากประสาทสัมผัสนั้นไม่สามารถให้ความเที่ยงแท้ถาวรได้ เพราะข้อมูลเหล่านี้เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา (เช่นข้อมูลในขณะนี้อาจบอกว่า คลีโอพัตราเป็นคนสวย แต่เมื่อเวลาผ่านไปและคลีโอพัตราแก่ตัวลง ข้อมูลนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นจริงเสมอไป) ดังนั้นปัญหาของเพลโตจึงอยู่ที่ว่า ทำอย่างไรเขาจึงหาหลักของความรู้ที่แท้ได้ถ้าไม่ใช่ทางประสาทสัมผัส ทางออกของเขาก็คือว่า เขาถือว่าแหล่งของความรู้ที่แท้ต้องไม่มาจากประสาทสัมผัส แต่มาจากความคิดโดยตรง และสิ่งที่เราคิดถึงได้โดยตรงก็ไม่ใช่สิ่งในโลกนี้ ที่เรามองเห็นได้ หรือใช้ประสาทสัมผัสไปรับรู้ได้ แต่ต้องเป็นสิ่งที่ไม่อยู่ในโลกนี้และเป็นสิ่งที่ประสาทสัมผัสรับรู้ไม่ได้ นอกจากนี้ยังต้องมีความเที่ยงแท้ถาวร ไม่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอีกด้วย ด้วยเหตุนี้เพลโตจึงเสนอว่า มีโลกของแบบต่างหากจากโลกนี้ ที่เป็นต้นตอของความรู้อันเที่ยงแท้ของมนุษย์ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราเคยพูดกันมาตั้งแต่เมื่อเราพูดกันเรื่องเพลโต ประเด็นคือว่าเราไม่ได้กำลังพูดเรื่องความคิดของเพลโตกันตอนนี้ แต่เรากำลังเอาความคิดของเขาเป็นตัวอย่างมาช่วยให้เราเข้าใจลักษณะของการ เขียนงานทางปรัชญา เราลองสังเกตกระบวนการคิดของเพลโตดู เขาพบว่ามีปัญหาว่ามนุษย์สามารถมีความรู้ที่เที่ยงแท้ถาวรได้อย่างไร แต่ทำไมเขาถึงไม่ถามตัวเขาเองว่า มนุษย์สามารถมีความรู้เช่นว่านี้ได้หรือไม่? เราก็เข้าใจว่าเพลโตเชื่อมั่นว่า [...]
คู่มือการเขียนรายงาน
พวกเราอาจคิดกันว่า การเขียนรายงานหรือบทความนั้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่คิดกันว่าทำกันเป็นแล้ว แต่จริงๆเท่าที่ประสบมาจากการสอนนิสิตปรัชญาทั้ง ป. โท กับ ป. เอก (ป. ตรีไม่นับเพราะยังไม่ได้เรียน) ปรากฏว่ายังไม่ค่อยมีประสบการณ์เกี่ยวกับการเขียนเท่าไหร่เลย ก็เลยคิดว่าจะเขียนโพสนี้เพื่ออภิปรายเรื่องนี้กันต่อ แล้วพอดีผมไปกับ บล๊อกนี้ เข้า ซึ่งเป็นของชาญชัยที่ตอนนี้กำลังเขียนวิทยานิพนธ์ ป. เอกที่รัฐศาสตร์ และตอนนี้เป็นอาจารย์อยู่มหิดล ก็น่าจะกระตุ้นความสนใจของเราได้พอสมควร ในสายตาของผม ปัญหาหลักของการเขียนไม่ว่าจะเป็นปรัชญาหรือสังคมศาสตร์ ก็คือความสามารถในการเขียนประโยคเป็นภาษาไทย ชาญชัยยกตัวอย่างเรื่ีองการขโมยความคิดหรือที่เรียกว่า plagiarism ซึ่งก็เป็นเรื่องสำคัญแต่เนื่องจากพูดไปแล้วก็เลยพูดอีกเรื่องซึ่งก็สำคัญไม่แพ้กัน (ขอแนะนำให้ไปอ่านบทความของชาญชัย แล้วมาโพสที่นี่ก็ได้) เหตุที่ผมบอกว่าปัญหาเรื่องภาษาไทยเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ได้อยู่ที่ว่านิสิตของเราสะกดคำผิดๆ ใช้คำผิดประเภท เช่นใช้คำว่า “กับ” แทนที่จะเป็น “แก่” หรืออะไรทำนองนี้ แต่อยู่ลึกกว่านั้นมาก สิ่งนั้นก็คือว่า นิสิตยังไม่ค่อยรู้ว่าจะเรียบเรียงความคิดอย่างไร เรื่องนี้ผมพบมากับตัวเองบ่อยๆเวลาอ่านวิทยานิพนธ์ของนิสิต ที่น่าสนใจก็คือว่านิสิตคนเดียวกันเวลาเขียนแสดงความคิดเห็นลงในบล๊อก หรือในเว็บฟอรั่ม ปรากฏว่าเขียนได้ดี อ่านรู้เรื่อง เรียบเรียงความคิดได้เรียบร้อย แต่พอมาเขียนวิทยานิพนธ์กลับอ่านไม่รู้เรื่องเลย เรื่องนี้แสดงว่านิสิตผู้นั้นไม่ใช่ว่า ไม่รู้เรื่องที่ตนเองเขียน เขารู้ค่อนข้างดีทีเดียว แต่พอเขียนในกรอบของวิทยานิพนธ์ หรือของบทความวิชาการที่ไม่ใช่การแสดงออกด้วยภาษาพูด กลับทำไม่ค่อยจะได้ สิ่งสำคัญในปรัชญาก็คือว่า เรากำลังทำงานกับความคิด ที่เราต้องทำให้ได้คือทำความคิดที่เรากำลังจะสื่อนั้นให้เป็นอะไรที่อยู่ภายในตัวเราเอง [...]
ข้อแนะนำในการเขียนบทความปรัชญา
ผมไปค้นพบบทความเก่าเรื่องหนึ่งที่เขียนไว้นานแล้ว คิดว่ามีประโยชน์เลยเอาโพสในบล๊อกนี้ ใครที่สนใจคลิกไปได้ที่แท็บข้างบน

ความเห็นล่าสุด