การอ้างเหตุผลนิรนัยกับอุปนัย

(นอกจากจะแปลงานของคานท์แล้ว อีกงานที่ทำมาต่อเนื่องคือเขียนหนังสือ “ปรัชญาทั่วไป” ตอนนี้อยู่บทที่แปด เกี่ยวกับเรื่องของตรรกวิทยา เนื่องจากตรรกวิทยาเป็นส่วนหนึ่งของปรัชญา หนังสือ “ปรัชญาทั่วไป” จึงขาดบทว่าด้วยตรรกวิทยาไปไม่ได้ ที่เอามาลงนี้เป็นหัวข้อ “การอ้างเหตุผลนิรนัยกับอุปนัย”)

***

ในบทที่แล้วเราก็ได้พูดกันเกี่ยวกับวิธีการอุปนัยไปบ้าง เป้าหมายของฮิวม์อย่างที่เห็นกันไปแล้ว ก็คือโจมตีว่าเราไม่สามารถพึ่งพาอาศัยความรู้ที่มาจากวิธีการอุปนัยได้ เนื่องจากเราไม่สามารถแน่ใจได้สมบูรณ์แบบว่า ธรรมชาติมีความสม่ำเสมอ ดังนั้นเราจึงไม่สามารถแน่ใจได้เต็มที่ว่าเมื่อออกไปยืนนอกหน้าต่างบนตึกสูงๆจะหล่นลงไปข้างล่าง หรือพรุ่งนี้พระอาทิตย์จะขึ้น เราได้อภิปรายเรื่องพวกนี้กันไปพร้อมๆกับคำวิจารณ์ของคานท์ไปแล้ว ในบทนี้เราจะมาดูวิธีการอุปนัยโดยละเอียดมากขึ้น เราจะพิจารณาเรื่องนี้ไปควบคู่กับอีกวิธีการหนึ่งที่ใช้กันควบคู่กับอุปนัย ได้แก่วิธีการแบบนิรนัย

อันที่จริงวิธีการทั้งแบบอุปนัยกับนิรนัยนี้เป็นวิธีการในตรรกวิทยา สาขาของปรัชญาสองสาขานี้ คือตรรกวิทยากับญาณวิทยา มีความใกล้เคียงกันมากจนบางครั้งนักเรียนปรัชญาก็แยกไม่ออกว่าตนเองกำลังศึกษาปัญหาอะไรอยู่ ตรรกวิทยาเป็นสาขาของปรัชญาที่ศึกษาความสัมพันธ์กันของข้อความในประโยค ศัพท์เทคนิคของข้อความในประโยค หรือตัว “สาร” ที่ประโยคสื่อออกมาได้แก่ “ประพจน์” (proposition) ประโยคภาษาไทยว่า “โครงสร้างโมเลกุลของน้ำได้แก่ H2O” กับภาษาอังกฤษว่า “The molecular structure of water is H2O” ระบุถึงประพจน์เดียวกัน สิ่งที่ตรรกวิทยาก็คือความสัมพันธ์ต่างๆของประพจน์เหล่านี้ ว่าหากประพจน์เป็นจริง จำเป็นต้องบังคับให้อีกประพจน์เป็นจริงด้วยหรือไม่ เช่นประพจน์ “ฝนตกและถนนเปียก” จำเป็นต้องบังคับให้ประพจน์ “ถนนเปียก” เป็นจริงไปด้วยหรือไม่ สรุปก็คือว่าตรรกวิทยาศึกษาความสัมพันธ์กันของประพจน์ เป้าหมายสำคัญของตรรกวิทยาก็อยู่ที่การวิเคราะห์โครงสร้างของการอ้างเหตุผล คำถามหลักคือทำอย่างไรจึงจะได้การอ้างเหตุผลที่สมเหตุสมผล ได้แก่การที่ข้อสรุปต้องเป็นจริงหากข้ออ้างเป็นจริงทั้งหมด ส่วนญาณวิทยา (epistemology) นั้นพยายามตอบคำถามว่า ความรู้คืออะไร? ความรู้ที่แท้จริง ที่เรามั่นใจได้ร้อยเปอร์เซนต์ มีลักษณะอย่างไร? ทำอย่างไรจึงจะได้ความรู้แบบนี้มา? จะเห็นได้ว่าสองสาขานี้ถามคำถามคนละชุด ซึ่งก็หมายความว่าสนใจกันคนละประเด็น แต่เนื่องจากประเด็นกับชุดคำถามของปรัชญาสองสาขานี้ใกล้เคียงกันมาก บางทีจึงเกิดความสับสน การที่ตรรกวิทยาศึกษากลไกของความสมเหตุสมผลของการอ้างเหตุผล ทำให้เกิดคำถามต่อเนื่องว่า แล้วข้อสรุปของการอ้างเหตุผลที่สมเหตุสมผลนี้ ถือเป็นความรู้ได้หรือไม่ เรื่องความสมเหตุสมผลเป็นเรื่องของตรรกวิทยา ส่วนเรื่องเป็นความรู้ได้หรือไม่เป็นเรื่องของญาณวิทยา โดยทั่วไปเราก็ถือกันว่าข้อสรุปของการอ้างเหตุผลที่สมเหตุสมผลและที่มีข้ออ้างเป็นความจริงทั้งหมด (เพราะเราอาจมีการอ้างเหตุผลที่สมเหตุสมผลแต่ข้อสรุปไม่เป็นจริงก็ได้) เป็นตัวอย่างของความรู้ที่ถูกต้อง การอ้างเช่นนี้เป็นการอ้างในญาณวิทยา ส่วนการตัดสินว่าสมเหตุสมผลหรือไม่ หรือเป็นจริงหรือไม่ เป็นเรื่องของตรรกวิทยา ในบทนี้เราจะสนใจที่ประเด็นตรรกวิทยา เนื่องจากไม่ว่าจะอย่างไรตรรกวิทยาก็เป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา และผู้ที่ใช้หนังสือเล่มนี้ในการเรียน หรืออ่านด้วยตนเอง อาจไม่มีพื้นความรู้ทางตรรกวิทยาที่จำเป็นต่อการเข้าใจปรัชญาก็ได้ ดังนั้นเราจึงมาปูพื้นความรู้ทางตรรกวิทยากันในบทนี้ โดยจะเริ่มที่การอ้างเหตุผลแบบนิรนัยก่อน

ผู้อ่านบางท่านอาจไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า “การอ้างเหตุผล” คืออะไร การอ้างเหตุผล หรือ argument ก็คือชุดของข้อความที่ประกอบด้วย “ข้ออ้าง” (premise) กับ “ข้อสรุป” (conclusion) เป้าหมายของการอ้างเหตุผลคือโน้มน้าวใจให้เชื่อ ข้อความที่ตั้งใจจะให้เชื่อก็อยู่ใน “ข้อสรุป” ส่วนเหตุผลหรือหลักฐานต่างๆที่ยกมาอ้างเพื่อแสดงว่าเหตุใดจึงควรเชื่อข้อสรุป ก็อยู่ใน “ข้ออ้าง” ตัวอย่างเช่น “ปลาวาฬหายใจด้วยปอด เพราะสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหายใจด้วยปอด” ก็เป็นการอ้างเหตุผลชุดหนึ่ง ข้อสรุปคือ “ปลาวาฬหายใจด้วยปอด” เป็นข้อความที่ผู้พูดอยากจะให้ผู้ฟังเชื่อและทำตาม ส่วน “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหายใจด้วยปอด” เป็นข้ออ้างที่เสนอเหตุผลว่าเหตุใดจึงควรเอาร่มออกไปด้วย การอ้างเหตุผลแบ่งออกเป็นสองประเภทดังที่ได้กล่าวไปแล้ว คือนิรนัยกับอุปนัย การอ้างเหตุผลแบบนิรนัยคือการอ้างเหตุผลที่ข้ออ้างมีเนื้อความเป็นเรื่องทั่วไป แล้วข้อสรุปเป็นการสรุปประเด็นเฉพาะจากข้ออ้างนั้น ในแง่นี้การอ้างเหตผลเรื่องปลาวาฬที่เพิ่งยกมา จึงเป็นการอ้างเหตุผลแบบนิรนัย ส่วนการอ้างเหตุผลแบบอุปนัยนั้นจะมีทิศทางกลับกัน คือข้ออ้างจะเป็นการเสนอประเด็นเฉพาะ แล้วข้อสรุปจะเป็นการสรุปประเด็นเฉพาะนั้นให้เป็นประเด็นทั่วไป อย่างเช่น “คนไทยส่วนใหญ่เป็นคนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เพราะคนในจังหวัดนี้เป็นคนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น” อย่างนี้เป็นอุปนัย เพราะข้ออ้างคือคนในจังหวัดเดียวที่ผู้พูดสังเกตเห็นว่าเป็นคนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แล้วก็เลยสรุปว่าคนไทยทั้งประเทศส่วนใหญ่เป็นแบบนี้

ในแง่ของญาณวิทยา ทรรศนะโดยทั่วไปจะถือว่าการอ้างเหตุผลแบบนิรนัยจะน่าเชื่อถือกว่าอุปนัย เพราะข้ออ้างของนิรนัยเป็นประโยคทั่วไปอยู่แล้ว แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป หากการอ้างเหตุผลนั้นไม่สมเหตุสมผล ข้อสรุปก็ไม่อาจถือว่าเป็นความรู้ได้ ความสมเหตุสมผลก็เป็นมโนทัศน์สำคัญมากๆในตรรกวิทยา ความหมายก็คือว่า การอ้างเหตุผลที่สมเหตุสมผล (valid) จะมีข้อสรุปที่จำเป็นต้องเป็นจริงหากข้ออ้างเป็นจริงทั้งหมด ตัวอย่างเช่น “ปลาวาฬเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหายใจด้วยปอด ดังนั้นปลาวาฬหายใจด้วยปอด” เป็นการอ้างเหตุผลที่สมเหตุสมผล เนื่องจากเป็นความจริงว่าปลาวาฬเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหายใจด้วยปอด ความจริงสองข้อนี้บังคับให้ข้อสรุปต้องเป็นจริงอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง คือปลาวาฬหายใจด้วยปอด หากการอ้างเหตุผลแบบนิรนัยไม่สมเหตุสมผล ข้อสรุปก็อาจเป็นเท็จได้ ทำให้เราไม่อาจวางใจว่าเป็นความรู้ได้ อย่างไรก็ตาม การที่เราจะตัดสินว่าข้อสรุปจะเป็นความรู้ได้ นอกจากการอ้างเหตุผลจะต้องสมเหตุสมผลแล้ว ข้ออ้างทั้งหมดยังต้องเป็นจริงอีกด้วย เหตุที่ต้องยืนยันตรงนี้ก็เพราะว่า การอ้างเหตุผลที่สมเหตุสมผลนั้น อาจให้ข้อสรุปที่ไม่เป็นจริงก็ได้ หากข้ออ้างไม่เป็นจริงทั้งหมด ตัวอย่างเช่นการอ้างเหตุผลว่า “สัตว์ที่ออกลูกเป็นไข่ทุกตัวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ปลาวาฬออกลูกเป็นไข่ ดังนั้นปลาวาฬเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม” การอ้างเหตุผลนี้สมเหตุสมผล เพราะว่าหากสมมติว่าสัตว์ที่ออกลูกเป็นไข่ทุกตัวเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และปลาวาฬออกลูกเป็นไข่จริง ก็จะต้องสรุปว่าปลาวาฬเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ข้อสรุปของการอ้างเหตุผลนี้เป็นจริง และการอ้างเหตุผลของสมเหตุสมผล แต่เราไม่ถือว่าข้อสรุปนี้เป็นความรู้ เพราะที่มาของข้อสรุปนี้มาจากความเท็จ ถ้าเราจะรับข้อความใดเป็นความรู้ ที่มาของข้อความนั้นควรจะถูกต้อง ไม่ใช่ว่ามาจากความเท็จเช่นปลาวาฬออกลูกเป็นไข่ การอ้างเหตุผลที่ทั้งสมเหตุสมผลและข้ออ้างเป็นจริงทั้งหมด จะเรียกว่ามีคุณสมบัติ “สมเหตุสมผลและถูกต้อง” (ภาษาอังกฤษจะเรียกว่า “sound argument” คำว่า “sound” ในที่นี้ไม่ได้แปลว่า “เสียง” แต่เป็นคำคุณศัพท์แปลว่ามีน้ำหนักน่าเชื่อถือ และเมื่อมาใช้ในบริบทของตรรกวิทยาจะหมายความว่าทั้งสมเหตุสมผลและข้ออ้างเป็นจริงทั้งหมด) ซึ่งเป็นเป้าหมายของการได้มาซึ่งความรู้ที่ถูกต้องในกรณีที่แหล่งที่มาของความรู้นั้นเป็นการอ้างเหตุผลแบบนิรนัย

ส่วนในกรณีของการอ้างเหตุผลแบบอุปนัยนั้น กฎเกณฑ์ในการรับว่าข้อสรุปจะเป็นความรู้หรือไม่ มีความซับซ้อนมากกว่านิรนัย ทั้งนี้เพราะว่าเราไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัวที่จะบอกเราได้ว่าเมื่อใดข้อสรุปของการอ้างเหตุผลอุปนัยจะน่าเชื่อถือร้อยเปอร์เซนต์ ในกรณีของนิรนัย หากเราแน่ใจว่าการอ้างเหตุผลนั้นสมเหตุสมผลและถูกต้อง เราสามารถปักใจเชื่อและรับข้อสรุปนั้นเป็นความรู้ได้เลย แต่ในกรณีของอุปนัยเราทำอย่างนี้ไม่ได้ สิ่งที่เราทำได้คือบอกว่าข้อสรุปน่าเชื่อถือมากหรือน้อย ในวิชาประเภทการใช้เหตุผลหรือตรรกวิทยา จะมีการอภิปรายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่พยายามบอกเราว่าเมื่อใดข้อสรุปของอุปนัยจะน่าเชื่อถือมากหรือน้อย ซึ่งเป็นเนื้อหาหลักส่วนหนึ่งของวิชานี้ แต่เนื่องจากในบทนี้เราไม่มีเนื้อที่เพียงพอที่จะอภิปรายทุกประเด็นในตรรกวิทยาได้หมด เราจึงสรุปแค่ว่า ข้อสรุปของการอ้างเหตุผลแบบอุปนัยไม่สามารถยืนยันหรือฟันธงได้ทั้งหมดว่าเป็นความจริง อาจมีโอกาสเป็นเท็จได้ตลอดเวลา เรารู้เรื่องนี้มาจากการวิพากษ์อุปนัยของฮิวม์ แม้เรื่องที่ว่าพรุ่งนี้พระอาทิตย์จะขึ้น ซึ่งเราเชื่อมั่นมาตลอดว่าต้องเป็นจริง แต่ฮิวม์ก็แสดงเหตุผลให้เราเชื่อว่า พรุ่งนี้พระอาทิตย์อาจไม่ขึ้นก็ได้ ซึ่งนี่ก็คือลักษณะประจำของการอ้างเหตุผลแบบอุปนัย เนื่องจากอุปนัยเกิดจากข้ออ้างที่เป็นประโยคเฉพาะแล้วสรุปไปหาประโยคสากล จึงมีโอกาสอยู่เสมอที่จะเกิดเรื่องที่ไม่เป็นไปตามเนื้อหาของประโยคเฉพาะนั้น เพราะไม่ได้ถูกครอบคลุมเอาไว้ในเนื้อหาของประโยคเฉพาะเหล่านั้นตั้งแต่ต้น แต่ถึงกระนั้น เราก็จำเป็นต้องพึ่งพาการอ้างเหตุผลแบบอุปนัยอย่างมากในชีวิตประจำวัน สิ่งที่เราทำเพื่อให้ความเชื่อมั่นหรือสถานะในการเป็นความรู้ของข้อสรุปแบบนี้มีมากขึ้น ก็คือดูว่าข้อสรุปอยู่ใกล้กับข้ออ้างมากเพียงใด หรือเนื้อหาของข้ออ้างเป็นตัวแทนที่ถูกต้องของเนื้อหาของข้อสรุปได้มากเพียงใด เป็นต้น ตัวอย่าเช่น การอ้างเหตุผลว่า “คนไทยส่วนใหญ่เป็นคนเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เนื่องจากคนในจังหวัดนี้ส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น” ถ้าจะทำให้ข้อสรุปน่าเชื่อถือหรือมีน้ำหนักมากขึ้น ก็อาจหาข้อมูลเพิ่มเติมเข้าไปได้ว่าคนในจังหวัดอื่นๆก็เห็นอกเห็นใจผู้อื่นเหมือนกัน ที่สำคัญก็คือว่าหากตัวอย่างที่ยกมาอ้างเป็นหนึ่งเดียวกันกับตัวอย่างที่สรุป การอ้างเหตุผลนี้ก็จะไม่ใช่อุปนัยแล้ว แต่จะกลายเป็นนิรนัยไป