การบรรยาย 19 มิถุนายน

ไฟล์เสียงการบรรยายของ อ. โสรัจจ์ วันที่ 19 มิถุนายน เรื่อง “ความหมายของวิสามานยนาม” ฟังได้ที่นี่


วิสามานยนาม, คำบ่งชี้, นิยมสรรพนาม

ในโพสนี้เราจะพูดถึงคำสามประเภทในภาษา ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆกันแต่ไม่เหมือนกัน เราได้พูดกันเกี่ยวกับวิสามานยนามกันมาค่อนข้างมากแล้ว วิสามานยนามคือชื่อเฉพาะที่ใช้เรียกกัน ซึ่งระบุถึงปัจเจกวัตถุหรือปัจเจกบุคคลโดยตรง (เว้นแต่ว่าเราถือทฤษฎีแบบของคัสตาเญดา ซึ่งไม่เชื่อว่าวิสามานยนามที่แท้จริงมีอยู่จริง และวิสามานยนามเป็นคำย่อของคำบรรยายเจาะจงตัวเสมอ) ตัวอย่างก็คือ “ทักษิณ ชินวัตร” หรือ “สนธิ ลิ้มทองกุล”

แต่ก็ยังมีคำอีกสองประเภทในภาษา ที่ทำหน้าที่คล้ายๆกันวิสามานยนาม แต่เป็นคำที่เรียกได้ว่าอยู่ในแกนกลางของภาษามากกว่า เพราะใช้กันบ่อยมาก ประเภทแรกเรียกว่า “คำบ่งชี้” หรือ indexical ในภาษาอังกฤษ คำบ่งชี้ได้แก่คำที่ความหมายแปรไปตามแต่ละสถานการณ์ ตัวอย่างที่ใช้กันบ่อยก็เช่น “ฉัน” “เธอ” และอื่นๆแบบเดียวกัน ตัวอย่างของการใช้ที่ทำให้ความหมายแตกต่างกันก็เช่น หากทักษิณพูดประโยคว่า “ข้าพเจ้าเป็นนายกรัฐมนตรี” กับสมัครพูดประโยคเดียวกันนี้ ประโยคเดียวกันนี้จะเป็นจริงสำหรับทักษิณในปี 2546 แต่เป็นเท็จสำหรับสมัครในปีนั้น แต่หากพูดในปีนี้ ประโยคนี้จะเป็นจริงสำหรับสมัครในปี 2551 แต่เป็นเท็จสำหรับทักษิณในปีเดียวกันนี้ อีกตัวอย่างก็ได้แก่ คนสองคนพูดประโยคเดียวกันว่า “ฉันเป็นผู้หญิง” คนแรกพูดความจริง เพราะเขาเป็นผู้หญิงจริงๆ ในขณะที่อีกคนพูดประโยคเดียวกันนี้ แต่เป็นประพจน์ที่เป็นเท็จ เพราะตัวผู้พูดเป็นผู้ชาย

ดังนั้น คำเช่น “ที่นี่” “เดี๋ยวนี้” เป็นคำที่ความหมายแปรไปตามบริบททั้งสิ้น และคำเหล่านี้ก็ได้ชื่อว่า “คำบ่งชี้” แต่ก็ยังมีคำอีกประเภทหนึ่งที่คล้ายกันมาก ได้แก่ “นิยมสรรพนาม” ได้แก่คำว่า “นี้” “นั้น” “โน้น” “นี่” “นั่น” “โน่น” ซึ่งความหมายของคำเหล่านี้ จะเป็นการ “ระบุ” ถึงวัตถุที่เฉพาะเจาะจง โดยผู้พูดต้องมีการแสดงอาการที่ “ชี้” หรือ “ระบุ” ตามไปด้วยเสมอเมื่อใช้คำเหล่านี้ ตัวอย่างเช่น ผมพูดว่า “แก้วใบนี้สีขาว” โดยถือแก้วใบหนึ่งอยู่ในมือและแสดงอาการว่า กำลังหมายถึงแก้ว (หรือถ้วย :-) ) ใบนี้ วลี “ใบนี้” ก็ต้องระบุถึงแก้วใบที่ผมถือ และ “แก้วใบนี้” ก็เลยกลายเป็นวลีเจาะจงตัว ที่ทำหน้าที่เช่นเดียวกับวิสามานยามหรือคำบรรยายเจาะจงตัว ในภาษาอังกฤษ จะเรียกนิยมสรรพนามว่า ‘demonstrative’

ข้อแตกต่างระหว่าง indexical กับ demonstrative ก็คือว่าการใช้ indexical ไม่ต้องมีการแสดงอาการที่ใช้เพื่อระบุหรือชี้ ในขณะที่การใช้ demonstrative มีการใช้เช่นนี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมก็เป็นคำที่ทำงานคล้ายๆกัน และหากเราพิจารณาภาษาไทยของเรา ก็จะพบว่าความแตกต่างระหว่าง indexical กับ demonstrative ไม่ได้มีมากแบบที่ปรากฏในภาษาอังกฤษ หรือในภาษาอินโด-ยุโรปอื่นๆ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า ในวงการปรัชญาภาษาโดยทั่วไป จะถือว่า คำว่า ‘today’ ‘tonight’ ‘here’ ‘now’ เป็น indexical ไม่ใช่ demonstrative แต่พอดูคำเหล่านี้ในภาษาไทย – “วันนี้” คืนนี้” “ที่นี่” “เดี๋ยวนี้” จะเห็นว่ามีการประสมคำ ที่ใช้คำสามานยนามปกติรวมกับนิยมสรรพนาม ซึ่งทำให้เห็นชัดว่า เป็นการใช้แบบ demonstrative

นักปรัชญาที่เชื่อว่าคำที่มีความหมายแบบ “วันนี้” “คืนนี้” เป็น indexical อาจจะเถียงว่า คำเหล่านี้สามารถใช้ได้โดยไม่ต้องมีการชี้หรือการแสดงอาการระบุลงไป การพูดว่า “วันนี้ฝนตก” ก็ไม่จำเป็นต้องมีการชี้ไปที่ปฏิทินเสมอไป ว่าเป็นวีน “นี้” หรืออะไรทำนองนี้ แต่อย่างไรก็ตาม โครงสร้างของคำ (หรือวลี) “วันนี้” ก็ดูจะแสดงชัดว่า เป็นการใช้นิยมสรรพนามประกอบกับสามานยนาม เช่นเดียวกับ “แก้วใบนี้” แต่นักปรัชญาหรือนักภาษาศาสตร์ที่เชื่อว่า “วันนี้” เป็น indexical ก็อาจจะบอกต่อไปว่า โครงสร้างของทั้งสองไม่เหมือนกันทีเดียว เพราะเราไม่พูดว่า “แก้วนี้” (ซึ่งฟังแปลกๆ) แต่พูดว่า “วันนี้” ไม่ใช่ “วันวันนี้” คือเราไม่ได้เอาลักษณนามไปแทรกระหว่างสามานยนามกับนิยมสรรพนาม เรื่องนี้สามารถเป็นหัวข้อวิจัยได้เลย ทั้งในปรัชญาและในภาษาศาสตร์ หรือในหลักสูตรภาษาไทย เพราะผมค่อนข้างแน่ใจว่า ยังไม่มีใครเคยคิดเรื่องพวกนี้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม เรากลับมาที่ประเด็นทางปรัชญาล้วนๆ ปัญหาหลักของ indexical กับ demonstrative ก็คือว่า ในระบบของอรรถศาสตร์ที่มีแบบจำลองอยู่ที่ระบบของภาษาแบบแผน เราต้องหาทางที่จะกำจัดความกำกวมให้หมดไปจากระบบ เพราะหากมีความกำกวม การวางระบบหรือทฤษฎีของภาษาก็เป็นไปไม่ได้ ดังนั้น เนื่องจากคำบ่งชี้มีความกำกวมในตัวของมันเอง จึงมีนักปรัชญาพยายามเสนอทฤษฎี เพื่ออธิบายความหมายของคำประเภทนี้ ดังนั้น จึงมีความพยายามที่จะเสนอว่า ประโยคเช่น

(1) ฉันรู้สึกดีใจจนตัวลอย

เมื่อหนุนเป็นคนพูด ก็จะมีความหมายว่า

(2) หนุนรู้สึกดีใจจนตัวลอย

ก็คือทฤษฎีจะพยายามแทนที่คำบ่งชี้ ด้วยคำที่ความหมายไม่ได้ขึ้นกับบริบท ตามความคิดของนักปรัชญาเหล่านี้ (ผมจำชื่อไม่ได้ ต้องไปค้น) ประโยค (1) กับ (2) แสดงประพจน์เดียวกัน คือมีความหมายเหมือนกัน

แต่ก็มีนักปรัชญาเช่น Castañeda ที่เสนอว่า ประโยคที่มีคำบ่งชี้ ไม่สามารถลดทอนลงเป็นประโยคที่ไม่มีคำบ่งชี้ได้ กล่าวคือคำบ่งชี้เป็นส่วนประกอบของความหมายของประโยคที่ไม่สามารถทอนเป็นแบบอื่นได้ ดังนั้นตามความคิดของ Castañeda ประโยค (1) กับ (2) มีความหมายที่แตกต่างกันเสมอ

ทีนี้เราลองคิดดูว่า ต่างกันอย่างไร? :-)

เกี่ยวเนื่องจาก “พระอภัยมณี”

สืบเนื่องจากโพสที่แล้วที่ว่าด้วยพระอภัยมณี นักปรัชญาภาษาจะเรียกปัญหานี้ว่า “ปัญหาเรื่องชื่อลอย” เราเรียกชื่อเฉพาะที่ไม่มีเจ้าของชื่อ (เช่น “พระอภัยมณี” หรือ “ขุนช้าง”) ว่า “ชื่อลอย” หรือ empty names ในภาษาอังกฤษ

ในทฤษฎีแบบของรัสเซลหรือเฟรเก ชื่อได้แก่คำย่อจากคำบรรยายเจาะจงตัว เมื่อเป็นเช่นนี้ “พระอภัยมณี” ก็ได้แก่ “พ่อของสินสมุทรกับสุดสาคร” “สามีของนางผีเสื้อสมุทรกับนางเงือก” “พี่ชายคนเดียวของศรีสุวรรณ” ฯลฯ นอกจากนี้ก็มีคำบรรยายเช่น “ตัวละครเอกในนิยายคำกลอนที่ยาวที่สุดในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น” ซึ่งระบุถึงพระอภัยมณี แต่ไม่ได้อยู่ในบริบทของเนื้อเรื่อง แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ชื่อ “พระอภัยมณี” ก็มีความหมาย ซึ่งได้แก่คำบรรยายเหล่านี้ ถึงแม้ว่าจะไม่มีตัวพระอภัยให้ระบุเลยก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ในทฤษฎีของคริบคี เรื่องนี้มีปัญหา เพราะคริปคีถือว่าวิสามานยนาม มีความหมาย ซึ่งได้แก่ตัวบุคคลหรือวัตถุที่วิสามานยนามนั้นเป็นชื่อของสิ่งนั้น และที่สำคัญก็คือ ต้องสามารถสืบสาวไปหาต้นตออันได้แก่ตัวบุคคลนั้นได้ โดยผ่านทางกระบวนการของการเรียกชื่อ แต่เนื่องจากพระอภัยมณีไม่มีตัวให้เรียกชื่อ ดังนั้นกระบวนการเรียกชื่อนี้จะสืบสาวไปได้ถึงใคร?

ทางออกหนึ่งก็คือ สืบไปถึงตัวนิยายที่เป็นเล่มๆ แต่ปัญหาก็คือว่า พระอภัยมณีไม่ได้มีคุณสมบัติเป็นเล่มๆ แต่มีคุณสมบัติคือมีสองแขน สองขา รูปงาม เป่าปี่เก่ง ไม่ได้มีคุณสมบัติอย่างที่หนังสือมี เช่น ประกอบด้วยกระดาษเป็นใบๆ พลิกอ่านได้ มีน้ำหมึกเปื้อนอยู่เต้มไปหมด ฯลฯ นอกจากนี้เราก็ไม่ได้เรียกหนังสือเล่มนี้ว่า “พระอภัยมณี” แต่เรียกว่าตัวละครเอกในหนังสือนี้คือ “พระอภัยมณี” ต่างหาก

อีกทางออกหนึ่ง ซึ่งนักปรัชญาฝ่ายคริปคีนิยมใช้ ก็คือปฏิเสธว่าชื่ออย่าง “พระอภัยมณี” หรือ “Pegasus” อันเป็นชื่อของม้าบินได้ในเทพนิยายกรีก เป็นชื่อเฉพาะที่แท้จริง แนวคิดก็คือว่า “พระอภัยมณี” หรือ “Pegasus” เป็นส่วนหนึ่งของภาษาที่หน้าตาคล้ายวิสามานยนาม แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ แต่เป็นคำเรียกย่อบางแบบของตัวละครในนิยาย ดังนั้นนักปรัชญาฝ่ายคริปคีจึงยอมรับทฤษฎีแบบคำบรรยาย ในกรณีของชื่อลอย แต่ใช้ทฤษฎีเชิงสาเหตุในกรณีของชื่อไม่ลอย ซึ่งถือว่าเป็นวิสามานยนามที่แท้จริง

ดังนั้น ประพจน์เช่น “Pegasus เป็นม้าบินได้” จึงถูกวิเคราะห์ตามทฤษฎีเชิงสาเหตุแบบของคริปคีได้ดังนี้

ในเทพนิยายกรีก มีความเชื่อและเรื่องราวเกี่ยวกับม้าบินได้ตัวหนึ่ง มีชื่อว่า Pegasus ตามเรื่องที่แล่ากันนี้ ม้าตัวนี้บินได้

ดังนั้น “Pegasus” จึงไม่ได้ระบุถึง Pegasus แต่ระบุถึงกลุ่มของข้อความที่พูดถึง Pegasus ในเทพนิยายกรีกเท่านั้น

Pegasus

Pegasus

“พระอภัยมณี”

กำลังเป่าปี่ปัญหาที่สำคัญมากๆปัญหาหนึ่งเกี่ยวกับ proper names ได้แก่เรื่องชื่อของบุคคลหรือวัตถุ (ส่วนมากจะเป็นบุคคล) ที่ไม่มีอยู่จริง เช่น “พระอภัยมณี” ปัญหาก็คือว่า ในหลักอรรถศาสตร์ของภาษาแบบแผนที่เราเคยเรียนมาในวิชา logic ชื่อแบบนี้ไม่สามารถมีได้ เพราะจะผิดไวยากรณ์ ดังนั้น ประโยคที่ประกอบด้วยชื่อเช่นนี้จะถือว่า “ill formed” ซึ่งหมายความว่า เป็นกลุ่มของสัญลักษณ์ที่ไม่มีความหมาย เนื่องจากเรียงคำผิดกฎ

แต่ในภาษาธรรมชาติ เราพูดถึงคนที่ไม่มีอยู่จริงเป็นประจำ และเป็นเรื่องปกติ เช่น เราพูดถึงตัวละครในนิยาย เช่นพระอภัยมณี ผีเสื้อสมุทร หรือพูดถึงคนที่เราแต่งเรื่องขึ้นมา เพื่อหลอกตำรวจให้เข้า่ใจไปว่า คนๆนั้นแหละเป็นคนทำผิด ตั้งชื่อคนๆนั้นให้เสร็จสรรพ

ทีนี้ ปัญหาก็คือว่า เรามีประโยคแบบนี้

(1) พระอภัยมณีไม่มีตัวตนอยู่จริง

(1) เป็นความจริงแน่นอน ไม่มีใครสงสัย แต่เราจะอธิบายการที่ (1) เป็นจริงได้อย่างไร ตามหลักการของ Meinong จะบอกในทำนองว่า ชื่อ “พระอภัยมณี” บ่งถึงอะไรบางอย่าง ซึ่งอะไรบางอย่างนั้นไม่มีอยู่จริง Meinong จะบอกว่า การพูดแบบนี้ไม่มีการขัดแย้งใดๆ เพราะอะไรบางอย่างที่ว่านี้ (ซึ่งก็ได้แก่ตัวพระอภัยมณี) มีอยู่ในอีกสถานะหนึ่ง ที่ไม่ใช่การมีอยู่ในอวกาศเวลาแบบที่เราเข้าใจ แล้วการพูดว่าพระอภัยมณีไม่มีตัวจริง ก็เพียงแค่พูดว่า พระอภัยมณีคนนี้ ที่อยู่ในสถานะหนึ่ง มิได้อยุ่ในอีกสถานะหนึ่ง ซึ่งได้แก่การมีอยู่จริงในอวกาศเวลา

แต่ปัญหาของไมนองก็คือว่า จะอธิบาย “การมีอยู่ในอีกสถานะหนึ่ง” ที่ไม่อยู่ในอวกาศกับเวลาได้อย่างไร?

หรือหากจะวิเคราะห์แบบ Russell ชื่อ “พระอภัยมณี” ก็อาจเป็นคำย่อของ “พ่อของสินสมุทรกับสุดสาคร” ซึ่งจากการวิเคราะห์ของ Russell ประโยคนี้ก็ได้ว่าอย่างนี้

(2) มีเพียงหนึ่งคนเท่านั้นที่เป็นพ่อของสินสมุทรกับสุดสาคร และคนๆนั้นไม่มีอยู่จริง

ปัญหาของ (2) ก็คือว่า เนื่องจากไม่มีใครที่เป็นพ่อของสินสมุทรกับสุดสาคร (เนื่องจากไม่มีสินสมุทรกับสุดสาครให้ใครมาเป็นพ่อ) (2) ก็เป็นเท็จ แต่ตามทฤษฎีของ Russell (2) มีความหมายเดียวกันกับ (1) ซึ่งถ้า (2) เป็นเท็จ (1) ก็ย่อมเป็นเท็จไปด้วย??