ภาษา โลกกับจวงจื๊อ

เมื่อวันก่อนผมสอบวิทยานิพนธ์ มีงานหนึ่งซึ่งบอกว่าจะศึกษาปรัชญาภาษาของจวงจื๊อ โดยเสนอว่างานเขียนของจวงจื๊อแท้จริงแล้ว เป็นการนำเสนอปรัชญาที่บอกว่า เราสามารถใช้ภาษาเข้าถึงความเป็นจริงได้ เรื่องนี้ทำให้หวนกลับมาคิดเกี่ยวกับประเด็นสำคัญในปรัชญาภาษา ก็คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับโลก

Zhuangzi and the butterfly

ในปรัชญาภาษา ปัญหาสำคัญที่ศึกษากันอยู่ ได้แก่ปัญหาว่า ภาษามีความสัมพันธ์กับโลกได้อย่างไร ปัญหานี้หมายความว่า เราจะเข้าใจได้อย่างไรว่า ภาษากับโลกสัมพันธ์กัน คนที่ไม่เคยเรียนปรัชญาภาษามาอาจจะงงๆ ว่าปัญหานี้มันเป็นปัญหาได้อย่างไร ก็ลองดูเรื่องต่อไปนี้ เรามีประโยคภาษาไทยว่า “หิมะมีสีขาว” ทีนี้เราก็มีปรากฏการณ์ที่หิมะเป็นสีขาว คือตัวหิมะจริงๆ ที่มันเป็นสีขาวจริงๆ ทีนี้หัวใจของปัญหาก็คือว่าทั้งภาษากับความเป็นจริงมาสัมพันธ์กันได้อย่างไร ประโยคภาษาไทยที่เราเห็นอยู่นี้ ก็มีคุณสมบัติต่างๆที่เรารู้จักกันดี เช่น ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร “ห” กับสระ “อิ” ประโยคนี้มีห้าพยางค์ (หิ-มะ-มี-สี-ขาว) และอื่นๆ ส่วนคุณสมบัติของหิมะก็รู้จักกันดีเช่นกัน เช่นมีสีขาว เย็น ถ้าจับแล้วจะละลายกลายเป็นหยดน้ำ มีลักษณะเป็นผลึกหกแฉก ฯลฯ หิมะไม่ได้มีคุณสมบัติคือ “ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ “ห” ” จะเห็นได้ว่าภาษากับความเป็นจริงมีลักษณะหรือคุณสมบัติแตกต่างกันมากมาย แล้วสองอย่างนี้มันมาเกี่ยวกันได้อย่างไร สาเหตุที่เรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญก็คือว่า ประโยค “หิมะมีสีขาว” กับการที่หิมะมีสีขาว ดูจะมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่น

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า เราจะเข้าใจการที่ประโยค “หิมะมีสีขาว” กับสภานการณ์หรือปรากฏการณ์ที่หิมะมีสีขาวมีความสัมพันธ์กันได้อย่างไร นี่เป็นปัญหาหัวใจของปรัชญาภาษา สองอย่างนี้แตกต่างกันมากมาย แต่ในอีกแง่หนึ่งเราก็มองดูเหมือนกับว่าสองอย่างนี้จริงๆแล้วมันเป็นสิ่งเดียวกัน หรือเป็นหนึ่งเดียวกัน แล้วมันยังไงกันแน่??

เรามาลองดูจวงจ์้อกัน ที่ยกมานี้เป็นข้อเขียนที่มีชื่อเสียงมากของเขา ที่เขาสงสัยว่าเขาเป็นผีเสื้อที่กำลังฝันเป็นจวงจื๊อ หรือเป็นจวงจื๊อที่กำลังฝันเป็นผีเสื้อ:

Once Zhuangzi dreamt he was a butterfly, a butterfly flitting and fluttering around, happy with himself and doing as he pleased. He didn’t know he was Zhuangzi. Suddenly he woke up and there he was, solid and unmistakable Zhuangzi. But he didn’t know if he was Zhuangzi who had dreamt he was a butterfly, or a butterfly dreaming he was Zhuangzi. Between Zhuangzi and a butterfly there must be some distinction! This is called the Transformation of Things (2, tr. Burton Watson 1968:49).

สิ่งที่ได้จากข้อเขียนนี้ก็คือว่า เราเองก็ไม่รู้ว่าที่เราคิดว่าเราเป็นอย่างนั้นอย่างนี้อยู่ในเวลานี้ จริงๆแล้วเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า เราอาจจะเป็นผีเสื้อที่กำลังฝันอยู่ก็ได้ ทรรศนะนี้เรียกได้ว่า “วิมตินิยม” หรือ skepticism คือไม่เชื่อว่าที่เราเห็นอยู่ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นอย่างนั้นจริงๆ ประเด็นก็คือเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างภาษากับโลก การที่จวงจื๊อพูดว่า เขาอาจจะเป็นผีเสื้อที่ฝันอยู่ อาจจะมองไปได้ว่า จวงจื๊อกำลังใช้ภาษาในแง่ที่ไม่ได้บรรยายสภาพที่เป็นอยู่จริงๆ แต่ที่คิดเช่นนี้ก็อาจจะเนื่องมาจากคนคิดเช่นนี้ เชื่อไว้ก่อนแล้วว่า จวงจื๊อไม่มีทางเป็นผีเสื้อที่ฝันอยู่ได้จริงๆ แต่เราแน่ใจได้อย่างไรว่าเราไม่ใช่ผีเสื้อ? การใช้ภาษาของจวงจื๊อทำให้เรามองเห็นว่า แท้จริงแล้วภาษานั้นเป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้เราเข้าใจตรงกันได้ในระดับหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ว่าภาษาคือความเป็นจริงทั้งหมด เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว ก็จะไม่มีทางเป็นไปได้ว่าจวงจื๊อจะพูดว่า “เขาเป็นผีเสื้อที่ฝันไป” เพราะประโยคนี้ขัดกับหลักวิทยาศาสตร์ คือผีเสื้อไม่มีสมองที่พัฒนาเพียงพอที่จะทำให้ฝันได้ ไม่เหมือนกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

พูดง่ายๆก็คือว่า จริงๆแล้วจวงจื๊อหมายความอีกอย่างหนึ่ง เวลาพูดว่า “เขาเป็นผีเสื้อที่ฝันไป” ความหมายอีกอย่างหนึ่งว่าอย่างไรนั้นเป็นงานของผู้อ่านปรัชญาของเขาจะทำความเข้าใจ แต่ประเด็นของเราเวลานี้ก็คือว่า จวงจื๊อกำลังถือว่าภาษาเป็นภาพลวงตาอย่างหนึ่ง ดังนั้นภาษาจึงไม่ใช่เครื่องมือที่ “โปร่งใส” ที่ทำให้เรามองเห็นความเป็นจริงตามที่ภาษานั้นระบุถึงได้ จวงจื๊อไม่ได้พูดถึงภาษาแบบเดียวกับที่พูดเรื่อง “หิมะมีสีขาว” แต่มีอะไรแฝงอยู่ภายในอีกมาก

ทรรศนะที่ถือว่า เราไม่อาจเชื่อสิ่งที่ภาษาระบุได้อย่างตรงไปตรงมา เรียกว่า “วิมัตินิยมทางภาษา” หรือ linguistic skepticism จวงจื๊อเป็นอย่างนี้ไปเต็มๆ บางคนบอกว่าการที่จวงจื๊อหรือนักปรัชญาคนอื่นที่ถือทรรศนะแบบนี้ เสนอทรรศนะแบบนี้ ทำให้ต้องพบกับความขัดแย้งกันเอง หรือที่เรียกว่า paradox แต่หากเราดูปรัชญาสำนักอื่นๆที่ถือคล้ายๆกันเช่น เซ็น ก็จะพบว่ามี paradox (ภาษาไทยบัญญัติว่า “ปฏิทรรศน์”) มากมาย เช่นมีคำสอนเซ็นที่มีชื่อเสียงบอกว่า “ให้มองหาใบหน้าของคุณก่อนที่พ่อกับแม่คุณจะแต่งงานกัน” การหาความหมายของประโยคเช่นนี้ หากยึดเอาตามความหมายตามตัวอักษร จะไม่พบอะไรเลยนอกจากความขัดกันของข้อความ แล้วก็หยุดอยู่แค่นั้น

สรุปก็คือ บางที paradox อาจไม่ใช่อะไรที่เราต้องพยายามหลีกหนีไปให้ไกล แต่อาจจะเป็นแนวทางที่ทำให้เราเกิดความเข้าใจความจริงอย่างถ่องแท้ก็ได้

ข่าวล่าสุด: หนังสือปรัชญาภาษา

ขอเรียนให้ทุกท่านทราบว่า ขณะนี้หนังสือ “ปรัชญาภาษา” กำลังอยู่ในโรงพิมพ์ และคาดว่าจะออกวางจำหน่ายได้ในเร็ววันนี้ สำนักพิมพ์ตั้งราคาหน้าปกไว้ที่ 260 บาท ซึ่งนับว่าไม่แพงเลยสำหรับหนังสือที่หนากว่า 400 หน้า รายละเอียดดูได้ที่สำนักพิมพ์จุฬาฯ http://www.chulapress.com/ หรือศูนย์หนังสือจุฬาฯผู้จัดจำหน่าย – http://www.chulabook.com/

ข่าวเกี่ยวกับหนังสือปรัชญาภาษา

หนังสือ ปรัชญาภาษา ที่หลายคนกำลังรอคอย ใกล้จะคลอดออกมาแล้ว โดยในขณะนี้สำนักพิมพ์จุฬาฯกำลังตรวจปรู๊ฟขั้นสุดท้าย และตรวจแบบปกหน้ากับปกหบัง ก่อนจะส่งให้โรงพิมพ์ต่อไป ก็คาดว่าเราคงจะได้เห็นหนังสือเล่มนี้ออกมาเป็นตัวเป็นตนในเวลาไม่นานนี้ ในช่วงนี้เพื่อเป็นการชิมลางหนังสือเล่มนี้ไปก่อน ก็ขอให้เราดูข้อความปกหลังของหนังสือ ดังต่อไปนี้

ภาษากับความหมายเป็นสิ่งสำคัญยิ่งของมนุษย์ ซึ่งหากปราศจากภาษากับความหมายแล้ว มนุษย์ก็ยากที่จะดำรงความเป็นมนุษย์อยู่ได้ ปัญหาต่างๆของปรัชญาเองก็ถือได้ว่าสามารถทอนลงไปเป็นปัญหาเกี่ยวกับภาษาและความหมายได้ทั้งสิ้น ตัวอย่างเช่น การถกเถียงเกี่ยวกับธรรมชาติที่แท้จริงของความเป็นจริงหรือความรู้ หรือความดีกับความงาม ก็เป็นไปได้ว่าเป็นการถกเถียงเกี่ยวกับความหมายที่แท้จริงของคำเช่น “ความดี” หรือ “ความเป็นจริง” หรือ “ความรู้”

หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่แนะนำการสนทนาและทฤษฎีสำคัญๆต่างๆเกี่ยวกับปรัชญาภาษา จึงเหมาะแก่ผู้ที่เรียนวิชานี้ อย่างไรก็ตาม เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ก็เหมาะแก่ผู้ที่ศึกษาวิชาที่เกี่ยวข้องอื่นๆด้วย เช่น อรรถศาสตร์ หรือภาษาศาสตร์ เนื่องจากทฤษฎีเกี่ยวกับภาษาและความหมายเป็นรากฐานของทฤษฎีต่างๆในวิชาการหลายแขนง ผู้ที่สนใจรากฐานของทฤษฎีเหล่านี้ ก็ย่อมได้ประโยชน์จากหนังสือเล่มนี้โดยตรง

ดนตรีกับปรัชญา

ตอนนี้ผมขอพูดเรื่องใหม่ที่อาจไม่เกี่ยวกับปรัชญาภาษาโดยตรง อันที่จริงดนตรีกับปรัชญามีความสัมพันธืกันมาเนิ่นนาน และก็เหมือนกับเรื่องอื่นๆในปรัชญา คือเราเริ่มที่พวกกรีก เป็นที่รู้กันว่าไพธากอรัสเป็นนักปรัชญาที่มีทรรศนะว่า สิ่งจริงแท้นั้นได้แก่ “ความกลมกลืนกัน” หรือ harmony ตำราบางเล่มอาจจะบอกว่า สิ่งจริงแท้สำหรับไพธากอรัสได้แก่จำนวนหรือสัดส่วน ซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นสิ่งเดียวกันกับความกลมกลืน เพราะความกลมกลืนกันนี้ก็เป็นสัดส่วนของจำนวนนั่นเอง

เรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างเทคนิค ถ้าเราไม่ได้มีพื้นฐานทางดนตรี แนวคิดหลักๆก็คือว่า สัดส่วนของความกลมกลืนกันพื้นฐานทางดนตรีนั้น เป็นสัดส่วนความกลมกลืนกันพื้นฐานของสรรพสิ่งด้วย ตัวอย่างก็คือ คลื่นเสียงที่แตกต่างกันหนึ่ง octave (สำหรับผู้ที่ไม่มีพื้นดนตรี เสียงที่ต่างกันหนื่ง octave หรือหนึ่ง “คู่แปด” ได้แก่เสียงที่มีชื่อแบบเดียวกัน แต่มีความสูงต่ำต่างกัน ผมอธิบายได้แค่นี้ ถ้าอยากรู้มากกว่านี้ ต้องถามคนเล่นดนตรีเป็น) นั้น จะมีความถี่คลื่นเสียงต่างกัน 2 เท่าพอดี กล่าวคือ หากเสียงหนึ่งมีความถี่ที่ n Hz (ตัวอย่างคือ เสียง A ที่ใช้เทียบเสียงวงออเคสตรา มีความถี่ 440 Hz) เสียงที่สูงขึ้นไปอีกหนึ่ง octave จะมีความถี่ 2n และเสียงที่สูงขึ้นไปอีกหนึ่ง octave ก็จะมีความถี่ 4n ไปเรื่อยๆ นอกจากนี้ สัดส่วนระหว่างคู่เสียงอื่นๆ เช่นคู่ห้า ก็มีสัดส่วนต่างออกไป แต่ที่แน่ๆก็คือ สัดส่วนระหว่างโน้ตตัวหนึ่ง กับคู่ห้าของโน้ตตัวนั้น จะต้องเป็นสัดส่วนที่เท่ากันเสมอ

นั่นเป็นเรื่องหนึ่งของดนตรีกับปรัชญา ซึ่งเกี่ยวกับความเป็นจริงในธรรมชาติ ซึ่งค่อนข้างจะต้องอาศัยพื้นความรู้ ทั้งทางฟิสิกส์และดนตรีเป็นหลัก (ผู้ที่สนใจเรื่องนี้ ลองดูเว็บเกี่ยวกับ “Math and Music”) นอกจากนี้ ก็ยังมีประเด็นที่คนทั่วไปที่ไม่ใช่นักดนตรีหรือนักคณิตศาสตร์สนใจกัน ก็คือปัญหาเกี่ยวกับ “ความสื่ออารมณ์” ของดนตรี “ความสื่ออารมณ์” เป็นคำที่ผมบัญญัติชั่วคราว เพื่อแปลคำว่า “expressiveness” ในภาษาอังกฤษ ตัวปัญหาก็คือว่า การที่เราบอกว่าดนตรีบางบท “สื่ออารมณ์” นั้น เราหมายความว่าอย่างไร? อารมณ์ที่สื่อนั้นอยู่ในลักษณะของดนตรีนั้นเอง หรือว่าอยู่ที่บริบท เช่นเนื้อร้อง หรือช่วงจังหวะในละครที่ดนตรีบทนี้เล่น การที่เพลงๆหนึ่งเป็น “เพลงเศร้า” นั้น อะไรกันแน่ที่เป็นตัวการทำให้เศร้า??

เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญในสุนทรียศาสตร์ดนตรี (musical aesthetics) ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของสุนทรียศาสตร์ นักปรัชญาดนตรีคนหนึ่งชื่อว่า Edward Hanslick ได้เสนอแนวคิดไว้ว่า ความเศร้าหรือความเบิกบาน ที่บางคนคิดว่าเป็นคุณสมบัติของดนตรีบางบทนั้น แท้จริงแล้วไม่ใช่คุณสมบัตของตัวดนตรีนั้นๆเลย แต่เป็นคุณสมบัติทีเราผู้ฟัง “อุปโลกน์” ขึ้นมาเอง เพราะเคยฟังเพลงนี้ในละคร แล้วกำลังเป็นช่วงเศร้า เลยเข้าใจว่าเพลงนี้เป็นเพลงเศร้า หรือมีเนื้อร้องมีความหมายแบบเศร้าๆ แต่ถ้าเอาตัวดนตรีนั้นมาเล่นเฉยๆ โดยไม่มีบริบทแล้ว จะบอกไม่ได้ว่าเศร้าหรือไม่เศร้า เรื่องเศร้าหรือเบิกบานไม่ใช่คุณสมบัติของตัวดนตรีโดยตรง

เพื่อให้เข้าใจเรื่องนี้มากขึ้น ลองฟังเพลงนี้ ซึ่ง Hanslick ยกมาเป็นตัวอย่างของเพลงที่คนคิดว่าเป็น “เพลงเศร้า”

เพลงนี้มีชื่อว่า “Che farò senza Euridice?” หรือแปลเป็นไทยว่า “ฉันจะทำอย่างไรหากขาด Euridice?” เป็นเพลงหนึ่งในอุปรากรเรื่อง Orfeo ed Euridice ของ Christoph Willibald von Gluck (ผู้ร้องได้แก่ Janet Baker) เรื่องของเรื่องก็คือว่า ผู้ร้องเพลงนี้ได้แก่ Orfeo ซึ่งเป็นคนรักของ Euridice ในเรื่อง Euridice ถูกงูกัดถึงแก่ความตาย เมื่อ Orfeo พบเข้าก็โศกเศร้าเป็นอันมาก และก็ร้องเพลงนี้ออกมา ตามเรื่องในเทพนิยายกรีกนั้น เพลงของ Orfeo เศร้ามากจนเหล่าทวยเทพต่างก็ร่ำไห้ เหล่าทวยเทพแนะนำให้ Orfeo (ภาษาอังกฤษเรียกว่า “Orpheus”) เดินทางไปยังแดนของคนตาย ที่มี Hades กับ Persephone เป็นเทพดูแลอยู่ Orfeo เป็นเพียงคนเดียวที่ได้รับอนุญาตให้พา Euridice กลับมายังโลกมนุษย์ มีข้อแม้อยู่เพียงประการเดียว คือเมื่อ Orfeo พา Euridice กลับขึ้นมา ห้ามให้หันกลับไปดูเธอ จะหันมาดู Euridice ได้ก็ต่อเมื่อทั้งคู่ขึ้นมายังโลกมนุษย์เรียบร้อยแล้ว แต่เมื่อ Orfeo ขึ้นมาถึงโลกมนุษย์ ด้วยความเป็นห่วงภรรยา จึงหันกลับไปดู ทั้งๆที่ Euridice ยังขึ้นมาไม่ถึง และแล้วคราวนี้ Euridice ก็หายไปเป็นครั้งที่สอง และไม่หวนกลับมาอีก

ก็เป็นเพลงเศร้า แต่ประเด็นของ Hanslick ก็คือว่า ถ้าเราไม่รู้เนื้อร้อง หรือถ้าเพลงนี้ไม่ได้เล่นใน opera เรื่อง Orfeo ed Euridice และมาร้องในตอนนี้ ที่ Orfeo กำลังเศร้าโศกที่สูญเสียคนรัก เราก็ไม่รู้ว่าเพลงนี้เป็นเพลงเศร้า ความเศร้าไม่เศร้าไม่ได้อยู่ที่เพลง

นักสุนทรียศาสตร์หลายคนไม่เห็นด้วยกับประเด็นนี้เลย เพราะมีหลักฐานว่า เพลงเศร้านั้นหากเล่นเฉพาะดนตรีเฉยๆ ไม่ต้องมีเนื้อร้อง คนก็ยังรู้ว่าเศร้าอยู่ดี ไม่รู้ว่าคุณฟังเพลงนี้ โดยยังไม่ต้องรู้เรื่องใน opera คุณจะรู้ว่าเศร้าหรือเปล่า?

ร์เฟียสกับยูริดิซ

ออร์เฟียสกับยูริดิซ

เรียนปรัชญาไปทำไม? (ต่อ)

ผมพยายามเขียน comment ตอบของเปี๊ยกกับหนุนที่เขียนมาแสดงความคิดเห็นในโพส “เรียนปรัชญาไปทำไม” แต่ปรากฏว่าโปรแกรม crash ถึงสองครั้ง โชคดีที่ครั้งที่สองนี้ผมเก็บเอาไว้ก่อน เลยก็ยกขึ้นมาเป็นโพสใหม่ตรงนี้ ก่อนอ่านตรงนี้ขอให้อ่าน comment ของเปี๊ยกกับหนุน ก่อน

__

ผมเพิ่งเขียนคำตอบเสร็จ ปรากฏว่าโปรแกรม crash เฉยเลย เลยต้องเขียนใหม่ แล้วก็จำที่เขียนไปไม่ได้หมดแล้ว เลยขอตอบสั้นๆ

หนุนพูดถูกแล้วเกี่ยวกับเรื่องนกเพนกวิน การอ้างเหตุผลนี้เป็นแบบนี้

นกทุกตัวบินได้
นกเพนกวินเป็นนก
ดังนั้นนกเพนกวินบินได้

ปัญหาอย่างที่เรารู้่กันก็คือนกเพนกวินบินไม่ได้ ดังนั้นจึงทำให้การอ้างเหตุผลนี้แม้จะ valid แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่ข้ออ้างจะเป็นจริง เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะไปขัดแย้งกับข้อสรุป ซึ่งเป็นเท็จ

การอ้างเหตุผลนี้จึงอยู่ในรูปแบบ reductio ad absurdum ทีนี้ถ้าเราไม่เรียนตรรกวิทยา เราก็จะไม่มีทางเข้าใจว่า reductio เป็นอย่างไร ก็จะเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก หากมาเรียนปรัชญาแล้วไม่รู้เรื่องพื้นฐานแบบนี้

ทีนี้หนุนกับเปี๊ยกมีการอ้างเหตุผลอีกเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับ “หัวใจ” กับตรรกวิทยา:

วิชาตรรกวิทยาเป็นวิชาแห้งแล้ง
วิชาแห้งแล้งไม่เกี่ยวกับ “หัวใจ”
ดังนั้นวิชาตรรกวิทยาไม่เกี่ยวกับ “หัวใจ”

ผมยกประเด็นเรื่องการอ้างเหตุผลนี้ valid หรือไม่ให้เป็นแบบฝึกหัด :-) ประเด็นก็คือว่า เรากำลังพูดกันเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างรูปแบบกับเนื้อหาอีกแล้ว วิชาตรรกวิทยาไม่ได้มีอะไรจะพูดเลยเกี่ยวกับ “เนื้อหา” เพราะเราจะมีการอ้างเหตุผลเกี่ยวกับนกเพนกวินก็ได้ มนุษย์ต่างดาวก็ได้ หัวใจก็ได้ ตับหรือปอดก็ได้ ได้ทั้งหมด แต่สิ่งที่วิชานี้ศึกษาได้แก่ “รูปแบบ” เช่น reductio หรืออื่นๆ เรื่องนี้เรียนกันมาตั้งแต่ชั่วโมงแรกของคอร์สแรก บางทีการที่เรายังไม่ clear เรื่องนี้อาจเป็นความผิดของคนสอนก็ได้ :-(

คำถามของผมก็คือว่า แล้วทำไมเราต้องคิดว่าวิชาตรรกวิทยาต้องเกี่ยวกับ “หัวใจ” ด้วย?? เราอาจนิยาม “หัวใจ” ตามแบบของหนุนกับเปี๊ยกได้ว่า “ความหมายของชีวิต” ดังนั้น เมื่อเราเรียกร้องให้ตรรกวิทยาเปิดพื้นที่ให้แก่สิ่งที่ตรรกวิทยาอาจละเลยมาก่อน ก็เท่ากับเรียกร้องให้ตรรกวิทยามี “ความหมาย” มากขึ้นแก่ชีวิต ทีนี้ เรามีวิชาต่างๆมากมายแล้วใช่มั้ยที่ว่าด้วยความหมายในแง่นี้ เราเรียนปรัชญากรีก เพื่อที่จะรู้ว่าพวกเพลโตกับอริสโตเติล พูดเกี่ยวกับความหมายว่าอย่างไร เราเรียนนักปรัชญาคนอื่นๆ เช่น Descartes, Hume, Berkeley ก็ด้วยเหตุผลเดียวกัน เราเรียนจริยศาสตร์ เพื่ออยากจะรู้ความหมายของ “การทำดี” หรือ “ความชอบธรรม” เราเรียนปรัชญาการเมือง เพื่อยากรู้ความหมายของ “ประชาธิปไตย” หรือ “ความยุติธรรม” ก็ไม่รู้ว่าพวกนี้เกี่ยวกับ “ความหมายของชีวิต” แค่ไหน แล้วจะยกให้ตรรกวิทยาเป็นวิชาในเชิง “รูปแบบ” ที่ไม่ได้พูดเรื่องเนื้อหาเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ แต่แทรกซึมอยู่ในทุกอณูของการใช้ภาษาไม่ได้หรือ?

หรือจะมองอีกอย่างก็ได้ว่า วิชาตรรกวิทยาศึกษาความหมายของ concept เช่น​ “ความสมเหตุสมผล” (validity) “ความจริง” “ความเท็จ” “ข้อสรุปเชิงตรรก” หรืออื่นๆในทำนองเดียวกัน ทีนี้มีใครปฏิเสธบ้างว่า ความจริงกับความเท็จไม่มีความหมายในชีวิตของเรา?

*

อีกประเด็นหนึ่งของหนุนที่น่าสนใจมาก คือเรื่องที่ว่าตรรกวิทยาเปิดพื้นที่ความคิด ซึ่งก็มาจากการที่ตรรกวิทยาเป็นอิสระจากเนื้อหานั่นเอง ดังนั้น ประโยคใดๆที่ถูกไวยากรณ์ก็ย่อมนำเป้นตัวอย่างได้ เพราะเราสนใจที่ “รูปแบบ” มากกว่านั่นเอง

ดังนั้น เวลาผมสอน syllogism ให้แก่นิสิตปีหนึ่ง จึงมีประโยคทำนองนี้

ฟงหมุยบางตัวเป็นฟงเช็ง

คุณไม่ต้องไปคิดให้เมื่อยตุ้มว่าฟงหมุยแปลว่าอะไร เพราะมันไม่มีความหมาย นี่คือประเด็น เรื่องของเรื่องก็คือว่า ถ้ามีบางสิ่งที่เรียกว่า “ฟงหมุย” มันจะมีอย่างน้อยหนึ่งตัว ที่เป็นสิ่งที่เรียกว่า “ฟงเช็ง” ด้วย ก็เท่านั้นเอง…

เรียนปรัชญาไปทำไม?

โพสนี้ต่อเนื่องจากเรื่อง vivisection ในโพสที่แล้ว คำถามก็คือว่า “เราเรียนปรัชญาไปทำไม?” ผมก็เลยไปค้นๆคำตอบของนักปรัชญาคนสำคัญๆในอดีต ก็มีว่าดังนี้

*

ธาลีส
น้ำ

อนักซิแมนเดอร์
apeiron

พาร์เมนิดีส
หนึ่งเดียวเท่านั้น

เฮราไคลตัส
เพื่อให้ตระหนักว่าทุกอย่างเปลี่ยนไป ไม่มีสิ่งใดคงอยู่

เพลโต
เพื่อให้เข้าถึงโลกของแบบ

อริสโตเติล
เพื่อให้รู้ว่าแบบอยู่ในวัตถุ

อไควนัส
เพื่อรับใช้พระเจ้า

เดส์การ์ตส์
เพื่อรู้ว่าตัวเองมีอยู่

สปิโนซา
เพื่อมองโลกผ่านสายตาของนิรันดร

ล็อค
เพื่อกำจัด “ไสยศาสตร์”

ฮูม
เพื่อสงสัยว่าพรุ่งนี้พระอาิทิตย์จะขึ้นหรือเปล่า?!

คานท์
เพื่อรู้ว่าสิ่งในตัวเองไม่มีทางรู้ได้

เฮเกล
สิ่งตรงข้ามแท้จริงแล้วเป็นสิ่งเดียวกัน

มาร์กซ์
หน้าที่ของปรัชญาไม่ใช่แค่รู้ แต่ต้องเปลี่ยนสังคม

โชเพนฮาวร์
เราถูกพลังมืดบอดผลักดัน!!

นิตเช่
อภิมนุษย์

ไฮเดกเกอร์
เพื่อพูดให้คนอื่นฟังไม่รู้เรื่อง

ขงจื๊อ
เพื่อบูชาบรรพบุรุษ

เล่าจื๊อ
คนที่พูดเกี่ยวกับเต๋า ไม่รู้เรื่องเต๋า

จางจื๊อ
เพื่อสงสัยว่าตนเองเป็นผี้เสื้อที่กำลังฝันอยู่ หรือว่าเป็นตนเองที่ฝันว่าเป็นผีเสื้อ

ศังกราจารย์
เพื่อให้หยดน้ำนี้รวมกับทะเล

นาคารชุน
เพื่อโยนบันไดทิ้ง

ความเงียบกับอภิปรัชญา

สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มเข้ามาสนใจปรัชญา “อภิปรัชญา” หรือ metaphysics เป็นแขนงหนึ่งของปรัชญาที่ศึกษาเกี่ยวกับความเป็นจริง ทีนีคำว่า “ความเป็นจริง” ก็ตรงกับภาษาอังกฤษว่า reality หมายถึงสิ่งที่มีอยู่เป็นอยู่ อภิปรัชญาต่างจากวิทยาศาสตร์ตรงที่ แม้ทั้งคู่จะอ้างว่าศึกษาความเป็นจริงเหมือนกัน แต่อภิปรัชญากว้างกว่ามาก เพราะเป็นการศึกษาไปที่ตัวมโนทัศน์หลักๆที่เราใช้ในการทำความเข้าใจความเป็นจริง ในขณะที่วิทยาศาสตร์จะต้องผ่านกระบวนการที่รู้จักกันว่า “วิธีการทางวิทยาศาสตร์”

ตัวอย่างเช่น ปัญหาว่า สสารประกอบด้วยอะไร เป็นปัญหาวิทยาศาสตร์ เพราะเราสามารถหาความรู้นี้ภายใต้ระบบของวิธีการทางวิทยาศาสตร์ได้ คำตอบก็ออกมาในทำนองว่า สสารประกอบด้วยอะตอมกับโมเลกุล หรือถ้าลงให้ลึกไปอีกก็ประกอบด้วยอนุภาคพลังงาน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหัวข้อของวิชาฟิสิกส์ แต่คำถามเดียวกันนี้ก็อาจเป็นคำถามเชิงอภิปรัชญาได้ หากการหาคำตอบเป็นกระบวนการคิดด้วยเหตุผล หรือด้วยการวิเคราะห์ความหมายของมโนทัศน์ ดังนั้น หากตอบคำถามนี้ว่า สสารประกอบด้วยโมนาด โดยคำว่า “โมนาด” เป็นคำในระบบปรัชญาของไลบ์นิซที่หมายถึงส่วนประกอบเล็กย่อยที่สุดของสรรพสิ่ง ซึ่งไม่มีขนาด มีแต่คุณสมบัติ ก็เป็นคำตอบในเชิงอภิปรัชญา วิธีการทางวิทยาศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์การมีอยู่หรือไม่มีอยู่ของโมนาดได้ เพราะฐานคิดแตกต่างกัน โมนาดเป็นเรื่องของการใช้เหตุผลล้วนๆ และเป็นผลจากการยอมรับระบบความเป็นจริงระบบหนึ่ง แต่วิทยาศาสตร์ไม่เป็นแบบนั้น

ดังนั้นสิ่งสำคัญที่สุดของอภิปรัชญาก็ได้แก่ภาษา ไลบ์นิซซึ่งเป็นนักอภิปรัชญาคนสำคัญคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ ใช้วิธีการวิเคราะห์ความหมายและเหตุผลล้วนๆในการเสนอความคิดทางอภิปรัชญา เนื่องจากภาษาที่จะใช้สื่อความเข้าใจได้ ต้องอยู่ในรูปประโยค (เพราะว่าหากเป็นวลีเฉยๆ  เช่น “ข้าวจานนี้” ก็ไม่รู้ว่าพูดถึงข้าวจานนี้ว่าอย่างไร) ดังนั้นอภิปรัชญาจึงมีความสัมพันธ์อย่างยิ่งกับรูปประโยค นักตรรกวิทยาจะเรียกรูปประโยคนี้ว่า “ประพจน์” ซึ่งเราก็เคยเรียนเรื่องนี้กันมาแล้ว

เมื่ออภิปรัชญาเกี่ยวกับข้องกับภาษาเช่นนี้ ผลที่ตามมาก็คือว่า ความเป็นจริงเอง (ซึ่งเป็นสิ่งที่อภิปรัชญาศึกษา) กับภาษาก็ย่อมเกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก นี่อาจเป็นประเด็นที่สนับสนุนข้อเสนอของวิตเกนสไตน์ที่บอกว่า ภาษาก็ได้แก่ความเป็นจริง ขอบเขตของภาษาก็คือขอบเขตของความเป็นจริง

แต่ปัญหาก็คือว่า ในโพสที่แล้วเราเห็นมาว่าในความเงียบก็ดูเหมือนจะมีความเป็นจริงอยู่ มีพราหมณ์ชื่อวัจฉโคตร ทูลถามพระพุทธเจ้าว่าตัวตนมีจริงหรือไม่มีจริง พระพุทธเจ้าไม่ทรงตอบคำถามทั้งสองนี้ ทรงนิ่งเงียบ ซึ่งก็ทำให้เราเข้าใจได้ว่า ความเงียบก็มีความหมาย และเมื่อภาษาคือความเป็นจริงอย่างที่เราเห็นกันมา ความเงียบซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นคู่ตรงข้ามกับภาษา (เพราะเวลาเราเงียบเราไม่ได้ใช้ภาษา) ก็น่าจะตรงกับอะไรที่เป็นคู่ตรงข้ามกับความเป็นจริงด้วย แต่ก็ดูจะไม่ใช่เช่นนั้น

ปัญหาก็คือว่า ถ้าภาษาตรงกับความเป็นจริง ความเงียบจะตรงกับอะไร? จะตรงกับ “ความไม่เป็นจริง” ได้หรือไม่? แต่ถ้าเป็นอย่างนั้น การที่พระพุทธเจ้าทรงเงียบกับคำถามที่ว่าตัวตนมีจริงหรือไม่มีจริง ก็จะหมายความว่าตัวตนไม่มีใช่หรือไม่ คงจะไม่ใช่อย่างนั้น เพราะหากตัวตนไม่มีอยู่จริงๆ พระพุทธเจ้าก็น่าจะทรงตอบไปแล้ว อย่าลืมว่าหากสมมติฐานคือ ขอบเขตของภาษาคือขอบเขตของความเป็นจริง การเงียบของพระพุทธเจ้าก็น่าจะหมายถึงว่าเรื่องตัวตนอยู่นอกขอบเขตของภาษา แต่เราก็กำลังใช้ภาษาอยู่ใช่หรือไม่ คือมีคำภาษาไทยว่า “ตัวตน” ซึ่งก็มีความหมาย

ตกลงแล้วทั้งหมดนี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่?

ความเงียบของพระพุทธเจ้า

ผมติดอยู่ที่สวีเดนนี้ ทำให้มีเวลาไตร่ตรองใคร่ครวญอะไรหลายอย่าง ภารกิจในการสอนของผมหมดแล้ว ตอนนี้ก้มีแต่ตรวจ paper ของนักศึกษา ซึ่งคงใช้เวลาไม่นานมากนัก ต่อจากนั้นก็ว่าง

เวลาว่างๆเช่นนี้ก็เหมาะ สำหรับการเขียนบล๊อก ผมไปพบกับพระสูตรบทหนึ่งในพระไตรปิฏก คือ “อานันทสูตร” ความจริงอานันทสูตรมีหลายบท แต่บทนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นการแสดง “ดุษณี” หรือ “ความเงียบ” ของพระพุทธเจ้า ประเด็นเรื่องความเงียบก็ย่อมเป็นประเด็นทางปรัชญาภาษาด้วยแน่นอน เพราะการที่พระพุทธเจ้าทรงเงียบไม่ตอบคำถาม ก็ย่อมมีความหมาย พอเป็นเรื่องของความหมาย ก็ย่อมเป็นเรื่องของปรัชญา

พระสูตรมีเนื้อหาดังนี้ เพื่อให้เข้าใจง่ายก็ยกพระสูตรฉบับภาษาอังกฤษ ที่แปลโดยท่านฐานิสสโรภิกขุ เพราะฉบับภาษาไทยที่อยู่ในเว็บพระไตรปิฎกเช่น http://84000.org/ อ่านไม่ค่อยรู้เรื่อง ภาษาอังกฤษรู้เรื่องมากกว่า (แต่ใครที่ยังเทียบกับฉบับภาษาไทยก็ดูได้ ที่นี่):

Then the wanderer Vacchagotta went to the Blessed One and, on arrival, exchanged courteous greetings with him. After an exchange of friendly greetings & courtesies, he sat to one side. As he was sitting there he asked the Blessed One: “Now then, Venerable Gotama, is there a self?”

When this was said, the Blessed One was silent.

“Then is there no self?”

A second time, the Blessed One was silent.

Then Vacchagotta the wanderer got up from his seat and left.

Then, not long after Vacchagotta the wanderer had left, Ven. Ananda said to the Blessed One, “Why, lord, did the Blessed One not answer when asked a question by Vacchagotta the wanderer?”

“Ananda, if I — being asked by Vacchagotta the wanderer if there is a self — were to answer that there is a self, that would be conforming with those priests & contemplatives who are exponents of eternalism [the view that there is an eternal, unchanging soul]. If I — being asked by Vacchagotta the wanderer if there is no self — were to answer that there is no self, that would be conforming with those priests & contemplatives who are exponents of annihilationism [the view that death is the annihilation of consciousness]. If I — being asked by Vacchagotta the wanderer if there is a self — were to answer that there is a self, would that be in keeping with the arising of knowledge that all phenomena are not-self?”

“No, lord.”

“And if I — being asked by Vacchagotta the wanderer if there is no self — were to answer that there is no self, the bewildered Vacchagotta would become even more bewildered: ‘Does the self I used to have now not exist?'”

ปัญหาก็คือว่า เหตุใดพระพุทธเจ้าจึงทรงเงียบไม่ตอบคำถาม เมื่อท่านวัจฉโคตรทูลถามว่า “ตัวตนมีจริงหรือ?” และเมื่อถามว่า “ตัวตนไม่มีจริงหรือ?” คำถามนี้เป็นคำถามที่เราอยากฟังจากพระโอษฐ์พระพุทธเจ้าทั้งสิ้น แต่ก็ทรงไม่ตอบ และเมื่อท่านพระอานนท์ทูลถามว่า เหตุใดจึงทรงเงียบ ก็ตรัสตอบว่า หากตอบไปทางใดทางหนึ่ง ก็จะทำให้ท่านวัจฉโคตรเข้าใจผิดไป แต่ก้ยังไม่ทรงตอบคำถามอยู่ดี ว่าจริงๆแล้วตัวตนมีอยู่หรือไม่มีอยู่

นี่เป็นเหตุให้เราต้องมาสนใจเรื่องความเงียบ คงจำกันได้ว่า ในงาน Tractatus Logico-Philosophicus วิตเกนสไตน์กล่าวไว้ว่า “ขอบเขตของความจริงคือขอบเขตของภาษา สิ่งใดที่ภาษากล่าวถึงไม่ได้ ก็ต้องผ่านไปในความเงียบ” เราดูเหมือนจะเข้าใจกันมาตลอดว่า ภาษาของเรามีอำนาจมาก เรียกอะไรได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งสิ่งที่ไม่มีอยู่ มันก็ดูเหมือนกับมีอยู่หากเราเรียกมันได้ เช่น ม้ามังกร นางเงือก สินสมุทร สุดสาคร ตัวยูนิคอร์น กษัตริย์ฝรั่งเศสองค์ปัจจุบัน เป็นต้น แต่มีอะไรบ้างหรือไม่ ที่เราไม่สามารถใช้ภาษาไปเรียกได้เลย แต่เรารู้อยู่ว่ามีอยู่จริง นี่เป็นต้นตอของปัญหาของท่านวัจฉโคตรที่ทูลถามพระพุทธองค์ว่า ตัวตนมีจริงหรือไม่มีจริง?

นอกจากนี้ก็ยังมีประเด็นที่ว่า แม้แต่ของที่เราเชื่อกันว่ามีอยู่จริงก็ยังตกอยู่ใต้วังวนของภาษาอยู่ดี ยกตัวอย่างของง่ายๆเช่นโต๊ะ โต๊ะมีอยู่อย่างแน่นอน เพราะตอนนี้ผมกำลังเขียนโพสนี้อยู่บนโต๊ะ แต่อะไรคือโต๊ะ? หากเราชี้ไปที่หนึ่ง คำตอบก็ไม่ใช่โต๊ะ แต่เป็นพื้นโต๊ะ เป็นขาโต๊ะ เป็นไม้ เป็นตะปู เป็นพลาสติคขึ้นรูป เป็นสี เป็นเสี้ยนไม้ หากมองใกลๆไปอีกแล้วชี้ลงไปแคบๆ ก็อาจเห็นตัวไรที่อยู่บนโต๊ะ หากมองในระดับเคมีก็เป็นโมเลกุลของเซลลูโลสที่ประกอบกันเป็นไม้ แล้วอะไรที่เป็นโต๊ะ??

แล้วตกลงว่าโตีะไม่มีจริงใช่หรือไม่? ลองคิดดูว่าพระพุทธเจ้าจะทรงตอบว่าอย่างไร หากมีผู้ทูลถามว่า “โต๊ะมีอยู่จริงหรือไม่?”

ทีนี้ ตัวตนของเราก็ได้แก่อะไรก็ตามที่เราหมายถึงเมื่อเราใช้สรรพนามบุรุษที่หนึ่งเรียก เช่น เด็กคนหนึ่งพูดว่า “หนูหิวข้าว” คำว่า “หนู” ในที่นี้ทำหน้าที่เป็นสรรพนามบุรุษที่หนึ่ง หมายถึงใครก็ตามที่กำลังหิวข้าวอยู่ แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดพระพุทธเจ้าจึงไม่ทรงตอบไปเลยว่ามีตัวตนอยู่จริง?

แต่เมื่อเราพิจารณาตัวตนแบบที่เราพิจารณาโต๊ะเมื่อครู่ ก็ออกมาเป็นแบบเดียวกัน คือชี้ไปแล้ว มองไม่เห็นว่าไหนคือตัวตน เห็นเป็นร่างกายบ้าง เห็นเป็นลักษณะของจิตในแต่ละขณะบ้าง ก็เลยไม่รู้ว่าไหนคือตัวตน แล้วเมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดจึงไม่ทรงตอบวัจฉโคตรไปเลยว่า ตัวตนไม่มีจริง?

ปรัชญาภาษาของแดริดา

ผมกำลังเตรียมสอนวิชา social and political ethics ที่มหาวิทยาลัย Linkoping ประเทศสวีเดน ซึ่งจะสอนชั่วโมงแรกพรุ่งนี้ ระบบที่นี้แปลก เพราะนักศึกษาเรียนทีละหนึ่งคอร์สเท่านั้น แต่เรียนอย่างเข้มข้นสามอาทิตย์จบ หมายความว่าในเวลาสามอาทิตย์ นักศึกษาที่นี่อ่านเท่าๆกับหรือมากกว่าที่เราอ่านกันในเวลาสี่เดือน! เหตุผลก็คือว่า เรียนไปทีละวิชา ดังนั้นในเวลาสี่เดือนก็อาจเรียนแบบนี้ได้สามหรือสี่วิชา

งานหนักของการเรียนแบบนี้ นอกจากจะอยู่ที่ต้องอ่านตลอดแล้ว ยังต้องเริ่มเรียนและเขียน paper ให้เสร็จส่งอาจารย์ให้ได้ภายในเวลาสามอาทิตย์ ผมว่าระบบแบบนี้น่าจะเอาไปใช้ที่จุฬาฯบ้าง จะได้แก้ปัญหานิสิตเขียน paper ช้าอืดไม่ยอมส่งสักที ทีนี่ส่งเกินกำหนดไม่ได้ จะไม่ได้หน่วยกิตเอา

ระหว่างที่เตรียมอยู่นี่ก็ไปพบกับแนวคิดของ postmodernism หรือ “หลังสมัยใหม่นิยม” (แบบธีรยุทธ บุญมี :-) ) ซึ่งอ้างอิงงานของนักปรัชญาฝรั่งเศส Jacques Derrida ไว้เยอะมาก คำหลักของปรัชญาของแดริดาได้แก่คำว่า “différance” ซึ่งคำๆนี้ไม่มีในพจนานุกรมภาษาฝรั่งเศส (แต่อาจจะมีแล้วก็ได้เนื่องจากแดรดาประดิษฐ์คำนี้ขึ้นมาใหม่) ใน Wikipedia มีการอธิบายเรื่องนี้ไว้แบบนี้

Illustration of différance

For example, the word “house” derives its meaning more as a function of how it differs from “shed”, “mansion”, “hotel”, “building”, “hovel”, “hours”, “hows”, “horse”, etc. etc., than how the word “house” may be tied to a certain image of a traditional house (i.e. the relationship between signifier and signified). Not only are the differences between the words relevant here, but the differentials between the images signified are also covered by différance. Deferral also comes into play, as the words that occur following “house” in any expression will revise the meaning of that word, sometimes dramatically so.

Thus, complete meaning is always postponed in language; there is never a moment when meaning is complete and total. A simple example would consist of looking up a given word in a dictionary, then proceeding to look up up the words found in that word’s definition, etc., and such a process would never end. Roland Barthes describes this in his essay “Death of the Author.” A language is a self-contained relationship between various signifiers. A symbol is defined by its relation to other symbols, and yet those other symbols are only different from it inasmuch as they have a different relation to each other than it does. But then, what are they in themselves? Where is this elusive “meaning” they are supposed to terminate in?

เรื่องนี้คล้ายๆกับเรื่อง poststructuralism ที่เราเรียนกันไป ในความคิดของ Derrida เราไม่สามารถหาความหมาย “สุดท้าย” ของคำหรือประโยคใดๆได้ เพราะไม่ว่าเราจะทำอย่างไรในการให้ความหมายนั้นๆ ความหมายที่เราให้หรือที่เราตีความก็สามารถตีความออกไปได้อีกเสมอ ในแนวทางที่มากกว่าหนึ่งแนวทาง ดังนั้น การให้ความหมายจึงเป็นเรื่อง “ชั่วคราว” หรือ “พักไว้ก่อนแค่นี้” เสมอ

ไม่รู้นิสิตคิดกันว่าอย่างไรบ้าง?

ปริศนากองทรายอีกครั้งหนึ่ง

ตอนนี้ผมกำลังมาทำวิจัยกับบรรยายที่มหาวิทยาลัย NTNU (Norwegian University of Science and Technology) เมือง Trondheim บรรยายเริ่มหนาว ฝนตกเป็นส่วนใหญ่ แต่วันนี้อากาศค่อนข้างดี ผมอ่านหนังสือเรื่อง Blackwell Companion to the Philosophy of Language มีบทเกี่ยวกับ “Sorites” หรือปริศนา (ปฏิทรรศน์) เรื่องกองทรายที่เราเคยอ่านกันไปแล้ว มี argument หน้าตาแบบนี้:

ข้ออ้าง 1: จำนวน 1 เป็นจำนวนน้อย

ข้ออ้าง 2: ถ้าจำนวน 1 เป็นจำนวนน้อย จำนวน 2 ก็เป็นจำนวนน้อย

ข้ออ้าง 3: ถ้าจำนวน 2 เป็นจำนวนน้อย จำนวน 3 ก็เป็นจำนวนน้อย

ข้ออ้าง 100,000: ถ้าจำนวน 99,999 เป็นจำนวนน้อย จำนวน 100,000 ก็เป็นจำนวนน้อย

ข้อสรุป: จำนวน 100,000 เป็นจำนวนน้อย

ปัญหาก็คือว่า การอ้างเหตุผลนี้สมเหตุสมผล เพราะข้ออ้างเป็นจริง และการอ้างเหตุผลเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง (modus ponens) แต่ข้อสรุปเป็นเท็จ เพราะจำนวนหนึ่งแสนไม่ใช่จำนวนน้อยๆเลย ปัญหาคือเกิดอะไรขึ้น? เราจะทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้อย่างไร?

อีกตัวอย่างหนึ่ง

ถ้าไม่มีทรายเลยแม้แต่หนึ่งเม็ด เราก็ย่อมก่อกองทรายไม่ได้ หากเรามีทรายเพิ่มขึ้นมาอีกเพียงหนึ่งเม็ด เราก็ไม่สามารถก่อกองทรายขึ้นมาได้จากอะไรที่ไม่ใช่กองทรายอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่อาจมีใครก่อกองทรายขึ้นมาได้

แต่ความเป็นจริงก็คือว่า เราก่อกองทรายกันเป็นประจำ เช่น ก่อเจดีย์ทรายในวัด ฯลฯ แต่การอ้างเหตุผลนี้บอกว่า ถ้ามีทรายเพียงหนึ่งเม็ด ก็ย่อมไม่เป็นกอง และหากไม่มีกองอยู่ การเพิ่มทรายเพียงหนึ่งเม็ด ก็ย่อมไม่เป็นกองอยู่ดี การเพิ่มทรายเพียงหนึ่งเม็ด แล้วเป็นกองขึ้นมาได้นั้น สิ่งที่มีอยู่ก่อนจะต้องเป็นกองอยู่แล้ว ดังนั้น เราเพิ่มทรายไปกี่เม็ดก็ยังไม่เป็นกองอยู่ดี ???

เอาไว้ผมจะโพสความพยายามในการตอบปริศนาเหล่านี้ ที่นักตรรกวิทยาได้เคยเสนอกันมาไว้ในโพสต่อๆไป ระหว่างนี้ก็ลองคิดหาคำตอบของตัวเองไว้ด้วย