<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	xmlns:georss="http://www.georss.org/georss" xmlns:geo="http://www.w3.org/2003/01/geo/wgs84_pos#" xmlns:media="http://search.yahoo.com/mrss/"
	>

<channel>
	<title>ปรัชญาภาษา</title>
	<atom:link href="http://philoflanguage.wordpress.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://philoflanguage.wordpress.com</link>
	<description>รวมความคิดเกี่ยวกับภาษาและความหมาย</description>
	<lastBuildDate>Wed, 11 Jan 2012 23:18:06 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
	<generator>http://wordpress.com/</generator>
<cloud domain='philoflanguage.wordpress.com' port='80' path='/?rsscloud=notify' registerProcedure='' protocol='http-post' />
<image>
		<url>http://s2.wp.com/i/buttonw-com.png</url>
		<title>ปรัชญาภาษา</title>
		<link>http://philoflanguage.wordpress.com</link>
	</image>
	<atom:link rel="search" type="application/opensearchdescription+xml" href="http://philoflanguage.wordpress.com/osd.xml" title="ปรัชญาภาษา" />
	<atom:link rel='hub' href='http://philoflanguage.wordpress.com/?pushpress=hub'/>
		<item>
		<title>2011 in review</title>
		<link>http://philoflanguage.wordpress.com/2012/01/04/2011-in-review/</link>
		<comments>http://philoflanguage.wordpress.com/2012/01/04/2011-in-review/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 04 Jan 2012 06:16:26 +0000</pubDate>
		<dc:creator>soraj</dc:creator>
				<category><![CDATA[Uncategorized]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://philoflanguage.wordpress.com/?p=522</guid>
		<description><![CDATA[The WordPress.com stats helper monkeys prepared a 2011 annual report for this blog. Here&#8217;s an excerpt: The concert hall at the Syndey Opera House holds 2,700 people. This blog was viewed about 29,000 times in 2011. If it were a concert at Sydney Opera House, it would take about 11 sold-out performances for that many [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=522&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>The WordPress.com stats helper monkeys prepared a 2011 annual report for this blog.</p>
<p><a href="/2011/annual-report/"><img src="http://www.wordpress.com/wp-content/mu-plugins/annual-reports/img/emailteaser.jpg" alt="" width="100%" /></a></p>
<p>Here&#8217;s an excerpt:</p>
<blockquote><p>The concert hall at the Syndey Opera House holds 2,700 people. This blog was viewed about <strong>29,000</strong> times in 2011. If it were a concert at Sydney Opera House, it would take about 11 sold-out performances for that many people to see it.</p></blockquote>
<p><a href="/2011/annual-report/">Click here to see the complete report.</a></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/philoflanguage.wordpress.com/522/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/philoflanguage.wordpress.com/522/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/philoflanguage.wordpress.com/522/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/philoflanguage.wordpress.com/522/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/philoflanguage.wordpress.com/522/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/philoflanguage.wordpress.com/522/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/philoflanguage.wordpress.com/522/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/philoflanguage.wordpress.com/522/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/philoflanguage.wordpress.com/522/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/philoflanguage.wordpress.com/522/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/philoflanguage.wordpress.com/522/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/philoflanguage.wordpress.com/522/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/philoflanguage.wordpress.com/522/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/philoflanguage.wordpress.com/522/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=522&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://philoflanguage.wordpress.com/2012/01/04/2011-in-review/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<georss:point>13.738967 100.533439</georss:point>
		<geo:lat>13.738967</geo:lat>
		<geo:long>100.533439</geo:long>
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3f701d0ca6e182471b19c151cde0c6a?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">soraj</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://www.wordpress.com/wp-content/mu-plugins/annual-reports/img/emailteaser.jpg" medium="image" />
	</item>
		<item>
		<title>ความเสมอภาค</title>
		<link>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/12/19/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84/</link>
		<comments>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/12/19/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 19 Dec 2011 08:42:58 +0000</pubDate>
		<dc:creator>soraj</dc:creator>
				<category><![CDATA[Content]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสมอภาค]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[ความเท่าเทียมกัน]]></category>
		<category><![CDATA[เท่ากัน]]></category>
		<category><![CDATA[เศรษฐกิจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://philoflanguage.wordpress.com/?p=514</guid>
		<description><![CDATA[เขียนโดย C. Douglas Lummis แปลโดย โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ สิ่งหนึ่งที่ทำให้คำๆนี้แตกต่างจากคำอื่นๆที่พิจารณาในหนังสือเล่มนี้คือ คำว่า “ความเสมอภาค” ไม่ใช่คำที่สร้างขึ้นมาใหม่ และก็ไม่ใช่คำที่จะประกาศได้ว่าเป็นพิษและจะต้องขับไล่ออกไปจากวงศัพท์ของปรัชญาการเมือง แต่ในยุคสมัยใหม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปริบทของวาทกรรมทางการพัฒนาแล้ว คำๆนี้ได้รับเอาความหมายที่เป็นพิษเข้าไปมากพอสมควร อันที่จริงประเด็นนี้เป็นอันตรายอย่างหนึ่งของคำๆนี้ การที่คำนี้มีความหมายไม่ตายตัวทำให้ความหมายต่างๆที่เป็นพิษของคำนี้ได้เข้าไปอยู่ภายใต้การคุ้มครองของการใช้หรือความหมายเก่าๆของมัน จุดมุ่งหมายของบทความนี้ก็คือจะแยกแยะความสับสนนี้ออกมา ความเป็นธรรมและความเสมอเหมือน ในบรรดาความหมายต่างๆของความเสมอภาค เราสามารถแยกแยะความหมายกว้างๆของคำนี้ได้เป็นสองพวกใหญ่ พวกแรกก็คือความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมแบบหนึ่ง และพวกที่สองคือความเสมอเหมือนกันหรือความเป็นเนื้อเดียวกัน ในบางปริบทความหมายสองพวกนี้จะกลืนกันเข้าและทับซ้อนกัน แต่จริงๆแล้วแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด การปฏิบัติต่อบุคคลอย่างยุติธรรมอาจจำเป็นต้องปฎิบัติอย่างแตกต่างกัน ในทำนองกลับกันการปฏิบัติต่อบุคคลกลุ่มนั้นราวกับว่าแต่ละคนเหมือนกันหมดก็อาจไม่ใช่การกระทำที่ยุติธรรมก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้นความหมายสองพวกนี้ก็แตกต่างกันเป็นคนละประเภท ความเสมอภาคในฐานะความยุติธรรมเป็นประโยคเชิงคุณค่า ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องว่าผู้คนควรได้รับการปฏบัติเช่นไร ในความหมายนี้คำนี้จะบ่งถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แต่ความเสมอภาคในฐานะความเสมอเหมือนเป็นการแสดงข้อเท็จจริง ซึ่งบรรยายลักษณะร่วมที่ผู้คนทั่วๆไปมี ประโยคเชิงคุณค่าก็อาจจะสืบมาจากข้อความลักษณะนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าความเสมอภาคในฐานะความเสมอเหมือนแสดงออกมาเป็นข้อความเชิงคุณค่า ก็อาจเป็นไปได้ว่าเป็นการเสนอข้อเท็จจริงที่น่าจะหรือควรจะยังให้เกิดขึ้น มิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ เมื่อความหมายนี้ผูกพันเข้ากับอำนาจ ผลที่ตามมาอาจเป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัวยิ่ง การที่ความหมายที่แตกต่างกันทั้งสองนี้แตกต่างกันและได้มาผูกพันกันอาจจะทำให้กระจ่างขึ้นได้ด้วยกันย้อนกลับไปดูที่ต้นกำเนิดของมันในความคิดของชาวกรีก แนวคิดแรกเริ่มที่สุดของความยุติธรรม ซึ่งได้แก่การแก้แค้น ก็มุ่งที่จะสร้างความเสมอภาคขึ้นมา (อย่างที่เราเรียกว่า “ล้างแค้น” หรือ “เอาคืน” ในปัจจุบัน) คำกล่าวโบราณที่ว่า “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” เขียนขึ้นราวกับเป็นสมการแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับคำกล่าวที่นุ่มนวลขึ้นว่า “จงทำกับผู้อื่นอย่างที่เธออยากให้ผู้อื่นทำกับเธอ” [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=514&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>เขียนโดย C. Douglas Lummis</p>
<p>แปลโดย โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์</p>
<p>สิ่งหนึ่งที่ทำให้คำๆนี้แตกต่างจากคำอื่นๆที่พิจารณาในหนังสือเล่มนี้คือ คำว่า “ความเสมอภาค” ไม่ใช่คำที่สร้างขึ้นมาใหม่ และก็ไม่ใช่คำที่จะประกาศได้ว่าเป็นพิษและจะต้องขับไล่ออกไปจากวงศัพท์ของปรัชญาการเมือง แต่ในยุคสมัยใหม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปริบทของวาทกรรมทางการพัฒนาแล้ว คำๆนี้ได้รับเอาความหมายที่เป็นพิษเข้าไปมากพอสมควร อันที่จริงประเด็นนี้เป็นอันตรายอย่างหนึ่งของคำๆนี้ การที่คำนี้มีความหมายไม่ตายตัวทำให้ความหมายต่างๆที่เป็นพิษของคำนี้ได้เข้าไปอยู่ภายใต้การคุ้มครองของการใช้หรือความหมายเก่าๆของมัน จุดมุ่งหมายของบทความนี้ก็คือจะแยกแยะความสับสนนี้ออกมา</p>
<h2><span style="font-family:Cordia New;">ความเป็นธรรมและความเสมอเหมือน</span></h2>
<p>ในบรรดาความหมายต่างๆของความเสมอภาค เราสามารถแยกแยะความหมายกว้างๆของคำนี้ได้เป็นสองพวกใหญ่ พวกแรกก็คือความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมแบบหนึ่ง และพวกที่สองคือความเสมอเหมือนกันหรือความเป็นเนื้อเดียวกัน ในบางปริบทความหมายสองพวกนี้จะกลืนกันเข้าและทับซ้อนกัน แต่จริงๆแล้วแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด การปฏิบัติต่อบุคคลอย่างยุติธรรมอาจจำเป็นต้องปฎิบัติอย่างแตกต่างกัน ในทำนองกลับกันการปฏิบัติต่อบุคคลกลุ่มนั้นราวกับว่าแต่ละคนเหมือนกันหมดก็อาจไม่ใช่การกระทำที่ยุติธรรมก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้นความหมายสองพวกนี้ก็แตกต่างกันเป็นคนละประเภท ความเสมอภาคในฐานะความยุติธรรมเป็นประโยคเชิงคุณค่า ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องว่าผู้คนควรได้รับการปฏบัติเช่นไร ในความหมายนี้คำนี้จะบ่งถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แต่ความเสมอภาคในฐานะความเสมอเหมือนเป็นการแสดงข้อเท็จจริง ซึ่งบรรยายลักษณะร่วมที่ผู้คนทั่วๆไปมี ประโยคเชิงคุณค่าก็อาจจะสืบมาจากข้อความลักษณะนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าความเสมอภาคในฐานะความเสมอเหมือนแสดงออกมาเป็นข้อความเชิงคุณค่า ก็อาจเป็นไปได้ว่าเป็นการเสนอข้อเท็จจริงที่น่าจะหรือควรจะยังให้เกิดขึ้น มิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ เมื่อความหมายนี้ผูกพันเข้ากับอำนาจ ผลที่ตามมาอาจเป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัวยิ่ง</p>
<p>การที่ความหมายที่แตกต่างกันทั้งสองนี้แตกต่างกันและได้มาผูกพันกันอาจจะทำให้กระจ่างขึ้นได้ด้วยกันย้อนกลับไปดูที่ต้นกำเนิดของมันในความคิดของชาวกรีก แนวคิดแรกเริ่มที่สุดของความยุติธรรม ซึ่งได้แก่การแก้แค้น ก็มุ่งที่จะสร้างความเสมอภาคขึ้นมา (อย่างที่เราเรียกว่า “ล้างแค้น” หรือ “เอาคืน” ในปัจจุบัน) คำกล่าวโบราณที่ว่า “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” เขียนขึ้นราวกับเป็นสมการแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับคำกล่าวที่นุ่มนวลขึ้นว่า “จงทำกับผู้อื่นอย่างที่เธออยากให้ผู้อื่นทำกับเธอ” ความเสมอภาคปรากฏอยู่ในแนวคิดทุกแนวที่ถือว่าผู้คนต้องอยู่ภายใต้กฎอันเดียวกัน หรือว่าผู้พิพากษาควรให้ความสนใจหรือน้ำหนักแก่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายโดยเสมอเหมือนกัน</p>
<p>ความเข้าใจว่ามีความสัมพันธ์กันระหว่างแนวคิดทางเมืองเรื่องความยุติธรรมกับแนวคิดเรื่องความเท่าเทียมกันในเชิงกายภาพหรือคณิตศาสตร์ เป็นความเข้าใจที่มีมาแต่โบราณ รูปปั้นของเทพีโรมันยุสติเตียจะถือตาชั่งเป็นประจำ เช่นเดียวกับเทพีกรีกคือเธมิสและดิเค อริสโตเติลเห็นว่าความเท่ากันทั้งสองชนิดนี้แยกกันไม่ออก จนเขาแสดงเหตุผลว่า คำว่า <em>dikast</em> (ผู้ตัดสิน) จะต้องมีที่มาทางนิรุกติศาสตร์เช่นเดียวกันกับคำว่า dichast (ผู้แบ่ง, ผู้ตัด) (Nicomachean Ethics, 1132a)</p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ คำกรีก <em>isos</em> ซึ่งเป็นมโนทัศน์สำคัญในการตัดสินความต่างๆใน polis ก็มีความหมายเพิ่มขึ้นว่าเป็นความเท่ากันทั้งในด้านกายภาพหรือคณิตศาสตร์และในการตัดสินความอย่างยุติธรรม คำนี้ทำให้บุคคลสามารถเปรียบเทียบกันได้ ทั้งๆที่มีความแตกต่างกันมากมายซึ่งบางครั้งอาจเป็นความแตกต่างที่ไม่อาจนำมาวัดหรือเปรียบเทียบได้ ซึ่งการเปรียบเทียบดังกล่าวนี้ทำได้โดยแยกและดึงเอาแง่มุมหนึ่งออกมา เช่นสิทธิ ฐานะ หรือความดีเด่น ในทำนองเดียวกันคำละติน <em>aequalitas</em> และ <em>aequus</em> ซึ่งเป็นรากศัพท์ของคำอังกฤษ<em>equality</em> ก็หมายความทั้งความเท่ากันในแง่ปริมาณ และความเท่าเทียมกันทางการเมืองหรือความยุติธรรม</p>
<p>อย่างไรก็ตาม คำกรีก <em>homoios</em> ก็แตกต่างจาก <em>isos</em> ในแง่ที่ว่า คำแรกเน้นหนักที่ความละม้ายในแง่ของชนิดเดียวกัน และไม่ใช่ด้านสัดส่วนในความสัมพันธ์ ดังนั้นคำนี้ควรแปลเป็นอังกฤษว่า&#8221;like, resembling. . . &#8221; [คล้ายคลึงกับ. . . , เหมือนกับ . . .] มากกว่า &#8220;equality&#8221; ในวาทกรรมทางการเมืองคำๆนี้ไม่ได้ใช้แทนคำว่า <em>isos</em> แต่ก็ใช้ในการเสนอความกลมกลืนกันหรือการลงรอยกันทางความคิดแต่ก็ไม่เสมอไป อริสโตเติลก็ใช้คำๆนี้ในการนิยามความอิจฉา ซึ่งเป็นความรู้สึกเจ็บปวดที่มนุษย์มี &#8220;เมื่อเห็นความมีโชคดี . . . ของผู้ที่เสมอเหมือน (homoios) กับตนเอง&#8221; (Rhetoric, 1378b) [เชิงอรรถ - ผมขอขอบคุณ Reginald Luyf และ Hans Achterhuis ที่ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของตัวบทนี้]</p>
<p>ในวาทกรรมทางการเมืองของกรีกความแตกต่างนี้แยกออกจากกันอย่างชัดเจน เมื่อเพริคลีสกล่าวในคำอวดอ้างอันมีชื่อเสียงในงานศพว่ากฎหมายของเอเธนส์ให้ความยุติธรรมแก่ทุกคน จุดมุ่งหมายก็เพื่อเสนอประเด็นว่าความเท่าเทียมกันนี้มิได้ทำให้พลเมืองเลิกปลูกฝังความแตกต่างที่ตนมีจากผู้อื่น (Thucydides, เล่ม 2 บทที่ 37) Isos เป็นลักษณะของความยุติธรรม ไม่ใช่ของประชาชน สำหรับอริสโตเติลการใช้ความยุติธรรมที่เท่าเทียมกันกับคนที่ไม่เท่ากันเป็นเรื่องสลับซับซ้อน ในกรณีของความยุติธรรมของการแบ่งสรร isos มีความหมายเกี่ยวกับการแบ่งปันส่วนเท่าๆกันให้แก่ผู้ที่เท่ากัน และแบ่งส่วนที่ไม่เท่ากันให้แก่ผู้ที่ไม่เท่ากัน การแบ่งปันจะต้องเท่ากันความดีเด่นของผู้นั้น แต่ปัญหาก็อยู่ที่การตัดสินว่าความดีเด่นด้านใดควรเป็นด้านที่ต้องคำนึงถึง: &#8220;นักประชาธิปไตยใช้เกณฑ์เกี่ยวกับการมีชาติกำเนิดเสรี ผู้ที่เห็นคล้อยตามกับคณาธิปไตยใช้ความร่ำรวย หรือในกรณีอื่นๆก็ใช้ชาติกำเนิด ผู้ที่ยึดถืออภิชนาธิปไตยใช้คุณธรรม&#8221; (Nicomachean Ethics, 1131a) ในกรณีของความยุติธรรมในการลงโทษ isos กลายเป็นความสามารถของผู้พิพากษาในการ ละเลย ความแตกต่างระหว่างคู่กรณี: เนื่องจากไม่ว่าคนดีจะฉ้อโกงคนเลว หรือคนเลวฉ้อโกงคนดี ก็ไม่ต่างกันทั้งสิ้น กฎหมายสนใจเพียงแต่เนื้อหาสาระของการละเมิดและปฎิบัติต่อคู่กรณีอย่างเท่าเทียมกัน (Nicomachean Ethics, 1132a) ความเสมอภาคในที่นี้เป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง ซึ่งเป็นการสมมติให้สิ่งอื่นๆเท่ากันเพื่อประโยชน์ในการบ่งชี้และแยกแยะสิ่งที่ต้องการศึกษา บางทีคำเปรียบเทียบที่ใช้ได้ดีในการแสดงว่า isos ซึ่งเป็นมโนทัศน์เรื่องความเท่ากันในแง่นามธรรม เข้ากันได้กับโลกอันไม่สม่ำเสมอนั้น ได้แก่เส้น isobar ซึ่งเป็นเส้นบนแผนที่แสดงภูมิอากาศซึ่งเชื่อมเอาจุดที่มีความกดอากาศเท่ากัน เส้นนี้ไม่เคยเป็นเส้นตรงเลย</p>
<p>ทั้งหมดนี้มิได้หมายความว่าชาวกรีกมองไม่เห็นช่องว่างอันห่างไกลระหว่างคนรวยกับคนจน ถ้าเราเริ่มที่การสถาปนาประชาธิปไตยของชาวกรีกที่การปฏิรูปรัฐธรรมนูญของเอเธนส์ของโซลอน ก็พบว่าการปฏิรูปในระยะแรกเริ่มนี้เกิดขึ้น เมื่อโซลอนทำให้ประชาชนมีอิสระทั้งในขณะนี้และในอนาคต โดยการห้ามมิให้ใช้บุคคลเป็นทรัพย์ที่ใช้ชำระหนี้ได้ . . . และโดยการยกเลิกภาระหนี้สินของทั้งรัฐและเอกชน (Aristotle, The Athenian Constitution, VI 1) ดังนั้นในประวัติศาสตร์ของโลกตะวันตกการยกเลิกภาระหนี้สินเป็นเรื่องเก่าแก่พอๆกับการเมือง ชาวเอเธนส์ไม่ได้เรียกสิ่งนี้ว่าความเท่าเทียมกัน แต่เรียกว่าเป็นการปลดเปลื้องภาระ ในขณะเดียวกันความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจอย่างสมบูรณ์ ก็มิได้เกินเลยไปจากความคิดของชาวเอเธนส์ อริสโตเติลบันทึก (และต่อต้าน) ข้อเสนอโดยฟาเลอัสแห่งคาลซีดอนที่เสนอให้มี polis หรือนครรัฐที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเท่าเทียมกันในทรัพย์สิน (Politics, 1266a,b)</p>
<h2><span style="font-family:Cordia New;">จากอเลกซานเดอร์ถึงลินคอล์น</span></h2>
<p>ในบรรดาแนวคิดเหล่านี้ ไม่มีแนวใดเลยที่เป็นเรื่องของความเสมอภาคที่เป็นหลักการสากลที่ใช้กับผู้คนทั้งหมดในโลก ตามทัศนะหนึ่งก้าวแรกของการมีแนวคิดเช่นว่านี้สามารถบ่งชี้ได้อย่างชัดเจนในวันที่เป็นช่วงขณะที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งในประวัติศาสตร์ ในงานเลี้ยง ณ เมืองโอปิส อเลกซานเดอร์มหาราชได้สวดอ้อนวอนขอให้ชาวมาซีโดเนียและชาวเปอร์เซียมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและอยู่ภายใต้การปกครองร่วมกัน [เชิงอรรถ - W. W. Tarn. <em>Hellenistic Civilization</em> (1927), อ้างถึงใน George H. Sabine, <em>A History of Political Theory.</em> New York: Henry Holt, 1937, หน้า 141]</p>
<p>อาจมีผู้สงสัยว่าเหตุใดแนวคิดนี้จึงเกิดขึ้นมาอย่างกระทันหัน แต่การที่ประเพณีได้ให้อเลกซานเดอร์เองเป็นผู้พูดเสนอแนวคิดนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย เนื่องจากแนวคิดนี้เข้ากันได้ดีกับความต้องการของอเลกซานเดอร์เองที่จะให้ผู้คนในแว่นแคว้นต่างๆแยกออกมาจากการจงรักภักดีต่อแคว้นของตนและมาผสมกลมกลืนกันในจักรวรรดิอันกว้างใหญ่ แนวคิดของพวกสโตอิกที่เสนอความคิดเรื่อง &#8220;ความเป็นสากล มนุษยชาติทั้งมวล ซึ่งต่างก็มีฐานะของความเป็นมนุษย์ร่วมกัน&#8221; [ Ibid., หน้า 143.] ก็มีที่มาจากโลกที่อเลกซานเดอร์ได้กรุยทางไว้ให้นั่นเอง ในเวลาต่อมาชาวโรมันก็ได้นำเอาปรัชญาของสโตอิกนี้มาใช้ในการปกครองชนเผ่าต่างๆที่มีอยู่มากมายในจักรวรรดิของตน</p>
<p>ช่วงขณะสำคัญอีกช่วงหนึ่งในการก่อรูปของความคิดเกี่ยวกับการเท่าเทียมกันอย่างเป็นสากลก็เกิดขึ้นเมื่อชาวคริสต์ในระยะแรกได้ตัดสินใจที่จะเผยแผ่ศาสนาใหม่ของตนไปให้ผู้ที่มิได้เป็นชาวยิวมาแต่ก่อน คำกล่าวของนักบุญปีเตอร์ที่ว่า &#8220;ข้าเห็นว่าพระเจ้าไม่ใส่พระทัยว่าใครเป็นใคร&#8221; (Acts 10:34) ได้กล่าวขึ้นเมื่อเขาพบว่าคอร์เนเลียสทหารโรมันได้กลายเป็นชาวคริสต์ที่แท้ แนวคิดนี้ต่อมาได้มีอิทธิพลอย่างมากมายในประวัติศาสตร์ของยุโรปและของโลก แต่ก็เต็มไปด้วยความกำกวมเป็นอันมาก ถ้อยคำนี้เมื่อกล่าวโดยนักบุญปีเตอร์มีนัยยะว่ามนุษย์ทั้งหลายควรได้รับการเคารพเพียงเพราะว่าเป็นมนุษย์ เช่นเมื่อปีเตอร์กล่าวแก่คอร์เนเลียสที่กำลังคุกเข่าอยู่ว่า ”จงลุกขึ้นเถิด เพราะข้าก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน” (Acts 10:26) และเขายังกล่าวอีกว่า “พระเจ้าได้ทรงแสดงแก่ข้าว่าข้าไม่ควรกล่าวถึงมนุษย์ใดว่าต้อยต่ำหรือว่าสกปรก” (Acts 10:28) ในขณะเดียวกันแนวคิดนี้ก็อาจจะมีนัยยะไปในทางตรงกันข้าม คือว่าผู้คนทั้งหลายซึ่งภายนอกดูแตกต่างกันมากมายนั้น แท้ที่จริงแล้วเสมอเหมือนกันหมดในด้านความทุกข์ยาก และมนุษย์จะทำตัวให้ควรแก่การเลื่อมใสก็แต่เพียงการ ทำตน ให้เหมือนกับผู้อื่น ซึ่งได้แก่การเป็นคริสเตียน ในข้อเขียนของนักบุญเปาโลก็เต็มไปด้วยความหมายเช่นนี้</p>
<blockquote><p>เราดีกว่าพวกเขาในแง่ใดบ้าง ก็เปล่าเลย เพราะว่าเราได้แสดงให้ประจักษ์แล้วว่าทั้งชาวยิวและคนอื่นต่างก็ผิดบาปด้วยกันทั้งสิ้น (Romans 3:9)</p>
<p>บัดนี้เรารู้แล้วว่าสิ่งใดก็ตามที่กฎหมายว่าไว้ ย่อมว่าไว้แก่ทุกคนที่อยู่ใต้กฎหมาย เช่นปากทุกปากอาจถูกปิด และโลกทั้งหลายอาจจะผิดต่อพระเจ้า (Romans 3:19)</p>
<p>อาจมีผู้สงสัยว่าแทนที่ปีเตอร์จะขอให้ทหารโรมันลุกขึ้น ก็ควรจะลงคุกเข่าเสียเอง</p></blockquote>
<p>ในสมัยกลางของยุโรป คำว่า “ความเสมอภาค” มักใช้ในความหมายว่าเป็นพวกเดียวกันหรืออยู่ในระดับชั้นทางศักดินาเสมอกัน ในความหมายนี้เองที่คำในภาษาอังกฤษว่า peer ซึ่งแต่เดิมหมายความว่าผู้เสมอกัน ได้กลายมาหมายถึงขุนนางชั้นสูง แนวคิดเกี่ยวกับความเสมอภาคสากลยังเป็นเรื่องของพระเจ้า การกล่าวอ้างว่าระบบศีลธรรมของชาวคริสต์เป็นสากลหมายความว่าทุกผู้ทุกนามมีความเสมอภาคกัน ทั้งคนชั้นสูงและต่ำต่างก็ต้องถูกตัดสินในวันพิพากษาอย่างเท่าเทียมกัน หลักการของความเสมอภาคภายใต้กฎหมายก็ยังเป็นประเพณีที่เข้มแข็ง ซึ่งอาจไม่ใช่ความเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน แต่ในความหมายว่าไม่ว่าผู้ปกครองหรือผู้ถูกปกครองต่างก็อยู่ภายใต้กฎหมาย และสมควรที่จะถูกบังคับให้เชื่อฟังกฎหมาย ความเสมอภาคในความหมายเกี่ยวกับการต่อต้านสังคมที่มีชนชั้น ก็เป็นประเพณีสำคัญสำหรับคนทั่วไป และได้กลายเป็นแรงผลักดันในการก่อกบฎหรือปฏวัติรัฐประหาร เช่นกบฏชาวนาในอังกฤษ ปี 1381 (ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของคำกล่าวที่มีชื่อเสียงว่า When Adam delves and Eve spans/Who was then the gentleman?) ความเสมอภาคทางสังคมอาจเชื่อกันว่าเป็นเป้าหมายอันสูงสุดที่ไม่เหมาะกับโลกนี้ที่เต็มไปด้วยคนบาป แต่ก็แนวคิดเช่นนี้ก็ไม่ใช่แนวคิดที่พ้นไปจากความคิดฝันของผู้คนในยุคกลางแต่อย่างใด</p>
<p>แนวคิดเกี่ยวกับความเสมอภาคกลับมาปรากฏใหม่เป็นพลังทางประวัติศาสตร์ในการปฏิวัติอังกฤษในคริสตศตวรรษที่ 17 มีการตีพิมพ์หนังสือเป็นจำนวนมากในระยะนี้ที่นำเสนอเรื่องความเสมอภาคบนพื้นฐานของถ้อยคำในคัมภีร์ไบเบิลที่ว่า &#8220;พระเจ้าทรงไม่ใส่ใจว่าใครเป็นใคร&#8221; [God is no respecter of persons] (คำพูดนี้มาจากคัมภีร์ฉบับแปลของพระเจ้าเจมส์ ซึ่งตีพิมพ์ในปีค.ศ. 1611) แต่ก็มีข้อถกเถียงกันมากเกี่ยวกับว่าจะนำคำพูดนี้มาใช้ในความเป็นจริงได้อย่างไร มีผู้ใช้คำพูดนี้ในการเสนอความคิดเรื่องความเสมอภาคภายใต้กฎหมาย สิทธิเท่าเทียมกันในการออกเสียงเลือกตั้ง (สำหรับผู้ชาย หรือชายที่มีทรัพย์สิน) การยกเลิกระบบกษัตริย์และขุนนางสืบสกุล สิทธิเท่าเทียมกันในการสอนพระคัมภีร์ (ความเสมอภาคทางความสำนึก) และสิทธิเท่าเทียมกันในการถือครองที่ดิน ภายใต้ข้อเสนอต่างนี้มีการต่อสู้ลึกๆอยู่เบื้องล่าง ความเสมอภาคนั้น หมายถึงว่าทุกคนสะอาดเหมือนกันหรือสกปรกเหมือนกันหรือไม่ คำนี้หมายความว่าทั้งหมดเท่าเทียมกันในศักดิ์ศรีหรือในด้านการไร้พลังอำนาจใดๆเมื่ออยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าหรือไม่ หรือหมายความว่าความแตกต่างกันของผู้คนควรได้รับการยอมรับ หรือว่าแต่ละคนควรจะเหมือนกันหมด หรือทำให้เหมือนกันให้หมดหรือไม่</p>
<p>คำนิยามสองประการของคำว่าเสมอภาคเริ่มปรากฏขึ้นในระยะนี้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าคำๆนี้สามารถมีความหมายแตกแยกออกไปได้อย่างมากมาย นิยามประการแรกเป็นของพันเอกเรนส์โบโร ในการโต้วาทีซึ่งจัดโดยกองทหารปฏิวัติที่เมืองพัทนีย์ในปี 1647 เรนส์โบโรสนับสนุนการปกครองโดยความยินยอมโดยกล่าวว่า &#8220;ข้าพเจ้าคิดว่าคนอังกฤษที่ยากจนที่สุดมีชีวิตของเขาเช่นเดียวกับผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด&#8221; [The Putney Debates ใน David Wootton, ed., <em>Divine Right and Democracy,</em> Harmondsworth: Penguin Books, 1986, หน้า 286.] ในเบื้องแรกความสำคัญของคำนิยามนี้อยู่ที่ว่าไม่ได้ตั้งให้ความเสมอภาคอยู่บนพื้นฐานทางศาสนาหรือหลักการนามธรรม แต่บนสภาพของมนุษย์ ประชาชนมิได้เท่าเทียมกันเพราะพระเจ้าทรงเห็นเช่นนั้น และก็ไม่ได้เท่าเทียมกันเมื่อเปรียบเทียบมนุษย์ทั้งหลายกับพระเจ้า และก็มิได้เท่าเทียมกันเพราะกฎธรรมชาติบอกไว้เช่นนั้น แต่มนุษย์ทั้งหลายเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าทั้งหมดมีภาระหน้าที่อันเดียวกัน นั่นคือการดำรงตนอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นคำนิยามนี้ได้แยกเอาความเสมอภาคออกจากนัยยะทางคณิตศาสตร์ออกมา การที่ผู้คนต้องดำรงตนอยู่ไม่สามารถบรรยายหรืออธิบายได้ด้วยสูตรหรือสมการได้โดยง่าย และก็เป็นคำนิยามที่ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นเรื่องความดีเด่นหรือความสามารถ ไม่ว่าใครจะมีอำนาจหรืออยู่ในสถานะใด เขาจะต้องยืนขึ้น และคำนิยามนี้ก็ไม่มีแนวคิดว่าผู้คนมีความกลมกลืนกันหรือควรจะเป็นเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม เราจะต้องไม่ลืมว่าฝ่ายของเรนส์โบโรนี้พ่ายแพ้ในสงครามปฎิวัติอังกฤษ</p>
<p>คำนิยามประการที่สองในระยะนี้เป็นของนักปรัชญาโทมัส ฮอบส์ ในหนังสือเรื่อง <em>De Cive</em> (1642) และต่อมาใน <em>Leviathan</em> (1651) ฮอบส์เสนอความคิดว่าผู้คนเท่าเทียมกัน ซึ่งหมายความว่าเสมอเหมือนกันในแง่ของการที่แต่ละคนไม่มีความสามารถใดๆที่จะดำรงตนอยู่ได้ เว้นเสียจากว่าจะต้องยอมศิโรราบอยู่ภายใต้องค์รัฏฐาธิปัตย์ที่ทรงอำนาจเต็ม แต่ละคนอาจจะต่างๆกันในด้านความเฉลียวฉลาดหรือพละกำลัง แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ เพราะถ้าเรามองคนที่โตเต็มที่ และพิจารณาว่าร่างกายของเรานั้นบอบบางเพียงใด ซึ่งร่างกายนี้เล่าเมื่อเสื่อมสลายไปก็ย่อมพาเอาความแข็งแรง คึกคะนองและปัญญาให้เสื่อมลงตามไปด้วย และถ้าเรามองเห็นว่าแม้แต่ผู้ที่อ่อนแอที่สุดก็อาจเข่นฆ่าผู้ที่แข็งแรงที่สุดโดยง่าย ก็ย่อมไม่มีเหตุผลอะไรที่ผู้ใดจะเชื่อว่าตัวเขานั้นจะแข็งแรงกว่าคนอื่นๆโดยธรรมชาติ มนุษย์ทั้งหลายเท่าเทียมกันและกระทำการอันเท่าเทียมกันต่อกัน แต่ผู้ที่สามารถทำการใหญ่ได้แก่การฆ่าก็ย่อมทำสิ่งที่เท่าเทียมกันได้ ด้วยเหตุฉะนี้มนุษย์ทุกคนจึงเท่าเทียมกันโดยธรรมชาติ [Thomas Hobbes, <em>Man and Citizen</em> edited by Bernard Gert, Gloucester, Mass.: Peter Smith, 1978, หน้า 114.]</p>
<p>สำหรับฮอบส์แล้ว ความเสมอภาคไม่ใช่เรื่องของความยุติธรรม แต่เป็นเรื่องของคน คนจะเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าไม่มีใครเลยที่จะทำอะไรได้ดีไปกว่าคนอื่นๆด้วยพละกำลังของตนเอง คนทั้งหลายเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าทุกคน “เปราะบาง” ด้วยกันทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้คนจึงอยู่ในสภาพของความอิจฉาริษยาและความหวาดกลัวอยู่ตลอดเวลาดังที่อริสโตเติลได้กล่าวไว้ ถ้าทุกๆคนลุกขึ้นยืน ผลก็คือจะเกิดสงครามของทุกคนต่อทุกคน ดังนั้นเพื่อรักษาสภาพอันน้อยที่สุดในการดำรงชีวิตไว้ ทุกคนจะต้องนอนราบลงทั้งสิ้น สัญญาสังคมซึ่งชายทุกคน (คำว่า “ชาย” หรือในภาษาอังกฤษว่า “man” เป็นคำที่ถูกต้องในที่นี้ เพราะถือว่าหญิงไม่สามารถทำสัญญาสังคมได้ด้วยตนเอง) ยอมสละสิทธิตามธรรมชาติของตน เป็นสัญญาที่ก่อให้เกิดการตกลงกันหรือการลงรอยกันระหว่างผู้ที่ถูกพรากออกจากสถานะเดิมของตน โดยที่แม้แต่อเลกซานเดอร์มหาราชเองก็ไม่สามารถทำได้เช่นนี้ ในการทำสัญญาเช่นนี้ผู้ที่ทำสัญญากันมีความเท่าเทียมกันในแง่ที่ว่าความแตกต่างของแต่ละฝ่ายไม่มีความหมายใดๆเมื่อเปรียบเทียบกับอำนาจอันใหญ่หลวงขององค์รัฏฐาธิปัตย์:</p>
<blockquote><p>เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้านาย ข้าทาสมีความเท่าเทียมกันและไม่มีเกียรติยศใดๆ ข้าขององค์รัฏฐาธิปัตย์ก็เท่าเทียมกันเช่นนี้ ถึงแม้ว่าบางคนจะเหนือกว่าหรือด้อยกว่าคนอื่นเมื่ออยู่พ้นจากสายตาขององค์รัฏฐาธิปัตย์ แต่เบื้องหน้าแล้วคนเหล่านี้ก็ส่องแสงเหมือนเพียงแสงของดวงดาวที่บังอาจมาแข่งรัศมีกับรังสีของดวงอาทิตย์ [Thomas Hobes, <em>Leviathan,</em> edited by Michael Oakeshott, หน้า 141.]</p></blockquote>
<p>หลังจากนี้แนวคิดของความเสมอภาคในฐานะความยุติธรรมได้แตกแขนงออกไปมาก แนวคิดนี้ได้ถูกนำมาใช้ในการโจมตีการโอ้อวดของการแบ่งชนชั้น (ดังที่กวีโรเบิร์ต เบิร์นได้พูดไว้ว่า Gie fools their silks, and knaves their wine/ A man&#8217;s a man for all that. นอกจากนี้ก็ยังใช้ในการโจมตีการกดขี่ข่มเหง และในการเรียกร้องให้นับถือว่าเป็นมนุษย์ ในศตวรรษนี้ความเสมอภาคได้กลายเป็นคำขวัญที่ใช้วิจารณ์การแบ่งแยกทางสีผิว ทางเชื้อชาติและทางเพศ ความคิดที่ว่าความไม่เสมอภาคของทรัพย์สินเป็นความอยุติธรรมก็เป็นแนวคิดเบื้องหลังการต่อสู้เป็นเวลานับศตวรรษของกรรมกร (ในการโต้วาทีที่พัทนีย์ในปี 1647 พวกเจ้าที่ดินให้เหตุผลว่าจะไม่ให้สิทธิออกเสียงแก่พวกที่ไม่มีที่ดินเพราะกลัวว่าพวกนี้จะใช้อำนาจทางการเมืองมาทำให้ทุกคนมีทรัพย์สินเท่ากัน และความกลัวนี้ก็ฝังแน่นอยู่ในประวัติศาสตร์ของระบอบทุนนิยมมาจนถึงปัจจุบัน) แนวคิดเรื่องสิทธิเท่าเทียมกันและความเท่าเทียมกันภายใต้กฏหมายก็เป็นศูนย์กลางของความคิดของเราเกี่ยวกับกฎหมายและความเป็นพลเมือง</p>
<p>ในอีกแง่มุมหนึ่ง แนวคิดของความเสมอภาคที่มุ่งให้ทุกอย่างเสมอเหมือนกันก็เป็นพลังอันแรงกล้า ภาพลักษณ์ที่ฮอบส์เสนอเกี่ยวกับมนุษย์ว่าเหมือนกับเมล็ดทรายหรือปรมาณูในเครื่องจักรยักษ์อันได้แก่รัฐ ก็เป็นพลังที่ทำให้มนุษย์เองเป็นเช่นนั้นจริงๆ เมื่อความคิดของชาวยุโรปเกี่ยวกับประชาสังคมพัฒนาจากสังคมทางการเมืองมาเป็นสังคมทางเศรษฐกิจ ภาพของส่วนประกอบหลักของประชาสังคมนั้นก็พัฒนาไปจากพลเมืองไปสู่บุคคลเศรษฐกิจ ประชาชนก็เริ่มเปลี่ยนไปเป็นมีความเท่าเทียมกันในการแลกเปลี่ยนและซื้อขายสินค้าและบริการ</p>
<p>ทอคเกอวิลล์เชื่อว่ามีแนวโน้มทางประวัติศาสตร์ที่หยุดไม่ได้ไปสู่ความเสมอภาคที่ทำให้ทุกอย่างเสมอเหมือนกัน และประเทศที่เป็นผู้นำของแนวโน้มนี้คือสหรัฐอเมริกา เขายังเชื่ออีกว่าแนวโน้มนี้เป็นอันตรายต่อความเป็นไท และหนังสืออันมีชื่อเสียงของเขา คือ ประชาธิปไตยในอเมริกา (Democracy in America) ก็มุ่งศึกษาสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ต่อความเป็นไทนี้รวมทั้งแสวงหาวิธีการที่จะหยุดยั้งมัน ในหนังสือเล่มนี้ทอคเกอวิลล์ใช้คำว่า “ประชาธิปไตย” เสมือนหนึ่งมีความหมายเดียวกับคำว่า “ความเสมอภาค” ซึ่งเขาหมายถึง “ความเสมอภาคด้านสถานะ” หรือ “ความเป็นแบบเดียวกัน” เขาเห็นว่าสังคมอเมริกันประกอบด้วยปัจเจกชนที่แยกกันอยู่และเสมอเหมือนกัน ซึ่งต่างก็ถูกตัดขาดจากอดีตและไม่สามารถสร้างความผูกพันที่มั่นคงกับผืนดินหรือกับคนอื่นๆ เราสามารถเข้าใจความหมายของทอคเกอวิลล์เกี่ยวกับคำว่าประชาธิปไตย (ความเสมอภาค) ได้จากคำบรรยายของเขาว่าด้วยสิ่งที่เขาเชื่อว่าเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัด:</p>
<blockquote><p>ในชุมชนทางตะวันตกเราอาจเห็นประชาธิปไตยอย่างสุดโต่งที่สุด ในมลรัฐเหล่านี้ซึ่งก่อตั้งขึ้นอย่างลวกๆและโดยบังเอิญผู้คนที่อาศัยอยู่เพิ่งมาตั้งถิ่นฐานเมื่อวานนี้เอง ผู้คนเหล่านี้ไม่รู้จักกันและเพื่อนบ้านใกล้กันต่างฝ่ายก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีความเป็นมาอย่างไร . . . มลรัฐใหม่ๆทางตะวันตกนี้มีผู้คนอาศัย แต่หาได้มีสังคมแต่ประการใดไม่# [Alexis de Tocqueville,<em> Democracy in America, </em>edited by Phillips Bradley, New York: Vintage Books, 1960, หน้า 53-54.]</p></blockquote>
<p>ทอคเกอวิลล์ไม่รู้ว่าสภาพเช่นนี้อีกไม่นานจะกลายเป็นสภาพธรรมดาในสังคมอุตสาหกรรม เขาคิดคำว่า “ปัจเจกชนนิยม” (individualism) มาบรรยายความเชื่ออันเป็นลักษณะเฉพาะของชาวอเมริกัน (ซึ่งเขาคิดว่าเป็นความเชื่อที่ผิด) ว่าคนอเมริกันสามารถดำรงชีพอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่น และเขายังกล่าวอีกด้วยว่าความหลงผิดอันนี้ก็ได้ก่อให้เกิดความกลมกลืนกันในด้านประเพณีและความคิดเห็นในหมู่ชาวอเมริกันอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ อันเป็นเรื่องที่ดูเหมือนจะขัดแย้งกันในตัว</p>
<p>ทอคเกอวิลล์กล่าวไว้ชัดเจนว่าการแบ่งแยกสังคมออกเป็นส่วนย่อยๆของปัจเจกชนที่เสมอเหมือนกันเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดความเสมอภาคทางเศรษฐกิจขึ้นตามมาด้วย:</p>
<blockquote><p>ข้าพเจ้าไม่รู้จักประเทศอื่นใดเลย ที่ความรักในเงินตราจะฝังรากลึกแน่นลงในจิตใจของประชากร และที่จะมีความรู้สึกเหยียดหยามอย่างยิ่งต่อทฤษฎีที่เสนอให้มีการเท่าเทียมกันของทรัพย์สินอย่างถาวร [Ibid., หน้า 53.]</p></blockquote>
<p>ในทางกลับกัน กระบวนการที่ถอนรากประชากรออกจากผืนดิน จากอดีต และจากกันและกัน ซึ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นกระบวนการทางประวัติศาสตร์ของการสร้างมนุษย์เศรษฐกิจขึ้นมา ก็เป็นกระบวนการที่ได้ปลดปล่อยพลังของการแข่งขันที่ทอคเกอวิลล์มองว่า เป็นพลังอันยิ่งใหญ่น่าเกรงกลัว สำหรับเขาแล้ว ชาวอเมริกันก็เหมือนกับชาติที่ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย คือเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และต่างมุ่งมั่นที่จะแสวงหาความร่ำรวยอันเป็นจุดหมายเพียงประการเดียวของการทำงานของพวกเขา พวกเขาลงแรงทำงานด้วยความมานะบากบั่น และด้วยความรู้สึกดูหมิ่นเหยียดหยามวิถีชีวิตที่เราอาจเรียกได้ว่าวิถีชิวิตแบบวีรบุรุษ ถ้าคำๆนี้เหมาะที่จะใช้เรียกอะไรก็ตามนอกจากการพยายามของคุณธรรม??[ Alexis de Tocqueville, "A Fortnight in the Wilds," in <em>Journey to America,</em> edited by J. P. Mayer, New York: Doubleday, 1971, หน้า 364.]</p>
<p>ในบริบทของสหรัฐอเมริกาศตวรรษที่สิบเก้า ความเสมอภาคก็ถูกนิยามใหม่เป็น &#8220;ความเสมอภาคของโอกาส&#8221; ความเสมอภาคของโอกาสนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อในสังคมที่จัดรูปแบบเป็นการแข่งขันที่เอาแพ้ชนะ สิ่งที่เท่ากันไม่ใช่คนแต่ละคน แต่เป็นกฎเกณฑ์การแข่งขัน ในความหมายนี้ความเสมอภาคจึงเป็นการปรับความเสมอภาคตามกฎหมายให้กลายเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจ ความแตกต่างอยู่ที่เป้าหมายของการแข่งขันก็คือการสร้างความไม่เสมอภาคขึ้น ความคิดมีอยู่ว่า การแบ่งแยกทางสังคมจะเป็นธรรมถ้าเกิดขึ้นภายใต้กฎเกณฑ์ที่เป็นธรรม ความเสมอภาคของโอกาสก็ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความชอบธรรมของความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ และอันที่จริงพวกเจ้าของทรัพย์สินทั้งหลายในประเทศอุตสาหกรรมจะเริ่มมอบสิทธิในการออกเสียงให้แก่ชนชั้นที่ปราศจากทรัพย์สิน ก็ต่อเมื่อเจ้าของทรัพย์เริ่มเชื่อมั่นว่าคำนิยามหลักของคำว่า “เสมอภาค” ได้เปลี่ยนเป็นความเสมอภาคของโอกาส แทนที่จะเป็นการปรับให้ราบเสมอกันแล้วเท่านั้น</p>
<p>ความเสมอภาคของโอกาสก็มีผลในการสร้างความกลมกลืนกัน การยอมรับความเสมอภาคเช่นนี้เท่ากับเป็นการยอมรับการแข่งขัน และการยอมรับการแข่งขันก็เท่ากับการยอมรับตัวบุคคลผู้เข้าแข่งขัน วิธีนี้ความเสมอภาคของโอกาสได้รวมเอาความหมายดั้งเดิมบางส่วนของความเสมอภาคและตัดบางส่วนทิ้งไป อันทำให้เกิดสภาวะขัดแย้งกันภายในขึ้น ซึ่งได้แก่ระบบที่สร้างความกลมกลืนกันและเกิดความไม่เสมอภาคทางเศรษฐกิจ และเป็นระบบที่กล่าวอ้างว่าผลของระบบนี้ยุติธรรม</p>
<h2><span style="font-family:Cordia New;">การเมืองของการ “ไล่ให้ทัน”</span></h2>
<p>เมื่อมาถึงจุดนี้ เราก็สามารถหันมาสู่คำถามเกี่ยวกับรูปแบบของความเสมอภาคในปริบทของอุดมการณ์ด้านการพัฒนาเศรษฐกิจโลกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง รูปแบบดังกล่าวอาจแบ่งได้เป็นสองส่วน ความเท่าเทียมกันที่การพัฒนาเศรษฐกิจให้สัญญาไว้ และความเท่าเทียมกันที่การพัฒนานี้ก่อให้เกิดขึ้นจริงๆ สิ่งที่การพัฒนาแบบใหม่นี้ให้สัญญาคือความยุติธรรมเท่าเทียมกัน (ซึ่งถูกนิยามว่าเป็นความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ) และสิ่งที่การพัฒนานี้ก่อให้เกิดขึ้นคือความกลมกลืน (ในขณะที่มีการคงไว้ซึ่งความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจ และยิ่งไปกว่านั้นก็ทำให้ความไม่เท่าเทียมดังกล่าวร้ายแรงมากขึ้น) ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร</p>
<p>แก่นแท้ของความเสมอภาคในการพัฒนาเศรษฐกิจปรากฏอยู่ในวลี &#8220;ไล่ให้ทัน&#8221; หรือ &#8220;ลดช่องว่าง&#8221; ตัวอย่างเช่น ในการประกาศการจัดตั้งระบบเศรษฐกิจนานาชาติใหม่ (New International Economic Order, NIEO) ซึ่งประกาศใช้โดยองค์การสหประชาชาติในวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1974 มีการประกาศว่า NIEO:</p>
<blockquote><p>จะแก้ไขความไม่เสมอภาคและทดแทนความอยุติธรรม อันจะทำให้การขจัดช่องว่างที่กำลังกว้างขึ้นเป็นไปได้ ระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา และประกันว่าจะมีการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มีอัตราเร่งเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ [Declaration on the Establishment of a New International Economic Order, Genral Assembly Resolution 3201, (S-VI), Preamble.]</p></blockquote>
<p>แนวคิดที่ว่าความแตกต่างทางทรัพย์สินระหว่างประเทศสามารถบอกได้ว่าเป็นความไม่เสมอภาค ในความหมายของความอยุติธรรม เป็นแนวคิดที่เมื่อไม่กี่ร้อยปีก่อนเป็นสิ่งที่ไม่อาจคิดฝันถึงได้ ในกรอบความคิดดั้งเดิมการกล่าวหาว่าไม่ยุติธรรมไม่อาจทำได้ระหว่างระบบที่ต่างกัน แต่ต้องเป็นภายในระบบเดียวกัน การที่แนวคิดนี้เป็นที่เข้าใจได้ในปัจจุบันเป็นหลักฐานที่แสดงถึงการที่เรายอมรับว่าโลกถูกจัดระเบียบให้เป็นระบบทางเศรษฐกิจระบบเดียวกัน ในความคิดของชาวกรีกโบราณที่ยังอยู่ในนครรัฐ ความเสมอภาคสากลเป็นเรื่องไร้สาระ แต่ก็เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในสมัยจักรวรรดิโรมัน ในทำนองเดียวกันโลกที่ถูกครอบงำด้วยระบบเศรษฐกิจทุนนิยมทั้งหมดก็เริ่มมองเห็นความสำคัญของแนวคิดดังกล่าว</p>
<p>ความคิดใหม่ประการที่สองก็คือว่าความเสมอภาคทางเศรษฐกิจสามารถเกิดขึ้นได้ หรืออย่างน้อยก็สามารถลดความไม่เสมอภาคได้มาก โดยการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่มีอัตราเร่งเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอ เมื่อระบบทุนนิยมจำกัดตัวอยู่แต่ในทวีปยุโรปและในอเมริกาเหนือ เป็นที่เข้าใจมาโดยตลอดว่ากระบวนการของระบบนี้ก่อให้เกิดความไม่เสมอภาค และการลดความไม่เสมอภาคจะทำได้ก็แต่เพียงด้วยการใช้มาตรการทาง การเมือง เช่นการรวมกลุ่มเป็นสหภาพเพื่อต่อสู้เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลของกรรมกร หรือใช้นโยบายสวัสดิการ แนวคิดที่ว่าขณะนี้เศรษฐกิจโลกได้กลายเป็นทุนนิยม ดังนั้นจึงอาจสร้างความเสมอภาคขึ้นได้โดยการพัฒนาของระบบนี้เอง นับเป็นแนวคิดที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่ง</p>
<p>แน่นอนว่า NIEO เองก็เกิดจากการเมือง องค์กรนี้หวังที่จะใช้อำนาจทางการเมืองของประเทศโลกที่สามในการบังคับให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจโลก และนำระบบนี้ไปสู่ทิศทางใหม่ แต่ถ้าทิศทางนี้จะต้องเปลี่ยนด้วยวิถีทางทางการเมือง ก็ยังเป็นจริงอยู่ว่าความเสมอภาคยังถือว่าเกิดขึ้นได้ด้วยกระบวนการทางเศรษฐกิจ จุดมุ่งหมายของกระบวนการทางการเมืองก็คือการปลดปล่อย ประเทศที่กำลังพัฒนาให้รวบรวมเอาทรัพยากรต่างๆเพื่อประโยชน์ในการพัฒนา[Ibid., 4, (r).]</p>
<p>ความคิดใหม่ประการที่สามก็คือความคิดว่า การพัฒนาสามารถนำไปสู่ความเสมอภาคทางเศรษฐกิจในระดับนานาชาติในด้านเกี่ยวกับความร่ำรวย หรือ ความมั่งคั่งอย่างสูงสุด ดังที่ประธานาธิบดี แฮรี่ ทรูแมนได้กล่าวไว้ในปี 1949 ในการประกาศเป้าหมายสี่ประการ (Four Points Program) เมื่อเป็นเช่นนี้ ปฏิญญาของระบบเศรษฐกิจนานาชาติใหม่หรือ NIEO ก็ให้ความหวังว่า ความแตกต่างอันพบได้ทั่วไปในโลกอาจจะถูกขับไล่ไปและความมั่งคั่งสามารถเป็นของทุกคนได้ [ Ibid., 4, (b).] ถ้าจะให้กล่าวโดยไม่เกรงกลัวแล้ว จะพบว่าแนวคิดนี้น่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ในขณะเดียวกันก็กลายมาเป็นแนวคิดที่เราค่อนข้างคุ้นเคย ในวาทกรรมทางการพัฒนาที่สุภาพจะไม่มีการพูดถึงการปรับให้ราบลงเท่ากัน มีแต่การปรับให้สูงเสมอกัน นี่คือความหมายของ “การไล่ให้ทัน”</p>
<p>เช่นเดียวกับความเสมอภาคของโอกาส แนวคิดเกี่ยวกับความเสมอภาคในการพัฒนาโลกก็ตึ้งอยู่บนพื้นฐานว่า ทุกคนในโลกกำลังเล่นหรือน่าจะเล่นเกมส์เดียวกัน การที่ประชาชนในโลกจะเล่นเกมส์การพัฒนาได้ ก็จะต้องถูกทำให้กลายเป็นผู้เล่นจริงๆเสียก่อน ในช่วงระยะเวลาเริ่มต้นอันเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังของทฤษฏีการพัฒนา นักทฤษฎีเรื่องการพัฒนาให้เป็นสมัยใหม่ต่างก็มีความจริงใจในประเด็นที่ว่า การแทรกซึมของการทำให้เกิดความกลมกลืนกันลงไปในบุคคลิกภาพและวัฒนธรรมจะต้องลงไปลึกมาก:</p>
<blockquote><p>ส่วนหนึ่งของกระบวนการทำให้เป็นสมัยใหม่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ตลอดจนการยอมรับแนวคิดใหม่ๆเกี่ยวกับธรรมชาติของโลกและความสัมพันธ์ของมนุษย์ อีกส่วนหนึ่งก็คือการยอมรับค่านิยมใหม่ๆและการเปลี่ยนสิ่งที่ชื่นชอบ มิติที่ลึกยิ่งกว่านี้เรียกร้องให้มีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในด้านแรงจูงใจและทิศทางที่พลังงานของมนุษย์ควรจะถูกชักนำไป [Lucian W. Pye, Communications and Motivations for Modernization, in Pye, ed., <em>Communications and Political Development,</em> Princeton, NJ: Princeton University Press, 1963, หน้า 149.]</p></blockquote>
<p>การ “รวบรวมพลัง” หรือในภาษาอังกฤษว่า “mobilize” ประชาชนและวัฒนธรรมเข้ามาในระบบเศรษฐกิจโลกจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการของการดึงเอามนุษย์เศรษฐกิจออกมาจากปริบทดั้งเดิม เช่นที่เคยเกิดขึ้นในสหรัฐฯ หรือในอังกฤษ ข้อแตกต่างที่เพียงแต่ว่าครั้งนี้ขอบเขตของกระบวนการใหญ่โตกว่ามาก วัฒนธรรมต่างๆของมนุษย์อันมีอยู่เป็นจำนวนนับไม่ถ้วน ซึ่งต่างก็ได้พัฒนาขึ้น (ในความหมายดั้งเดิม) ด้วยแรงงานและจินตนาการของประวัติศาสตร์ทั้งหมดของมนุษย์ ได้ถูกจัดให้อยู่ภายใต้ระบบคุณค่าเดียวกัน และสิ่งใดก็ตามที่ไม่เข้ากับระบบใหม่นี้ก็จะถูกตัดทิ้งไปด้วยการตัดสินอย่างทารุณที่สุดเท่าที่พวกประโยชน์นิยมจะทำได้ นั่นคือการบอกว่าสิ่งเหล่านั้นใช้ไม่ได้</p>
<blockquote><p>สาธารณชนผู้ซึ่งไม่ติดยึดอยู่กับบรรทัดฐานใดๆของการตัดสินนอกไปจากบรรทัดฐานของเผ่าพันธ์ ถิ่นกำเนิด กลุ่มพรรคพวกหรืออารมณ์ . . . . ผู้คนเหล่านี้ไม่มีประโยชน์อันใดต่อสังคมสมัยใหม่ [<span style="font-family:Cordia New;"><span style="font-size:medium;">Edward Shils, "Demagogues and Cadres in the Political Development of the New States," in Pye, op. cit., </span></span><span style="font-family:Cordia New;"><span style="font-size:medium;">หน้า </span></span><span style="font-family:Cordia New;"><span style="font-size:medium;">64.]</span></span></p></blockquote>
<p>เมื่อประชาชนเดิมตามบรรทัดฐานดั้งเดิมของตนในการตัดสินสิ่งต่างๆ ประชาชนเหล่านี้ก็มีความคิดเห็นของตนเองเกี่ยวกับว่าความมั่งคั่งคืออะไร (ซึ่งบ่อยครั้งจะเกี่ยวข้องกับการเดินทางสายกลางเป็นวิถีหนึ่งไปสู้เป้าหมาย) และว่าความยุติธรรมทางเศรษฐกิจเป็นอย่างไร (บ่อยครั้งเกี่ยวกับกลวิธีในการแจกจ่ายแบ่งปันเพื่อลดช่องว่าง) มาบัดนี้สิ่งต่างๆเหล่านี้ลดคุณค่าลงไปโดยฝีมือของนักพัฒนาตะวันตก [หรือที่เดินตามรอยเท้าของนักพัฒนาตะวันตก - เติมโดยผู้แปล ] ซึ่งมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงขยะ (หรือ ไม่มีประโยชน์ ตามคำพูดของ เอ็ดเวิร์ด ชิลล์) ความรุ่มรวยและทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดของวัฒนธรรมมนุษย์ได้ถูกนิยามใหม่ และถูกมองว่าเป็นลักษณะอันน่าสมเพชของความด้อยพัฒนา</p>
<blockquote><p>การพัฒนาได้ให้สัญญาว่าจะเกิดความเท่าเทียมกันในอนาคตอันไกล แต่สิ่งที่การพัฒนากำลังก่อให้เกิดขึ้นในขณะนี้ก็คือ ความไม่เท่าเทียมกันที่จะทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างให้พินาศลงไป</p></blockquote>
<h2>การเรียกร้องอันว่างเปล่าเพื่อความเสมอภาคในโลก</h2>
<p>บางคนอาจคิดว่า การเสียสละโดยคนส่วนใหญ่เป็นสิ่งที่คุ้มค่า ถ้าคำสัญญานี้เพียงเท่านั้นที่จะได้รับการปฏิบัติตาม ด้วยเหตุนี้จึงควรจะกล่าวถึงเหตุผลลางประการที่แสดงว่า คำสัญญานี้ไม่มีวันเป็นจริงขึ้นมาได้เลย</p>
<p>ประการแรก พิจารณาข้อมูลสถิติ จากสถิติของธนาคารโลกในปีค.ศ. 1988 ใน World Development Report รายได้ประชาชาติต่อหัวในประเทศที่ธนาคารแห่งนี้เรียกว่า &#8220;ระบบเศรษฐกิจตลาดอุตสาหกรรม&#8221; (ได้แก่ประเทศทุนนิยม 20 ประเทศที่ร่ำรวยที่สุด) เท่ากับ 12,960 ดอลลาร์สหรัฐฯ มีอัตราโตโดยเฉลี่ย (1965-1986) 2.3 เปอร์เซนต์ การคำนวณง่ายๆให้ผลว่า การเพิ่มต่อปีในรายได้ประชาชาติต่อหัวในประเทศเหล่านี้เท่ากับ 298.08 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในอีกฟากหนึ่ง รายได้ประชาชาติต่อหัวของประเทศที่ยากจนที่สุด 33 ประเทศในปีเดียวกันเท่ากับ 270 ดอลลาร์สหรัฐฯ มีอัตราโต 3.1 เปอร์เซนต์ การคำนวณแบบเดียวกันให้ผลว่า การเพิ่มของรายได้ประชาชาติต่อปีมีเพียง 8.37 ดอลลาร์เท่านั้น จึงไม่น่าสงสัยแม้แต่น้อยว่า ช่องว่างระหว่างประเทศทางเหนือกับทางใต้จะเพิ่มขึ้นทุกปีๆ เป็นจริงที่ว่าถ้าประเทศยากจนสามารถรักษาอัตราโตเช่นนี้ไว้ได้โดยให้สูงกว่าอัตราของประเทศร่ำรวยเป็นเวลานานมากๆ ในทางทฤษฎีแล้วก็จะถึงเวลาหนึ่งที่ทั้งสองฝ่ายมีฐานะเท่ากัน แต่ปัญหาอยู่ที่ว่าเมื่อใดกันแน่ สมมติว่าอัตราโตที่รายงานใน World Development Report เป็นอัตราคงที่ เราอาจจะคำนวณหาได้ว่า ระยะเวลาที่ต้องใช้กว่าประเทศยากจนจะโตให้เท่ากับระดับรายได้ประชาชาติต่อหัวของประเทศร่ำรวยในปี 1986 ได้นั้น เป็นเวลาถึง 127 ปี และประเทศยากจนก็จะ &#8220;ไล่ทัน&#8221; ประเทศร่ำรวยได้ในเวลารวม 497 ปี ในขณะนั้นจำนวนตัวเลขของรายได้ประชาชาติจะเป็น 1,049 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ! แม้เราจะถือเอาสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ คืออัตราโตคงที่สำหรับประเทศยากจนทั้งหมดเป็น 5 เปอร์เซนต์ ประเทศเหล่านี้ก็จะใช้เวลาถึง 149 ปีกว่าจะขึ้นมาทัน ซึ่งในขณะนั้นรายได้ประชาชาติต่อหัวก็จะเท่ากับ 400,000 ดอลลาร์ต่อปี อันที่จริงอัตราโตของประเทศเหล่านี้ ยกเว้นของอินเดียและจีนเท่ากับเพียง 0.5 เปอร์เซนต์เท่านั้น จึงไม่มีข้อสงสัยเลยว่าประเทศเหล่านี้จะไม่มีวันไล่ทันได้เลย</p>
<p>ตัวเลขเหล่านี้น่าจะช่วยให้เราหลีกเลี่ยงความรู้สึกแปลกใจเมื่อได้ยินว่า หลังจากที่ได้พยายามและลงแรงไปมากเพื่อ &#8220;การพัฒนา&#8221; ช่องว่างระหว่างประเทศรวยกับประเทศจนก็ยังคงกว้างมากขึ้นเรื่อยๆ เหตุผลส่วนหนึ่งก็คือ ถ้านักเศรษฐศาสตร์เช่น เอ จี แฟรงค์ ซามีร์ อามิน หรืออิมมานูเอง วอลเลนสไตน์คิดถูกแล้ว โลกในนี้มิใช่เศรษฐกิจของชาติหลายๆชาติที่มารวมเข้าด้วยกัน เช่นที่รายงานของธนาคารโลกเสนอ แต่เป็นระบบเศรษฐกิจระบบเดียวกันที่ทำงานโดยการถ่ายเททรัพยากรจากประเทศยากจนไปสู่ประเทศร่ำรวย ส่วนใหญ่ของ &#8220;การพัฒนาทางเศรษฐกิจ&#8221; ซึ่งได้แก่ทรัพยากรของประเทศร่ำรวย คือ ทรัพยากรที่นำเข้ามาจากประเทศยากจน ระบบเศรษฐกิจของโลก ก่อให้เกิด ความไม่เสมอภาคและ ดำรงอยู่ บนความไม่เสมอภาค เช่นเดียวกับที่เครื่องยนต์สันดาปภายในถูกขับดันด้วยความแตกต่างระหว่างความกดอากาศข้างบนกับข้างล่างห้องสูบ ระบบเศรษฐกิจโลกก็ถูกขับดันด้วยความแตกต่างระหว่างประเทศร่ำรวยกับประเทศยากจน</p>
<p>ถ้ามีข้อสงสัยประการใดเกี่ยวกับการไล่ให้ทัน เราอาจอ้างถึงอดีตประธานธนาคารโลกโรเบิร์ต แมคนามารา ในการพูดอันมีชื่อเสียงครั้งหนึ่งต่อคณะกรรมการของธนาคารในปี 1973 แมคนามารากล่าวว่าการที่ประเทศร่ำรวยจะต่อต้านการพัฒนาของประเทศยากจนเป็น การมองการณ์ใกล้ เพราะว่าในระยะยาวประเทศร่ำรวยและประเทศยากจนก็จะได้ประโยชน์ [<span style="font-family:Cordia New;"><span style="font-size:medium;">Robert S. McNamara, Address to the Board of Governors, World Bank, Nairobi, Kenya, 24 September 1973.]</span></span> เราอาจมั่นใจได้ว่าการพัฒนาใดๆที่ทำให้ประเทศยากจนมีฐานะดีขึ้นบ้างจะเป็นกระบวนการที่ทำให้ประเทศร่ำรวยยิ่งรวยขึ้นอีกมากมาย</p>
<p>ผู้สนับสนุนการพัฒนาบางคนให้เหตุผลว่า เรื่องนี้เป็นจริงกับการพัฒนาบางประเภทเท่านั้น และมีการพัฒนาแบบอื่น เช่นทางเลือกการพัฒนา การพัฒนาแท้ การพัฒนาเพื่อประชาชน หรืออย่างอื่นที่คล้ายๆกัน ที่สามารถนำความเสมอภาคและความมั่งคั่งมาสู่โลกทั้งหมดได้ ถ้าเรื่องนี้หมายความว่าโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองที่แตกต่างไปสามารถหยุดการกดขี่ข่มเหงและความอดหยาก พร้อมกับสร้างสันติภาพและความยุติธรรมในระดับนานาชาติ สิ่งนี้จะเป็นความหวังที่ไม่อาจละทิ้งได้ แต่ถ้าสิ่งนี้หมายความว่า มีกระบวนการพัฒนาเศรษฐกิจบางอย่างที่อาจสร้างความเสมอภาคทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศที่มีระดับของสิ่งที่เรียกกันในปัจจุบันว่าความมั่งคั่งได้แล้วละก็ เรื่องนี้ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว</p>
<p>มีผู้ประมาณการเอาไว้เป็นตัวอย่างว่า ถ้าจะให้ประชากรของโลกทั้งหมด มีอัตราการบริโภคพลังงานเท่ากับประชากรของเมืองลอส แอนเจลีสแล้ว เราจะต้องมีโลกถึงห้าใบจึงจะเพียงพอ ตัวเลขที่แน่นอนอาจจะเป็นที่น่าสงสัย แต่ประเด็นหลักก็ไม่อาจโต้แย้งได้ ถ้าเราไม่พิจารณาการที่ระดับของการบริโภคอันสูงลิ่วของเมืองลอส แอนเจลีส ไม่ได้ก่อให้เกิดความเท่าเทียมกันแตกอย่างใด และมิได้ขจัดความยากจนในเมืองนั้น โลกก็ไม่อาจหล่อเลี้ยงคนร่ำรวยส่วนน้อยที่ดำรงตนอยู่ด้วยการบริโภคพลังงานมากขนาดนี้ ความเชื่อเก่าแก่นี้มีเป้าหมายในทางปฏิบัติ คือทำให้ประชาชนหันเหความสนใจจากความไม่เสมอภาคที่แท้จริง ซึ่งเกิดจากระบบเศรษฐกิจโลก และยังสร้างความชอบธรรมให้แก่การพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างมหาศาล รวมทั้งจ้างงานให้คนจิตใจดีมากมายให้อยู่ในระบบ แต่ข้อเท็จจริงก็ยังเป็นเช่นเดิม คือในระบบเศรษฐกิจนี้หรืออื่นใด ก็ตาม ระดับของการบริโภคของคนร่ำรวยจะกัดกินโลกให้หมดไป ถ้าถูกขยายขอบเขตออกไป</p>
<p>ประการสุดท้ายคือ ตามความหมายของคำว่า &#8220;rich&#8221; เองในภาษาอังกฤษนั้น สิ่งที่เรียกได้ว่า rich ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนแบ่งปันกันได้ ความหมายที่แท้จริงของคำว่า rich คืออะไรกันแน่ พจนานุกรมฉบับ Oxford English Dictionary บอกเราว่าก่อนที่คำๆนี้จะมีความหมายในเชิงเศรษฐกิจ คำนี้เคยมีความหมายเชิงการเมืองมาก่อน คำๆนี้มีที่มาจากคำละตินว่า <em>rex</em> ซึ่งแปลว่า &#8220;ราชา&#8221; และคำนิยามที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งปัจจุบันเลิกใช้ไปแล้ว คือความหมายว่า &#8220;ทรงพลัง&#8221; &#8220;มีอำนาจ&#8221; &#8220;สูงส่ง&#8221; &#8220;ประเสริฐ&#8221; &#8220;ยิ่งใหญ่&#8221; อีกความหมายหนึ่งอยู่ในรูปตัวสะกดว่า riche ซึ่งเลิกใช้ไปแล้วเช่นกัน ได้แก่ &#8220;ราชอาณาจักร&#8221; &#8220;แว่นแคว้น&#8221; &#8220;เขตแดนของราชา&#8221; แต่เดิมผู้ที่ได้ชื่อว่า rich คือผู้ที่มีพลังอำนาจเปรียบประดุจราชา นั่นคือพลังอำนาจเหนือผู้อื่น ความหมายคือพลังอำนาจที่คุณเท่านั้นที่มีได้แต่คนอื่นๆไม่มี ที่ใดที่ไม่มีข้าราษฎร ที่นั้นก็จะไม่มีราชา เพิ่งมาไม่นานนี้เองที่คำๆนี้ได้มีความหมายแคบเข้าเป็นพลังอำนาจที่คุณมีเหนือผู้อื่น เพราะคุณมีเงินมากกว่าผู้อื่น โดยแก่นแท้แล้ว การเป็นผู้ได้ชื่อว่า rich มิได้หมายความว่าเป็นผู้ที่ควบคุมทรัพย์สิน แต่เป็นผู้ที่ควบคุมผู้อื่นเนื่องจากมีทรัพย์มากกว่า ค่าของเงินตราก็มิได้เป็นสิ่งที่ลึกลับแต่ประการใด แต่อยู่ที่สิ่งที่เราเรียกว่า &#8220;อำนาจซื้อ&#8221; หรือ purchasing power ในภาษาอังกฤษ [เชิงอรรถ - เป็นที่น่าสังเกตว่าคำหลายๆคำในทางเศรษฐศาสตร์นั้น แต่เดิมแล้วเป็นคำที่มิได้มีความหมายทางเศรษฐศาสตร์เลย ซึ่งการที่เป็นเช่นนี้ย่อมเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ดิบและหยาบ ซึ่งได้หลบซ่อนตัวอยู่ในนิยายปรัมปราว่าด้วย "สัญญาอิสระ" ซึ่งเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจแบบตลาด ดังที่พจนานุกรม Oxford English Dictionary ได้ให้นิยามไว้อย่างแจ่มชัด คำว่า purchase ในภาษาอังกฤษ (ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำละตินว่า pro capitare แปลว่า "ไล่" "ล่า" "จับ") เคยมีความหมายว่า "ยึดหรือถือเอาด้วยพละกำลังหรือด้วยความรุนแรง" "ทำลายล้าง" "ปล้นสะดมภ์" "จับยึด" นอกจากนี้คำว่า finance ก็มีความหมายว่า "การจ่ายทรัพย์เพื่อแลกกับการปลดปล่อยจากการถูกจับหรือการลงโทษ" คำว่า pay ก็มาจากคำละตินว่า pacere หมายความว่า "ไถ่" "ทำให้สงบ" "ทำให้เลิกรบ"]  ประเด็นนี้ได้มีผู้กล่าวไว้อย่างแจ่มแจ้งราวร้อยปีล่วงแล้ว ซึ่งได้แก่จอห์น รัสกิ้น</p>
<blockquote><p>ข้าพเจ้าสังเกตว่าบรรดานักธุรกิจทั้งหลายยากนักที่จะหาใครที่รู้ว่าคำว่า &#8220;rich&#8221; มีความหมายว่าอย่างไร อย่างน้อยที่สุดถ้าเขารู้ เขาก็มิได้ใช้เหตุผลเพื่อจะได้ตระหนักว่า คำๆนี้เป็นคำที่มีความหมายได้ก็ต่อเมื่อสัมพันธ์กับคำอื่น ได้แก่คำว่า &#8220;poor&#8221; เช่นเดียวกับที่คำว่า &#8220;เหนือ&#8221; มีความหมายได้ก็ต่อเมื่อเปรียบเทียบกับ &#8220;ใต้&#8221; ผู้คนพูดกับเขียนราวกับว่า riches หรือทรัพย์สินต่างๆเป็นสิ่งสัมบูรณ์ หรือมีค่าในตัวของมันเอง และเป็นไปได้ที่ว่าทุกๆคนจะร่ำรวยได้ถ้าปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ทางวิทยาศาสตร์ แต่อันที่จริง ความร่ำรวยเป็นพลังชนิดหนึ่งที่ไม่ต่างอะไรจากกระแสไฟฟ้า ซึ่งจะมีพลังได้ก็ต่อเมื่อมีความแตกต่างระหว่างขั้วทั้งสองที่ข้างหนึ่งมีประจุแต่อีกข้างหนึ่งไม่มี พลังของเงินหนึ่งกินนีในกระเป๋าคุณขึ้นอยู่กับการที่เงินจำนวนนี้ไม่ปรากฏตัวอยู่ในกระเป๋าของเพื่อนของคุณ ถ้าเขาไม่ต้องการเงินจำนวนนี้ เงินนี้ก็จะไม่มีความหมายใดๆต่อคุณเลย พลังของเงินในกระเป๋าของคุณขึ้นโดยตรงกับการที่เพื่อนของคุณต้องการจะได้เงินนั้นมากเท่าใด และด้วยเหตุฉะนี้ศิลปะของการสร้างความร่ำรวยก็คือศิลปะของการทำให้เพื่อนบ้านของคุณยากจนลงนั่นเอง [<span style="font-family:Cordia New;"><span style="font-size:medium;">John Ruskin, Unto This Last, Lincoln, Nebraska: University of Nebraska Press, 1967 (original edn., 1860), </span></span><span style="font-family:Cordia New;"><span style="font-size:medium;">หน้า </span></span><span style="font-family:Cordia New;"><span style="font-size:medium;">30.]</span></span></p></blockquote>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ การแบ่งแยกคนเป็นคนรวยและคนจนก็มิใช่ผลของโครงสร้างเศรษฐกิจแบบหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นสัจพจน์ที่แฝงอยู่ในการมีคนรวยขึ้นมาได้ การพยายามสร้างภาพขึ้นว่าทรัพย์สินต่างๆของโลกเป็นสิ่งที่ทุกๆคนมีได้เท่าเทียมกันเป็นการฉ้อฉลหลอกลวงอย่างร้ายกาจ แต่ภาพอันฉ้อฉลนี้เองที่เป็นที่ภาพที่นิยายลวงโลกเรื่อง &#8220;การตามให้ทันทางเศรษฐกิจ&#8221; เสนอออกมาหลอกลวงอยู่ตลอด การหลอกลวงนี้เริ่มต้นที่การบอกว่า จะให้ความร่ำรวยระดับหนึ่งแก่ ทุกๆคน ซึ่งความร่ำรวยดังกล่าวนี้เป็นความร่ำรวยที่ทำให้จำเป็นต้องมี บางคน ที่ยากจน นิยายลวงโลกนี้ทำให้ชีวิตบางแบบกลายเป็นชีวิตที่พึงปรารถนา ชีวิตเช่นนี้ได้แก่ ชีวิตที่ไม่ต้องทำงานหนักเพื่อมีส่วนร่วมในการผลิตของโลก (เนื่องจากคนอื่นๆทำมากกว่า) ชีวิตที่บริโภคมากกว่าส่วนแบ่งของตนในปริมาณสินค้าของโลก (เนื่องจากคนอื่นบริโภคน้อยกว่า) และชีวิตที่สุขสบายเนื่องจากมีคนใช้มากมายคอยปรนนิบัติ (ไม่ว่าคนรับใช้เหล่านั้นจะรับจ้างโดยตรงหรือไม่ก็ตาม) ถ้าระบบเศรษฐกิจเปรียบเทียบได้กับรูปปิรามิด ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่าทุกๆคนอยากยืนอยู่บนยอด แต่ไม่มีหนทางใดเลยที่สภาพเช่นนั้นจะเกิดขึ้นได้ [เนื่องจากว่าชีวิตแบบนั้นทำให้จำเป็นต้องมีคนอื่นๆอีกจำนวนหนึ่งที่ยังต้องยากจนอยู่ - เติมโดยผู้แปล ]</p>
<p>ความไม่เท่าเทียมกันที่แฝงอยู่แล้วในระบบเช่นนี้ ก็ยังแฝงตัวอยู่ในการบริโภคของคนสมัยใหม่ด้วย เราได้เรียนรู้จาก ธอร์สตีน เวเบลน ว่าการบริโภคส่วนใหญ่ที่เราถือว่าเป็นความร่ำรวยแบบสมัยใหม่นั้นเรียกว่า &#8220;การบริโภคแบบโอ้อวด&#8221; หรือในภาษาอังกฤษว่า conspicuous consumption ความสุขที่ได้จากการบริโภคแบบนี้ก็คือการที่รู้ว่ามีคนอื่นอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสบริโภคได้แบบเดียวกัน การบริโภคแบบโอ้อวดนี้มิได้จำกัดตัวอยู่แต่คนรวยเท่านั้น การพยายามทำให้ผู้คนเกิดภาพในใจขึ้นว่าสินค้าชนิดหนึ่งทำให้ผู้ใช้กลายเป็น &#8220;ชนชั้นสูง&#8221; เป็นวิธีการขายสินค้าไม่จำเป็นให้แก่คนยากจน ซึ่งเป็นวิธีการที่เหล่าบริษัทโฆษณาทั้งหลายรู้จักกันดี การบริโภคแบบโอ้อวดนี้ก็มิได้จำกัดตัวอยู่แต่ในประเทศที่ร่ำรวย การปลูกฝังความต้องการได้บริโภคเช่นนี้เป็นส่วนสำคัญของนักพัฒนาซึ่งต่างก็พูดถึง &#8220;การปฏิวัติของความต้องการที่สูงขึ้น&#8221; การปลูกฝังความต้องการชีวิตแบบชนชั้นสูง และการโฆษณาชวนเชื่อว่าสินค้าหลายชนิดในท้องตลาดนำมาซึ่งชีวิตแบบนั้น ทำให้นักการขายมีความหวังว่าผู้บริโภคจะกลายเป็นหนูถีบจักรที่คอยแต่จะทำให้เขารวยยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ถ้อยคำของเวเบลนมีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในยุคที่เรารู้ว่าการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างไม่รู้จักพอนั้นจะนำมาซึ่งความหายนะของสิ่งแวดล้อม</p>
<blockquote><p>ถ้า . . . แรงจูงใจที่ทำให้เกิดการสะสมเป็นเพียงการขาดแคลนสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตหรือในการแสวงหาความสะดวกสบายทางร่างกายในระดับหนึ่งแล้ว ความต้องการทางเศรษฐกิจโดยรวมของชุมชนก็อาจจะตอบสนองได้เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง . . . . แต่เนื่องจากว่าการต่อสู้นั้นเป็นการแข่งขันกันเพื่อชื่อเสียง อันตั้งอยู่บนพื้นฐานคือการเปรียบเทียบระหว่างกันว่าใครจะมีมากกว่ากัน ผลที่ตามมาก็คือการบรรลุถึงจุดหมายของพัฒนาหรือการแสวงหาความร่ำรวยนั้นไม่สามารถเป็นไปได้เลย [<span style="font-family:Cordia New;"><span style="font-size:medium;">Thorstein Veblen, The Theory of the Leisure Class, Mentor, 1953, </span></span><span style="font-family:Cordia New;"><span style="font-size:medium;">หน้า </span></span><span style="font-family:Cordia New;"><span style="font-size:medium;">39.]</span></span></p></blockquote>
<p>ดังนั้น เหตุผลเดียวกันนี้ก็ทำให้เราสรุปได้ว่า การที่สังคมที่เคยเป็นสังคมนิยมมาก่อนอยากจะยกระดับชีวิตของตนให้เท่ากับในสหรัฐฯ ทำให้สังคมเหล่านั้นแตกตัวออกมาเป็นชนชั้นและเกิดโครงสร้างของชนชั้นขึ้น ระดับการครองชีพของสหรัฐฯมีนัยยะเรื่องชนชั้นเกี่ยวเข้ามาด้วย เหตุนี้เองที่คำสะแลงในภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน classy (แปลเป็นไทยว่า &#8220;ชั้นสูง&#8221; &#8211; เติมโดยผู้แปล ) ใช้เรียกใครก็ตามที่ดำเนินชีวิตอย่างหรูหราเช่นนี้</p>
<p>ความเสมอภาคในการพัฒนา หรือการพยายามไล่ให้ทันด้วยกระบวนการทางเศรษฐกิจ จึงเป็นแนวคิดที่สวนทางกับสามัญสำนึกและวิชาเศรษฐศาสตร์ แนวคิดดังกล่าวเป็นไปไม่ได้ในทางกายภาพ (ตราบใดที่เรายังต้องอยู่บนโลกใบเดียว) และเป็นความขัดแย้งทางตรรกะ ในขณะเดียวกันก็ยังให้เกิดความไม่เสมอภาคแบบใหม่ๆขึ้นอีกด้วย การให้โลกตกอยู่ภายใต้มาตราวัดเหมือนกัน ทำให้โอกาสของการเปรียบเทียบสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า &#8220;ความเสมอภาคอันมีประสิทธิผลของสิ่งที่เข้ากันไม่ได้&#8221; ทั้งนี้เป็นเพราะว่าแต่ละวัฒนธรรมมีประเพณีและมาตรฐานของการตัดสินคุณค่าไม่เหมือนกัน ซึ่งคุณค่านี้ไม่สามารถนำมาวัดหรือจัดลำดับกันโดยใช้กรอบที่ครอบคลุมวัฒนธรรมต่างๆได้ การที่เป็นเช่นนี้ย่อมทำให้ทุกๆคนหรือทุกๆฝ่ายได้รับเสียงเท่าๆกันและศักดิ์ศรีเท่าๆกัน แนวคิดที่ขัดแย้งกัน ซึ่งเป็นแนวคิดปัจจุบันก็คือวัฒนธรรมทั้งหมดในโลกสามารถวัดและเปรียบเทียบกันได้ โดยอาศัยมาตรวัด &#8220;มาตรฐานการครองชีพ&#8221; (ซึ่งมีนัยยะว่ามีการปรับให้การดำรงชีวิตของทั้งหมดให้มีระดับเท่าเทียมกัน) มาตรวัดดังกล่าวนี้ ย่อมทำให้วัฒนธรรมต่างๆสามารถเข้ากันได้ และวัดเปรียบเทียบกันได้ ซึ่งย่อมหมายความว่าไม่เท่าเทียมกัน แนวคิดเช่นนี้เป็นการทำให้ประชาชนในโลกต้องสูญเสียแนวคิดเฉพาะตนเกี่ยวกับเรื่องว่า ความมั่งคั่งคืออะไร สถานการณ์ที่ประชาชนกลับกลายมาคิดถึงความมั่งคั่งในแนวเดียวกันหมดนี้ ทำให้การกะเกณฑ์ผู้คนมาเป็นแรงงานในระบบเศรษฐกิจโลกง่ายขึ้นมาก ผู้คนเหล่านี้ก็กลายเป็น &#8220;คนยากจน&#8221; ของโลกเคียงคู่กับ &#8220;คนร่ำรวย&#8221; ทรัพย์สินของ &#8220;คนยากจน&#8221; ทำให้คนรวยรวยขึ้น การที่คนยากจนไม่มีพลังอำนาจทางเศรษฐกิจทำให้คนร่ำรวยมีพลังขึ้นมาได้ ความต่ำต้อยของคนจนทำให้คนรวยหยิ่งจองหอง และการที่คนจนต้องพึ่งพาอาศัยคนรวยทำให้คนรวยมีความเป็นอิสระขึ้นมาได้ ความเท่าเทียมกันที่เกี่ยวกับการ &#8220;ลดช่องว่าง&#8221; หรือ &#8220;การตามให้ทัน&#8221; จึงเป็นเพียงนิยายลวงโลกที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังความเป็นจริงของการจัดองค์กรและการสร้างความชอบธรรมให้แก่ความไม่เท่าเทียมกัน</p>
<h2><span style="font-family:Cordia New;">ทรัพย์ร่วม</span></h2>
<p>ความร่ำรวยมิได้เป็นเพียงรูปแบบเดียวของทรัพย์ แต่มีอีกหลายรูปแบบที่คนทั่วไปอาจแบ่งปันกันได้ อย่างไรก็ตามรูปแบบเหล่านี้ก็เป็นเรื่องของการเมืองมากกว่าเศรษฐกิจ คำว่า &#8220;ทรัพย์ร่วม&#8221; หรือในภาษาอังกฤษว่า commonwealth เป็นคำที่แปลมาจากคำภาษาละตินว่า res publica หรือ &#8220;สิ่งสาธารณะ&#8221; ทรัพย์ร่วมไม่ใช่อะไรที่มีขึ้นได้ด้วยการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ด้วยการแบ่งปันทางการเมืองโดยชุมชนนั้นๆ แนวคิดนี้เป็นที่รู้กันในสังคมส่วนใหญ่ในโลก และก็ยังเป็นที่รู้จักแม้ในสังคมที่เป็นทุนนิยมแบบจัดที่สุด ทรัพย์ร่วมอาจอยู่ในรูปของถนนสาธารณะ สะพาน ห้องสมุด สวน โรงเรียน วัดหรือโบสถ์ หรืองานทางศิลปะที่ทำให้ชีวิตของผู้คนทั้งหมดรุ่มรวยขึ้น ทรัพย์เหล่านี้อาจอยู่ในรูปของ &#8220;สมบัติสาธารณประโยชน์&#8221; เช่น ที่ทำกินที่ใช้ร่วมกัน ป่าเขา หรือท้องทะเล หรืออาจอยู่ในรูปของงานพิธี เทศกาล งานเฉลิมฉลอง การร่ายรำ และความบันเทิงของส่วนรวมอื่นๆที่ทุกๆคนร่วมกันเฉลิมฉลอง โดยทั่วไปแล้ว ชุมชนที่เลือกเน้นหนักที่สหทรัพย์และการใช้ทรัพย์นี้ร่วมกัน ก็มักจะปลูกฝังการประมาณตนในการบริโภคส่วนบุคคลไปพร้อมกันด้วย</p>
<p>การรวบเอาโลกทั้งหมดมาอยู่ภายใต้มาตรวัดเดียวกัน เพื่อให้ชุมชนทุกรูปแบบยกเว้นรูปแบบเดียวเท่านั้นต้องกลายเป็นชุมชนที่ด้อยค่า ด้อยพัฒนา ไม่เท่าเทียมและน่าสงสาร เป็นการกระทำที่ทำให้เราเสมือนหนึ่งตาบอด การกำจัดการใช้มาตรวัดประเภทนี้ออกไปจากจิตใจทำให้เรามองเห็นโลกในแง่มุมใหม่ที่เราไม่เคยสังเกตมาก่อน และทำให้เราเห็นว่า ความเป็นไปได้มิได้มีเพียงสองเท่านั้น คือการพัฒนาหรือการไม่พัฒนา แต่จริงๆแล้วมีหนทางมากมายหลากหลายที่เป็นไปได้ในการจัดระเบียบชุมชน การกลับมาค้นพบคุณค่าต่างๆในชุมชนเหล่านี้มิได้หมายความว่า เราค้นพบคุณค่าในความยากจน แต่พบว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เคยถูกเรียกว่า &#8220;จน&#8221; แท้ที่จริงแล้วเป็นเพียงรูปแบบอีกรูปหนึ่งของความมั่งคั่ง คำว่า &#8220;prosper&#8221; ในภาษาอังกฤษ (ละตินว่า pro spere ) มีความหมายดั้งเดิมว่า &#8220;เป็นไปตามความหวัง&#8221; การที่ผู้คนจะมั่งคั่งอย่างไรและเมื่อใดนั้น ขึ้นกับว่าเขาหวังอะไร และความมั่งคั่งจะกลายเป็นศัพท์ทางเศรษฐกิจไปก็ต่อเมื่อเราล้มเลิกหรือทำลายความหวังทั้งหมดนอกจากความหวังทางเศรษฐกิจเท่านั้น</p>
<p>ถ้าทรัพย์เป็นผลผลิตส่วนเกินทางเศรษฐกิจ ชุมชนต่างๆอาจเลือกทางเดินต่างๆกันเกี่ยวกับว่าส่วนเกินนี้ควรจะทำอย่างไร หรืออยู่ในรูปแบบใด ส่วนเกินอาจอยู่ในรูปแบบของการบริโภคส่วนบุคคลหรือในงานสาธารณะ หรืออาจอยู่ในรูปของการลดภาระการทำงาน หรือการใช้เวลาว่างเพื่อสร้างสรรค์ในงานศิลปะ การเรียน การฉลอง หรือในงานพิธีต่างๆ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นในทางเศรษฐกิจ แต่เป็นการเลือกทางการเมือง ซึ่งจะเป็นเช่นนี้ถ้าเราคิดว่าทางเลือกทางการเมืองคือการตัดสินใจขั้นพื้นฐานในชุมชนเกี่ยวกับว่า ทรัพย์สินหรือผลผลิตในชุมชนนั้นจะแบ่งปันกันอย่างไร ถ้ากฎเกณฑ์ของการแบ่งปันคือการให้ผลผลิตแก่ทุกคนตามสัดส่วนที่ควรจะเป็น เราก็จำต้องเข้าใจด้วยว่ามีหลายชุมชนในโลกที่จัดระเบียบชุมชนของตน เพื่อให้ผืนดินได้สิ่งที่มันควรได้ ท้องทะเลได้สิ่งที่มันควรได้ ป่าได้สิ่งที่ควรได้ ปลา นก และสัตว์ทั้งหลายก็ได้สัดส่วนของตนด้วย สำหรับชุมชนเหล่านี้ซึ่งได้ให้ผลผลิตส่วนเกินแก่ผืนดินแล้ว ความยากจนข้นแค้นที่เขาดูเหมือนจะประสบอยู่ แท้ที่จริงแล้วเป็นความร่ำรวยอย่างยิ่งที่อยู่ในรูปของผลผลิตส่วนเกินปริมาณมากและทรัพย์ร่วมขนาดมหาศาล การจับคู่กันระหว่างแนวคิดโบราณเรื่อง ทรัพย์ร่วม และแนวคิดปัจจุบันเกี่ยวกับ &#8220;สิ่งแวดล้อม&#8221; ที่กำลังเกิดขึ้น (หรือเกิดขึ้นมาใหม่) อาจก่อให้เกิดนิยามใหม่ที่เป็นประโยชน์ว่า ทรัพย์ นั้นแท้ที่จริงคืออะไร</p>
<p>ทั้งหมดนี้มิได้หมายความว่าความไม่เสมอภาคไม่ใช่ปัญหาในโลกปัจจุบัน ความไม่เสมอภาคยังคงเป็นปัญหาอยู่เช่นเดิม แต่เป็นปัญหาของ <em>isos</em> [ความไม่เท่ากัน] ไม่ใช่ <em>homoios</em> [ความเป็นเนื้อเดียวกัน] ปัญหาความไม่เท่าเทียมกันที่ประสบอยู่เป็นปัญหาที่เรียกร้องความยุติธรรม ไม่ใช่การทำให้ผู้คนทั้งหมดในโลกมีลักษณะเหมือนกันหมดสิ้น จนอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจโลกเพียงระบบเดียวและวัฒนธรรมเพียงวัฒนธรรมเดียว กล่าวสั้นๆก็คือ ความไม่เท่าเทียมกันมิใช่ปัญหาทางเศรษฐกิจ ถ้าจะพูดกันอย่างถูกต้องจริงๆแล้ว เศรษฐศาสตร์ไม่มีศัพท์ที่บรรยายความไม่เท่าเทียมกันในฐานะที่เป็นปัญหา แต่มีเพียงศัพท์ที่แสดงความไม่เท่าเทียมกันตามที่ปรากฏขึ้นเป็นข้อเท็จจริงเท่านั้น ความยุติธรรม มิใช่คำในวิชาเศรษฐศาสตร์ ถ้าความไม่เสมอภาคเป็นปัญหา ก็เป็นปัญหาทางการเมือง การแก้ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องของการพัฒนา แต่เป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อปลดแอก</p>
<p>ท้ายที่สุด การวิเคราะห์ข้างต้นนี้ทำให้เราสามารถระบุตัวปัญหาของความไม่เท่าเทียมกันในสังคมได้ ปัญหา ที่แท้จริงของความไม่เสมอภาคไม่ได้อยู้ที่ความยากจน แต่อยู่ที่ความฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย เมื่อเป็นเช่นนี้ &#8220;ปัญหาของคนยากจนในโลก&#8221; ถ้าจะนิยามให้ถูกต้องแล้ว ก็เป็นหนึ่งเดียวกับ ปัญหาของคนร่ำรวยในโลก ทั้งนี้ความหมายก็คือว่า การแก้ปัญหาดังกล่าวนี้ไม่อาจทำได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนยากจนอย่างขนานใหญ่เพื่อให้เดินไปสู่เส้นทางของการพัฒนา แต่ปัญหานี้แก้ได้ด้วยการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมด้านความฟุ้งเฟ้อ เพื่อให้เดินไปสู่เส้นทางของการต่อต้านการพัฒนา การเดินทางเส้นทางหลังนี้ไม่ใช่การเรียกร้องให้มีระบบคุณค่าใหม่ เพื่อบีบบังคับให้คนส่วนใหญ่ในโลกรู้สึกอับอายในประเพณีดั้งเดิมของตนที่นิยมการบริโภคเพียงพอควร แต่เป็นการเรียกร้องให้มีระบบคุณค่าใหม่ที่จะบีบบังคับให้คนร่ำรวยเกิดความละอายใจและความอดสูต่อนิสัยในการบริโภคอย่างไร้ขอบเขตและไร้ยางอาย รวมทั้งให้เห็นความน่าทุเรศของการยืมจมูกคนอื่นหายใจเพื่อให้ตนดำรงชีวิตอยู่อย่างหรูหราฟุ่มเฟือยได้ เราอาจกลับไปที่ภูมิปัญญาของอริสโตเติลอีกครั้งหนึ่ง อริสโตเติลกล่าวไว้ว่า</p>
<blockquote><p>อาชญากรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดมิได้กระทำในนามของความอดอยาก แต่ในนามของความฟุ่มเฟือย มนุษย์มิได้กลายเป็นทรราชเพียงเพื่อที่จะหลีกหนีจากความเหน็บหนาว (Politics 1267a)</p></blockquote>
<h2><span style="font-family:Cordia New;">บรรณานุกรม</span></h2>
<p>เป็นไปได้ว่าการยืนยันครั้งแรกเกี่ยวกับความเสมอภาคทางการเมืองอยู่ในสุนทรพจน์ของเพริคลีสที่กล่าวในงานศพ (Funeral Oration) ซึ่งธูซิดิดีสได้บันทึกไว้ในหนังสือเรื่อง &#8220;สงครามเพโลพอนนีเซียน&#8221; (The Peloponnesian War, Crawley tr., with intro. by John H. Finley, Jr., New York: Modern Library, 1951) ในสมัยนี้หลายคนเริ่มลืมไปว่า ถ้อยคำของเพริคลีสนี้กล่าวขึ้นในการเล่าเรื่องว่าความเท่าเทียมกันในความหยิ่งผยองนำความหายนะมาสู่ชาวเอเธนส์อย่างไร เพลโตในงานเรื่อง <em>อุตมรัฐ</em> (The Republic, New York: 1968 ผมแนะนำฉบับแปลของ Harold Bloom แต่ไม่จำเป็นว่าผมจะแนนำบทความอธิบายของเขา) ได้สร้างนครรัฐในอุดมคติไว้บทพื้นฐานของความไม่เสมอภาคที่เฉียบขาด และเสียดสีระบอบประชาธิปไตยที่ให้ความเสมอภาคแม้แต่แก่สัตว์ การอภิปรายอย่างจริงจังและเป็นวิชาการเกี่ยวกับความเสมอภาคเริ่มต้นที่อริสโตเติล (Politics, London and Cambridge: Loeb Classical Library, 1932, book II; Nicomechean Ethics. London and Cambridge: Loeb Classical Library, 1926, Book V)</p>
<p>คริสโตเฟอร์ ฮิลล์ (ในงานเขียนต่างๆ โดยเฉพาะ The World Turned Upside Down, Penguin, 1972) ให้ภาพอันเจ่มชัดของการต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมกันและอิสรภาพในการปฏิวัติอังกฤษ โดยเขียนจากมุมมองที่เข้าข้างฝ่าย Diggers เชื่อได้ยากว่าเขาเองไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ด้วย แหล่งรวบรวมเอกสารที่เชื่อถือได้และหาได้ง่ายจากสมัยนั้นคือหนังสือที่ David Wootton เป็นผู้รวมรวมและตรวจชำระเรื่อง (Divine Right and Democracy, Penguin 1986) โธมัส ฮอบส์ ซึ่งหวาดกลัวเรื่องเหล่านี้เป็นอย่างมาก (Leviathan, Michael Oakeshott, ed., intro. by Richard S. Peters, New York and London: Collier, 1962) ได้พัฒนาแบบจำลองที่เป็นที่รู้จักกันดี เกี่ยวกับว่าความเสมอภาคอย่างที่เป็นความเสมอเหมือนจะนำไปสู่ความไม่เสมอภาคทางอำนาจอย่างสมบูรณ์ นักทฤษฎีผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยปฏิวัติปี 1688 ในอังกฤษคือจอห์น ล็อค (Two Treatises of Government, ed. with intro. by Peter Laslett, London: Cambridge University Press, 1963) ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นผู้ที่จับเอาการปฏิวัติเรื่องความเสมอภาคยัดใส่กล่อง แล้วดึงเอาชนชั้นกฎุมพีของอังกฤษออกมาด้วยฝีมือยอดมายากล</p>
<p>ผู้ที่โจมตีความไม่เสมอภาคที่รุนแรงที่สุดเท่าที่มีผู้กระทำมาคือ ฌอง ฌาค รุสโซ (&#8220;A Discourse on the Origin of Inquality&#8221; in The Social Contract and Discourses, tr. with intro. by G. D. H. Cole, New York and London: Everyman, 1950.) ข้อเขียนของรุสโซนี้มีพลังเทียบเท่ากับสุนทรพจน์อันมีชื่อเสียงโดยผู้จัด la conspiration des equaux ซึ่งได้แก่กรัคคุส บาเบอฟ (The Defense of Graccus Babeuf Before the High Court of Vendome, New York: Schocken, 1972) ในหนังสือที่กล่าวได้ว่าเป็นการการวิพากษ์ความคิดเกลียดชังผู้หญิงของรุสโซ ซึ่งรังเกียจและปฏิเสธสถานะของผู้หญิง เช่นเดียวกับที่สภาปฏิวัติฝรั่งเศสที่ไม่รวมเอาผู้หญิงเข้าไว้ด้วยในการปฏิวัติ เมรี่ โวลสโตนครอฟ์ (A Vindication of the Rights of Woman, Carol H. Poston ed., New York and London: Norton, 1975) ได้วางรากฐานสำหรับอนาคตของการมีสิทธิเท่าเทียมกันของผู้หญิง และในสมัยเดียวกัน โรเบิร์ด เบิร์น ได้เขียนบกกวีอันยิ่งใหญ่ เรื่อง A Man&#8217;s A Man for A&#8217; that [ยังไงๆ คนก็เป็นคนอยู่นั่นแหละ!] ก็เป็นบทกวีที่นำมาอ่านหรือขับร้องได้ทุกโอกาส</p>
<p>บทวิเคราะห์อันชาญฉลาดของ จอห์น รัสกิ้น เกี่ยวกับ &#8220;จน&#8221; &#8220;รวย&#8221; (Unto This Last, Nebraska: University of Nebraska Press, 1967) จางหายไปเมื่อเขาสรุปอย่างอ่อนๆว่า คนรวยควรช่วยเหลือคนยากจนมากขึ้น ในทางตรงข้าม วิลเลียม มอร์ริส (News from Nowhere, in G. D. H. Dole, ed., William Morris, London: Nonesuch Press, 1948) ได้วาดภาพเมืองในฝันซึ่งเป็นเพียงเมืองเดียวที่ประสบผลสำเร็จในการวาดภาพความหลายหลายของวัฒนธรรมและความเท่าเทียมในงานชิ้นเดียวกัน</p>
<p>นักประวัติศาสตร์ชาวอเมิรกันคือ เฮนรี่ อดัมส์ได้ให้นวนิยายเรื่องหนึ่งแก่เรา (Democracy, New York: New American Library, 1961 [orig. 1880]) ซึ่งเปิดเผยถึงความต้องการได้ความไม่เสมอภาคที่อยู่ในใจของทุกคน ภาพของอเล็กซิส เดอ ทอคเคอร์วิลล์เกี่ยวกับต้นทุนในด้านภูมิปัญญา วัฒนธรรมและจิตใจของความเสมอภาคในฐานะที่เป็นความเสมอเหมือนในสังคมสหรัฐฯเอาไว้ ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นบทวิเคราะห์ที่ยังไม่มีใครทำได้เทียบเท่า งานเขียนอันมีอิทธิพลเกี่ยวกับเรื่องการบริโภคแบบโอ้อวด ซึ่งเขียนขึ้นในลีลาอันทรงพลัง คืองานของธอร์สตีน เวเบลน (The Theory of the Leisure Class, New York: Mentor, 1953) บทความดีเยี่ยมสองบทที่ได้ให้ภาพรวมของการถกเถียงกันเกี่ยวกับความเสมอภาคในปัจจุบัน คือบทความของ จอห์น เอช. ชารร์ (&#8220;Some Ways of Thinking About Equality&#8221; และ &#8220;Equality of Opportunity and Beyond,&#8221; ทั้งสองนี้อยู่ใน Schaar, Legitimacy and the Modern State, New Brunswick and London: Transaction, 1981)</p>
<p>เอกสารสำคัญเกี่ยวกับแนวคิดว่าการพัฒนาจะนำมาซึ่งความเท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศคือ ประกาศการจัดตั้งระเบียบเศรษฐกิจนานาชาติใหม่ (UN General Assembly Declaration 3201 [S-VI]) เกี่ยวกับเรื่องความเป็นไปไม่ได้ของการกระทำดังกล่าวภายใต้ระบบเศรษฐกิจโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โปรดดู อังเดร กุนเดอร์ แฟรงค์ (Latin America: Underdevelopment or Revolution, New York: Monthly Review Press, 1969) ซาเมอร์ อามิน (Unequal Development, New York: Monthly Review Press) และ อิมมานูเอล วอลเลอร์สไตน์ (World Inequality, Montreal: Black Rose Books, 1975)</p>
<p>มีงานเขียนเป็นอันมากที่ว่าด้วยการที่ความไม่เสมอภาคทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์ต้องพิกลพิการไป และการที่ความไม่เสมอภาคนี้ทำให้ความพิการดังกล่าวดำรงอยู่ ข้าพเจ้าจะกล่าวถึงเพียงสองงานคือ โดโรธี ดินเนอร์สไตน์ (The Mermaid and the Minotaur, New York: Harper, 1976) และ ฟรานซ์ เฟนอน (The Wretched of the Earth, Constance Farrington, ed., New York: Grove, 1966)</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/philoflanguage.wordpress.com/514/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/philoflanguage.wordpress.com/514/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/philoflanguage.wordpress.com/514/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/philoflanguage.wordpress.com/514/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/philoflanguage.wordpress.com/514/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/philoflanguage.wordpress.com/514/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/philoflanguage.wordpress.com/514/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/philoflanguage.wordpress.com/514/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/philoflanguage.wordpress.com/514/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/philoflanguage.wordpress.com/514/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/philoflanguage.wordpress.com/514/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/philoflanguage.wordpress.com/514/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/philoflanguage.wordpress.com/514/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/philoflanguage.wordpress.com/514/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=514&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/12/19/%e0%b8%84%e0%b8%a7%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%ad%e0%b8%a0%e0%b8%b2%e0%b8%84/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<georss:point>13.738967 100.533439</georss:point>
		<geo:lat>13.738967</geo:lat>
		<geo:long>100.533439</geo:long>
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3f701d0ca6e182471b19c151cde0c6a?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">soraj</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ประมวลรายวิชาปรัชญาทั่วไป</title>
		<link>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/12/15/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/12/15/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 15 Dec 2011 02:59:52 +0000</pubDate>
		<dc:creator>soraj</dc:creator>
				<category><![CDATA[Lecture]]></category>
		<category><![CDATA[การสอน]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ประมวลรายวิชา]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://philoflanguage.wordpress.com/?p=511</guid>
		<description><![CDATA[ประมวลรายวิชา (Course Syllabus) รหัสวิชา (Course Number) 2207-102 จำนวนหน่วยกิต (Course Credit) 3 ชื่อวิชา (Course Title) ปรัชญาทั่วไป คณะ/ภาควิชา (Faculty / Department) อักษรศาสตร์/ปรัชญา ภาคการศึกษา (ต้น/ปลาย/ฤดูร้อน) Semester (First / Second / Summer) ปลาย/2554 ปีการศึกษา (Academic Year) 2554 ชื่อผู้สอน (รายวิชาที่มีผู้สอนหลายคน ระบุชื่ออาจารย์ผู้ร่วมสอนทุกคน) (Instructor / Academic Staff) โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ เงื่อนไขรายวิชา (Condition) วิชาที่ต้องเรียนมาก่อน (Prerequisite) ไม่มี วิชาบังคับร่วม (Corequisite) ไม่มี วิชาควบ (Concurrent) ไม่มี สถานภาพของวิชา (วิชาบังคับ/วิชาเลือก) [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=511&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p align="CENTER"><span style="text-decoration:underline;"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ประมวลรายวิชา </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>(Course Syllabus)</strong></span></span></p>
<p align="LEFT">
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">รหัสวิชา </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(Course Number)</span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">2207-102</span></p>
</li>
</ol>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">จำนวนหน่วยกิต </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(Course Credit)</span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">3</span></p>
</li>
</ol>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ชื่อวิชา </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(Course Title)</span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ปรัชญาทั่วไป</span></p>
</li>
</ol>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">คณะ</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">/</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ภาควิชา </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(Faculty / Department)</span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">อักษรศาสตร์</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">/</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ปรัชญา</span></p>
</li>
</ol>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ภาคการศึกษา </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ต้น</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">/</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ปลาย</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">/</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ฤดูร้อน</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">) Semester (First / Second / Summer)</span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ปลาย</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">/2554</span></p>
</li>
</ol>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ปีการศึกษา </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(Academic Year)</span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">2554</span></p>
</li>
</ol>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ชื่อผู้สอน </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">รายวิชาที่มีผู้สอนหลายคน ระบุชื่ออาจารย์ผู้ร่วมสอนทุกคน</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">) (Instructor / Academic Staff)</span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์</span></p>
</li>
</ol>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">เงื่อนไขรายวิชา </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(Condition)</span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">วิชาที่ต้องเรียนมาก่อน </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(Prerequisite)</span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ไม่มี</span></p>
</li>
</ol>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">วิชาบังคับร่วม </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(Corequisite)</span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ไม่มี</span></p>
</li>
</ol>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">วิชาควบ </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(Concurrent)</span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ไม่มี</span></p>
</li>
</ol>
</li>
</ol>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">สถานภาพของวิชา </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">วิชาบังคับ</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">/</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">วิชาเลือก</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">) Status (Required / Elective)</span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">บังคับ</span></p>
</li>
</ol>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ชื่อหลักสูตร </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(Curriculum)</span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">อักษรศาสตร์บัณฑิต</span></p>
</li>
</ol>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">วิชาระดับ </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(Degree)</span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ปริญญาตรี</span></p>
</li>
</ol>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">จำนวนชั่วโมงที่สอน</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">/</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">สัปดาห์ </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(Hours / Week)</span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">3</span></p>
</li>
</ol>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">เนื้อหารายวิชา </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(Course Description)</span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">แนะนำปรัชญาในระดับเบื้องต้น ปัญหาพื้นฐานในปรัชญา แนวคิดต่างๆเกี่ยวกับโลกกับธรรมชาติและมนุษย์ </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">อภิปรัชญา</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">) </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ความรู้ ความคิดเห็น ความเชื่อ ความจริง </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ญาณวิทยา</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">) </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ความดี ความยุติธรรม ความถูกผิดของการกระทำ </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">จริยศาสตร์</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">) </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ดนตรี ศิลปะ วรรณคดี และความงาม </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">สุนทรียศาสตร์</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">)</span></p>
</li>
</ol>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ประมวลการเรียนรายวิชา </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>(Course Outline)</strong></span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>(Behavioral Objectives)</strong></span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">นิสิตสามารถอธิบายปัญหาสำคัญ ๆ ทางปรัชญาได้</span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">นิสิตสามารถวิเคราะห์และประเมินปัญหาสำคัญ ๆ ทางปรัชญาได้</span></p>
</li>
</ol>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>เนื้อหารายวิชาต่อสัปดาห์ </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>(Learning Contents)</strong></span></p>
</li>
</ol>
</li>
</ol>
<ol>
<ol>
<ul>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>16 </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ธ</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ค</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>. </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>แนะนำรายวิชา</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>23 </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ธ</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ค</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>. Nigel Warburton, </strong><em><strong>Philosophy,</strong></em><strong> Chapter 1</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>30 </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ธ</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ค</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong><strong>Nigel Warburton, </strong><em><strong>Philosophy,</strong></em><strong> Chapter 1 (contd.)</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>6 </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ม</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ค</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong><strong>Nigel Warburton, </strong><em><strong>Philosophy,</strong></em><strong> Chapter 2</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>13 </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ม</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ค</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong><strong>Nigel Warburton, </strong><em><strong>Philosophy,</strong></em><strong> Chapter 2 (contd.)</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>20 </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ม</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ค</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong><strong>Nigel Warburton, </strong><em><strong>Philosophy,</strong></em><strong> Chapter 3</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>27 </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ม</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ค</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong><strong>Nigel Warburton, </strong><em><strong>Philosophy,</strong></em><strong> Chapter 3 (contd.)</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>3 </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ก</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>พ</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong><strong>Nigel Warburton, </strong><em><strong>Philosophy,</strong></em><strong> Chapter 4</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>10 </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ก</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>พ</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>. </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>สอบกลางภาค</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>17 </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ก</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>พ</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong><strong>Nigel Warburton, </strong><em><strong>Philosophy,</strong></em><strong> Chapter 5</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>24 </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ก</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>พ</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong><strong>Nigel Warburton, </strong><em><strong>Philosophy,</strong></em><strong> Chapter 5 (contd.)</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>2 </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>มี</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ค</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong><strong>Nigel Warburton, </strong><em><strong>Philosophy,</strong></em><strong> Chapter 6</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>9 </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>มี</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ค</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong><strong>Nigel Warburton, </strong><em><strong>Philosophy,</strong></em><strong> Chapter 6 (contd.)</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>16 </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>มี</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ค</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong><strong>Nigel Warburton, </strong><em><strong>Philosophy,</strong></em><strong> Chapter 7</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>23 </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>มี</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ค</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>.</strong><strong>Nigel Warburton, </strong><em><strong>Philosophy,</strong></em><strong> Chapter 7 (contd.)</strong></span></p>
</li>
</ul>
</ol>
</ol>
<p align="LEFT">
<ol>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>วิธีจัดการเรียนการสอน </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>(Method)</strong></span></p>
</li>
</ol>
</ol>
<ul>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>การบรรยาย </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>(Lecture)</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>การบรรยายเชิงอภิปราย </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>(Lecture and discussion</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>การระดมสมอง และการอภิปรายกรณีศึกษาเพื่อให้รู้จักการวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>การสรุปประเด็นสำคัญ หรือการนำเสนอ </strong></span></p>
</li>
</ul>
<p align="LEFT">
<ol>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>สื่อการสอน </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>(Media)</strong></span></p>
</li>
</ol>
</ol>
<ul>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>สื่อนำเสนอในรูปแบบ </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>(PowerPoint media)</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>สื่ออิเล็กทรอนิกส์ </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>/ </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>เว็บไซต์ </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>(Electronics and website media) </strong></span></p>
</li>
</ul>
<ol>
<ol start="5">
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>อื่นๆ </strong></span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>ระบบจัดการการเรียนรู้ที่ใช้ </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>(Learning Management System)</strong></span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>Wikispaces<br />
</strong><span style="font-family:'Apple Braille', sans-serif;"><strong><a href="https://genphil.wikispaces.com/">https://genphil.wikispaces.com/</a> </strong></span></span></p>
</li>
</ol>
</li>
</ol>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>การวัดผลการเรียน </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>(Evaluation)</strong></span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>สอบกลางภาค</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong> 25%</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>สอบปลายภาค</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong> 25%</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>บันทึกความในใจ</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong> 15%</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>บทความ</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong> 15%</strong></span></p>
</li>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>คำถาม</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong> 20%</strong></span></p>
</li>
</ol>
</li>
</ol>
</ol>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">15. </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">รายชื่อหนังสืออ่านประกอบ </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(Reading List) </span></p>
<ol start="15">
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">หนังสือบังคับ </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(Required Text)</span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:small;"><span style="font-family:'TH Niramit AS';">Nigel Warburton, </span><span style="font-family:'TH Niramit AS';"><em>Philosophy: The Basics</em></span><span style="font-family:'TH Niramit AS';"> (Routledge, 1992).</span></span></span></p>
</li>
</ol>
</li>
</ol>
</ol>
<ol start="15">
<ol start="2">
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">หนังสืออ่านเพิ่มเติม </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(Supplementary Texts)</span></p>
<ol>
<li>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:small;"><span style="font-family:'TH Niramit AS';">Richard David Precht, </span><span style="font-family:'TH Niramit AS';"><em>Who am I? And If so, How Many?</em></span><span style="font-family:'TH Niramit AS';"> (Spiegel &amp; Grau, 2011)</span></span></span></p>
</li>
</ol>
</li>
</ol>
</ol>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"> 15.3 </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">บทความวิจัย</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">/</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">บทความวิชาการ </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ถ้ามี</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">) Research Articles / Academic Articles (If any)</span></p>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"> 15.4 </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">สื่ออิเล็กทรอนิกส์ หรือ เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(Electronic Media or Websites)</span></p>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">16. </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">การประเมินผลการสอน </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(Teacher Evaluation) </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">โปรดระบุการดำเนินการในเรื่องต่างๆ ดังนี้</span></p>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"> 16.1 </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">การประเมินการสอน ใช้รูปแบบของมหาวิทยาลัยตามระบบ </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">CU-CAS </span></p>
<p><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"> 16.2 </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">การปรับปรุงจากผลการประเมินการสอนครั้งที่ผ่านมา </span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">(</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">ระบุว่าได้ดำเนินการในเรื่องใดบ้าง เช่น ปรับปรุงเนื้อหา สื่อการสอน วิธีการสอน เป็นต้น</span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;">) (Changes made in accordance with the previous evaluation e.g. adjustments in content, teaching media, teaching method)</span></p>
<p align="CENTER">
<p><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong> 16.3 </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>การอภิปรายหรือการวิเคราะห์ที่เสริมสร้างคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ของ</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong><br />
</strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </strong></span></p>
<table width="616" cellspacing="0" cellpadding="7">
<col width="45" />
<col width="180" />
<col width="87" />
<col width="122" />
<col width="110" />
<tbody>
<tr valign="TOP">
<td width="45">
<p align="CENTER"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;"><strong>ลำดับที่</strong></span></span></p>
</td>
<td width="180">
<p align="CENTER"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;"><strong>วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม</strong></span></span></p>
</td>
<td width="87">
<p align="CENTER"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;"><strong>ผลการเรียนรู้</strong></span></span></p>
</td>
<td width="122">
<p align="CENTER"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;"><strong>วิธีการสอน</strong></span></span></p>
</td>
<td width="110">
<p align="CENTER"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;"><strong>วิธีการประเมิน</strong></span></span></p>
</td>
</tr>
<tr valign="TOP">
<td width="45">
<p align="CENTER"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">1.</span></span></p>
</td>
<td width="180"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">นิสิตสามารถอธิบายปัญหาสำคัญ ๆ ทางปรัชญาได้</span></span></td>
<td width="87">
<p align="CENTER"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">1.1 </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">รู้รอบ</span></span></p>
</td>
<td width="122"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">การบรรยาย</span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">/ </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">การสรุปประเด็นสำคัญ</span></span></td>
<td width="110"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">การประเมินการบ้าน</span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">/ </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">การประเมินรายงาน</span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">/ </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">การประเมินการวิพากษ์</span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">/ </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">การสอบข้อเขียน</span></span></td>
</tr>
<tr valign="TOP">
<td width="45">
<p align="CENTER"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">2.</span></span></p>
</td>
<td width="180"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">นิสิตสามารถวิเคราะห์และประเมินปัญหาสำคัญ ๆ ทางปรัชญาได้</span></span></td>
<td width="87">
<p align="CENTER"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">3.1 </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">คิดเป็น </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">-</span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">สามารถคิดอย่างมีวิจารณญาณ</span></span></p>
</td>
<td width="122"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">การบรรยาย</span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">/ </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">การอภิปราย</span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">/ </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">การสอนแบบสัมมนา</span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">/ </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">การสรุปประเด็นสำคัญ</span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">/</span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">การให้คำปรึกษารายบุคคล</span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">/ </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">การนำเสนอผลการสืบค้นที่ได้รับมอบหมาย</span></span></td>
<td width="110"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">การประเมินการบ้าน</span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">/ </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">การประเมินรายงาน</span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">/ </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">การประเมินการวิพากษ์</span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">/ </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">การสอบข้อเขียน</span></span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p>&nbsp;</p>
<p><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>Learning Outcomes </strong></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><strong>อื่นๆ</strong></span></p>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:small;">2.1.1 </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">มีคุณธรรม</span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:small;">/</span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">จริยธรรม</span></span></p>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:small;">2.1.2 </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">มีจรรยาบรรณ</span></span></p>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:small;">3.2 </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">คิดเป็น – สามารถคิดริเริ่มสร้างสรรค์</span></span></p>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:small;">3.3 </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">คิดเป็น – มีทักษะในการคิดแก้ปัญหา</span></span></p>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:small;">4.2.1 </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">ทำเป็น – มีทักษะทางการสื่อสาร – ใช้ภาษาไทยได้ดีมาก</span></span></p>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:small;">5.1 </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">ใฝ่รู้และรู้จักวิธีการเรียนรู้ – ใฝ่รู้</span></span></p>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:small;">6 </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">มีภาวะผู้นำ</span></span></p>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:small;">8 </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">มีจิตอาสาและสำนึกสาธารณะ</span></span></p>
<p align="LEFT"><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:small;">9 </span></span><span style="font-family:'TH K2D July8', sans-serif;"><span style="font-size:medium;">ดำรงความเป็นไทยในกระแสโลกาภิวัฒน์</span></span></p>
<p>&nbsp;</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/philoflanguage.wordpress.com/511/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/philoflanguage.wordpress.com/511/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/philoflanguage.wordpress.com/511/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/philoflanguage.wordpress.com/511/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/philoflanguage.wordpress.com/511/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/philoflanguage.wordpress.com/511/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/philoflanguage.wordpress.com/511/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/philoflanguage.wordpress.com/511/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/philoflanguage.wordpress.com/511/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/philoflanguage.wordpress.com/511/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/philoflanguage.wordpress.com/511/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/philoflanguage.wordpress.com/511/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/philoflanguage.wordpress.com/511/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/philoflanguage.wordpress.com/511/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=511&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/12/15/%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%a1%e0%b8%a7%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%8a%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%8a%e0%b8%8d%e0%b8%b2%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<georss:point>13.738967 100.533439</georss:point>
		<geo:lat>13.738967</geo:lat>
		<geo:long>100.533439</geo:long>
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3f701d0ca6e182471b19c151cde0c6a?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">soraj</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ไชยันต์ ไชยพรกับปัญหาประชาธิปไตย</title>
		<link>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/12/04/%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c-%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3/</link>
		<comments>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/12/04/%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c-%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 04 Dec 2011 03:09:06 +0000</pubDate>
		<dc:creator>soraj</dc:creator>
				<category><![CDATA[Content]]></category>
		<category><![CDATA[การปกครองด้วยกฎหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[ทักษิณ ชินวัตร]]></category>
		<category><![CDATA[ประวัติศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[รัฐธรรมนูญ]]></category>
		<category><![CDATA[ฮิตเลอร์]]></category>
		<category><![CDATA[เยอรมนี]]></category>
		<category><![CDATA[ไชยันต์ ไชยพร. ประชาธิปไตย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://philoflanguage.wordpress.com/?p=503</guid>
		<description><![CDATA[ในบทความเรื่อง &#8220;ปัญหาประชาธิปไตย: การใช้เสียงมหาชนแบบไหนที่ทำลายประชาธิปไตย?&#8221; ไชยันต์ ไชยพรได้เสนอความคิดว่า การเข้ามาสู่อำนาจของอดอสฟ์ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมันในช่วงทศวรรษที่ ๓๐ ไม่ใช่สิ่งถูกต้อง ถึงแม้ว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนชาวเยอรมันอย่างท่วมท้น และได้เชื่อมโยงกรณีนี้กับการยุบสภาของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา โดยอ้างว่า ในเมื่อการอ้างเสียงสนับสนุนของมหาชนเป็นจำนวนมากของฮิตเลอร์ไม่ใช่สิ่งถูกต้อง การอ้างเสียสนับสนุนของ พ.ต.ท. ทักษิณในการให้มหาชนตัดสินผ่านการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหลังการยุบสภา ก็ย่อมไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน เราจะมาพิจารณากันว่า การอ้างเหตุผลและการเปรียบเทียบของไชยันต์นี้ถูกต้องหรือไม่ ประเด็นแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับความถูกต้องชอบธรรมของการขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์ ไชยันต์พยายามอ้างเหตุผลให้ผู้อ่านเชื่อว่า การที่ฮิตเลอร์เข้ามาสู่อำนาจได้นั้นเป็นเพราะกระบวนการประชาธิปไตย กล่าวคือไชยันต์พยายามทำให้คนอ่านเห็นว่าประชาธิปไตยไม่ใช่กระบวนการที่ถูกต้องเสมอไป เพราะปล่อยให้คนอย่างฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจได้ แต่สิ่งที่ไชยันต์ไม่ได้พูดถึงคือว่า เมื่อฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจแล้ว ก็ใช้อำนาจเปลี่ยนรัฐธรรมนูญของเยอรมันด้วยการยุบตำแหน่งประธานาธิบดี และตั้งตำแหน่งใหม่ขึ้นมาให้ตัวเองมีอำนาจสุงสุดแต่เพียงผู้เดียว ไชยันต์ไม่ได้บอกในบทความของเขาว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการสวนทางกับกระบวนประชาธิปไตยที่ถูกต้องชอบธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะประชาธิปไตยที่ถูกต้องนั้นไม่ใช่การปกครองด้วยมติมหาชนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นกระบวนการที่เป็นไปตามกฎหมายด้วย จริงอยู่ฮิตเลอร์ใช้กระบวนการตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญนั้นเอง แต่การทำตามกฎหมายนั้นไม่ได้หมายถึงการทำตามตัวบทของกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม หรือความถูกต้องชอบธรรมอันเป็นสากล ซึ่งอยู่เหนือกว่าบทบัญญัติของกฎหมายด้วย การทำการให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมนี้เป็นหัวใจของการ &#8220;ปกครองด้วยกฎหมาย&#8221; หรือ rule of law ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงการที่ผู้ใช้อำนาจได้รับอำนาจมาอย่างถูกต้อง และใช้อำนาจนั้นโดยเป็นไปตามหลักของความถูกต้องนั้น เหตุผลที่สนับสนุนประเด็นนี้ก็คือว่า [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=503&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในบทความเรื่อง &#8220;<a href="http://www.prachatai3.info/journal/2011/12/38155">ปัญหาประชาธิปไตย: การใช้เสียงมหาชนแบบไหนที่ทำลายประชาธิปไตย?</a>&#8221; ไชยันต์ ไชยพรได้เสนอความคิดว่า การเข้ามาสู่อำนาจของอดอสฟ์ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมันในช่วงทศวรรษที่ ๓๐ ไม่ใช่สิ่งถูกต้อง ถึงแม้ว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนชาวเยอรมันอย่างท่วมท้น และได้เชื่อมโยงกรณีนี้กับการยุบสภาของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา โดยอ้างว่า ในเมื่อการอ้างเสียงสนับสนุนของมหาชนเป็นจำนวนมากของฮิตเลอร์ไม่ใช่สิ่งถูกต้อง การอ้างเสียสนับสนุนของ พ.ต.ท. ทักษิณในการให้มหาชนตัดสินผ่านการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหลังการยุบสภา ก็ย่อมไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน เราจะมาพิจารณากันว่า การอ้างเหตุผลและการเปรียบเทียบของไชยันต์นี้ถูกต้องหรือไม่</p>
<p><img class="alignleft" title="Reichstag" src="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/7/76/Bundesarchiv_Bild_183-2008-0922-500,_Reichstag,_Begr%C3%BC%C3%9Fung_Adolf_Hitler.jpg/220px-Bundesarchiv_Bild_183-2008-0922-500,_Reichstag,_Begr%C3%BC%C3%9Fung_Adolf_Hitler.jpg" alt="" width="220" height="284" /></p>
<p>ประเด็นแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับความถูกต้องชอบธรรมของการขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์ ไชยันต์พยายามอ้างเหตุผลให้ผู้อ่านเชื่อว่า การที่ฮิตเลอร์เข้ามาสู่อำนาจได้นั้นเป็นเพราะกระบวนการประชาธิปไตย กล่าวคือไชยันต์พยายามทำให้คนอ่านเห็นว่าประชาธิปไตยไม่ใช่กระบวนการที่ถูกต้องเสมอไป เพราะปล่อยให้คนอย่างฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจได้ แต่สิ่งที่ไชยันต์ไม่ได้พูดถึงคือว่า เมื่อฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจแล้ว ก็ใช้อำนาจเปลี่ยนรัฐธรรมนูญของเยอรมันด้วยการยุบตำแหน่งประธานาธิบดี และตั้งตำแหน่งใหม่ขึ้นมาให้ตัวเองมีอำนาจสุงสุดแต่เพียงผู้เดียว ไชยันต์ไม่ได้บอกในบทความของเขาว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการสวนทางกับกระบวนประชาธิปไตยที่ถูกต้องชอบธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะประชาธิปไตยที่ถูกต้องนั้นไม่ใช่การปกครองด้วยมติมหาชนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นกระบวนการที่เป็นไปตามกฎหมายด้วย จริงอยู่ฮิตเลอร์ใช้กระบวนการตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญนั้นเอง แต่การทำตามกฎหมายนั้นไม่ได้หมายถึงการทำตามตัวบทของกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม หรือความถูกต้องชอบธรรมอันเป็นสากล ซึ่งอยู่เหนือกว่าบทบัญญัติของกฎหมายด้วย การทำการให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมนี้เป็นหัวใจของการ &#8220;ปกครองด้วยกฎหมาย&#8221; หรือ rule of law ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงการที่ผู้ใช้อำนาจได้รับอำนาจมาอย่างถูกต้อง และใช้อำนาจนั้นโดยเป็นไปตามหลักของความถูกต้องนั้น เหตุผลที่สนับสนุนประเด็นนี้ก็คือว่า เมื่อฮิตเลอร์ขึ้นครองอำนาจแล้ว ก็ใช้อำนาจออกกฎหมายที่ไม่เป็นธรรมจำนวนมาก เช่นกฎหมายปราบปรามชาวเยอรมันเชื้อสายยิว มีการริดรอนสิทธิ และกดขี่ข่มเหงชาวยิวด้วยวิธีการทารุณต่างๆ กฎหมายเหล่านี้ออกโดยขัดกับหลักการของความยุติธรรม และทำนองคลองธรรมอย่างชัดแจ้ง ดังนั้นแม้ว่าฮิตเลอร์จะใช้กลไกของรัฐสภาและระบบเสียงข้างมากในการออกกฎหมายเหล่านั้น กระบวนการเหล่านี้ก็ไม่ได้มีความหมายแต่ประการใด เพราะทำไปเพียงเพราะโอนอ่อนไปตามอำเภอใจของฮิตเลอร์ในฐานะผู้ใช้อำนาจเผด็จการสูงสุดเท่านั้น ไชยันต์ไม่อาจเรียกกระบวนการนี้ว่า &#8220;ประชาธิปไตย&#8221; ได้ เพราะประชาธิปไตยต้องประกอบด้วย &#8220;การปกครองด้วยกฎหมาย&#8221; ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว การที่ไชยันต์ละเลยไม่พูดถึงประเด็นเรื่องการปกครองด้วยกฎหมาย หรือเรื่องความยุติธรรมที่อยู่เหนือขึ้นไปจากตัวบทกฎหมายที่เป็นลายลักษณ์อักษร จึงเป็นการเปิดช่องให้นำไปสู่ข้อสรุปที่พยายามจะให้คนอ่านเชื่อ คือประเด็นว่าประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบที่ถูกต้องเสมอไป อันที่จริงการปกครองตามอำเภอใจโดยรวบอำนาจไว้แต่เพียงผู้เดียว โดยไม่ได้ใช้อำนาจนั้นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่เป็นที่ยอมรับกันและเป็นหลักเกณฑ์ที่คงเส้นคงวาต่างหาก ที่ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง แต่ไชยันต์กลับไม่ได้เน้นเรื่องนี้ เนื่องจากประชาธิปไตยแบบที่สากลโลกยึดถือ จะต้องประกอบไปด้วยการปกครองด้วยกฎหมาย หรือให้ถูกจริงๆต้องบอกว่า การปกครองตามหลักทำนองคลองธรรมที่ถูกต้องเสมอไป การใช้คำว่า &#8220;ประชาธิปไตย&#8221; ในบทความของไชยันต์จึงต่างออกไป ซึ่งทำให้คนอ่านอาจเห็นคล้อยไปได้ว่าประชาธิปไตยไม่ใช่ระบอบที่ถูกต้องชอบธรรม หากไม่ได้พิจารณาวิธีการอ้างเหตุผลของไชยันต์อย่างละเอียด</p>
<p><img class="alignleft" title="Hitler" src="http://i.telegraph.co.uk/multimedia/archive/01570/hitler3_1570553c.jpg" alt="" width="368" height="237" /></p>
<p>อีกประเด็นหนึ่งเป็นประเด็นด้านข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ไชยันต์อ้างว่าฮิตเลอร์มีมติมหาชนสนับสนุน แต่กลับไม่ได้เสนอความจริงอีกด้านหนึ่งว่า &#8220;มติมหาชน&#8221; ที่ว่านี้ได้มาด้วยการบีบบังคับทั้งทางตรงและทางอ้อม ด้วยกลวิธีอันฉ้อฉลต่างๆกัน พรรคนาซีของฮิตเลอร์นั้นไม่ได้มีแต่นักการเมืองที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีเท่านั้น แต่ตั้งแต่ฮิตเลอร์เข้าร่วมพรรคนี้เป็นต้นมา พรรคนี้ก็มีอีกปีกหนึ่งที่เป็นฝ่ายรุนแรง พร้อมที่จะใช้กำลังได้ทุกเมื่อ ตอนที่ฮิตเลอร์ถูกจับขังคุกในราวต้นทศวรรษ ๑๙๒๐ นั้นก็เพราะว่าเขาพยายามใช้กำลังเพื่อเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยฝ่ายรุนแรงของพรรคนาซี (เรียกว่า &#8220;เสื้อน้ำตาล&#8221;) ก่อการวุ่นวายโดยมุ่งจะโค่นล้มอำนาจรัฐบาลในขณะนั้น และเมื่อฮิตเลอร์ออกจากคุกมาก็ยังดำเนินการวิธีทางการเมืองที่รวมเอากระบวนการปกติกับกระบวนการรุนแรงทุกรูปแบบ เพื่อข่มขวัญประชาชนเยอรมันให้เชื่อว่า มีแต่พรรคนาซีเท่านั้นที่เป็นทางเลือกเดียวของเยอรมัน เมื่อฮิตเลอร์เริ่มมีอำนาจมากขึ้น กระบวนรุนแรงเหล่านี้ก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้น มีการใช้โฆษณาชวนเชื่อในแนวทางต่างๆมากมายพร้อมกับความรุนแรง วิธีการที่เป็นที่รับรู้กันมากที่สุดคือการเผาอาคารรัฐสภา โดยวันหนึ่งเกิดไฟไหม้ขึ้นที่อาคารรัฐสภาของเยอรมัน แทนที่ฮิตเลอร์จะเปิดให้มีการสอบสวน กลับประกาศทันทีว่าเป็นฝีมือของพรรคคอมมิวนิสต์ (ทั้งๆที่นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าพรรคนาซีของฮิตเลอร์เองเป็นผู้เผา แล้วป้ายความผิดให้พรรคคอมมิวนิสต์) แล้วทันใดนั้นก็ออกจับทุกๆคนที่เชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคคอมมิวนิสต์และกระบวนการฝ่ายซ็าย การกระทำเช่นนี้รวมกับการโฆษณาชวนเชื่ออย่างปูพรมทุกลมหายใจ ทำให้ประชาชนชาวเยอรมันส่วนหนึ่งเกิดความกลัวไม่กล้าแม้กระทั่งจะเลือกพรรคอื่น โดยคิดว่าถ้าไม่เลือกพรรคนาซีจะเกิดความวุ่นวายในประเทศอย่างไม่สิ้นสุด และข้อเท็จจริงสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ พรรคนาซีไม่เคยได้รับเสียงข้างมากอย่างสมบูรณ์ในการเลือกตั้งเลย ดังนั้นที่ไชยันต์บอกว่าฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจเพราะมติมหาชนล้วนๆ จึงเป็นการเดินตามคำโฆษณาชวนเชื่อของพรรคนาซีอย่างไม่รู้ตัว (รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้สามารถดูได้ทางอินเทอร์เน็ตได้ที่นี่ &#8211; <a href="http://www.fff.org/freedom/fd0403a.asp">How Hitler Became a Dictator</a>)</p>
<p><img class="alignright" title="ทักษิณ" src="http://news.thaika.com/wp-content/uploads/2010/09/Taksin1.jpg" alt="" width="280" height="252" /></p>
<p>ประเด็นต่อไปเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเปรียบเทียบกับประเทศไทย ไชยันต์บอกว่า การยุบสภาของ พ.ต.ท. ทักษิณในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก พ.ต.ท. ทักษิณต้องการเสียงสนับสนุนของประชาชนในการหลีกหนีกระบวนการตรวจสอบกรณีขายหุ้นบริษัทชินคอร์ป โดยนัยยะก็ได้แก่ประเด็นที่ว่า ลำพังมติมหาชนนั้นไม่เพียงพอที่จะสร้างความชอบธรรมขึ้นมาได้ ดังนั้นถึงแม้ยุบสภาไปแล้วเลือกตั้งกลับมาใหม่พรรคไทยรักไทยชนะอีก ก็ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะมีความชอบธรรม ความจริงถ้าไชยันต์เน้นประเด็นเรื่องความถูกต้องชอบธรรมและการปกครองด้วยกฎหมายในการวิเคราะห์สถานการณ์ในประเทศเยอรมันสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ก็จะทำให้การอ้างเหตุผลของเขามีน้ำหนักขึ้นมามาก แต่เหตุผลของไชยันต์กลับกลายเป็นว่า ฮิตเลอร์อ้างมติมหาชน แต่ฮิตเลอร์ทำผิดมหันต์ ดังนั้นการปกครองโดยอ้างมติมหาชน (ซึ่งไชยันต์เข้าใจไปว่าคือ &#8220;ประชาธิปไตย&#8221;) จึงเป็นการปกครองที่ไม่ถูกต้องเสมอไป ในทำนองเดียวกัน ทักษิณก็อ้างมติมหาชน แต่ทักษิณทำผิดมหันต์ ดังนั้นการปกครองโดยอ้างมติมหาชน (ในกรณีของประเทศไทย) ก็ไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม การอ้างเหตุผลนี้มีข้อบกพร่องอยู่หลายจุดดังที่ได้เสนอไว้ข้างต้นแล้ว นอกจากนี้การเปรียบเทียบก็ยังไม่ถูกต้องอีก เนื่องจากเมื่อฮิตเลอร์ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็น &#8220;ผู้นำ&#8221; (Fuehrer) ของประเทศเยอรมนีนั้น แทบจะเรียกได้ว่าไม่มีฝ่ายค้านเหลือในประเทศอีกแล้ว พรรคฝ่ายค้านใหญ่ๆ เช่นพรรคคอมมิวนิสต์ พรรคสังคมประชาธิปไตย (Social Democrat) ล้วนถูกกวาดไปอยู่ในค่ายกักกันจนหมดสิ้น และเมื่อประธานาธิบดีฮินเดนบูร์กถึงแก้อสัญญกรรม หลังจากที่ฮิตเลอร์เป็นนายกรัฐมนตรีได้เพียงปีกว่า ฮิตเลอร์ก็รวบตำแหน่งนายกรัฐมนตรีกับประธานาธิบดีเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ไม่สามารถมีการใช้สองตำแหน่งนี้คานกันได้อีกต่อไป รัฐสภา Reichstag ก็ไม่มีพรรคฝ่ายค้านเหลือ กลายเป็นว่าสมาชิกรัฐสภามีแต่สมาชิกพรรคนาซีเท่านั้น แต่สถานการณ์ในประเทศไทยช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย ถึงแม้ว่าจะมองกันว่าพรรคไทยรักไทยมีอำนาจมากแค่ไหนก็ตาม แต่ก็ยังมีพรรคประชาธิปัตย์ที่มีเสียงในสภากว่าร้อยเสียงในขณะนั้น และนอกจากนั้นก็ยังมีเสียงนอกสภา เช่นพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นำโดยนายสนธิ ลิ้มทองกุล กับเสียงของข้าราชการประจำต่างๆ นำโดยกองทัพบก ฝ่ายค้านเหล่านี้ทำให้การเปรียบเทียบทักษิณกับฮิตเลอร์ของไชยันต์ไม่สามารถจินตนาการออกไปได้ไม่ว่าจะทำอย่างไร</p>
<p>จุดใหญ่ที่ไชยันต์ต้องการเสนอ คือทำให้ประชาชนคนไทยหมดความเชื่อถือในระบอบประชาธิปไตย คิดว่าอาจมีทางเลือกอื่นนอกจากประชาธิปไตยก็ได้ แต่ไชยันต์ทำให้ประชาชนเข้าใจประชาธิปไตยผิดไป ประชาธิปไตยต้องประกอบด้วยการปกครองด้วยกฎหมายอันเป็นไปตามทำนองคลองธรรมที่ถูกต้องเสมอ และเนื่องจากการอ้างเหตุผลขอไชยันต์มีข้อบกพร่องมากมาย ความพยายามในการบิดเบือนประชาธิปไตยของเขาจึงไม่ประสบความสำเร็จ</p>
<p><em>โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์</em><br />
<em>ภาควิชาปรัชญา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</em></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/philoflanguage.wordpress.com/503/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/philoflanguage.wordpress.com/503/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/philoflanguage.wordpress.com/503/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/philoflanguage.wordpress.com/503/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/philoflanguage.wordpress.com/503/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/philoflanguage.wordpress.com/503/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/philoflanguage.wordpress.com/503/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/philoflanguage.wordpress.com/503/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/philoflanguage.wordpress.com/503/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/philoflanguage.wordpress.com/503/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/philoflanguage.wordpress.com/503/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/philoflanguage.wordpress.com/503/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/philoflanguage.wordpress.com/503/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/philoflanguage.wordpress.com/503/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=503&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/12/04/%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b9%8c-%e0%b9%84%e0%b8%8a%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%9b%e0%b8%a3/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<georss:point>13.738967 100.533439</georss:point>
		<geo:lat>13.738967</geo:lat>
		<geo:long>100.533439</geo:long>
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3f701d0ca6e182471b19c151cde0c6a?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">soraj</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/7/76/Bundesarchiv_Bild_183-2008-0922-500,_Reichstag,_Begr%C3%BC%C3%9Fung_Adolf_Hitler.jpg/220px-Bundesarchiv_Bild_183-2008-0922-500,_Reichstag,_Begr%C3%BC%C3%9Fung_Adolf_Hitler.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Reichstag</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://i.telegraph.co.uk/multimedia/archive/01570/hitler3_1570553c.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Hitler</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://news.thaika.com/wp-content/uploads/2010/09/Taksin1.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">ทักษิณ</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>น้ำท่วมกับการเมือง</title>
		<link>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/11/05/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87/</link>
		<comments>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/11/05/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 05 Nov 2011 09:12:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>soraj</dc:creator>
				<category><![CDATA[เวลาว่าง]]></category>
		<category><![CDATA[การเมือง]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำท่วม]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[ภัยพิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[disaster]]></category>
		<category><![CDATA[flood]]></category>
		<category><![CDATA[politics]]></category>
		<category><![CDATA[Thailand]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://philoflanguage.wordpress.com/?p=496</guid>
		<description><![CDATA[ในขณะที่เขียนอยู่นี้ผมกำลังลี้ภัยจากภาวะน้ำท่วมมาอยู่ที่ศูนย์ขทิรวัน ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมของมูลนิธิพันดาราที่หัวหิน ศูนย์นี้อยู่ที่ตำบลหนองพลับ ห่างจากตัวเมืองหัวหินราวๆ ๓๕ กิโลเมตร บรรยากาศเป็นป่าเขา อากาศดีเย็นสบาย คิดว่าคงมาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งถึงสองอาทิตย์ พอมหาวิทยาลัยกับโรงเรียนของลูกเปิดเทอมก็คงกลับไป ป่านนั้นก็หวังว่าน้ำคงลดไปบ้างไม่มากก็น้อย เมื่อมาอยู่ที่นี่ก็ได้ติดตามข่าวน้ำท่วมที่กรุงเทพฯกับภาคกลางเป็นระยะๆ และเนื่องจากที่นี่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ก็เลยต้องขับรถไปที่ตลาดหนองพลับเพื่อไปใช้งานที่ร้านอินเทอร์เน็ต โพสนี้ก็ส่งที่ร้านอินเทอร์เน็ตนี่เหมือนกัน แน่นอนว่าข่าวยอดฮิตในยุคนี้คงไม่มีอะไรเกิดน้ำท่วม และในยุคของสื่อเครือข่ายทางสังคม กระแสความคิดความเห็นต่างๆเผยแพร่ออกไปรวดเร็วมาก ที่น่าสนใจก็คือว่าน้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทางการเมืองที่มีมานานกว่าห้าปี คนไทยส่วนใหญ่ต่างก็พยายามจะลืมความขัดแย้งนี้ ต่างก็ช่วยเหลือกันและกันเท่าที่จะทำได้ ใครที่มีความสามารถจะช่วยเหลือผู้อื่นได้ ก็สมัครเป็นจิตอาสาช่วยเหลือคนอื่นอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง เราได้เห็นคนต่างประเทศ เช่นคนญี่ปุ่นช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามที่เขาประสบภัยแผ่นดินไหวกับสินามิ เราก็ดีใจที่เห็นปรากฏการณ์แบบเดียวกันนี้ในประเทศไทยด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อน้ำท่วมนี้เกิดขึ้นในขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองยังลุกโชนอยู่ ก็แน่นอนว่าต้องมีฝ่ายที่พยายามโยงเอากระแสการเมืองกับกระแสน้ำท่วมเข้าไว้ด้วยกัน ในเว็บเครือข่ายทางสังคมเช่นเฟสบุ๊ค มีหลายคนที่ดูเหมือนว่าจะพยายามสร้างกระแสให้คนเกลียดรัฐบาลด้วยการด่าว่ารัฐบาลโดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีอย่างเสียๆหายๆ ขุดคุ้ยเรื่องต่างๆมาโจมตี ซึ่งหลายเรื่องก็พิสูจน์ออกมาแล้วว่าไม่เป็นความจริง กระแสการโจมตีนี้ดูหนักหน่วงราวกับว่ามีความพยายามอย่างเป็นระบบที่จะทำให้รัฐบาลดูมีความน่าเชื่อถือน้อยลง และก็สอดคล้องกับที่มีบางคนกลัวว่า ฝ่ายที่สูญเสียอำนาจกำลังพยายามโจมตีรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลสูญเสียความเชื่อถือจากประชาชน เพื่อให้เป็นบันไดปูทางที่ฝ่ายตัวเองจะได้กลับมาครองอำนาจอีกครั้งหนึ่ง ยิ่งตัวนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิงคนแรก ไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง ได้เป็นนายกเพราะพี่ชายชวนมาให้เป็น และตัวพี่ชายเองก็เป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งในสายตาของหลายต่อหลายคน ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ของรัฐบาลง่อนแง่นมากยิ่งขึ้น สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้รุนแรงมากกว่าทุกๆครั้งที่ผ่านมา จนกระทั่งไม่มีใครเชื่อว่าจะมีมนุษย์คนใดหรือกลุ่มใดจะดลบันดาลให้ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นหายวับไปกับตาได้ง่ายๆ ดังนั้นแม้ว่านายกจะไม่มีประสบการณ์อย่างไรก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครสงสัยความมุ่งมั่นของเธอที่จะเอาชนะอุปสรรคครั้งนี้ นายกยิ่งลักษณ์ตกอยู่ในที่นั่งที่ลำบากมากกว่านายกรัฐมนตรีหลายคนที่ผ่านมา ที่เมื่อมาเป็นนายกฯไม่เท่าไหร่ก็ต้องเผชิญกับบทพิสูจน์อันรุนแรงทันทีจากภัยธรรมชาติครั้งนี้ แต่บทพิสูจน์ก็ย่อมมีบทบาทในการเปิดโอกาสให้คนที่แข็งแกร่งจริงๆได้พิสูจน์ตัวเอง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภัยน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น การมุ่งโจมตีรัฐบาลจึงไม่ค่อยมีทิศทาง และดูไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลเท่าใดนัก จริงๆแล้วการที่รัฐบาลถูกประชาชนโจมตีในเรื่องของการบริหารจัดการภัยพิบัติเป็นเรื่องปกติ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=496&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในขณะที่เขียนอยู่นี้ผมกำลังลี้ภัยจากภาวะน้ำท่วมมาอยู่ที่ศูนย์ขทิรวัน ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมของมูลนิธิพันดาราที่หัวหิน ศูนย์นี้อยู่ที่ตำบลหนองพลับ ห่างจากตัวเมืองหัวหินราวๆ ๓๕ กิโลเมตร บรรยากาศเป็นป่าเขา อากาศดีเย็นสบาย คิดว่าคงมาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งถึงสองอาทิตย์ พอมหาวิทยาลัยกับโรงเรียนของลูกเปิดเทอมก็คงกลับไป ป่านนั้นก็หวังว่าน้ำคงลดไปบ้างไม่มากก็น้อย</p>
<p>เมื่อมาอยู่ที่นี่ก็ได้ติดตามข่าวน้ำท่วมที่กรุงเทพฯกับภาคกลางเป็นระยะๆ และเนื่องจากที่นี่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ก็เลยต้องขับรถไปที่ตลาดหนองพลับเพื่อไปใช้งานที่ร้านอินเทอร์เน็ต โพสนี้ก็ส่งที่ร้านอินเทอร์เน็ตนี่เหมือนกัน</p>
<p>แน่นอนว่าข่าวยอดฮิตในยุคนี้คงไม่มีอะไรเกิดน้ำท่วม และในยุคของสื่อเครือข่ายทางสังคม กระแสความคิดความเห็นต่างๆเผยแพร่ออกไปรวดเร็วมาก ที่น่าสนใจก็คือว่าน้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทางการเมืองที่มีมานานกว่าห้าปี คนไทยส่วนใหญ่ต่างก็พยายามจะลืมความขัดแย้งนี้ ต่างก็ช่วยเหลือกันและกันเท่าที่จะทำได้ ใครที่มีความสามารถจะช่วยเหลือผู้อื่นได้ ก็สมัครเป็นจิตอาสาช่วยเหลือคนอื่นอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง เราได้เห็นคนต่างประเทศ เช่นคนญี่ปุ่นช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามที่เขาประสบภัยแผ่นดินไหวกับสินามิ เราก็ดีใจที่เห็นปรากฏการณ์แบบเดียวกันนี้ในประเทศไทยด้วย</p>
<p>แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อน้ำท่วมนี้เกิดขึ้นในขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองยังลุกโชนอยู่ ก็แน่นอนว่าต้องมีฝ่ายที่พยายามโยงเอากระแสการเมืองกับกระแสน้ำท่วมเข้าไว้ด้วยกัน ในเว็บเครือข่ายทางสังคมเช่นเฟสบุ๊ค มีหลายคนที่ดูเหมือนว่าจะพยายามสร้างกระแสให้คนเกลียดรัฐบาลด้วยการด่าว่ารัฐบาลโดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีอย่างเสียๆหายๆ ขุดคุ้ยเรื่องต่างๆมาโจมตี ซึ่งหลายเรื่องก็พิสูจน์ออกมาแล้วว่าไม่เป็นความจริง กระแสการโจมตีนี้ดูหนักหน่วงราวกับว่ามีความพยายามอย่างเป็นระบบที่จะทำให้รัฐบาลดูมีความน่าเชื่อถือน้อยลง และก็สอดคล้องกับที่มีบางคนกลัวว่า ฝ่ายที่สูญเสียอำนาจกำลังพยายามโจมตีรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลสูญเสียความเชื่อถือจากประชาชน เพื่อให้เป็นบันไดปูทางที่ฝ่ายตัวเองจะได้กลับมาครองอำนาจอีกครั้งหนึ่ง ยิ่งตัวนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิงคนแรก ไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง ได้เป็นนายกเพราะพี่ชายชวนมาให้เป็น และตัวพี่ชายเองก็เป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งในสายตาของหลายต่อหลายคน ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ของรัฐบาลง่อนแง่นมากยิ่งขึ้น</p>
<p>สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้รุนแรงมากกว่าทุกๆครั้งที่ผ่านมา จนกระทั่งไม่มีใครเชื่อว่าจะมีมนุษย์คนใดหรือกลุ่มใดจะดลบันดาลให้ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นหายวับไปกับตาได้ง่ายๆ ดังนั้นแม้ว่านายกจะไม่มีประสบการณ์อย่างไรก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครสงสัยความมุ่งมั่นของเธอที่จะเอาชนะอุปสรรคครั้งนี้ นายกยิ่งลักษณ์ตกอยู่ในที่นั่งที่ลำบากมากกว่านายกรัฐมนตรีหลายคนที่ผ่านมา ที่เมื่อมาเป็นนายกฯไม่เท่าไหร่ก็ต้องเผชิญกับบทพิสูจน์อันรุนแรงทันทีจากภัยธรรมชาติครั้งนี้ แต่บทพิสูจน์ก็ย่อมมีบทบาทในการเปิดโอกาสให้คนที่แข็งแกร่งจริงๆได้พิสูจน์ตัวเอง</p>
<p>อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภัยน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น การมุ่งโจมตีรัฐบาลจึงไม่ค่อยมีทิศทาง และดูไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลเท่าใดนัก จริงๆแล้วการที่รัฐบาลถูกประชาชนโจมตีในเรื่องของการบริหารจัดการภัยพิบัติเป็นเรื่องปกติ และเป็นอะไรที่รัฐบาลต้องรับฟัง ที่ประเทศญี่ปุ่นซึ่งนอกจากจะเกิดแผ่นดินไหวกับสึนามิแล้วยังมีภัยพิบัติที่รุนแรงมากกว่าคือโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ระเบิด รัฐบาลในขณะนั้นก็ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆจนนายกรัฐมนตรีต้องลาออก หรือในประเทศสหรัฐฯที่พายุเฮอร์ริเคนคาทรีน่าถล่มเมืองนิวออร์ลีนส์ ทำให้ประธานาธิบดีจอร์จดับบลิวบุชถูกโจมตีอย่างหนักในเรื่องของการบริหารจัดการ จะเห็นว่ารัฐบาลที่ไหนก็ตาม หากเกิดภัยพิบัติขึ้น ก็ต้องยอมรับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แล้วก็ต้องพยายามแก้ไขปัญหาอย่างสุดความสามารถ</p>
<p>แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นกับสหรัฐ เมื่อเทียบกับประเทศไทย ก็มีส่วนที่แตกต่างกันอยู่บ้าง ในญี่ปุ่นเหตุกาณ์ที่เป็นภัยธรรมชาติได้แก่แผ่นดินไหวกับสึนามิที่เกิดตามมา มนุษย์ไม่ได้สร้างเหตุการณ์เหล่านี้ขึ้น แต่การที่โรงงานนิวเคลียร์ระเบิดนั้นพูดไม่ได้เต็มปากว่ามนุษย์ไม่ได้ทำขึ้น ประการแรกมนุษย์เป็นคนสร้างโรงงานนิวเคลียร์ ดังนั้นก็ต้องมีระบบป้องกันภัยเช่นแผ่นดินไหวกับสึนามิอยู่แล้ว ยิ่งญี่ปุ่นมีประวัติเรื่องแบบนี้โชกโชนก็ยิ่งต้องออกแบบโรงงานให้ป้องกันเรื่องเหล่านี้ได้ตั้งแต่ต้น แต่ปรากฏว่าโรงงานที่ระเบิดนั้นไม่ได้สร้างตามมาตรฐาน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็แน่นอนว่าย่อมต้องมีมนุษย์มารับผิดชอบ ในกรณีของเมืองนิวออร์ลีนส์ น้ำท่วมเมืองอย่างหนักเพราะเขื่อนกันน้ำพัง เนื่องจากโดนมวลน้ำที่มาจากทะเลที่ถูกพายุเฮอร์ริเคนพัดปะทะเอาจนเขื่อนทานไม่ไหว และการที่เขื่อนพังนี้เองที่ทำให้น้ำท่วมนิวออร์ลีนส์จนจมหายไปทั้งเมือง จุดที่ผู้คนโจมตีวิพากษ์วิจารณ์กันมากก็คือ รัฐบาลสหรัฐฯสร้างเขื่อนอย่างไรจึงทำให้พังลงมาได้ มนุษย์ไม่ได้เป็นคนสร้างพายุ แต่เป็นคนสร้างเขื่อน ดังนั้นเมื่อเขื่อนพัง ก็ต้องมีคนรับผิดชอบ ประธานาธิบดีในฐานะผู้นำสูงสุดก็หนีไม่พ้นอยู่ดี</p>
<p>แล้วภัยพิบัติสองเหตุการณ์นี้เหมือนหรือแตกต่างกับน้ำท่วมใหญ่ปี ๒๕๕๔ ของเราอย่างไร มีการศึกษามาแล้วว่าสาเหตุหลักของของน้ำท่วมครั้งนี้ได้แก่ฝนที่ตกลงมามากกว่าปกติ โดยเฉพาะในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ และยังตกที่ภาคเหนือมากเป็นพิเศษ เราจึงเห็นข่าวว่ามีน้ำท่วมมาเรื่อยตั้งแต่เชียงราย เชียงใหม่ ลงมาถึงตาก กำแพงเพชร พิษณุโลก แล้วก็นครสวรรค์ จากนั้นน้ำก็ลงมาเรื่อยๆจนมาถึง กทม. ในขณะนี้ เขื่อนใหญ่สองแห่งของเราคือเขื่อนภูมิพลกับสิริกิติ์ ก็ได้พยายามเก็บกักน้ำจนเต็มพิกัด และเมื่อน้ำเข้ามาเหนือเขื่อนเรื่อยๆก็เลยจำเป็นต้องปล่อยออกมา บางคนบอกว่าหากเขื่อนใหญ่สองแห่งนี้ไม่ปล่อยน้ำออกมา น้ำก็จะไม่ท่วม อันนี้เป็นตรรกะที่ไม่มีใครเถียง แต่ที่ปิดเอาไว้ไม่พูดออกมาคือ ถ้าเก็บเอาไว้จนล้นทำให้เขื่อนเป็นอันตราย แล้วจะทำอย่างไร หรือมีข้อเสนอว่าให้รีบปล่อยน้ำออกตั้งแต่น้ำยังไม่เต็มเขื่อน ก็นั่นก็คือปล่อยน้ำที่ตอนนี้อยู่ในเขื่อนให้ออกมาท่วมพื้นที่ข้างล่าง แล้วเก็บน้ำที่มาทีหลังเอาไว้ แต่ถึงทำอย่างนั้นพื้นที่ข้างล่างก็ท่วมอยู่ดี เมื่อปริมาณน้ำมีมากขนาดนี้ อย่างไรเขื่อนก็ต้องปล่อยน้ำออกมาอยู่ดี จะไม่ให้ท่วมมีอยู่ทางเดียว คือต้องมีเขื่อนแบบเขื่อมภูมิพลอีกสักสามหรือสี่เขื่อน แต่นั่นก็เป็นไปไม่ได้เพราะเราไม่มีช่องเขาใหญ่ๆที่เหมาะแก่การสร้างเขื่อนแบบเขื่อนภูมิพลอีกแล้วในพื้นที่ใต้เขื่อนภูมิพลลงมา</p>
<p>ดังนั้น ความแตกต่างระหว่างน้ำท่วมใหญ่ ๒๕๕๔ ของเรากับแผ่นดินไหวกับสึนามิและภัยพิบัตินิวเคลียร์ของญี่ปุ่นคือ ภัยพิบัตินิวเคลียร์สามารถสืบไปได้ว่ามีมนุษย์เป็นผู้รับผิดชอบ ความผิดพลาดอยู่ที่การออกแบบเตาปฏิการณ์ที่ระเบิด ซึ่งเป็นรุ่นเก่า ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับแผ่นดินไหวกับสึนามิขนาดที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผิดกับเตาอื่นๆที่ไม่ระเบิดซึ่งสร้างในช่วงหลังและมีการออกแบบรองรับภัยพิบัติระดับนี้ไว้แล้ว แต่ในกรณีของเรา จะบอกว่าการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่เป็นคนดูแลเขื่อนใหญ่ของทั้งสอง เป็นผู้รับผิดชอบเพราะปล่อยน้ำมาท่วมชาวบ้าน ก็ดูไม่ค่อยจะถูกต้องนัก เพราะน้ำเหนือเขื่อนมีมากจริงๆ ถ้าการไฟฟ้าเกิดประมาทเลินเล่อ ปล่อยน้ำออกมาจากเขื่อนจนเขื่อนแห้ง น้ำมาท่วมพื้นที่ใต้เขื่อนมากมาย อย่างนี้การไฟฟ้าต้องรับผิดชอบแน่นอน แต่ตอนนี้น้ำเหนือเขื่อนก็ยังมีเต็มความจุอยู่</p>
<p>เมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุการณ์น้ำท่วมปีนี้ของไทยจึงไม่ใช่อะไรที่เราจะหา “สาเหตุเฉพาะ” ที่ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้ได้ แบบเดียวกับที่เขื่อนพังเป็นสาเหตุเฉพาะให้เกิดน้ำท่วมนิวออร์ลีนส์ หรือการออกแบบที่ไม่ได้มาตรฐานเป็นสาเหตุเฉพาะที่ทำให้เตาปฏิกรณ์ระเบิด ถ้าจะมีการโจมตีรัฐบาลก็ต้องโจมตีไปที่การบริหารจัดการ โดยเฉพาะเรื่องการดูแลชาวบ้านที่ประสบอุทกภัย หรือการดูแลระบบโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับน้ำท่วม เช่นออกแบบถนนให้น้ำลอดได้ เป็นต้น (ซึ่งรัฐบาลชุดนี้ก็ยังไม่ได้สร้างถนนที่ไหนเลย) แต่ที่ไม่น่าจะโจมตีรัฐบาล คือการบอกว่ามีสาเหตุเฉพาะที่ทำให้น้ำท่วม และรัฐบาลต้องรับผิดชอบในการที่ปล่อยให้สาเหตุเฉพาะนั้นทำให้เกิดน้ำท่วม</p>
<p>ประเทศไทยเกิดภัยพิบัติใหญ่ครั้งที่แล้ว ได้แก่สึนามิถล่มชายฝั่งด้านตะวันตกของประเทศในเดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ที่ผ่านมา จะว่าไปภัยพิบัติครั้งนั้นหนักหนากว่าครั้งนี้มาก เพราะคนตายเฉพาะในประเทศไทยกว่าห้าพันคน ในขณะที่คนตายจากน้ำท่วมปีนี้ไม่ถึงห้าร้อยคน ช่วงนั้นเป็่นช่วงที่ยังไม่เกิดความแตกแยกทางการเมืองที่รุนแรงแบบในปัจจุบัน ในช่วงนั้นก็มีการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของฝ่ายต่างๆที่ลงไปช่วยชาวบ้านที่โดนถล่มกันมากเหมือนกัน เช่นกล่าวหาว่าตำรวจกับดีเอสไอแย่งงานกันทำเรื่องการพิสูจน์ตัวตนของผู้ตายด้วยวิธีการวิเคราะห์ดีเอ็นเอ และเรื่องอื่นๆ แต่ที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นคือการโจมตีรัฐบาลในวงกว้าง ด่าว่านายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเสียๆหายๆ เหตุการณ์เหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้น มีแต่ผู้คนรู้สึกเสียใจไปกับเหตุการณ์ มีส่วนร่วมไปกับเหตุการณ์ ได้บริจาคทรัพย์สินสิ่งของช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยสึนามิมากมาย การด่าว่านายกรัฐมนตรีในขณะนั้นเสียๆหายๆ กับความพยายามที่จะดึงนายกฯกับรัฐบาลพรรคไทยรักไทยลงจากอำนาจ เกิดขึ้นภายหลังในราวต้นปี ๒๕๔๙ และไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับสึนามิที่ภาคใต้เลย ในทางตรงกันข้ามรัฐบาลนายกทักษิณได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมากกับการจัดการภัยพิบัติ จนกระทั่งในการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นหลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ ชาวบ้านได้เลือก ผู้สมัครพรรคไทยรักไทยเป็น สส. พังงาเป็นคนแรกของประวัติศาสตร์ ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเนื่องจากจังหวัดนี้เป็นถิ่นของพรรคประชาธิปัตย์อย่างมั่นคงมายาวนาน</p>
<p>ทั้งหมดนี้แสดงว่า ภัยพิบัติกับการเมืองนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกันเสมอไป หากภัยพิบัติเกิดขึ้นเพราะน้ำมือมนุษย์เป็นเหตุและเหตุนั้นเกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาล ก็สมควรที่รัฐบาลต้องรับผิดชอบ แต่หากภัยพิบัตินั้นเป็นฝีมือของธรรมชาติล้วนๆ เราก็ไม่ควรจะไปโจมตีรัฐบาลในเรื่องนั้น รัฐบาลยิ่งลักษณ์โชคไม่ดีที่พอเริ่มมาทำงานก็ต้องพบกับการท้าทายอันใหญ่ยิ่งนี้แล้ว แต่สิ่งที่จะพิสูจน์ว่าใครเป็นคนที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง ก็ได้แก่ความท้าทายอย่างนี้นี่แหละ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องพิสูจน์ฝีมือเอาชนะใจคนที่ยังสงสัยอยู่ให้ได้ และการฟื้นฟูประเทศหลังน้ำลดจะเป็นบทพิสูจน์ที่จะยากกว่าและท้าทายมากกว่าการดูแลน้ำท่วมเป็นอย่างยิ่ง</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/philoflanguage.wordpress.com/496/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/philoflanguage.wordpress.com/496/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/philoflanguage.wordpress.com/496/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/philoflanguage.wordpress.com/496/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/philoflanguage.wordpress.com/496/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/philoflanguage.wordpress.com/496/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/philoflanguage.wordpress.com/496/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/philoflanguage.wordpress.com/496/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/philoflanguage.wordpress.com/496/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/philoflanguage.wordpress.com/496/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/philoflanguage.wordpress.com/496/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/philoflanguage.wordpress.com/496/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/philoflanguage.wordpress.com/496/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/philoflanguage.wordpress.com/496/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=496&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/11/05/%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%97%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%87/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<georss:point>13.738967 100.533439</georss:point>
		<geo:lat>13.738967</geo:lat>
		<geo:long>100.533439</geo:long>
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3f701d0ca6e182471b19c151cde0c6a?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">soraj</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ดรรชนี</title>
		<link>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/04/26/%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b5/</link>
		<comments>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/04/26/%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b5/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 26 Apr 2011 06:35:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>soraj</dc:creator>
				<category><![CDATA[Content]]></category>
		<category><![CDATA[ดรรชนี]]></category>
		<category><![CDATA[ดัชนี]]></category>
		<category><![CDATA[book]]></category>
		<category><![CDATA[index]]></category>
		<category><![CDATA[publishing]]></category>
		<category><![CDATA[textbook]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://philoflanguage.wordpress.com/?p=488</guid>
		<description><![CDATA[ดรรชนี โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองผู้อำนวยการสำนักพิมพ์แห่งจุฬาฯ ดรรชนีคืออะไร? ในการทำหนังสือหรือตำราวิชาการ สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการทำดรรชนี นักเขียนหลายท่านมักจะมองไม่เห็นความสำคัญของสิ่งนี้ แต่จริงๆแล้วดรรชนีมีประโยชน์มากหลายประการดังจะกล่าวต่อไป ในบทความนี้เราจะพูดถึงความสำคัญของดรรชนี ตลอดจนเสนอข้อแนะนำคร่าวๆเกี่ยวกับการทำดรรชนี เพื่อประกอบกับการเพิ่มคุณภาพหนังสือวิชาการต่อไป ก่อนอื่นก็คงจะต้องกล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง “หนังสือ” กับ “ตำรา” เสียก่อน ในวงการวิชาการภาษาไทยมีข้อถกเถียงกันมากเกี่ยวกับความเหมือนกับความแตกต่างของสองสิ่งนี้ แต่ที่เป็นที่ตกลงกันทั่วไปก็คือว่า “หนังสือ” เป็นการนำเสนอเนื้อหาลงบนกระดาษเย็บเป็นรูปเล่ม ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวอาจเป็นเนื้อหาวิชาการหรือไม่เป็นวิชาการก็ได้ เช่นหนังสือนวนิยายมีเนื้อหาเป็นเรื่องแต่งที่มุ่งสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้อ่านเป็นหลัก แต่หนังสือก็มีเนื้อหาวิชาการได้ ซึ่งก็ทำให้สับสนกับตำรา แต่อย่างไรก็ตามข้อแตกต่างระหว่างหนังสือวิชาการกับตำราก็คือว่า หนังสือวิชาการเสนอความรู้และเนื้อหาทางวิชาการที่ไม่ผูกอยู่กับการเรียนการสอน ผู้อ่านหนังสือวิชาการอาจเป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาก็ได้ เช่นนักเรียนนิสิตนักศึกษาต่างๆ หรือเป็นอาจารย์หรือนักวิชาการที่ต้องการอ่านหนังสือนั้นๆเพื่อประกอบการวิจัยของตนเองก็ได้ หรือเป็นคนทั่วไปที่อยากรู้เรื่องราวต่างๆในหนังสือนั้นๆก็ได้ ส่วนตำรานั้นเป็นหนังสือวิชาการประเภทหนึ่ง ที่มุ่งเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับการเรียนการสอนเป็นหลัก ดังนั้นจุดต่างที่สำคัญที่สุดของหนังสือกับตำราก็คือว่า ตำรามีจุดมุ่งหมายใช้เพื่อการเรียนการสอน ส่วนหนังสือวิชาการนั้น (เราไม่พูดถึงหนังสือประเภทอื่นๆในเวลานี้) จะใช้ประกอบการเรียนตามหลักสูตรก็ได้ หรือใช้อ่านเพื่อประกอบการค้นคว้าหาความรู้โดยทั่วไปก็ได้ สรุปก็คือตำราเขียนขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายในการสอน ส่วนหนังสือวิชาการมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสนอความรู้และเนื้อหาวิชาการ ในภาษาอังกฤษจะเรียกหนังสือว่า “book” ส่วนตำราจะเรียกว่า “textbook” ส่วนหนังสือวิชาการเรียกว่า “academic book” ไม่ว่าเราจะเขียนหนังสือหรือตำรา สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้สิ่งหนึ่งก็คือดรรชนี สำหรับท่านที่อาจจะยังไม่รู้จัก ดรรชนีคือส่วนท้ายของหนังสือที่รวบรวมเอาคำหรือวลีสำคัญๆในหนังสือ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=488&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2>ดรรชนี</h2>
<p><em>โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์</em></p>
<p><em>ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย</em></p>
<p><em>รองผู้อำนวยการสำนักพิมพ์แห่งจุฬาฯ</em></p>
<h3>ดรรชนีคืออะไร?</h3>
<p>ในการทำหนังสือหรือตำราวิชาการ สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการทำดรรชนี นักเขียนหลายท่านมักจะมองไม่เห็นความสำคัญของสิ่งนี้ แต่จริงๆแล้วดรรชนีมีประโยชน์มากหลายประการดังจะกล่าวต่อไป ในบทความนี้เราจะพูดถึงความสำคัญของดรรชนี ตลอดจนเสนอข้อแนะนำคร่าวๆเกี่ยวกับการทำดรรชนี เพื่อประกอบกับการเพิ่มคุณภาพหนังสือวิชาการต่อไป</p>
<p>ก่อนอื่นก็คงจะต้องกล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง “หนังสือ” กับ “ตำรา” เสียก่อน ในวงการวิชาการภาษาไทยมีข้อถกเถียงกันมากเกี่ยวกับความเหมือนกับความแตกต่างของสองสิ่งนี้ แต่ที่เป็นที่ตกลงกันทั่วไปก็คือว่า “หนังสือ” เป็นการนำเสนอเนื้อหาลงบนกระดาษเย็บเป็นรูปเล่ม ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวอาจเป็นเนื้อหาวิชาการหรือไม่เป็นวิชาการก็ได้ เช่นหนังสือนวนิยายมีเนื้อหาเป็นเรื่องแต่งที่มุ่งสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้อ่านเป็นหลัก แต่หนังสือก็มีเนื้อหาวิชาการได้ ซึ่งก็ทำให้สับสนกับตำรา แต่อย่างไรก็ตามข้อแตกต่างระหว่างหนังสือวิชาการกับตำราก็คือว่า หนังสือวิชาการเสนอความรู้และเนื้อหาทางวิชาการที่ไม่ผูกอยู่กับการเรียนการสอน ผู้อ่านหนังสือวิชาการอาจเป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาก็ได้ เช่นนักเรียนนิสิตนักศึกษาต่างๆ หรือเป็นอาจารย์หรือนักวิชาการที่ต้องการอ่านหนังสือนั้นๆเพื่อประกอบการวิจัยของตนเองก็ได้ หรือเป็นคนทั่วไปที่อยากรู้เรื่องราวต่างๆในหนังสือนั้นๆก็ได้ ส่วนตำรานั้นเป็นหนังสือวิชาการประเภทหนึ่ง ที่มุ่งเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับการเรียนการสอนเป็นหลัก ดังนั้นจุดต่างที่สำคัญที่สุดของหนังสือกับตำราก็คือว่า ตำรามีจุดมุ่งหมายใช้เพื่อการเรียนการสอน ส่วนหนังสือวิชาการนั้น (เราไม่พูดถึงหนังสือประเภทอื่นๆในเวลานี้) จะใช้ประกอบการเรียนตามหลักสูตรก็ได้ หรือใช้อ่านเพื่อประกอบการค้นคว้าหาความรู้โดยทั่วไปก็ได้ สรุปก็คือตำราเขียนขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายในการสอน ส่วนหนังสือวิชาการมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสนอความรู้และเนื้อหาวิชาการ ในภาษาอังกฤษจะเรียกหนังสือว่า “book” ส่วนตำราจะเรียกว่า “textbook” ส่วนหนังสือวิชาการเรียกว่า “academic book”</p>
<p>ไม่ว่าเราจะเขียนหนังสือหรือตำรา สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้สิ่งหนึ่งก็คือดรรชนี สำหรับท่านที่อาจจะยังไม่รู้จัก ดรรชนีคือส่วนท้ายของหนังสือที่รวบรวมเอาคำหรือวลีสำคัญๆในหนังสือ มาเรียงกันตามลำดับอักษรเพื่อประโยชน์ในการค้นว่าในหนังสือเล่มนี้มีหัวข้อหรือมีเนื้อหาอะไรบ้าง ดรรชนีต่างจากสารบัญตรงที่ว่า สารบัญจะบอกเราว่าบทต่างๆรวมทั้งหัวข้อใหญ่หัวข้อย่อยของหนังสืออยู่หน้าไหน เพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจอยากรู้เรื่องหัวข้อเหล่านั้นโดยตรง จะได้เปิดไปยังหน้าที่ต้องการได้ทันที ลักษณะของสารบัญก็คือเรียงหัวข้อเหล่านี้ตามหน้าของหนังสือ กล่าวคือบทที่หนึ่งจะอยู่ก่อนหน้าบทที่สองเสมอในสารบัญ ส่วนดรรชนีนั้นแทนที่จะเรียงลำดับหัวข้อตามหน้าในหนังสือ แต่จะเรียงหัวข้อเหล่านั้นตามลำดับตัวอักษร ดังนั้นจุดมุ่งหมายของดรรชนีก็คือว่า ในกรณีที่เรามีหัวข้ออยู่ในใจอยู่แล้ว เช่นอยากรู้ว่าหนังสือเล่มนี้พูดถึงสุนทรภู่ว่าอย่างไร แทนที่เราจะเปิดสารบัญไล่เอาตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้ายว่ามีพูดเรื่องสุนทรภู่บ้างหรือเปล่า เราก็ไปดูที่ดรรชนีแทน โดยดูที่คำว่า “สุนทรภู่” ซึ่งอยู่ภายใต้หมวดอักษร ส จะเห็นได้ว่าถ้าเป็นหนังสือเล่มใหญ่ๆการหาจากสารบัญอาจทำให้เสียเวลามาก นอกจากนี้ถ้าสารบัญไม่ได้ระบุหัวข้อย่อยๆทั้งหมด ก็เป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะหาเรื่องทั้งหมดเกี่ยวกับสุนทรภู่ในหนังสือเล่มนั้น ถ้าเราไม่ลงทุนเปิดหนังสือเล่มนั้นทุกหน้าเพื่อดูว่ามีพูดถึงสุนทรภู่ที่ใดบ้างในหนังสือเล่มนั้น ถึงแม้ว่าหนังสือเล่มนี้อาจมีสารบัญที่ละเอียดมาก ระบุหัวข้อย่อยของหนังสือไว้หมด แต่การพูดถึงสุนทรภู่ในหนังสือเล่มนี้อาจจะกระจัดกระจาย พูดอยู่ตามหัวข้อต่างๆในสารบัญเต็มไปหมด ไม่ใช่ว่าจะรวบรวมเรื่องสุนทรภู่มาไว้ในหัวข้อเดียวหรือบทเดียว เมื่อเป็นอย่างนี้การมีดรรชนีจะช่วยเราได้อย่างมาก</p>
<p>อีกตัวอย่างหนึ่ง หากเราจะศึกษาพระไตรปิฎกเราจะพบว่าถ้าไม่มีดรรชนีช่วยการศึกษาจะเป็นไปอย่างยากลำบากมาก สมมติว่าเราอยากศึกษาว่าในพระไตรปิฎกมีการพูดถึงเรื่อง “อวิชชา” ว่าอย่างไร คือมีที่ใดบ้างที่มีการระบุถึงคำๆนี้ ถ้าไม่มีดรรชนีทางเดียวที่เราทำได้ คือเปิดพระไตรปิฎกตั้งแต่หน้าแรกจนหน้าสุดท้าย ซึ่งเนื่องจากพระไตรปิฎกมีเนื้อหามากมายมหาศาลการทำเช่นนี้อาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ทำให้การศึกษาวิจัยทำได้ยากลำบาก แต่เมื่อมีดรรชนีแล้ว ทุกๆที่ที่มีคำว่า “อวิชชา” ปรากฏอยู่จะมีการระบุไว้ชัดเจนว่า มีอยู่หน้าไหน ในพระไตรปิฎกเล่มใด หมวดใด พระสูตรใด ฯลฯ ผลก็คือเราเปิดไปได้ทันทีเพื่อหาคำ “อวิชชา” ตามที่เราต้องการ เราก็สามารถเปรียบเทียบได้ว่า ในพระไตรปิฎกทั้งหมดนั้นมีการใช้คำว่า “อวิชชา” ในความหมายที่เหมือนกันหมดหรือไม่ หรือว่ามีที่ต่างกัน ฯลฯ ซึ่งก็จะช่วยทำให้เข้าใจคำสอนของพระพุทธศาสนาในพระไตรปิฎกได้เป็นอย่างดี</p>
<p>บางท่านอาจกล่าวว่าการทำดังกล่าวไม่จำเป็นอีกแล้ว และอันที่จริงก็ยังไม่มีใครทำดรรชนีคำในพระไตรปิฎกอย่างครบถ้วนมาก่อน แต่ก็อาจไม่จำเป็นแล้วเพราะมีผู้เอาตัวหนังสือในพระไตรปิฎกทั้งหมดมาใส่ไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วคิดค้นโปรแกรมค้นหาคำที่ทำให้เราค้นหาทุกๆที่ในพระไตรปิฎกที่มีคำว่า “อวิชชา” หรือคำอื่นๆได้ฉับพลันทันที แต่หนังสือต่างๆมีจำนวนมากมาย ยังไม่มีใครทำเป็นระบบขึ้นไว้บนคอมพิวเตอร์แบบพระไตรปิฎก เราจึงต้องอาศัยดรรชนีที่พิมพ์ลงบนกระดาษที่อยู่ท้ายเล่มหนังสืออยู่ดี อย่างไรก็ดีดรรชนีนั้นต่างจาก “บัญชีคำ” หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “concordance” กล่าวคือบัซชีคำเป็นเพียงการเอาคำมาเรียงๆกันอย่างเป็นกลไกเท่านั้น ซึ่งก็เป็นสิ่งที่คอมพิวเตอร์ทำได้เป็นอย่างดี แต่ดรรชนีนั้นไม่สามารถสร้างขึ้นมาอย่างเป็นกลไกได้ เพราะต้องอาศัยความเข้าใจเนื้อหาและการตัดสินใจว่าคำที่ยกมาทำเป็นดรรชนีนั้นมีความหมายอื่นใดประกอบด้วยหรือไม่ สิ่งที่คอมพิวเตอร์ทำได้มีแต่เพียงค้นหาคำแล้วนำมาเรียงๆกันเท่านั้น ซึ่งหากเราค้นพระไตรปิฎกด้วยคอมพิวเตอร์นี่คือสิ่งที่เราได้ จริงๆแล้วไม่ใช่ดรรชนี แต่หากเป็นดรรชนีจริงๆแล้ว ต้องมีการประกอบกับความหมายอื่นๆด้วย เช่นหากมีดรรชนีพระไตรปิฎก คำว่า “อวิชชา” ก็จะวางเป็นหัวข้อคำหัวข้อหนึ่ง (ไม่ใช่แค่คำๆเดียว) แล้วก็มีคำอื่นๆมาประกอบว่าเป็นอวิชชาในด้านใด เช่นอวิชชาในปฏิจจสมุปบาท หรืออวิชชาในด้านอื่นๆ ผู้ที่สนใจค้นคว้าก็จะได้ข้อมูลทันทีว่า การใช้คำ “อวิชชา” ในพระไตรปิฎกมีความหลากหลายอย่างไรบ้าง เราจะเห็นตัวอย่างเรื่องนี้โดยละเอียดมากขึ้นต่อไปในบทความนี้</p>
<p>ในภาษาอังกฤษ “ดรรชนี” จะเรียกว่า “index” ซึ่งมีความหมายหลายอย่าง อย่างแรกก็คือว่าคำว่า index มาจากภาษาละตินแปลว่า “นิ้วชี้” เราอาจนึกภาพคนที่กำลังค้นหาดรรชนีแล้วเอานิ้วชี้ชี้ไล่ตามรายการของคำต่างๆที่เรียงกันอยู่ในนั้น นอกจากนี้เวลาเราหาอะไรในหนังสือ เราก็มักจะใช้นิ้วชี้ไล่หาเช่นเดียวกัน นอกจากนี้คำว่า “ดรรชนี” ก็มาจากภาษาสันสกฤตแปลว่า “นิ้วชี้” เช่นเดียวกัน</p>
<h3>การทำดรรชนี</h3>
<p>ดรรชนีที่เราเห็นตามหนังสือต่างๆนั้น ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นมาเองได้ตามธรรมชาติ แต่ต้องมีคนทำขึ้นมา ในบทความนี้เราก็จะให้คำแนะนำเบื้องต้นเกี่ยวกับการทำดรรชนี จริงๆแล้วการทำดรรชนีเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ต้องมีการเรียนเป็นเรื่องเป็นราว ใช้เวลาอย่างน้อยเป็นเดือนๆ แต่อย่างน้อยเราก็เริ่มทำความเข้าใจเบื้องต้นได้</p>
<p>เราอาจเริ่มที่เนื้อหาของหนังสือวิชาการที่คัดมาเป็นตัวอย่างได้ดังต่อไปนี้ ข้อความต่อไปนี้คัดมาจากหนังสือของผมเองเรื่อง วิกฤตการณ์วิทยาศาสตร์ศึกษาในประเทศไทย (พิมพ์โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย)</p>
<p style="padding-left:30px;">… เมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความสำคัญเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องน่าตกใจมากที่ประเทศไทยดูเหมือนว่าไม่ได้ให้ความสำคัญแก่วิทยาศาสตร์มากเท่าที่ควร การศึกษาส่วนใหญ่ยังคงเน้นที่การจดจำเนื้อหามากกว่าการรู้จักมีความคิดเป็นของตนเอง แทนที่นักเรียนจะได้มีโอกาสสัมผัสกับวิทยาศาสตร์ว่า เป็นการท่องเที่ยวไปในโลกของความอยากรู้อยากเห็น โลกของการสัมผัส การทดลอง นักเรียนกลับถูกบังคับให้มองว่าวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่น่าเบื่อหน่าย เป็นวิชาที่มีบทบาทแต่เพียงในห้องเรียนหรือห้องทดลองเท่านั้น การเรียนวิทยาศาสตร์แบบนี้จึงไม่ต่างจากการเรียนวิชาโบราณ เช่นโหราศาสตร์ เพราะโหราศาสตร์ไม่มีการพิสูจน์ทดลองว่าคำสอนหรือเนื้อหาของวิชานี้ เป็นจริงหรือไม่ อย่างไร การเรียนโหราศาสตร์เป็นการท่องจำสูตรหรือกฎต่างๆว่า เมื่อดาวเคราะห์ดวงนี้อยู่ในตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ในดวงชะตาของบุคคลคนหนึ่ง บุคคลผู้นั้นจะมีชีวิตแบบใด นักเรียนที่เรียนโหราศาสตร์ไม่เคยถูกท้าทายให้สงสัยว่า เหตุใดกฎต่างๆในวิชานี้จึงเป็นเช่นนั้น สิ่งที่นักเรียนได้รับก็คือว่า มีกฎและสูตรอยู่จำนวนหนึ่งในโหราศาสตร์ ซึ่งผู้เรียนจำเป็นต้องจำให้ได้และเข้าใจกลไกการใช้สูตรต่างๆเหล่านี้ในการพยากรณ์ดวงชะตา เราอาจนึกภาพได้ว่า ถ้าโรงเรียนมีการสอนโหราศาสตร์ ลักษณะการเรียนก็จะไม่แตกต่างกับการเรียนวิทยาศาสตร์มากนัก กล่าวคือมีการสอนสูตรกับกฎต่างๆ และมีการออกข้อสอบซึ่งเป็นการทดสอบความสามารถในการใช้สูตรหรือกฎเหล่านี้ในการแก้ปัญหาเชิงกลไก หรือปัญหาที่มีคำตอบตายตัวแน่นอนและมีวิธีการที่ชัดเจนในการเข้าถึงคำตอบเหล่านั้น แต่สถานการณ์การเรียนวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนทั่วๆไปของประเทศก็ไม่ต่างจากการเรียนโหราศาสตร์เท่าใดนัก นักเรียนมีสูตรหรือกฎต่างๆของวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆให้ทำความเข้าใจกับท่องจำ โดยการเรียนการสอนก็ดูจะไม่มีการท้าทายเช่นเดียวกันว่า เหตุใดกฎหรือสูตรเหล่านั้นจึงเป็นความจริง นักเรียนต้องท่องจำสูตรต่างๆเหล่านี้ไปเพื่อไปทำข้อสอบ ซึ่งมีลักษณะเป็นการประยุกต์กฎกับสูตรที่เรียนมา ไปใช้ในการแก้ปัญหาเชิงกลไก หรือปัญหาเชิงคณิตศาสตร์ที่มีคำตอบที่ถูกต้องตายตัวอยู่แล้วเช่นกัน ในเมื่อชีวิตประจำวันภายนอกห้องเรียนของนักเรียน จะหาปัญหาใดๆทีมีสูตรสำเร็จเป็นกลไกอย่างนี้ได้ยากมาก วิทยาศาสตร์ก็เลยเหินห่างจากความเป็นจริงมากเท่าๆกับโหราศาสตร์</p>
<p style="padding-left:30px;">แต่ความเป็นจริงแล้ววิทยาศาสตร์กับโหราศาสตร์แตกต่างกันเป็นคนละขั้ว โหราศาสตร์ไม่มีกระบวนการทดลองที่สามารถทดสอบซ้ำได้โดยนักโหราศาสตร์คนอื่นๆ นักโหราศาสตร์ไม่มีการศึกษาระเบียบวิธีที่จะใช้กำหนดผลลัพธ์ของวิชา กฎหรือทฤษฎีทางโหราศาสตร์ก็ไม่สามารถพิสูจน์ว่าจริงหรือเท็จด้วยวิธีการใช้ประสาทสัมผัสได้ ในขณะที่โหราศาสตร์เรียกร้องให้ยอมรับกฎหรือทฤษฎีของตนนั้น โหราศาสตร์ไม่สามารถให้คำอธิบายได้ว่า เหตใดกฎต่างๆของตนเองจึงเป็นความจริง ในทางตรงข้ามวิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการที่ท้าทายให้มีการแสดงว่า ผลการค้นคว้าในครั้งหนึ่งๆอาจเป็นเท็จก็ได้ และการทดลองใดๆจะไม่มีผู้ยอมรับเป็นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ถ้าการทดลองนั้นไม่มีผู้ทำซ้ำ หรือมีผู้ทำซ้ำแล้วได้ผลไม่ตรงกัน อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นความจริงที่ว่าการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในประเทศทำให้วิชานี้ดูไม่ต่างจากโหราศาสตร์แล้วละก็ การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ในประเทศก็กำลังประสบกับสภาวะวิกฤตอย่างยิ่ง</p>
<p>เราจะมาลองทำดรรชนีข้อความนี้กัน สิ่งแรกที่ต้องทำคือต้องอ่านข้อความที่จะทำดรรชนีอย่างละเอียดเพื่อทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ เมื่อเริ่มต้นเราก็เห็นว่าการใช้คอมพิวเตอร์ทำดรรชนีนั้นทำได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น เนื่องจากการทำดรรชนีที่ดีผู้ทำต้องเข้าใจเนื้อหาของข้อความที่ทำอย่างแจ่มแจ้ง คิดได้ว่าจะทำดรรชนีอย่างไรให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อ่านสูงสุด และเพื่อให้ขั้นตอนของการทำดรรชนีดูให้ชัดเจนขึ้น จึงขอแยกกระบวนการที่จะพูดถึงต่อไปเป็นหัวข้อๆ ดังต่อไปนี้</p>
<h4>ขั้นตอนที่ ๑ อ่านข้อความที่จะทำดรรชนีอย่างละเอียด</h4>
<p>หากข้อความที่จะทำดรรชนีเป็นหนังสือยาวๆหนึ่งเล่ม ผู้ทำก็ต้องอ่านหนังสือเล่มนั้นอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นจนจบ บางทีอาจจะต้องอ่านมากกว่าหนึ่งรอบเพื่อให้เข้าใจความหมายของหนังสือได้อย่างแท้จริง ประโยชน์ของการอ่านนี้ก็คือให้ผู้ทำดรรชนีมองเห็นภาพรวมของหนังสือ ผู้ทำดรรชนีที่มีประสบการณ์จะมองเห็นภาพของดรรชนีที่ตนเองจะทำได้ในใจทันทีเมื่ออ่านหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง โปรดอย่าลืมว่าดรรชนีนั้นไม่ใช่บัญชีคำหรือ concordance เนื่องจากบัญชีคำจัดทำขึ้นอย่างเป็นกลไก ใช้คอมพิวเตอร์ทำก็ได้ และจะรวดเร็วกว่ามาก แต่สิ่งที่คอมพิวเตอร์ในปัจจุบันยังทำไม่ได้คืออ่านหนังสือด้วยความเข้าใจเนื้อหา ซึ่งเป็นเงื่อนไขจำเป็นของการทำดรรชนี เพราะดรรชนีไม่ใช่เพียงแค่รายการคำเท่านั้น แต่ยังประกอบด้วยการโยงเนื้อหาคำหรือวลีที่ใกล้เคียงกันเข้าด้วยกัน หรือการอ้างอิงข้ามไปข้ามมา (cross-reference) หรือการจัดหัวข้อใหญ่หัวข้อย่อยภายใต้หัวเรื่องหนึ่งๆ เช่นจัดคำ “อวิชชา” เป็นหัวเรื่อง แล้วประกอบด้วยหัวข้อย่อยที่ปรากฏในข้อความของพระไตรปิฎกดังที่ได้กล่าวถึงไปบ้างแล้ว</p>
<p>ขั้นตอนก็คืออ่านข้อความจากหนังสือ <em>วิกฤตการณ์วิทยาศาสตร์ศึกษาของไทย</em> ตามที่ยกมาข้างต้น เราก็มองเห็นภาพรวมว่า ข้อความนี้มุ่งวิพากษ์วิจารณ์กระบวนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ในโรงเรียน ซึ่งทำให้การเรียนวิทยาศาสตร์ไม่ต่างอะไรจากโหราศาสตร์ การเรียนโหราศาสตร์ประกอบด้วยการท่องขำ แล้วไม่ต้องสงสัยว่าทำไมต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เช่นท่องว่าถ้าดาวศุกร์กุมลัคน์แล้วเจ้าชะตาจะหน้าตาดี เป็นต้น ทีนี้เวลาคนไทยเรียนวิทยาศาสตร์ก็ติดนิสัยแบบเดิมๆนี้มาด้วย คือท่องเฉยๆไม่ต้องสงสัยว่า ทำไมดาวศุกร์กุมลัคน์แล้วเป็นอย่างนี้ แล้วทำไมถ้าดาวเสาร์กุมลัคน์หน้าตาถึงไม่ค่อยดี หรือทำไมสมการต่างๆในวิทยาศาสตร์ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทีนี้เรื่องนี้เป็นเนื้อหาของหนังสือที่เราต้องทำดรรชนี (ซึ่งถ้าพูดต่อไปอาจจะกลายเป็นบทความอีกบทหนึ่ง เรื่องปัญหาการเรียนวิทยาศาสตร์หรือโหราศาสตร์ไปแทน) เราก็คิดต่อไปว่าจะทำดรรชนีละเอียดแค่ไหน ซึ่งถ้าเป็นหนังสือแบบที่ยกตัวอย่างนี้มาก็ให้ละเอียดพอสมควร เราก็เข้าสู่ขั้นตอนต่อไป</p>
<h4>ขั้นตอนที่ ๒ เลือกคำที่จะรวมในดรรชนี</h4>
<p>ขั้นตอนนี้ถือเป็นหัวใจของดรรชนี คำที่จะเลือกคือคำที่จะมาปรากฏในดรรชนี หลักการทั่วไปคือว่าคำใดเป็นคำในเนื้อหาวิชา คำนั้นต้องปรากฏในดรรชนี ส่วนคำทั่วๆไปไม่ต้องมาอยู่ในดรรชนี เพื่อให้เรื่องนี้ชัดขึ้นเราจะยกเอาข้อความข้างต้นมาดูกันเฉพาะส่วนแรกๆ:</p>
<p style="padding-left:30px;">เมื่อวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความสำคัญเช่นนี้ จึงเป็นเรื่องน่าตกใจมากที่ประเทศไทยดูเหมือนว่าไม่ได้ให้ความสำคัญแก่วิทยาศาสตร์มากเท่าที่ควร การศึกษาส่วนใหญ่ยังคงเน้นที่การจดจำเนื้อหามากกว่าการรู้จักมีความคิดเป็นของตนเอง แทนที่นักเรียนจะได้มีโอกาสสัมผัสกับวิทยาศาสตร์ว่า เป็นการท่องเที่ยวไปในโลกของความอยากรู้อยากเห็น โลกของการสัมผัส การทดลอง นักเรียนกลับถูกบังคับให้มองว่าวิทยาศาสตร์เป็นวิชาที่น่าเบื่อหน่าย เป็นวิชาที่มีบทบาทแต่เพียงในห้องเรียนหรือห้องทดลองเท่านั้น การเรียนวิทยาศาสตร์แบบนี้จึงไม่ต่างจากการเรียนวิชาโบราณ เช่นโหราศาสตร์ เพราะโหราศาสตร์ไม่มีการพิสูจน์ทดลองว่าคำสอนหรือเนื้อหาของวิชานี้ เป็นจริงหรือไม่ อย่างไร</p>
<p>คำสำคัญในข้อความสั้นๆนี้ก็มี “วิทยาศาสตร์” “เทคโนโลยี” “โหราศาสตร์” เพราะคำเหล่านี้เกี่ยวกับเนื้อหาของข้อความโดยตรง พวกนี้ต้องรวมในดรรชนี นอกจากนี้ก็มีที่เป็นคำที่ระบุหัวเรื่องที่พูดในข้อความนี้ ได้แก่ “การเรียนวิทยาศาสตร์” “การศึกษา” อีกด้วย เมื่อเลือกได้แล้วเราก็เข้าสู่ขั้นตอนต่อไป</p>
<h4>ขั้นตอนที่ ๓ เขียนคำที่เลือกแล้วลงในกระดาษการ์ด</h4>
<p>เมื่อได้คำเหล่านี้แล้ว สิ่งที่ทำกันทั่วไปก็คือเราไปหากระดาษโน้ตแข็ง ขนาดประมาณ ๓ x ๕ นิ้วซึ่งมีขายตามร้านขายเครื่องเขียนทั่วไป เราจะเอาคำหนึ่งคำเขียนไว้ด้านบนของกระดาษดังกล่าว โดยให้มีหนึ่งคำอยู่ในหนึ่งแผ่น เช่นคำว่า “โหราศาสตร์” เราจะเขียนไว้ที่หัวเรื่องของกระดาษการ์ดหนึ่งแผ่น แล้วหน้าใดของหนังสือที่มีคำนี้ปรากฏอยู่ เราก็เขียนเลขหน้านั้นลงไป ทำเช่นเดียวกันจนครบทั้งเล่ม แล้วก็ทำแบบเดียวกันกับคำอื่นๆที่เราเลือกมาบรรจุในดรรชนี</p>
<p>ส่วนคำอื่นๆที่ไม่สำคัญเราก็ไม่ต้องใส่ เพราะจะไม่เกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของดรรชนี เช่นในข้อความข้างต้น คำเช่น “เมื่อ” “มี” “เช่นนี้” ฯลฯ ไม่ต้องใส่ในดรรชนี เพราะเป็นเพียงคำที่ใช้ในประโยค ไม่ใช่คำหลักที่ระบุเนื้อหาของหนังสือ</p>
<p>หลักสำคัญก็คือว่า เราไม่ได้ทำเพียงแค่รวบรวมคำสำคัญเท่านั้น แต่เรายังรวบรวม “หัวเรื่อง” เอาไว้ด้วย ในข้อความข้างต้นหัวเรื่องก็มีเรื่อง “การเรียนวิทยาศาสตร์” ทีนี้หนังสือเล่มนี้ชื่อ วิกฤตการณ์วิทยาศาสตร์ศึกษาของไทย ซึ่งก็ย่อมหมายความว่าหัวเรื่องการเรียนวิทยาศาสตร์เป็นเนื้อหาของทั้งเล่ม เวลาทำดรรชนีเราก็ต้องแยกเอาหัวข้อย่อยภายใต้เรื่อง “การเรียนวิทยาศาสตร์” เพื่อทำดรรชนีย่อยต่อไป ในข้อความที่ยกมานี้พูดถึงการเรียนวิทยาศาสตร์แบบที่ไม่มุ่งให้ผู้เรียนคิดเองเป็น เราก็สามารถใส่หัวข้อย่อยของดรรชนีได้ว่า “การเรียนที่ไม่มุ่งให้ผู้เรียนคิดเองเป็น” หรืออะไรทำนองนี้ ซึ่งแม้ว่าวลีนี้จะไม่ปรากฏตามตัวอักษรในข้อความ แต่เราก็ใส่เป็นดรรชนีย่อยไปได้ เพราะเป็นหัวเรื่องของข้อความที่เราทำดรรชนีอยู่</p>
<p>อย่าลืมว่า เราให้มีกระดาษการ์ดหนึ่งแผ่นต่อหนึ่งคำที่จะปรากฏในดรรชนี คำหรือหัวเรื่องนี้เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “entry” หมายถึงคำที่เวลาเราจะต้องเรียงตามลำดับอักษร คำเหล่านี้แหละที่เราจะเอามาเรียง</p>
<h4>ขั้นตอนที่ ๔ เรียงกระดาษการ์ดที่มีหัวเรื่องเป็นคำหลักในดรรชนีตามลำดับอักษร</h4>
<p>ขั้นตอนต่อไปก็คือเอากระดาษการ์ดต่างๆที่เรารวบรวมได้มาเรียงกันตามลำดับอักษร ถ้าดรรชนีของเราเป็นดรรชนีง่ายๆแบบไม่ต้องมีหัวข้อย่อยมากนัก เมื่อเราเขียนคำที่เลือกมาจากการ์ด ลงเลขหน้าหนังสือที่คำนั้นๆปรากฏอยู่ เรียงกันไปเรื่อยๆตั้งแต่ ก ไก่ ถึง ฮ นกฮูก เราก็จะได้ดรรชนีที่ทำเสร็จแล้วคร่าวๆ ต่อไปเราก็ดูว่ามีรายการอะไรบ้างหรือไม่ที่เราจะสามารถทำ “การอ้างอิงข้ามไปมา” หรือ cross-reference ได้ เช่นหัวข้อ “โหราศาสตร์” อาจอ้างอิงข้ามไปมากับหัวข้อ “ปัญหาการเรียนวิทยาศาสตร์” ได้ทำนองนี้ เรื่องเหล่านี้เป็นศิลปะที่ต้องอาศัยประสบการณ์ และการตัดสินใจของผู้ทำเป็นหลัก หลักที่ให้ก็ทำได้เพียงหลักคร่าวๆเท่านั้น</p>
<p>เมื่อทำดรรชนีเสร็จเรียบร้อยแล้ว หน้าตาของดรรชนีของเราที่ทำจากข้อความในหนังสือ วิกฤตการณ์วิทยาศาสตร์ศึกษา ก็ออกมาประมาณแบบนี้ (ทำจากข้อความยาวที่ยกมาก่อนหน้า เลขหน้าไม่ได้ใส่เพราะเป็นข้อความสั้นๆ):</p>
<p style="padding-left:30px;">การแก้ปัญหาแบบกลไก (ดู <em>ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์</em>)</p>
<p style="padding-left:30px;">การทดลอง (ดู ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์)</p>
<p style="padding-left:30px;">การท่องจำ (ดู <em>ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์</em>)</p>
<p style="padding-left:30px;">การพิสูจน์ความจริง (ดู <em>ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์</em>)</p>
<p style="padding-left:30px;">การเรียนวิทยาศาสตร์</p>
<p style="padding-left:60px;">ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์ (ดูหัวข้อนี้ประกอบด้วย)</p>
<p style="padding-left:30px;">การเรียนโหราศาสตร์ (ดู โหราศาสตร์)</p>
<p style="padding-left:30px;">ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์</p>
<p style="padding-left:60px;">การแก้ปัญหาแบบกลไก</p>
<p style="padding-left:60px;">การทดลอง</p>
<p style="padding-left:60px;">การท่องจำ</p>
<p style="padding-left:60px;">การพิสูจน์ความจริง</p>
<p style="padding-left:60px;">สูตรสำเร็จ</p>
<p style="padding-left:30px;">วิทยาศาสตร์</p>
<p style="padding-left:60px;">วิทยาศาสตร์กับโหราศาสตร์</p>
<p style="padding-left:30px;">สูตรสำเร็จ (ดู <em>ปัญหาของการเรียนวิทยาศาสตร์</em>)</p>
<p style="padding-left:30px;">โหราศาสตร์</p>
<p style="padding-left:60px;">การเรียนโหราศาสตร์</p>
<h3>เอกสารอ้างอิง</h3>
<p>Mulvany, Nancy C. <em>Indexing Books.</em> 2nd Ed. Chicago, IL: University of Chicago Press, 2005.</p>
<p><span style="font-family:'TH K2D July8';font-size:large;"><strong><br />
</strong></span></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/philoflanguage.wordpress.com/488/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/philoflanguage.wordpress.com/488/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/philoflanguage.wordpress.com/488/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/philoflanguage.wordpress.com/488/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/philoflanguage.wordpress.com/488/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/philoflanguage.wordpress.com/488/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/philoflanguage.wordpress.com/488/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/philoflanguage.wordpress.com/488/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/philoflanguage.wordpress.com/488/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/philoflanguage.wordpress.com/488/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/philoflanguage.wordpress.com/488/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/philoflanguage.wordpress.com/488/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/philoflanguage.wordpress.com/488/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/philoflanguage.wordpress.com/488/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=488&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/04/26/%e0%b8%94%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%8a%e0%b8%99%e0%b8%b5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<georss:point>13.738967 100.533439</georss:point>
		<geo:lat>13.738967</geo:lat>
		<geo:long>100.533439</geo:long>
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3f701d0ca6e182471b19c151cde0c6a?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">soraj</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>การพิมพ์งานแปล</title>
		<link>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/04/12/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b9%8c%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5/</link>
		<comments>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/04/12/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b9%8c%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 12 Apr 2011 04:18:03 +0000</pubDate>
		<dc:creator>soraj</dc:creator>
				<category><![CDATA[Content]]></category>
		<category><![CDATA[การพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[การแปล. แปลหนังสือ]]></category>
		<category><![CDATA[งานแปล]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://philoflanguage.wordpress.com/?p=483</guid>
		<description><![CDATA[ส่วนใหญ่หนังสือที่สำนักพิมพ์จุฬาฯพิมพ์จะเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า original work อย่างไรก็ตาม ก็มีงานแปลจากภาษาต่างประเทศที่เรารับพิมพ์อยู่เนืองๆ โดยทั่วไปเราไม่ค่อยอยากจะตีพิมพ์เผยแพร่งานแปลเท่าใดนัก เพราะมีปัญหาเรื่องค่าลิขสิทธิ์ การตีพิมพ์งานแปลหมายความว่าสำนักพิมพ์ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์สองทาง คือค่าลิขสิทธิ์ต้นฉบับที่ต้องจ่ายให้แก่สำนักพิมพ์ต่างประเทศ กับค่าลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยที่จ่ายให้แก่ผู้แปลตามร้อยละของหนังสือที่ขายได้ ซึ่งก็เป็นแนวปฏิบัติตามปกติอยู่แล้ว ดังนั้นต้นทุนการจัดพิมพ์หนังสือแปลจึงมากกว่าการพิมพ์หนังสือที่ผู้เขียนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหมด ทั้งหมดนี้มิได้หมายความว่า สำนักพิมพ์มองไม่เห็นความสำคัญของหนังสือแปล เพราะสำนักพิมพ์ก็ได้พิมพ์หนังสือแปลมาแล้วหลายเล่ม ทั้งที่เป็นงานวิชาการประเภทตำราหรืองานวิจัย และงานวรรณกรรมเช่นนวนิยายและกวีนิพนธ์ แต่อันที่จริงแล้ว สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเช่นสำนักพิมพ์จุฬาฯนั้น มีเหตุผลที่จะเสนอว่าควรให้ความสำคัญแก่การเขียนหนังสือใหม่แทนที่จะเป็นงานแปล เพราะสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมีหน้าที่ในการยกระดับคุณภาพทางวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอง ด้วยการผลิตหนังสือวิชาการที่เป็นผลงานสร้างสรรค์ทางวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นตำราหรืองานวิจัยของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย รวมทั้งคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยอื่นๆด้วย การตีพิมพ์ผลงานสร้างสรรค์ทางวิชาการเหล่านี้เป็นการเพิ่มความรู้ให้แก่สังคม ซึ่งความรู้นี้เป็นความรู้ที่เป็นเรื่องของ “ท้องถิ่น” ได้แก่บริบทของสังคมวัฒนธรรมไทยเอง แทนที่จะเน้นที่การตีพิมพ์หนังสือแปล ซึ่งเป็นเพียงการถ่ายทอดความรู้จากวัฒนธรรมอื่นมายังบริบทของไทยเท่านั้น ไม่ใช่การสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ภายใต้บริบทของสังคมไทยเองแต่ประการใด ถึงแม้กระนั้นก็ตาม การตีพิมพ์งานแปลบางประเภทก็ยังควรทำอยู่ หากงานแปลนั้นเข้าข่ายของการเป็น “ผลงานสร้างสรรค์ทางวิชาการ” ที่พูดถึงข้างต้น หากงานที่นำมาแปลนั้นไม่ใช่เพียงแค่หนังสือตำราธรรมดาๆ แต่เป็นงานระดับ “แบบแผน” หรือที่เรียกว่า classic ที่เป็นต้นรากของอารยธรรมของภาษาที่จะแปล และหากผู้แปลมิได้ทำการแปลอย่างเดียว แต่มีการศึกษาวิจัยบริบทต่างๆเกี่ยวกับตัวบทที่จะแปล เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของตัวบทอย่างรอบด้าน มิใช่เพียงแค่ได้แต่ความหมายตามตัวอักษรของงานที่จะแปลอย่างเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ย่อมควรที่สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจะให้การสนับสนุน ตัวอย่างก็เช่น ผมเคยแปลงานทางพระพุทธศาสนามหายานมาหลายชิ้น เช่นเรื่อง โศลกมูลฐานว่าด้วยทางสายกลาง ของท่านนาคารชุน ซึ่งจัดพิมพ์โดยมูลนิธิพันดารา การแปลนี้แปลจากภาษาอังกฤษ [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=483&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="font-family:Tahoma;"><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;">ส่วนใหญ่หนังสือที่สำนักพิมพ์จุฬาฯพิมพ์จะเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า </span></span></span><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;">original work </span></span><span style="font-family:Tahoma;"><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;">อย่างไรก็ตาม ก็มีงานแปลจากภาษาต่างประเทศที่เรารับพิมพ์อยู่เนืองๆ โดยทั่วไปเราไม่ค่อยอยากจะตีพิมพ์เผยแพร่งานแปลเท่าใดนัก เพราะมีปัญหาเรื่องค่าลิขสิทธิ์ การตีพิมพ์งานแปลหมายความว่าสำนักพิมพ์ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์สองทาง คือค่าลิขสิทธิ์ต้นฉบับที่ต้องจ่ายให้แก่สำนักพิมพ์ต่างประเทศ กับค่าลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยที่จ่ายให้แก่ผู้แปลตามร้อยละของหนังสือที่ขายได้ ซึ่งก็เป็นแนวปฏิบัติตามปกติอยู่แล้ว ดังนั้นต้นทุนการจัดพิมพ์หนังสือแปลจึงมากกว่าการพิมพ์หนังสือที่ผู้เขียนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหมด</span></span></span></p>
<p><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;"> </span></span><span style="font-family:Tahoma;"><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;">ทั้งหมดนี้มิได้หมายความว่า สำนักพิมพ์มองไม่เห็นความสำคัญของหนังสือแปล เพราะสำนักพิมพ์ก็ได้พิมพ์หนังสือแปลมาแล้วหลายเล่ม ทั้งที่เป็นงานวิชาการประเภทตำราหรืองานวิจัย และงานวรรณกรรมเช่นนวนิยายและกวีนิพนธ์ แต่อันที่จริงแล้ว สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเช่นสำนักพิมพ์จุฬาฯนั้น มีเหตุผลที่จะเสนอว่าควรให้ความสำคัญแก่การเขียนหนังสือใหม่แทนที่จะเป็นงานแปล เพราะสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมีหน้าที่ในการยกระดับคุณภาพทางวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอง ด้วยการผลิตหนังสือวิชาการที่เป็นผลงานสร้างสรรค์ทางวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นตำราหรืองานวิจัยของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย รวมทั้งคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยอื่นๆด้วย การตีพิมพ์ผลงานสร้างสรรค์ทางวิชาการเหล่านี้เป็นการเพิ่มความรู้ให้แก่สังคม ซึ่งความรู้นี้เป็นความรู้ที่เป็นเรื่องของ “ท้องถิ่น” ได้แก่บริบทของสังคมวัฒนธรรมไทยเอง แทนที่จะเน้นที่การตีพิมพ์หนังสือแปล ซึ่งเป็นเพียงการถ่ายทอดความรู้จากวัฒนธรรมอื่นมายังบริบทของไทยเท่านั้น ไม่ใช่การสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ภายใต้บริบทของสังคมไทยเองแต่ประการใด</span></span></span></p>
<p><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;"> </span></span><span style="font-family:Tahoma;"><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;">ถึงแม้กระนั้นก็ตาม การตีพิมพ์งานแปลบางประเภทก็ยังควรทำอยู่ หากงานแปลนั้นเข้าข่ายของการเป็น “ผลงานสร้างสรรค์ทางวิชาการ” ที่พูดถึงข้างต้น หากงานที่นำมาแปลนั้นไม่ใช่เพียงแค่หนังสือตำราธรรมดาๆ แต่เป็นงานระดับ “แบบแผน” หรือที่เรียกว่า </span></span></span><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;">classic </span></span><span style="font-family:Tahoma;"><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;">ที่เป็นต้นรากของอารยธรรมของภาษาที่จะแปล และหากผู้แปลมิได้ทำการแปลอย่างเดียว แต่มีการศึกษาวิจัยบริบทต่างๆเกี่ยวกับตัวบทที่จะแปล เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของตัวบทอย่างรอบด้าน มิใช่เพียงแค่ได้แต่ความหมายตามตัวอักษรของงานที่จะแปลอย่างเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ย่อมควรที่สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจะให้การสนับสนุน</span></span></span></p>
<p><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;"> </span></span><span style="font-family:Tahoma;"><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;">ตัวอย่างก็เช่น ผมเคยแปลงานทางพระพุทธศาสนามหายานมาหลายชิ้น เช่นเรื่อง </span></span><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;"><em>โศลกมูลฐานว่าด้วยทางสายกลาง</em></span></span><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;"> ของท่านนาคารชุน ซึ่งจัดพิมพ์โดยมูลนิธิพันดารา การแปลนี้แปลจากภาษาอังกฤษ ซึ่งได้แปลมาจากภาษาทิเบตกับภาษาสันสกฤตอีกทอดหนึ่ง การแปลดังกล่าวนี้จะไม่ช่วยให้ผู้อ่านเกิดความรู้ความเข้าใจคำสอนของพระพุทธศาสนาแต่อย่างใด หากผู้แปลมิได้เขียนคำนำอธิบายความหมายและบริบทโดยรวมของงานชิ้นนี้ของท่านนาคารชุนอย่างละเอียด การเขียนคำนำอย่างละเอียดนี้ก็เป็นการ “จัดวาง” งานอันสำคัญชิ้นนี้ให้อยู่ในที่ทางที่ผู้อ่านจะมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างงานชิ้นนี้กับชิ้นอื่นๆและคำสอนอื่นๆในพระพุทธศาสนาที่ผู้อ่านคุ้นเคยอยู่ได้ </span></span></span></p>
<p><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;"> </span></span><span style="font-family:Tahoma;"><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;">ดังนั้น หากท่านสนใจจะส่งงานแปลมาให้สำนักพิมพ์พิจารณา โปรดรับทราบว่าโอกาสที่เราจะรับตีพิมพ์ผลงานของท่านจะมีมากขึ้น หากท่านแปลงานต้นฉบับแบบแผนทางอารยธรรมอย่างที่พูดถึงข้างต้น และมีการเขียนคำนำหรือคำอธิบายความหมาย </span></span></span><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;">(commentary) </span></span><span style="font-family:Tahoma;"><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;">อย่างละเอียด แทนที่จะเป็นการแปลงานตำราสมัยใหม่แต่อย่างเดียว </span></span></span></p>
<p><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;">โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์</span></span></p>
<p><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;">รองผู้อำนวยการสำนักพิมพ์</span></span></p>
<p><span style="font-family:Kinnari;"><span style="font-size:small;"> </span></span></p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/philoflanguage.wordpress.com/483/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/philoflanguage.wordpress.com/483/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/philoflanguage.wordpress.com/483/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/philoflanguage.wordpress.com/483/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/philoflanguage.wordpress.com/483/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/philoflanguage.wordpress.com/483/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/philoflanguage.wordpress.com/483/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/philoflanguage.wordpress.com/483/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/philoflanguage.wordpress.com/483/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/philoflanguage.wordpress.com/483/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/philoflanguage.wordpress.com/483/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/philoflanguage.wordpress.com/483/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/philoflanguage.wordpress.com/483/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/philoflanguage.wordpress.com/483/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=483&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/04/12/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b9%8c%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%9b%e0%b8%a5/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<georss:point>13.738967 100.533439</georss:point>
		<geo:lat>13.738967</geo:lat>
		<geo:long>100.533439</geo:long>
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3f701d0ca6e182471b19c151cde0c6a?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">soraj</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>ตัวตนออนไลน์</title>
		<link>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/02/19/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/02/19/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 19 Feb 2011 08:00:50 +0000</pubDate>
		<dc:creator>soraj</dc:creator>
				<category><![CDATA[Content]]></category>
		<category><![CDATA[ความเป็นจริง]]></category>
		<category><![CDATA[ตัวตน]]></category>
		<category><![CDATA[ปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[อภิปรัชญา]]></category>
		<category><![CDATA[ออนไลน์]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[facebook]]></category>
		<category><![CDATA[hi5]]></category>
		<category><![CDATA[myspace]]></category>
		<category><![CDATA[twitter]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://philoflanguage.wordpress.com/?p=477</guid>
		<description><![CDATA[(บทความข้างล่างนี้ผมเขียนขึ้นเพื่อลงพิมพ์ในหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาโลกออนไลน์ จัดโดยคณะสิงคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Thai Netizen Marathon ของเครือข่ายพลเมืองเน็ต) &#8230; ผลกระทบประการหนึ่งของเว็บไซต์ที่เรียกกันว่า “เครือข่ายทางสังคม” ได้แก่การที่เว็บไซต์ดังกล่าว เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ในหลากหลายรูปแบบกว่าที่ผ่านมา และที่สำคัญได้แก่การที่เว็บไซต์เหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้เป็น “เพื่อน” กันในโลกออนไลน์ ซึ่งทำให้กิจกรรมทางสังคมต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในโลก “ออฟไลน์” หรือโลกของคนที่ประกอบด้วยเนื้อหนังตามปกติ สามารถเกิดขึ้นได้ในโลก “ออนไลน์” หรือโลกของคนที่ประกอบด้วยสัญญาณอิเล็คทรอนิกส์ผ่านคอมพิวเตอร์ การติดต่อสื่อสาร การเป็นเพื่อนกันกับการทำกิจกรรมทางสังคมต่างๆนี้ทำให้ผู้คนสามารถสร้าง “ตัวตน” ของตนเองในโลกใหม่อันได้แก่โลก “ออนไลน์” นี้ได้ ซึ่งบางครั้งก็เหมือนกับตัวตนเดิมของตัวเอง แต่บางครั้งก็ไม่เหมือน ทั้งหมดนี้ทำให้น่าสนใจมากว่า ตัวตนในโลกออนไลน์นี้เป็นอย่างไร สร้างขึ้นมาได้อย่างไร และเหมือนหรือต่างกับตัวตนของเราที่มีอยู่แล้วอย่างไร ก่อนจะอภิปรายเรื่องนี้ต่อไป ขอให้เราลองมาสังเกตลักษณะทั่วๆไปของเว็บเครือข่ายทางสังคมนี้ก่อน ในปัจจุบันเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมที่มีผู้ใช้มากที่สุดได้แก่เว็บเฟสบุ๊ค (www.facebook.com) และเว็บทวิตเตอร์ (www.twitter.com) แต่จริงๆแล้วเว็บเครือข่ายทางสังคมมีมากมาย แต่ก็ไม่มีผู้ใช้มากแพร่หลายเท่ากับสองเว็บนี้ เว็บเครือข่ายทางสังคมอื่นๆนอกจากนี้ก็มี ไฮไฟว์ (www.hi5.com) มายสเปซ (www.myspace.com) ออร์คุต (www.orkut.com) และอื่นๆอีกมาก ลักษณะสำคัญของเว็บเหล่านี้ก็คือเวลาจะใช้ผู้ใช้ต้องสมัครเป็นสมาชิก แล้วจากนั้นก็ชวนผู้ใช้คนอื่นๆมาเป็น “เพื่อน” ซึ่งก็คือการชวนคนอื่นๆที่เป็นสมาชิกของเว็บเดียวกันมาเป็นผู้รับข้อมูลข่าวสารจากเรา และเราเองก็จะได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาด้วย [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=477&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>(บทความข้างล่างนี้ผมเขียนขึ้นเพื่อลงพิมพ์ในหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาโลกออนไลน์ จัดโดยคณะสิงคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Thai Netizen Marathon ของเครือข่ายพลเมืองเน็ต)</p>
<p>&#8230;</p>
<p>	ผลกระทบประการหนึ่งของเว็บไซต์ที่เรียกกันว่า “เครือข่ายทางสังคม” ได้แก่การที่เว็บไซต์ดังกล่าว เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ในหลากหลายรูปแบบกว่าที่ผ่านมา และที่สำคัญได้แก่การที่เว็บไซต์เหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้เป็น “เพื่อน” กันในโลกออนไลน์ ซึ่งทำให้กิจกรรมทางสังคมต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในโลก “ออฟไลน์” หรือโลกของคนที่ประกอบด้วยเนื้อหนังตามปกติ สามารถเกิดขึ้นได้ในโลก “ออนไลน์” หรือโลกของคนที่ประกอบด้วยสัญญาณอิเล็คทรอนิกส์ผ่านคอมพิวเตอร์ การติดต่อสื่อสาร การเป็นเพื่อนกันกับการทำกิจกรรมทางสังคมต่างๆนี้ทำให้ผู้คนสามารถสร้าง “ตัวตน” ของตนเองในโลกใหม่อันได้แก่โลก “ออนไลน์” นี้ได้ ซึ่งบางครั้งก็เหมือนกับตัวตนเดิมของตัวเอง แต่บางครั้งก็ไม่เหมือน ทั้งหมดนี้ทำให้น่าสนใจมากว่า ตัวตนในโลกออนไลน์นี้เป็นอย่างไร สร้างขึ้นมาได้อย่างไร และเหมือนหรือต่างกับตัวตนของเราที่มีอยู่แล้วอย่างไร<br />
	ก่อนจะอภิปรายเรื่องนี้ต่อไป ขอให้เราลองมาสังเกตลักษณะทั่วๆไปของเว็บเครือข่ายทางสังคมนี้ก่อน ในปัจจุบันเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมที่มีผู้ใช้มากที่สุดได้แก่เว็บเฟสบุ๊ค (www.facebook.com) และเว็บทวิตเตอร์ (www.twitter.com) แต่จริงๆแล้วเว็บเครือข่ายทางสังคมมีมากมาย แต่ก็ไม่มีผู้ใช้มากแพร่หลายเท่ากับสองเว็บนี้ เว็บเครือข่ายทางสังคมอื่นๆนอกจากนี้ก็มี ไฮไฟว์ (www.hi5.com) มายสเปซ (www.myspace.com) ออร์คุต (www.orkut.com) และอื่นๆอีกมาก ลักษณะสำคัญของเว็บเหล่านี้ก็คือเวลาจะใช้ผู้ใช้ต้องสมัครเป็นสมาชิก แล้วจากนั้นก็ชวนผู้ใช้คนอื่นๆมาเป็น “เพื่อน” ซึ่งก็คือการชวนคนอื่นๆที่เป็นสมาชิกของเว็บเดียวกันมาเป็นผู้รับข้อมูลข่าวสารจากเรา และเราเองก็จะได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาด้วย ในกรณีของเฟสบุ๊ค เมื่อเราเป็นเพื่อนกับใคร ข้อมูลข่าวสารที่เขานำเสนอก็จะมาปรากฏในหน้าแรกของเว็บของเราเมื่อเราล็อกอินเข้าไป ในทำนองเดียวกันข้อมูลข่าวสารของเราก็จะไปปรากฏในหน้าแรกของเขาเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตามในกรณีของทวิตเตอร์มีข้อแตกต่างกันเล็กน้อย ทวิตเตอร์มีลักษณะเหมือนกับเว็บ “บล๊อก” (blog) คือเว็บที่เราสามารถโพสบันทึกข้อความเข้าไปได้ ซึ่งเมื่อเราโพสข้อความไป คนที่ “ตาม” งานของเราก็จะเห็นโพสของเราในหน้าแรกของเขา แต่หากเราไม่ได้ “ตาม” งานของเขาเราก็จะไม่เห็นโพสของเขาในหน้าของเรา ไม่เหมือนกับเฟสบุ๊คที่เพื่อนกันจะ “ตาม” งานของกันและกันโดยอัตโนมัติ แต่ไม่ว่าจะต่างกันในรายละเอียดอย่างไร สองเว็บนี้ก็แสดงลักษณะของเว็บเครือข่ายทางสังคมอย่างชัดเจน<br />
	ลักษณะสำคัญของเฟสบุ๊คและทวิตเตอร์ที่แตกต่างจากเว็บรุ่นก่อนๆที่ไม่มีลักษณะเป็นเครือข่ายทางสังคม ก็คือว่า ในเว็บเครือข่ายทางสังคมนั้น ความเป็น “ตัวตน” ของเราจะปรากฏออกมาอย่างชัดเจน ราวกับว่าตัวเราเองเข้าไปอยู่ในเว็บไซต์นั้นพร้อมๆกับตัวตนของเพื่อนๆของเรา การติดต่อสื่อสารกันก็เป็นไปอย่างหลากหลาย มีทั้งการโพสข้อความ การลิงค์วิดิโอ ลิงค์เพลง และข้อมูลอื่นๆ ส่วนเว็บรุ่นก่อนที่มีการติดต่อสื่อสารเช่นเดียวกัน ไม่มีช่องทางหลากหลายเท่านี้ เว็บรุ่นก่อนที่เรารู้จักกันดีก็เช่นเว็บพันธ์ทิพย์ (www.pantip.com) ซึ่งเป็นเว็บสนทนาอภิปราย (web discussion forum) แต่ข้อแตกต่างสำคัญระหว่างเว็บสองประเภทนี้ก็คือว่า ตัวตนของเราไม่ได้ปรากฏชัดเจนมากในพันธ์ทิพย์เท่ากับในเฟสบุ๊คหรือทวิตเตอร์ อันที่จริงในเว็บอย่างพันธ์ทิพย์ ผู้ใช้สามารถใส่ข้อมูลส่วนตัวที่เรียกว่า “โพรไฟล์” เข้าไปได้ แต่นั่นก็เป็นเพียงข้อมูลนิ่งๆเหมือนกับเป็นข้อมูลสาธารณะที่เราหาได้ทางสมุดโทรศัพท์หรืออื่นๆแบบเดียวกัน แต่ในเฟสบุ๊คนั้น ความเป็นตัวตนปรากฏอย่างชัดเจนเป็นส่วนหนึ่งที่แยกไม่ออกจากข้อมูลต่างๆที่ประกอบขึ้นเป็นข้อมูลทั้งหมดของเว็บนั้นเอง ลักษณะสำคัญของเฟสบุ๊คก็คือ มีช่องทางให้โพสข้อความที่ผู้ใช้บอกเพื่อนๆของเขาได้ว่า ตอนนี้คิดอะไรอยู่ หรือทำอะไรอยู่ เฟสบุ๊คเรียกช่องทางนี้ว่า “สถานะปัจจุบัน” หรือ status update ทันทีที่เราบอกไปใน status update ว่าเราคิดอะไรอยู่ หรือกำลังทำอะไรอยู่ ข้อความนั้นจะไปปรากฏในหน้าแรกของเฟสบุ๊คของเพื่อนๆเราทันที ในทวิตเตอร์ก็เช่นเดียวกัน เมื่อเราโพสอะไรลงไป (ลักษณะพิเศษของทวิตเตอร์คือเป็นบล๊อกขนาดเล็ก (microblog) คือผู้ใช้สามารถโพสข้อความได้ครั้งละไม่เกิน 140 ตัวอักษรเท่านั้น) ทุกคนที่ตามงานของเราก็ได้เห็นสิ่งที่เราโพสนั้น ซึ่งลักษณะนี้ต่างจากบล๊อกทั่วๆไปที่ไม่มีหน้าแรกที่ผู้ใช้จะเห็นงานของคนอื่นๆที่โพสมาในบล๊อกนั้นๆได้ นี่เป็นการเปลี่ยนแปลงอันสำคัญที่ทำให้เว็บเครือข่ายทางสังคมมีพลังในการเปลี่ยนแปลงสังคมเป็นอันมาก<br />
	ลักษณะเช่นนี้ของเว็บเครือข่ายทางสังคมทำให้เกิดปัญหาขึ้นว่า ตัวตนในโลกออนไลน์นั้นเหมือนหรือต่างจากตัวตนปกติของเราอย่างไร ปัญหาเกี่ยวกับตัวตนที่มีอยู่ในปรัชญาก็คือว่า ตัวตนคืออะไร มีหลักเกณฑ์อะไรที่กำหนดว่าตัวตนของบุคคลคนหนึ่งเป็นตัวตนเดียวกันในช่วงเวลาที่ผ่านไป ปัญหานี้มีมาในปรัชญามานานมากแล้ว เพราะตัวตนเป็นอะไรที่อยู่ติดกับตัวเรามาตลอด อันที่จริงเมื่อเราพูดถึง “ตัวเรา” ก็คือตัวตนของเรานั่นเอง เวลาเราคิดถึงตัวเราเอง เช่นเมื่อเราเรียกตัวเราว่า “ตัวฉัน” หรืออ้างถึงตัวเราในประโยคต่างๆ เช่นบอกว่า “ฉันหิวข้าว” คำว่า “ฉัน” ในประโยคนี้ระบุถึงอะไรกันแน่ คนที่เคยเรียนปรัชญามาอาจจะนึกถึงคำกล่าวอันมีชื่อเสียงของเรอเน เดส์การ์ตส์ที่ว่า “ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่” (I think, therefore I am) ที่วางตำแหน่งของตัวตนไว้ในฐานะที่สำคัญมากๆในปรัชญา คือเป็นต้นตอของการรับรู้ว่ามีความรู้ที่มั่นคงแน่นอน<br />
	อย่างไรก็ตาม เราคงไม่มีเวลาอภิปรายเกี่ยวกับปรัชญาของเดส์การ์ตส์ในที่นี้ ปัญหาเกี่ยวกับตัวตนอีกประการหนึ่งก็คือ เราจะเข้าใจการที่ตัวตนหนึ่งๆเป็นตัวตนเดียวกันในเวลาที่ผ่านไปได้อย่างไร ปัญหานี้ฟังดูง่ายๆแต่เอาเข้าจริงๆแล้วยากมากๆ นักปรัชญาเองก็มีทรรศนะที่หลากหลายมากๆเกี่ยวกับเรื่องนี้ ถ้อยคำของปัญหานี้ทำให้ฟังดูเหมือนกับว่า ตัวตนสามารถเป็นตัวตนเดียวกันได้ในเวลาที่ผ่านไป ปัญหาอยู่ที่ว่าจะเข้าใจการเป็นตัวตนเดียวกัน หรือเรียกอีกอย่างว่า “เอกลักษณ์” (identity) ของตัวตนได้อย่างไร แต่ก็มีนักปรัชญาจำนวนหนึ่งที่เชื่อว่า เราไม่สามารถบอกได้เลยว่าตัวตนมีเอกลักษณ์ในเวลาที่ผ่านไปได้อย่างไร บางคนบอกว่าความทรงจำของเราเองนั่นแหละที่เป็นตัวกำหนดเอกลักษณ์ นักปรัชญาบางคนบอกไม่ใช่แต่เป็นร่างกายของเราต่างหาก บางคนบอกว่าเป็นบุคลิกภาพของเรา คำตอบมีหลากหลายมาก ใครที่สนใจก็ขอให้หาหนังสือเกี่ยวกับเรื่องนี้อ่านได้จากบรรณุกรมท้ายบทความนี้<br />
	นอกจากนี้ เมื่อตัวตนของเราเข้ามาอยู่ในโลกออนไลน์ ปัญหาเหล่านี้ก็ยังคงอยู่และก็ยังมีปัญหาใหม่เพิ่มเข้ามาอีกด้วย เช่นตัวตนในโลกออนไลน์เหมือนหรือแตกต่างจากตัวตนในโลกออฟไลน์อย่างไร เมื่อผมสร้างโพรไฟล์ขึ้นมา หรือเรียกอีกอย่างว่า “อวตาร” ในโลกออนไลน์ ผมเองกับอวตารของผมถือเป็นคนๆเดียวกันหรือไม่ เราจะเข้าใจการเป็นหนึ่งเดียวกันของอวตารได้อย่างไร เรื่องเหล่านี้ซับซ้อนมากขึ้นเมื่อปรากฏว่ามีหลายคนที่สร้างโพรไฟล์หรืออวตารของตัวเองขึ้นมาหลายตัว (การใช้คำว่า “อวตาร” ก็เหมาะมาก เพราะทำให้เรานึกถึงอวตารต่างๆของพระนารายณ์ ที่ลงมายังโลกในรูปต่างๆกัน เช่นเป็นหนู เป็นปลา เป็นครึ่งคนครึ่งสิงห์ หรือเป็นพระราม เป็นต้น ปัญหาทางปรัชญาก็คือว่า พระรามกับพระนารายณ์เป็น บุคคล คนเดียวกันหรือไม่ (ถามว่าเป็น เทพ องค์เดียวกันไม่ถูกต้อง เพราะพระรามเป็นคนธรรมดาไม่ใช่เทพ แม้ว่าจะเป็นอวตารของเทพก็ตาม) หรือปลาที่เป็นอวตารกับหนูที่เป็นอวตารถือว่ามี “เอกลักษณ์” เดียวกันหรือไม่ อย่างไร ฯลฯ) สิ่งหนึ่งที่เว็บเครือข่ายทางสังคมให้แก่เรา คือเราสามารถสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ได้ซึ่งอาจจะเหมือนหรือแตกต่างกับตัวตนปกติของเราก็ได้ หลายๆคนก็ทำอย่างนี้ เช่นบางคนเอารูปสัตว์เลี้ยงของตัวเองมาโพสเป็นหน้าโพรไฟล์หลักของตัวเอง และอีกหลายคนก็ตั้งชื่อใหม่ๆต่างๆนานาเพื่อเป็นตัวแทนของตัวเอง เช่นศิษย์เก่าคนหนึ่งของผมใช้ชื่อว่า “Burn Out” ในเฟสบุ๊ค โปรแกรมก็จะเข้าใจว่าเขาชื่อต้นว่า Burn นามสกุล Out หรือบางคนตั้งชื่อว่า “เฮลั่น สนั่นทุ่ง” เป็นต้น การใช้ชื่อตั้งเองเช่นนี้อาจไม่ได้มีเจตนาจะหลอกลวงให้เกิดความเข้าใจผิด ว่าตัวตนของเราจริงๆเป็นคนอื่น ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงก็ต้องเป็นเรื่องของการตั้งใจจะให้โพรไฟล์ของเราเป็นบุคคลอีกคนหนึ่งที่มีตัวตนอยู่จริงๆ เช่นอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร มีโพรไฟล์อยู่บนเฟสบุ๊คมากมาย แต่หลายโพรไฟล์นั้นก็เป็นของคนอื่นตั้งขึ้นมาเพื่อปลอมตัวเป็นทักษิณ โดยมีวัตถุประสงค์ต่างๆกัน แต่การตั้งชื่อว่า “Burn Out” หรือ “เฮลั่น สนั่นทุ่ง” ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายอย่างนั้น เพราะแน่นอนว่าย่อมไม่มีใครมีชื่อแบบนี้จริงๆ แต่น่าจะเป็นการที่ผู้ใช้ที่เป็นเจ้าของโพรไฟล์นั้นไม่อยากจะเปิดเผยตัวเองออกมา แต่อยากจะติดต่อกับคนอื่นๆบนเฟสบุ๊คผ่าน “ตัวแทน” ของเขามากกว่า<br />
	การทำเช่นนี้มีข้อสังเกตว่าเกิดขึ้นมากเฉพาะผู้ใช้เฟสบุ๊คหรือทวิตเตอร์ในประเทศไทยเท่านั้น ยังไม่ค่อยปรากฏว่ามีการใช้แบบนี้ในประเทศอื่นๆ สาเหตุอาจจะเป็นเพราะว่าผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยคุ้นเคยกับระบบของเว็บสนทนาอภิปรายแบบพันธ์ทิพย์ดอทคอม ซึ่งไม่ค่อยมีใครใช้ชื่อจริงในการโพสเป็นปกติอยู่แล้ว (ถึงแม้ว่าจะสาวกลับไปถึงตัวจริงได้ก็ตาม) เมื่อมาใช้เฟสบุ๊คก็เลยพาเอาความเคยชินนี้ติดมาด้วย นอกจากนี้ก็อาจมีเหตุผลเกี่ยวกับว่าประเทศไทยยังขาดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นค่อนข้างมาก ดังนั้นเมื่อเฟสบุ๊คหรือทวิตเตอร์เปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นจากตัวบุคคลของผู้ใช้เอง ผู้ใช้หลายคนก็รู้สึกว่าไม่อยากเปิดเผยตัวเองขนาดนั้น เลยคิดว่าน่าจะตั้งโพรไฟล์บุคคลสมมติขึ้นมาเป็นตัวแทนในการแสดงหรือเปิดเผยตัวเอง ซึ่งการตั้งโพรไฟล์เช่นนี้ก็ยังเป็นที่รู้กันอยู่ดีในกลุ่มเพื่อนใกล้ชิดของผู้ใช้นั้นเองว่า ตัวจริงเบื้องหลังชื่อแปลกๆชื่อนั้นชื่อนี้เป็นของใคร ตัวอย่างก็คือ Burn Out เป็นศิษย์เก่าที่เคยเรียนกับผม และผมก็รู้จักตัวจริง ชื่อจริงนามสกุลจริงของเขาเป็นอย่างดี เขาก็ไม่คิดจะปิดบังเรื่องนี้จากผมหรือคนอื่นๆในกลุ่มเพื่อนของเขาที่รู้จักอยู่แล้วว่าเขาคือใคร สังเกตได้จากการคอมเมนท์โพสต่างๆของ Burn Out ที่บางทีผู้โพสก็อ้างถึงชื่อจริง (หรือชื่อเล่นจริง) ของ Burn Out ซึ่ง Burn Out เองก็ไม่ติดใจจะปิดบังแต่ประการใด<br />
	ปัญหาก็คือว่า Burn Out ที่โพสข้อความหรือภาพต่างๆเมื่อปีที่แล้วกับ Burn Out ที่ปรากฏตัวอยู่บนเฟสบุ๊คในขณะนี้เป็นตัวเดียวกันได้อย่างไร? คำตอบที่ง่ายที่สุดเห็นจะได้แก่ ก็เขาใช้ชื่อเดียวกัน แต่เราก็รู้กันว่าคนเราเปลี่ยนชื่อกันได้ นอกจากนั้นก็เป็นไปได้เสมอที่คนหลายคนใช้ชื่อซ้ำกัน ดังนั้นชื่อจึงไม่ใช่คำตอบแน่นอน อีกคำตอบหนึ่งอาจจะได้แก่ Burn Out เมื่อปีที่แล้วชอบโพสเรื่องเกี่ยวกับหนัง ปีนี้ก็ยังชอบโพสแบบเดียวกัน คำตอบนี้ก็น่าสงสัยอีกเช่นกัน เพราะสมาชิกเฟสบุ๊คที่ชอบเรื่องภาพยนตร์มีมากมาย แล้วจะกำหนดลงไปอย่างไรว่าเป็น Burn Out คนเดียวกัน ถึงแม้ว่าเราจะเจาะจงประเภทของหนังลงไป เช่นหนังผี ก็ยังหนีไม่พ้นข้อสงสัยนี้อยู่ดีเพราะไม่เพียงแต่ Burn Out คนเดียวที่ชอบโพสเรื่องหนังผีบนเฟสบุ๊ค ดังนั้นการโพสหนังผีจึงย่อมไม่เพียงพอที่จะทำให้เราระบุไปได้ว่า Burn Out ในอดีตกับ Burn Out ในปัจจุบันเป็นคนๆเดียวกัน บางคนอาจจะให้ดูไปที่ email address ของ Burn Out ถ้ายังเป็น address เดียวกันก็ย่อมเป็นคนเดียวกัน การอ้างถึง email address มีโอกาสสูงที่จะระบุถึงคนๆเดียวกัน แต่เราก็อาจจะนึกถึงสถานการณ์ที่ในเวลาหนึ่ง บุคคลคนหนึ่งใช้อีเมล์นี้ แต่ต่อมาเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ใช้อีเมล์เดียวกันนี้ การทำเช่นนี้ไม่ได้ผิดกฎหมายแต่ประการใด ยิ่งไปกว่านั้นคนไทยส่วนใหญ่ก็นิยมตั้งอีเมล์ของตัวเองแปลกๆที่ไม่ได้เหมือนกับชื่อจริงของตัวเองอยู่แล้ว การอ้างอีเมล์ก็ไม่น่าจะประสบความสำเร็จในการระบุตัวตนแต่ประการใด บางคนอาจคิดว่าให้ดูเลขประจำตัวประชาชน ซึ่งก็ไปกันใหญ่เพราะเฟสบุ๊คเป็นเว็บจากสหรัฐฯ เขาไม่สนใจจะเก็บบันทึกเลขประจำตัวประชาชนของคนไทยแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้นหากเฟสบุ๊คคิดจะเก็บ ก็จะต้องโดนประท้วงขนานใหญ่จากชุมชนทั่วโลกแน่นอน เพราะเท่ากับเป็นการละเมิดสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนอย่างชัดแจ้ง (ผิดกับเว็บเมืองไทย หรือกฎหมายใหม่ๆอันล้าหลังของเมืองไทยเช่น พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์) สรุปก็คือเลขประจำตัวประชาชนใช้ไม่ได้ นอกจากนี้ก็ยังมีการปฏิบัติแปลกๆเช่นใช้โปรแกรมสร้างเลขประจำตัวปลอมขึ้นมา หรือไปเอาเลขของใครก็ไม่รู้มาใช้ในการสมัครเข้าใช้เว็บ เป็นต้น ซึ่งเรื่องเหล่านี้ก็ต้องอภิปรายกันต่อไปในรายละเอียด<br />
	 เมื่อเป็นเช่นนี้หนทางที่เหลืออยู่ก็คงจะต้องเป็นการอ้างกลับไปที่บุคคลของผู้ใช้ในโลกออฟไลน์เอง โดยที่หากบุคคลในโลกจริงหรือออฟไลน์เป็นบุคคลคนเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไปหนึ่งปี ตัวตนในโลกออนไลน์ของบุคคลคนนี้เมื่อปีที่แล้วกับเมื่อปัจจุบันนี้ก็ควรจะเป็นบุคคลคนเดียวกันด้วย การแก้ปัญหาเช่นนี้เป็นการโยนภาระการพิสูจน์ไปให้แก่ตัวตนในโลกออฟไลน์ ซึ่งจริงๆแล้วก็มีปัญหาไม่แพ้กัน กล่าวคือเรารู้ได้อย่างไรว่าบุคคลที่มีชื่อว่า “โสรัจจ์” เมื่อปีที่แล้ว กับในปัจจุบันที่กำลังพิมพ์บทความนี้อยู่เป็นบุคคลคนเดียวกัน ผมอาจจะตอบว่าผมจำได้ว่าตัวผมเมื่อปีที่แล้ว กับในเวลานี้เป็นคนๆเดียวกัน แต่การใช้ความจำเป็นหลักเกณฑ์นี้ประสบกับปัญหาคือว่า การที่ผมจะแน่ใจได้ว่าสิ่งที่ผมจำได้เป็นบุคคลคนเดียวกับผมในตอนนี้ ผมจะต้องเป็นบุคคลคนเดียวกับบุคคลเมื่อปีที่แล้วเสียก่อน ซึ่งการเป็นคนๆเดียวกันนี้เป็นฐานให้แก่การที่ความจำของผมจะเป็นอะไรที่ผมไว้วางใจได้ หากไม่มีฐานที่ว่านี้ความจำของผมก็จะเชื่ออะไรไม่ได้ เพราะปรากฏบ่อยๆว่าเราคิดว่าเราจำอะไรได้ แต่จริงๆแล้วเป็นเพียงความคิดไปเฉยๆที่ไม่เป็นความจริง อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาเอกลักษณ์ของบุคคลในโลกออฟไลน์นั้น ต้องเป็นปัญหาแยกออกไปเพราะนักปรัชญาปลุกปล้ำกับปัญหานี้มาเป็นร้อยๆปีแล้ว แต่เรื่องเอกลักษณ์ของบุคคลในโลกออนไลน์เป็นเรื่องใหม่ ซึ่งก็เป็นจุดสนใจของบทความนี้<br />
	เมื่อเป็นเช่นนี้เราจะทำอย่างไร? การที่เราไม่สามารถใช้ความทรงจำเป็นที่มาของเอกลักษณ์ได้ย่อมหมายความว่ากลไกใดๆก็ตามที่เป็นเรื่องของภายในจิตใจหรือภายในการรับรู้ของบุคคล ไม่น่าจะเป็นหลักตัดสินเอกลักษณ์ได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นอะไร เช่นความจำ ความคิด ความฝัน ความรู้สึก ฯลฯ ที่เป็นเรื่องของการคิดการรู้สึกภายในใจของบุคคลคนหนึ่ง ย่อมต้องมีฐานรองรับที่อยู่นอกเหนือความคิดนั้นๆอยู่เสมอจึงจะทำให้เราสามารถเชื่อได้ว่าความคิดต่างๆเหล่านั้นเป็นความจริง เราจะเข้าใจเรื่องนี้ได้หากเราถามว่าเราจะแยกแยะระหว่างความฝันกับความเป็นจริงได้อย่างไร วิธีแยกตามสามัญสำนึกก็คือว่าความฝันไม่มีความเป็นจริงรองรับ ส่วนการรับรู้ความเป็นจริงนั้นมี เช่นหากเราฝันไปว่าเรากำลังบิน ย่อมไม่มีอะไรรองรับ ไม่เหมือนกับการรับรู้ของผมในขณะนี้ที่รู้ตัวอยู่ว่ากำลังพิมพ์งานบนคอมพิวเตอร์ อากาศค่อนข้างร้อน ฯลฯ นักปรัชญาอย่างเดส์การ์ตส์พยายามจะให้เราละทิ้งสามัญสำนึกนี้ ซึ่งผมเห็นว่าไปผิดทางเป็นอย่างยิ่ง (การพูดเรื่องนี้อย่างละเอียดคงต้องยกไปพูดที่อื่น) ดังนั้นหากเราจะหาที่มาหรือฐานรองรับเอกลักษณ์ของบุคคลในโลกออนไลน์จริงๆ เราก็ต้องหาที่ความเป็นจริงภายนอก ซึ่งการคิดเช่นนี้ก็ตรงกับการประพฤติปฏิบัติของเราตามธรรมดาอยู่แล้ว เช่นเราอยากรู้ว่า Burn Out ที่โพสเรื่องนี้ๆเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว กับ Burn Out ที่โพสเรื่องนี้ๆในเดือนกุมภาปีนี้ เป็นตัวตนในโลกออนไลน์ตัวเดียวกันหรือไม่ คำตอบต้องหาจากว่า Burn Out ทั้งสองตัว (ในสองเวลา) มีการติดต่อสื่อสารกับคนอื่นๆอย่างไร ซึ่งหากคนอื่นๆที่เขาติดต่อด้วยเป็นคนเดิมเป็นส่วนใหญ่ ก็น่าจะมั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่าเป็นคนๆเดียวกัน แน่นอนว่าการแก้ปัญหาเช่นนี้ยังไม่ถึงที่สุด เพราะเรารู้ได้อย่างไรว่าเพื่อนๆของ Burn Out ในสองช่วงเวลาเป็นคนๆเดียวกันจริงๆ แต่หากเราถามเช่นนี้ไปเรื่อยๆเราก็จะไม่สามารถหาคำตอบได้เลย ซึ่งก็จะเป็นเหมือนกับปัญหาปรัชญาอื่นๆที่เหมือนกับพายเรือในอ่าง นอกจากนี้ก็ยังมีความสัมพันธ์อื่นๆที่ Burn Out มี การโพสเรื่องแบบเดียวกันในสองช่วงเวลาก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เรามั่นใจเพิ่มมากขึ้นได้ว่า เขาเป็นคนๆเดียวกัน แม้ว่าการโพสเรื่องแบบเดียวกันจะไม่ใช่คำตอบสุดท้าย แต่ก็ไปประกอบกับปัจจัยอื่นๆทำให้เรามั่นใจมากขึ้นได้ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกันจริงๆ<br />
*<br />
	ที่กล่าวมานี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของปัญหาเท่านั้น ยังมีปัญหาอื่นๆเกี่ยวกับตัวตนมากมายที่ยังไม่ได้พูดถึงในบทความนี้ เช่น การประกอบสร้างตัวตนในโลกออนไลน์ทำอย่างไร? มีวิธีการอย่างไร? เราจะมั่นใจได้มากน้อยเพียงใดว่า ตัวตนในโลกออนไลน์เป็น “ตัวแทน” ที่ถูกต้องของตัวตนในโลกออฟไลน์? จริงๆแล้วตัวไหน จริง กว่ากัน ระหว่างตัวตนออนไลน์กับออฟไลน์?  ปัญหาเหล่านี้ท้ายที่สุดก็ต้องอาศัยการคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนเกี่ยวกับปัญหาเรื่องเอกลักษณ์ของตัวตนและบุคคลตามที่ผมได้เริ่มกล่าวมาข้างต้น เราจะเห็นว่าปัญหาปรัชญานั้นจะไปโผล่ตามที่ต่างๆได้เสมอ บางคนอาจเคยคิดว่าปรัชญาเป็นเรื่องไกลตัว เป็นนามธรรม และคิดวนอยู่แต่เรื่องเดียวเป็นพันๆปี แต่เราคงเห็นแล้วว่า แม้ในปรากฏการณ์ที่ใหม่มากๆ เช่นเว็บเครือข่ายทางสังคมอย่างเฟสบุ๊คหรือทวิตเตอร์ ก็ปรากฏปัญหาปรัชญาอันน่าสนใจอยู่มากมาย ซึ่งเป็นปัญหาที่เราต้องมาช่วยกันคิด อภิปรายเพื่อหาคำตอบที่เราพอใจกันทั้งสิ้น</p>
<p>โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์<br />
ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์<br />
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย </p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/philoflanguage.wordpress.com/477/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/philoflanguage.wordpress.com/477/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/philoflanguage.wordpress.com/477/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/philoflanguage.wordpress.com/477/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/philoflanguage.wordpress.com/477/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/philoflanguage.wordpress.com/477/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/philoflanguage.wordpress.com/477/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/philoflanguage.wordpress.com/477/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/philoflanguage.wordpress.com/477/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/philoflanguage.wordpress.com/477/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/philoflanguage.wordpress.com/477/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/philoflanguage.wordpress.com/477/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/philoflanguage.wordpress.com/477/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/philoflanguage.wordpress.com/477/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=477&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/02/19/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b8%95%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%a5%e0%b8%99%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>4</slash:comments>
		<georss:point>13.738967 100.533439</georss:point>
		<geo:lat>13.738967</geo:lat>
		<geo:long>100.533439</geo:long>
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3f701d0ca6e182471b19c151cde0c6a?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">soraj</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>เขียนหนังสือให้สมบูรณ์ในตัวเอง</title>
		<link>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/01/30/%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/01/30/%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 30 Jan 2011 08:40:15 +0000</pubDate>
		<dc:creator>soraj</dc:creator>
				<category><![CDATA[Content]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การสอน]]></category>
		<category><![CDATA[การเขียน]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ตำรา]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักพิมพ์]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://philoflanguage.wordpress.com/?p=475</guid>
		<description><![CDATA[ในบรรดาหนังสือหรือตำราหลายเล่มที่เข้ามาที่สำนักพิมพ์ หลายเล่มมีเนื้อความสั้นๆ ห้วนๆ จนดูมีแต่หัวข้อมากกว่าเนื้อความ หนังสือเหล่านี้มีเนื้อหาที่เหมาะแก่การเป็นบันทึกย่อในเนื้อหานั้นๆ แทนที่จะเป็นตำราที่นิสิตนักศึกษาจะศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองได้ ในการเขียนตำราวิชาการนั้น เป้าหมายหลักอยู่ที่การอธิบายเนื้อความของวิชานั้นๆให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องมีพื้นฐานความรู้มากจนเกินไป เมื่อเป็นเช่นนี้การอธิบายหัวข้อต่างๆในหนังสืออย่างละเอียด พอที่ผู้อ่านทั่วไปจะเกิดความเข้าใจได้โดยไม่ต้องไปค้นคว้าจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก หนังสือหลายเล่มที่เข้ามายังสำนักพิมพ์มีเนื้อหาห้วนเกินไป ราวกับเป็นบันทึกย่อของผู้เขียน เพื่อเตือนความจำของผู้เขียนหรือผู้สอนว่าจะต้องพูดเรื่องอะไร แทนที่จะเป็นหนังสือที่รวบรวมแหล่งความรู้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเรื่องราวต่างๆได้ โดยไม่ต้องฟังคำบรรยายหรือต้องไปหาความรู้จากแหล่งอื่นๆอีก หากหนังสือหรือตำราเป็นเช่นนี้ก็ย่อมขาดคุณสมบัติสำคัญของการเป็นตำราที่ดี อันที่จริงแล้ว ตำราหรือหนังสือประกอบการเรียนนั้น ควรจะต้องมีเนื้อหามากกว่าคำบรรยายในชั้น คำบรรยายจะต้องเป็นการสรุปย่อเนื้อหาที่เรียนกันในรายวิชา ซึ่งเมื่อผู้เรียนอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม ก็จะได้ไปอ่านในตำรานั้นๆ การเรียนในชั้นควรเป็นการอภิปรายแสดงความคิดเห็นจากเนื้อหาที่มีอยู่ในตำรา ที่ผมเองทำบ่อยๆในวิชาที่ผมสอนคือ ให้นิสิตอ่านตำราเตรียมตัวมาก่อน แล้วพอพบกันในชั้นก็ไม่ต้องอธิบายตัวเนื้อหานั้นอีกแล้ว แต่ถือเสมือนว่านิสิตได้ทำความเข้าใจเนื้อหานั้นๆมาแล้ว เมื่อมาพบกันในชั้นก็อภิปรายถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นหัวข้อต่างๆที่ได้อ่านกันมาแล้ว บางครั้งผมก็สั่งงานให้นิสิตเตรียมเขียนคำถามมาเพื่อส่งให้ผม การให้นิสิตส่งคำถามมาให้แทนที่จะเป็นคำตอบของคำถามที่ตั้งไว้ก่อนล่วงหน้า มีผลดีในการฝึกฝนนิสิตให้รู้จักสงสัย รู้จักตั้งคำถาม เมื่อได้คำถามมาก็เอาคำถามนั้นมาช่วยกันหาคำตอบในชั้น เราจะทำอย่างนี้ได้ดีก็ต่อเมื่อมีตำราที่ครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถช่วยให้นิสิตเกิดความรู้ในรายวิชานั้นๆอย่างจริงจังได้ด้วยการอ่านด้วยตนเอง ตัวอย่างเช่น หากเราจะอธิบายให้นิสิตฟังเกี่ยวกับความหมายของ “การอ้างเหตุผล” กับ “ความสมเหตุสมผล” อันเป็นมโนทัศน์หลักในวิชาตรรกวิทยา นิสิตจะไม่เข้าใจเลยว่าการอ้างเหตุผลคืออะไร หากเราพูดแต่เพียงว่า “การอ้างเหตุผลได้แก่รูปแบบการใช้ภาษาแบบหนึ่งที่ประกอบด้วยข้ออ้างและข้อสรุป และมีจุดมุ่งหมายในการโน้มน้าวใจผู้ฟัง” การให้คำจำกัดความสั้นๆนี้อาจมีประโยชน์ในการให้นิสิตท่องแล้วจำไปสอบ แต่ไม่มีประโยชน์เลยในการให้นิสิตเข้าใจว่า จริงๆแล้วการอ้างเหตุผลคืออะไร จริงอยู่ในหนังสืออาจมีการอธิบายความหมายของคำอย่าง “ข้ออ้าง” หรือ “ข้อสรุป” ที่ใช้ในการจำกัดความคำว่า [...]<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=475&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ในบรรดาหนังสือหรือตำราหลายเล่มที่เข้ามาที่สำนักพิมพ์ หลายเล่มมีเนื้อความสั้นๆ ห้วนๆ จนดูมีแต่หัวข้อมากกว่าเนื้อความ หนังสือเหล่านี้มีเนื้อหาที่เหมาะแก่การเป็นบันทึกย่อในเนื้อหานั้นๆ แทนที่จะเป็นตำราที่นิสิตนักศึกษาจะศึกษาหาความรู้ด้วยตัวเองได้ ในการเขียนตำราวิชาการนั้น เป้าหมายหลักอยู่ที่การอธิบายเนื้อความของวิชานั้นๆให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้โดยไม่ต้องมีพื้นฐานความรู้มากจนเกินไป เมื่อเป็นเช่นนี้การอธิบายหัวข้อต่างๆในหนังสืออย่างละเอียด พอที่ผู้อ่านทั่วไปจะเกิดความเข้าใจได้โดยไม่ต้องไปค้นคว้าจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก หนังสือหลายเล่มที่เข้ามายังสำนักพิมพ์มีเนื้อหาห้วนเกินไป ราวกับเป็นบันทึกย่อของผู้เขียน เพื่อเตือนความจำของผู้เขียนหรือผู้สอนว่าจะต้องพูดเรื่องอะไร แทนที่จะเป็นหนังสือที่รวบรวมแหล่งความรู้อย่างครบถ้วน เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเรื่องราวต่างๆได้ โดยไม่ต้องฟังคำบรรยายหรือต้องไปหาความรู้จากแหล่งอื่นๆอีก หากหนังสือหรือตำราเป็นเช่นนี้ก็ย่อมขาดคุณสมบัติสำคัญของการเป็นตำราที่ดี</p>
<p>อันที่จริงแล้ว ตำราหรือหนังสือประกอบการเรียนนั้น ควรจะต้องมีเนื้อหามากกว่าคำบรรยายในชั้น คำบรรยายจะต้องเป็นการสรุปย่อเนื้อหาที่เรียนกันในรายวิชา ซึ่งเมื่อผู้เรียนอยากรู้รายละเอียดเพิ่มเติม ก็จะได้ไปอ่านในตำรานั้นๆ การเรียนในชั้นควรเป็นการอภิปรายแสดงความคิดเห็นจากเนื้อหาที่มีอยู่ในตำรา ที่ผมเองทำบ่อยๆในวิชาที่ผมสอนคือ ให้นิสิตอ่านตำราเตรียมตัวมาก่อน แล้วพอพบกันในชั้นก็ไม่ต้องอธิบายตัวเนื้อหานั้นอีกแล้ว แต่ถือเสมือนว่านิสิตได้ทำความเข้าใจเนื้อหานั้นๆมาแล้ว เมื่อมาพบกันในชั้นก็อภิปรายถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นหัวข้อต่างๆที่ได้อ่านกันมาแล้ว บางครั้งผมก็สั่งงานให้นิสิตเตรียมเขียนคำถามมาเพื่อส่งให้ผม การให้นิสิตส่งคำถามมาให้แทนที่จะเป็นคำตอบของคำถามที่ตั้งไว้ก่อนล่วงหน้า มีผลดีในการฝึกฝนนิสิตให้รู้จักสงสัย รู้จักตั้งคำถาม เมื่อได้คำถามมาก็เอาคำถามนั้นมาช่วยกันหาคำตอบในชั้น เราจะทำอย่างนี้ได้ดีก็ต่อเมื่อมีตำราที่ครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถช่วยให้นิสิตเกิดความรู้ในรายวิชานั้นๆอย่างจริงจังได้ด้วยการอ่านด้วยตนเอง</p>
<p>ตัวอย่างเช่น หากเราจะอธิบายให้นิสิตฟังเกี่ยวกับความหมายของ “การอ้างเหตุผล” กับ “ความสมเหตุสมผล” อันเป็นมโนทัศน์หลักในวิชาตรรกวิทยา นิสิตจะไม่เข้าใจเลยว่าการอ้างเหตุผลคืออะไร หากเราพูดแต่เพียงว่า “การอ้างเหตุผลได้แก่รูปแบบการใช้ภาษาแบบหนึ่งที่ประกอบด้วยข้ออ้างและข้อสรุป และมีจุดมุ่งหมายในการโน้มน้าวใจผู้ฟัง” การให้คำจำกัดความสั้นๆนี้อาจมีประโยชน์ในการให้นิสิตท่องแล้วจำไปสอบ แต่ไม่มีประโยชน์เลยในการให้นิสิตเข้าใจว่า จริงๆแล้วการอ้างเหตุผลคืออะไร จริงอยู่ในหนังสืออาจมีการอธิบายความหมายของคำอย่าง “ข้ออ้าง” หรือ “ข้อสรุป” ที่ใช้ในการจำกัดความคำว่า “การอ้างเหตุผล” เช่นบอกว่า “ข้ออ้างได้แก่ข้อความที่ถือว่าจริง” หรือ “ข้อสรุปได้แก่ข้อความที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากข้ออ้าง” ถ้านิสิตไม่รู้ว่า “การถือว่าจริง” คืออะไร หรือ “การเป็นผลสืบเนื่อง” เป็นอย่างไร ก็ย่อมไม่รู้ว่าข้ออ้างกับข้อสรุปคืออะไร ผลต่อมาก็คือก็ยังไม่รู้ว่าการอ้างเหตุผลคืออะไรอีกเช่นกัน ยิ่งไปกว่านั้น หากเปรียบเทียบการอ้างเหตุผลกับการใช้ภาษาที่ใกล้เคียงกัน เช่นการอธิบาย แล้วมีคำจำกัดความเช่น “การอธิบายได้แก่การแสดงว่าปรากฏการณ์ที่พูดถึงนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร” นิสิตก็ไม่รู้ว่าแล้วการบอกว่าสิ่งๆหนึ่งเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมถึงแตกต่างกับการอ้างเหตุผล นอกจากนี้คำอธิบายยังประกอบด้วย “ข้อความที่ต้องอธิบาย” กับ “ข้อความที่ใช้อธิบาย” ซึ่งหากไม่อธิบายให้ดี นิสิตจะมองไม่เห็นว่า แตกต่างหรือเหมือนกับ “ข้ออ้าง” กับ “ข้อสรุป” อย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดอ่อนที่เข้าใจได้ค่อนข้างยากหากผู้เรียนไม่เคยเรียนเรื่องนี้มาก่อน (ซึ่งก็ได้แก่นิสิตทั่วไปที่เพิ่งเริ่มมาเรียนตรรกวิทยา) ดังนั้น การเขียนตำราให้ละเอียด มีการอธิบายอย่างครบถ้วนเพียงพอ ว่าทั้งหมดนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร จะเข้าใจเรื่องต่างๆเหล่านี้ได้อย่างไร มีการยกตัวอย่างประกอบ ฯลฯ จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง</p>
<p>อาจารย์บางท่านอาจแย้งว่า ตนเองมิได้เขียนตำราขึ้นมาเพื่อให้นิสิตศึกษาด้วยตนเอง แต่ให้เป็นเพียง “เอกสารประกอบ” การบรรยายเท่านั้น การคิดเช่นนี้มาจากการตั้งต้นว่า คำบรรยายมีความสำคัญมากกว่าเนื้อความในตำรา ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด คำบรรยายเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเนื้อหามากกว่าหรือละเอียดกว่าตำรา เพราะเวลาในการบรรยายมีจำกัด ถึงแม้เราจะเตรียมคำบรรยายมาเป็นอย่างดี พิมพ์ลงกระดาษ แล้วก็เอาคำบรรยายที่เตรียมมานั้นมาอ่านให้นิสิตฟัง อย่างมากในการบรรยายหนึ่งครั้งก็อ่านได้ไม่กี่หน้า ในขณะที่หากเขียนตำราอย่างละเอียดนิสิตจะได้มีโอกาสในการเข้าถึงเนื้อหาและคำอธิบายที่มีมากกว่าในการบรรยายเป็นอันมาก การยึดติดกับคำบรรยายปากเปล่า และการถือว่าคำบรรยายสำคัญกว่าตำราเป็นปัญหาอุปสรรคสำคัญประการหนึ่งของระบบการศึกษาไทย</p>
<p>นอกจากนี้ การเขียนตำราให้ครบถ้วนสมบูรณ์ ยังจะทำให้ตำราหรือหนังสือของเราเป็นแหล่งอ้างอิงทางวิชาการได้อีกด้วย และจะมีคุณค่าในตัวเองแทนที่จะเป็นเพียงบันทึกย่อประกอบการสอนเท่านั้น</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์</p>
<p>รองผู้อำนวยการสำนักพิมพ์</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<p>&nbsp;</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/philoflanguage.wordpress.com/475/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/philoflanguage.wordpress.com/475/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/philoflanguage.wordpress.com/475/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/philoflanguage.wordpress.com/475/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/philoflanguage.wordpress.com/475/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/philoflanguage.wordpress.com/475/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/philoflanguage.wordpress.com/475/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/philoflanguage.wordpress.com/475/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/philoflanguage.wordpress.com/475/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/philoflanguage.wordpress.com/475/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/philoflanguage.wordpress.com/475/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/philoflanguage.wordpress.com/475/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/philoflanguage.wordpress.com/475/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/philoflanguage.wordpress.com/475/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=475&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/01/30/%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%9a%e0%b8%b9%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		<georss:point>13.738967 100.533439</georss:point>
		<geo:lat>13.738967</geo:lat>
		<geo:long>100.533439</geo:long>
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3f701d0ca6e182471b19c151cde0c6a?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">soraj</media:title>
		</media:content>
	</item>
		<item>
		<title>การพิสูจน์แบบต่างๆ</title>
		<link>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/01/26/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/</link>
		<comments>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/01/26/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 26 Jan 2011 06:43:23 +0000</pubDate>
		<dc:creator>soraj</dc:creator>
				<category><![CDATA[เวลาว่าง]]></category>
		<category><![CDATA[การพิสูจน์]]></category>
		<category><![CDATA[ตรรกวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[เหตุผล]]></category>
		<category><![CDATA[humor]]></category>
		<category><![CDATA[logic]]></category>
		<category><![CDATA[proof]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://philoflanguage.wordpress.com/?p=472</guid>
		<description><![CDATA[ผมเพิ่งเปิดดูเมล์ใน Gmail เห็นมีเพื่อนโพสใน Google Buzz เป็นลิงค์ไปที่รูปภาพนี้ เกี่ยวกับวิธีการพิสูจน์แบบต่างๆ ตลกดี เลยเอามาฝากกันครับ &#160;<img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=472&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>ผมเพิ่งเปิดดูเมล์ใน Gmail เห็นมีเพื่อนโพสใน Google Buzz เป็นลิงค์ไปที่รูปภาพนี้ เกี่ยวกับวิธีการพิสูจน์แบบต่างๆ ตลกดี เลยเอามาฝากกันครับ</p>
<p><img class="alignnone" title="Logical Proofs" src="http://d3uwin5q170wpc.cloudfront.net/photo/72145_700b.jpg" alt="" width="540" height="1515" /></p>
<p>&nbsp;</p>
<br />  <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gocomments/philoflanguage.wordpress.com/472/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/comments/philoflanguage.wordpress.com/472/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godelicious/philoflanguage.wordpress.com/472/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/delicious/philoflanguage.wordpress.com/472/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gofacebook/philoflanguage.wordpress.com/472/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/facebook/philoflanguage.wordpress.com/472/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gotwitter/philoflanguage.wordpress.com/472/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/twitter/philoflanguage.wordpress.com/472/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/gostumble/philoflanguage.wordpress.com/472/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/stumble/philoflanguage.wordpress.com/472/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/godigg/philoflanguage.wordpress.com/472/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/digg/philoflanguage.wordpress.com/472/" /></a> <a rel="nofollow" href="http://feeds.wordpress.com/1.0/goreddit/philoflanguage.wordpress.com/472/"><img alt="" border="0" src="http://feeds.wordpress.com/1.0/reddit/philoflanguage.wordpress.com/472/" /></a> <img alt="" border="0" src="http://stats.wordpress.com/b.gif?host=philoflanguage.wordpress.com&amp;blog=3924772&amp;post=472&amp;subd=philoflanguage&amp;ref=&amp;feed=1" width="1" height="1" />]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://philoflanguage.wordpress.com/2011/01/26/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%88%e0%b8%99%e0%b9%8c%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%95%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b9%86/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		<georss:point>13.738967 100.533439</georss:point>
		<geo:lat>13.738967</geo:lat>
		<geo:long>100.533439</geo:long>
		<media:content url="http://1.gravatar.com/avatar/f3f701d0ca6e182471b19c151cde0c6a?s=96&#38;d=identicon&#38;r=G" medium="image">
			<media:title type="html">soraj</media:title>
		</media:content>

		<media:content url="http://d3uwin5q170wpc.cloudfront.net/photo/72145_700b.jpg" medium="image">
			<media:title type="html">Logical Proofs</media:title>
		</media:content>
	</item>
	</channel>
</rss>
