Feeds:
เรื่อง
ความเห็น

ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘Uncategorized’

บทสัมภาษณ์ Donald Davidson (นักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงแห่งศตวรรษที่ 20) ครับ ค่อนข้างยาวแต่ละเอียดดี เป็นบทสัมภาษณ์ ที่น่าสนใจครับ
[soraj] เนื่องจากโพสของสุทัศน์ยาวมาก ผมเลยต้องตัดออกเพื่อไม่ให้รูปร่างของบล๊อกผิดไป ใครที่สนใจการสัมภาษณ์เดวิดสัน โดยเออร์นี่ เลอพอร์ ดูได้ที่ไฟล์นี้
http://ruccs.rutgers.edu/faculty/lepore/Davidson_interview.pdf

Read Full Post »

ขอประกาศข่าวว่า เกรดวิชาปรัชญาภาษาออกเรียบร้อยแล้ว แต่คงต้องรอประกาศจากคณะก่อนถึงจะรู้ได้ว่าใครได้เท่าไหร่ ตอนนี้บอกได้ว่ามีคนได้ A สามคน ที่เหลือเป็น B+ กับ B 

Read Full Post »

ไหนๆเราก็ปิดเทอมกันแล้ว ก็น่าจะมีอะไรมาลับสมองกันสนุกๆบ้าง ในปรัชญามีปริศนาต่างๆมากมาย แต่ปริศนาที่มีชื่อเสียงเรื่องหนึ่งเรียกเล่นๆได้ว่า “ปริศนาเกี่ยวกับกองทราย” ซึ่งมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า sorites paradox ความจริงเรื่องนี้เป็น paradox ซึ่งมักแปลว่า “ปฏิทรรศน์” แต่เราขอเรียกว่า “ปริศนา” ให้ฟังดูน่าฉงนเล่นๆ
เรื่องของเรื่องก็คือว่า เราทุกคนรู้จักกองทราย ทีนี้สมมติว่าเรามีกองทรายอยู่หนึ่งกอง แล้วเอาทรายจากกองนั้นออกมาหนึ่งเม็ด ที่เหลือยังเป็นกองทรายอยู่หรือไม่? ก็ต้องยังเป็นอยู่แน่นอนเพราะทรายแค่เม็ดเดียวจะทำอะไรได้ และเมื่อเราพิจารณากองทรายที่มีอยู่ แล้วเอาทรายออกอีกหนึ่งเม็ด ก็ยังเป็นกองเดิมอยู่ดี ทีนี้ทำแบบเดียวกันไปเรื่อยๆ ซึ่งก็ยังเป็น “กอง” อยู่ เพราะเอาออกเพียงหนึ่งเม็ด แต่หลังจากเอาออกไปเรื่อยๆ ปรากฏว่า “กองทราย” ของเรา มีทรายอยู่เพียงเม็ดเดียว ปัญหาคือ “กอง” ที่มีอยู่เม็ดเดียวนี้ เป็น “กองทราย” หรือไม่?
อีกปัญหาหนึ่งที่คล้ายๆกันก็คือปัญหาของคนหัวล้าน คนหัวล้านได้แก่คนไม่มีผม หรือมีผมน้อย ทีนี้เราเอาคนหัวล้านมาหนึ่งคน เพิ่มผมให้เขาไปหนึ่งเส้น ถามว่าเขาหายหัวล้านหรือยัง? คำตอบก็คือยัง เพราะผมเส้นเดียว ต่อไปก็เพิ่มไปอีกหนึ่งเส้น แล้วก็อีกหนึ่งเส้น … ปรากฏว่าผมเต็มหัว ปริศนาก็คือว่า ณ จุดไหนที่คนๆนี้หายหัวล้าน??
ปริศนาหรือปฏิทรรศน์ทำนองนี้ เป็นที่รู้จักกว่า sorites [...]

Read Full Post »

ความหมายของการเดินตามกฎที่เป็นไปได้
วลีที่ว่า “เดินตามกฎ” ที่ปรากฏในปรัชญาภาษาเป็นวลีที่น่าจะได้พิจารณาให้ละเอียดขึ้นเพื่อค้นหาความหมายอย่างแจ่มชัด โดยอาจพิจารณาทีละคำ คำแรกคือคำว่า “เดิน” อาจแปรได้ว่า การเคลื่อนไปซึ่งโดยปรกติเป็นการเคลื่อนไปข้างหน้า เช่น การเดินของมนุษย์ สัตว์ หรือนาฬิกา คำว่า “ตาม” หมายถึงการทำให้เหมือนกับคนที่ทำก่อนหน้า ส่วนคำว่า “กฎ” หมายถึงข้อกำหนดหรือคำสั่งเกี่ยวข้องกับการห้ามหรือการอนุญาต เมื่อนำมารวมกัน “เดินตามกฎ” น่าจะหมายความว่า “เคลื่อไปให้เหมือนกับที่คนอื่นๆ ก่อนหน้ากระทำกันภายใต้ข้อกำหนดที่วางไว้”
ถามว่าทำไมเราจึงต้องเคลื่อไปให้เหมือนคนอื่นๆภายใต้ข้อกำหนดด้วย เราไม่เคลื่อนไม่ได้หรือไร! คำตอบคือความกลัวในจิตใต้สำนึกเป็นตัวกระตุ้นให้เราต้องเคลื่อนหรือดำเนินไปให้เหมือนกับคนอื่นๆ มิฉะนั้นเราจะถูกตำหนิหรือถูกลงโทษ เราทุกคนมีประสบการณ์ในวัยเด็กทำนองเดียวกันคือ เคยถูกผู้ใหญ่ห้าม ดุ หรือลงโทษมาแล้วเมื่อไม่ทำตามที่ผู้ใหญ่บอก จนสิ่งเหล่านี้ได้ถูกเก็บไว้ในจิตใต้สำนึก เราทุกคนเรียนรู้ว่าจะทำได้ก็เฉพาะสิ่งที่ผู้อื่นอนุญาตให้ทำ และไม่สามารถทำในสิ่งที่ผู้อื่นไม่อนุญาตให้ทำ เมื่อเติบโตขึ้นความกลัวนี้ก็ยังคงอยู่คอยเตือนว่า เราไม่ควรละเมิดกฎ เพราะหากละเมิดกฎจะมีใครคนใดคนหนึ่งในสังคมขึ้นมาห้าม ตำหนิ หรือลงโทษ ดังนั้นเพื่อเลี่ยงกรณีดังกล่าเราจึงควรทำให้ถูกกฎเสมอ เราทำได้เฉพาะสิ่งที่ผู้อื่นอนุญาตให้ทำเท่านั้น
ดังนั้นสิงที่เรากลัวไม่ใช่กฎ แต่สิ่งที่เรากลัวคือคน เพราะกฎจะไม่มีความหมายอะไรถ้าไม่มีคน และถ้าการเดินตามกฎในที่สุดแล้วหมายถึงการที่เราแคร์ในความรู้สึกของคนอื่นก็จะหมายความว่า การมีความหมายในภาษาก็คือการที่เราเข้าใจความหมายของคำๆ หนึ่งตามที่คนอื่นๆ (ในชุมชนผู้ใช้ภาษาหนึ่งๆ ) อนุญาตให้เข้าใจได้ และไม่สามารถเข้าใจคำๆ นั้นอย่างที่คนอื่นๆ ไม่อนุญาตให้เข้าใจ
ตัวอย่างเช่นคำว่า [...]

Read Full Post »

ใครที่สนใจอยากเป็นสมาชิกบล๊อกนี้ เพื่อได้รับสิทธิโพสข้อความที่เป็นบล๊อกโดยตรง ไม่ใช่แค่ comment ให้ส่งอีเมล์มาหาผมได้

Read Full Post »

ปรัชญาภาษาสอบวันจันทร์ที่ 22 กันยายน เวลา 13.00-16.00 ที่ห้อง 607
ทุกคนรับทราบทั่วกันนะตะ

Read Full Post »

Reply – modal verb กับความหมายตามแต่เจตนา
ขอให้สังเกตข้อความต่อไปนี้ ((จากเรื่องสั้นแนวทลองของวินทร์ เลียววาริณ ในหนังสือ “วันแรกของวันที่เหลือ” หน้า 38-39 (ซึ่งแสดงความเห็นโดย Kappathai 24 กรกฎาคม 2008))
ก –> ข ”คุณโดมเป็นคนดีมากบริจาคเงินช่วยชาวสลัม ดีใจที่แกมาสมัครส.ส.เขตนี้
ข –> ค ”คุณโดมให้เงินช่วยคนจน น่าเป็นส.ส.”
ค –> ง ”คุณโดมให้เงินคนจน คงอยากเป็นส.ส.”
ง –> จ ”คุณโดมอยากเป็นส.ส.จนตัวสั่น หว่านเงินทั่วสลัม”
จ –> ฉ ”นายโดมเป็นคนเลวมาก…”
Kappathai ได้วิพากษ์ว่า ข้อความข้างต้นนี้ชี้ว่า ทฤษฎีความหมายของ H.P. Grice ไม่ครอบคลุมการอธิบายเรื่องความหมายในภาษาอย่างเพียงพอ เพราะกรณีข้างต้นเห็นได้ชัดว่าผู้ฟังไม่ได้เข้าใจอย่างที่ผู้พูดต้องการให้เข้าใจ โดยเฉพาะกรณีข้างต้นมีการใช้กริยานุเคราะห์ คือ คำกริยาที่ใช้ขยายหรือช่วยกริยาสำคัญในประโยคให้ชัดเจนได้ความครบยิ่งขึ้น มักอยู่หน้ากริยาสำคัญ เช่น ต้อง เคย ควร จะ กำลัง คง [...]

Read Full Post »

เรื่องที่ไม่เกี่ยวกับปรัชญาภาษาแต่เกี่ยวกับปรัชญา
หลักการที่มีอิทธิพลหลักการหนึ่งของวิมัตินิยมโดยเฉพาะตามแนวคิดของเดคาดร์เสนอว่า ความสงสัยเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญในการแสวงหาความรู้หรือความเป็นจริงเพราะความสงสัยจะช่วยจุดประกายให้เราแสวงหาความจริงต่อไปอีก กล่าวคือเราสามารถสงสัยหรือตั้งคำถามกับทุกสิ่งทุกอย่างได้ แม้กระทั่งสิ่งพื้นๆ อย่างเช่นวัตถุต่างๆ ที่อยู่รายรอบตัว เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ข้างหน้าคุณในขณะนี้มีจริงหรือไม่? จะแน่ใจได้อย่างไรว่า คุณไม่ได้กำลังถูกปีสาจน์หลอกว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ข้างหน้าคุณ? อาจวิเคราะห์ได้ว่าสถานการณ์แห่งการสงสัยนี้มีองค์ประกอบอย่างน้อยสองส่วนคือ ส่วนแรกได้แก่ตัวความรู้สึกสงสัยซึ่งเป็นเรื่องเชิงจิตวิทยา และส่วนที่สองได้แก่เป้าหมายหรือสิ่งที่ถูกสงสัยซึ่งอาจเป็นความเชื่ออย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งกายภาพหรือสิ่งใดๆ ก็ตามที่ล้วนถูกสงสัยได้ทั้งสิ้น สถานการณ์แห่งการสงสัยเกิดขึ้นเมื่อผู้สงสัยเกิดความคิดว่า สำหรับเป้าหมายหรือสิ่งที่กำลังถูกสงสัยใดๆ อาจแทนด้วยสัญลักษณ์ ป นั้น ป เป็นจริงหรือ ป เป็นเท็จกันแน่ พูดสั้นๆ ก็คือความสงสัยได้แก่สถานการณ์ที่ผู้สงสัยคิดว่า ป เป็นจริงหรือเท็จอย่างใดอย่างหนึ่ง ย่อมหมายความว่าถ้าเราแน่ใจว่า ป เป็นจริง หรือในทางกลับกันถ้าเราแน่ใจว่า ป เป็นเท็จสถานการณ์เชิงความคิดในลักษณะนี้ไม่เรียกว่าความสงสัย
สิ่งที่น่าคิดคือตลอดระยะเวลาของการเดินทางทางปรัชญาโดยเฉพาะปรัชญาตะวันตกเกิดคำถามหรือความสงสัยที่มีต่อทฤษฎี ความเชื่อต่างๆ มากมาย แต่สิ่งที่ไม่เคยถูกสงสัยเลยก็คือตัวความสงสัยเอง ในฐานะที่ความสงสัยเป็นเครื่องมือที่ช่วยจุดประกายในการแสวงหาความจริงดูเหมือนนักคิดทั้งหลายเชื่อมั่นในเครื่องมือนี้จนลืมหันกลับมาสงสัยตัวเครื่องมือ ถามต่อไปได้ว่าเหตุผลอะไรที่ทำให้เราเชื่องมั่นในเครื่องมือ อาจไม่มีคำตอบที่ชัดเจนในเรื่องนี้ คือ ไม่มีอะไรที่ทำให้เราแน่ใจในประสิทธิภาพของความสงสัยว่าจะสามารถผลักดันให้เราไปถึงความจริง ดังนั้นเราจึงสามารถสงสัยความสงสัยได้ อาจเรียกข้อเสนอแบบนี้ว่า วิมัตินิยมต่อความสงสัย แนวคิดพื้นฐานคือ “ในสถานการณ์แห่งความสงสัยใดๆ ก็ตาม ความสงสัยเป็นจริงหรือเท็จอย่างใดอย่างหนึ่ง”
ในขณะที่วิมัตินิยมแบบเดคาดร์ท้าทายว่า เครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ข้างหน้าคุณในขณะนี้มีจริงหรือไม่? เพราะคุณอาจกำลังถูกปีสาจน์หลอกว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ข้างหน้าคุณ วิมัตินิยมต่อความสงสัยจะท้าทายว่า คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าความสงสัยที่ว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ข้างหน้าคุณในขณะนี้จริงหรือไม่เป็นจริง เพราะมนุษย์เราอาจมีกลไกอย่างหนึ่งในจิตที่คอยหลอกตัวเองให้สงสัยสิ่งต่างๆ ดังนั้นเมื่อคุณสงสัยว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ข้างหน้าคุณจริงหรือไม่จึงไม่มีอะไรมากไปกว่าคุณกำลังถูกกลไกในจิตของตัวเองหลอกตัวคุณเองอยู่ให้สงสัยว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์อยู่ข้างหน้าคุณจริงหรือไม่เท่านั้นเอง [...]

Read Full Post »

Jean Baudrillard กับ Wag the Dog ?

วันนี้ในคาบเรียนปรัชญาภาษาอาจารย์พูดถึง Jean Baudrillard ขึ้นมา จึงอยากจะนำเสนอแนวคิดของเขาบางประเด็นผ่านการวิเคราะห์ภาพยนตร์ จะได้รู้สึกใกล้ชิดเขามากขึ้น
สมัยเรียนอยู่ที่ภาคสังคมศาสตร์ที่ศิลปากร ผมได้มีโอกาสได้ดูหนังชื่อแปลกว่า Wag the Dog เพื่อพูดคุยถึงมุมมองทางสังคมศาสตร์ ผมก็ไปค้นเจอคนที่วิจารณ์หนังเรื่องนี้โดยนำแนวคิดของ Jean Baudrillard มาอธิบาย แต่อาจารย์ที่สอนกลับมองว่าผมขยันมากไปหน่อย เนื่องจากแกไม่ชอบอะไรที่เป็นทฤษฎี ทั้งๆที่ผมเห็นว่าคนวิจารณ์ก็แสดงให้เห็นอยู่นี่ไงว่ามันเอามามองกับชีวิตประจำวันได้ ผมเลยคิดว่ามาเรียนปรัชญาดีกว่าเหอๆ
หนังมีเนื้อหาย่อๆว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนวันเลือกตั้ง 11 วันเพื่อเฟ้นหาผู้ที่จะมาเป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา มีเนตรนารีคนหนึ่งออกมาให้ข่าวว่าประธานาธิบดีคนปัจจุบัน เคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับเธอเชิงชู้สาว จึงทำให้สื่อหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเล่น กลายเป็นประเด็นร้อน ทำให้คะแนนนิยมของประธานาธิบดีคนปัจจุบันลดลง และเป็นช่องทางให้ผู้สมัครที่เป็นคู่แข่งโจมตีเพื่อลดความน่าเชื่อถือได้อีกด้วย
ประธานาธิบดีคนปัจจุบันจึงต้องพึ่งกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งซึ่งทำงานอยู่เบื้องหลังในสถานที่ลับเฉพาะที่ไม่มีใครล่วงรู้ ให้กู้สถานการณ์นำคะแนนนิยมของประชาชนที่มีต่อเขากลับคืนมา ซึ่งพวกเขาลงความเห็นว่าการแก้ปัญหาคือต้องทำให้ประเด็นนี้ตกจากกระแสความสนใจของประชาชนไปก่อน พร้อมกับหาทางเพิ่มคะแนนนิยมของประธานาธิบดีไปด้วยพร้อมๆกัน ซึ่งวิธีการนี้ต้องอาศัยสื่อมวลชน เป็นเครื่องมือเพื่อที่จะสามารถดำเนินการให้เกิดผลสัมฤทธิ์โดยเร็วที่สุด พวกเขาจึงตัดสินใจชักชวน Stanley Motss มาร่วมงานด้วย เนื่องจาก Stanley เป็นผู้กำกับหนัง Hollywood จึงมีความสามารถในการผลิตสื่อเป็นอย่างดี อีกทั้ง Stanley ก็ตอบรับคำชวนอย่างง่ายดายเนื่องจากเขาเป็นผู้กำกับขาลงที่หวังจะฟื้นชื่อเสียงให้กลับคืนมาด้วยผลงานครั้งนี้
Stanley ให้ความเห็นว่าโฆษณาที่ใช้ promote ประธานาธิบดีที่มีอยู่ (ซึ่งผลิตโดยคนเบื้องหน้า) นั้นไม่มีประสิทธิภาพพอที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ วิธีที่เขาเสนอก็คือสร้างสถานการณ์ใหม่ขึ้นมาเพื่อดึงดูดความสนใจของประชาชนออกจากเรื่องที่เป็นประเด็นร้อนอยู่นี้ ซึ่งเขาคิดว่าสงครามเป็นวัตถุดิบที่ดีที่สุด เขาจึงสร้าง “หนังข่าว” ขึ้นมาเรื่องหนึ่ง [...]

Read Full Post »

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญในปรัชญาของวิตเกนสไตน์ได้แก่เรื่อง “การเดินตามกฎ” หรือ rule following อันที่จริงเรื่องนี้จะว่าเป็นเรื่องของวิตเกนสไตน์โดยตรงก็ไม่ถูกนัก เพราะผู้ที่นำเอาเรื่องนี้มาขยายหรือมานำเสนอจนเป็นที่สนใจกัน ไม่ใช่ตัววิตเกนสไตน์ แต่เป็นคริปคี ดังนั้น จึงมีคนบอกว่าแนวคิดนี้ไม่ใช่ของวิตเกนสไตน์ แต่น่าจะเป็นของ “คริปเคนสไตน์” มากกว่า
เนื้อหาหลักๆของเรื่องการเดินตามกฎก็คือว่า วิตเกนสไตน์ (หรือคริปเคนสไตน์) เสนอว่า การที่เราทำอะไรตามกฎที่มีการวางไว้ก่อนนั้น จะถือได้ว่าเป็นการ “เดินตามกฎ” ได้แม้ว่ากฎที่เดินตามนั้นอาจจะมีมากมายจนนับไม่ถ้วน ซึ่งแต่ละกฏก็ให้ผลออกมาตรงกันในเชิงประจักษ์ทั้งสิ้น กล่าวถือ สมมติว่าเรามีกฎอยู่สองกฎ ได้แก่ L1 กับ L2 ซึ่งสองกฎนี้มีเนื้อหาต่างกัน (คือเป็นคนละกฎ) แต่หากในระดับที่ไม่สามารถจะแยกแยะความแตกต่างนี้ในเชิงประจักษ์ได้ (กล่าวคือไม่ว่าจะใช้ประสาทสัมผัสอย่างไร ก็มองหาความแตกต่างนี้ไม่พบ) ก็จะต้องสรุปว่า การเดินตามกฏนี้เป็นการเดินตามทั้ง L1 และ L2 ได้ทั้งคู่ และเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นเพียง L1 กับ L2 แต่จะเป็นกฎอะไรก็ได้ เพียงแต่ให้ผลเชิงประจักษ์ตรงกัน
ตัวอย่างเช่น ในคณิตศาสตร์เรามีฟังก์ชั่นอยู่หนึ่งฟังก์ชั่น ได้แก่ฟังก์ชั่น “บวก” ซึ่งมีความหมายดังนี้
L1: สำหรับจำนวนใดๆ m และ n ฟังก์ชั่นบวก(m, [...]

Read Full Post »

เรื่องที่เก่ากว่า