ปรับเปลี่ยนโครงสร้างมหาวิทยาลัย
การปรับเปลี่ยนโครงสร้างของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อเพิ่มบทบาทนำในการแก้ไขความขัดแย้งในสังคมในปัจจุบันและอนาคต โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ ทุกคนทราบดีว่าสังคมไทยในปัจจุบันกำลังเต็มไปด้วยความขัดแย้งในด้านต่างๆ ทั้งทางด้านการเมือง สังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ศาสนา และอื่นๆอีกมาก จนอาจกล่าวได้ว่าแทบไม่มีส่วนใดเลยของสังคมไทยที่ปลอดจากความขัดแย้ง ความขัดแย้งนี้มีรากฐานที่มาจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างขนานใหญ่ อันเป็นผลจากแนวนโยบายภาครัฐที่มุ่งลดช่องว่างระหว่างคนในเมืองกับคนชนบท รวมถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจและการผูกพันระบบเศรษฐกิจของประเทศให้เข้ากับระบบโลกาภิวัตน์ ผลของการเปลี่ยนแปลงนี้ก็คือคนในชนบทเริ่มมีรายได้ มีสถานะทางเศรษฐกิจดีขึ้น ชาวไร่ชาวนาที่เคยมองกันว่าเป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” ซึ่งหมายถึงผู้ที่ใช้ชีวิตทั้งหมดอยู่กับท้องไร่ท้องนาและไม่มีโอกาสอย่างอื่นในชีวิต ก็กำลังกลายเป็น “ผู้ประกอบการเกษตร” ซึ่งมีการศึกษามากขึ้น รับรู้ข่าวสารบ้านเมืองมากขึ้น รู้จักใช้เทคโนโลยีใหม่ๆเช่นเทคโนโลยีสารสนเทศ มีลูกหลานไปเรียนในเมือง กลายเป็นคนเมือง และตนเองก็ใช้ชีวิตอยู่ในสองโลกคือทั้งในชนบทกับในเมือง และที่น่าสนใจมากคือมีความตื่นตัวทางการเมือง รู้จักเรียกร้องสิทธิอันควรได้ของตนเอง การเปลี่ยนแปลงนี้กินรวมไปถึงทุกส่วนของสังคม และเราก็อาจเข้าใจการเปลี่ยนแปลงนี้ได้โดยการมองว่าสังคมไทยกำลังเปลี่ยนจากการเป็น “สังคมแนวตั้ง” (vertical society) อันประกอบด้วยระบบชนชั้น ผู้คนที่แบ่งตัวเองออกตามระดับชั้นสูงต่ำ ดังที่คนไทยรู้จักกันดี มาเป็น “สังคมแนวนอน” (horizontal society) ซึ่งไม่มีการแบ่งตัวเองตามระดับสูงต่ำ แต่มีจิตสำนึกว่าทุกคนมีสถานะทางสังคมเท่ากันในฐานะพลเมืองของประเทศ การเปลี่ยนแปลงนี้กินเวลายาวนาน เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับรากลึกที่สุดของประเทศ เพียงแต่ว่าเกิดขึ้นในประเทศไทยช้ากว่าที่อื่นๆในโลก และการเปลี่ยนแปลงนี้เป็นธรรมอยู่เองที่จะประสบกับแรงต้านมาก การปะทะกันระหว่างพลังที่มุ่งเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้า กับพลังที่มุ่งรักษาสถานภาพเดิมของสังคมเอาไว้ ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอันเชี่ยวกรากรุนแรงนี้ เป็นที่น่าสนใจยิ่งว่าบทบาทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยควรจะเป็นอย่างไร บทความนี้ก็จะมุ่งตอบคำถามนี้ [...]
นิติรัฐ นิติธรรม
การอบรมวิชาการเรื่อง “นิติรัฐ นิติธรรม” สมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย ร่วมกับภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 10 – 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2555 ห้อง 105 อาคารมหาจุฬาลงกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย *********************** หลักการและเหตุผล ประเทศไทยในปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้งในหลายด้าน ความขัดแย้งทางการเมืองที่มีมาต่อเนื่องในระยะเวลาห้าถึงหกปีที่ผ่านมาก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ว่าความขัดแย้งดังกล่าวจะคลี่คลายตัวออกมาอย่างไร ก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าผลของการคลี่คลายนี้ก็จะเป็นการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยครั้งยิ่งใหญ่อย่างที่ไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน ความขัดแย้งดังกล่าวนี้ได้ฝังรากลึกลงไปในทุกส่วนของสังคมและวัฒนธรรมไทย จนหลายคนเชื่อว่าไม่สามารถแก้ไขความขัดแย้งนี้ได้ด้วยการออกคำสั่งหรือด้วยมาตรการทางนโยบายใดๆที่มุ่งหวังจะให้ผลในระยะสั้น ที่สำคัญก็คือว่าความขัดแย้งนี้มีแนวโน้มได้ตลอดเวลาที่จะขยายออกเป็นความรุนแรง ซึ่งก็ได้เกิดขึ้นแล้วในสังคมไทยในรอบสองสามปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้หลายฝ่ายจึงพยายามหาทางที่จะประคองความขัดแย้งนี้ไว้ไม่ให้กระจายตัวออกเป็นความรุนแรงแบบที่เคยเกิดขึ้น แนวทางหนึ่งที่จะป้องกันมิให้ความขัดแย้งทางความคิดขยายตัวออกเป็นความรุนแรงก็คือการพยายามให้ประเทศไทยอยู่ภายใต้การปกครองด้วยหลักกฎหมาย หรือที่รู้จักกันว่า “นิติรัฐ” หรือ “นิติธรรม” อันที่จริงประเทศไทยก็เรียกได้ในระดับหนึ่งว่าปกครองด้วยหลักกฎหมายมาเป็นระยะเวลายาวนานมากกว่าความขัดแย้งที่กำลังเกิดอยู่ในปัจจุบัน การประกาศใช้รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 เป็นต้นมาก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดประการหนึ่งของความพยายามที่จะให้ประเทศอยู่ภายใต้กฎหมาย ภายใต้ความเชื่อว่าทุกคนอยู่ภายใต้การปกครองของกฎหมายอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกัน แต่ปัญหาต่างๆเกี่ยวกับการบังคับใช้รัฐธรรมนูญ ตลอดจนความขัดแย้งทางการเมืองที่มีมาตลอดนับตั้งแต่เริ่มใช้รัฐธรรมนูญเป็นต้นมา ก็ทำให้ปรากฏว่าการมีรัฐธรรมนูญเพียงเท่านั้นดูจะไม่ใช่ทั้งหมดของการปกครองด้วยกฎหมาย หรือการที่จะสถาปนา “นิติรัฐ” ขึ้นในสังคมไทยได้ ยิ่งไปกว่านั้นประเทศไทยก็ได้เข้าไปเป็นภาคีสมาชิกในองค์กรระหว่างประเทศเป็นจำนวนมาก และได้ลงนามในสัญญาข้อตกลงระหว่างประเทศหลายรายการที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการปกครองด้วยหลักกฎหมาย เช่นปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และเอกสารอื่นในทำนองเดียวกัน การเข้าไปส่วนหนึ่งของประชาคมโลกนี้หมายความว่าประเทศไทยยอมรับข้อตกลงหลายประการที่สังคมโลกยอมรับนับถือ ข้อตกลงประการหนึ่งก็ได้แก่การปกครองด้วยหลักกฎหมาย ซึ่งจะให้หลักประกันว่าการใช้อำนาจของรัฐนั้นจะต้องเป็นไปตามหลักการและบทบัญญัติที่ได้ตราไว้ก่อน และที่ได้เป็นที่ตกลงยอมรับกันในชุมชนและสังคมเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่เป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจแต่ประการใด [...]
2011 in review
The WordPress.com stats helper monkeys prepared a 2011 annual report for this blog. Here’s an excerpt: The concert hall at the Syndey Opera House holds 2,700 people. This blog was viewed about 29,000 times in 2011. If it were a concert at Sydney Opera House, it would take about 11 sold-out performances for that many [...]
ความเสมอภาค
เขียนโดย C. Douglas Lummis แปลโดย โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ สิ่งหนึ่งที่ทำให้คำๆนี้แตกต่างจากคำอื่นๆที่พิจารณาในหนังสือเล่มนี้คือ คำว่า “ความเสมอภาค” ไม่ใช่คำที่สร้างขึ้นมาใหม่ และก็ไม่ใช่คำที่จะประกาศได้ว่าเป็นพิษและจะต้องขับไล่ออกไปจากวงศัพท์ของปรัชญาการเมือง แต่ในยุคสมัยใหม่ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปริบทของวาทกรรมทางการพัฒนาแล้ว คำๆนี้ได้รับเอาความหมายที่เป็นพิษเข้าไปมากพอสมควร อันที่จริงประเด็นนี้เป็นอันตรายอย่างหนึ่งของคำๆนี้ การที่คำนี้มีความหมายไม่ตายตัวทำให้ความหมายต่างๆที่เป็นพิษของคำนี้ได้เข้าไปอยู่ภายใต้การคุ้มครองของการใช้หรือความหมายเก่าๆของมัน จุดมุ่งหมายของบทความนี้ก็คือจะแยกแยะความสับสนนี้ออกมา ความเป็นธรรมและความเสมอเหมือน ในบรรดาความหมายต่างๆของความเสมอภาค เราสามารถแยกแยะความหมายกว้างๆของคำนี้ได้เป็นสองพวกใหญ่ พวกแรกก็คือความยุติธรรมหรือความเป็นธรรมแบบหนึ่ง และพวกที่สองคือความเสมอเหมือนกันหรือความเป็นเนื้อเดียวกัน ในบางปริบทความหมายสองพวกนี้จะกลืนกันเข้าและทับซ้อนกัน แต่จริงๆแล้วแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด การปฏิบัติต่อบุคคลอย่างยุติธรรมอาจจำเป็นต้องปฎิบัติอย่างแตกต่างกัน ในทำนองกลับกันการปฏิบัติต่อบุคคลกลุ่มนั้นราวกับว่าแต่ละคนเหมือนกันหมดก็อาจไม่ใช่การกระทำที่ยุติธรรมก็ได้ ยิ่งไปกว่านั้นความหมายสองพวกนี้ก็แตกต่างกันเป็นคนละประเภท ความเสมอภาคในฐานะความยุติธรรมเป็นประโยคเชิงคุณค่า ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องว่าผู้คนควรได้รับการปฏบัติเช่นไร ในความหมายนี้คำนี้จะบ่งถึงความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล แต่ความเสมอภาคในฐานะความเสมอเหมือนเป็นการแสดงข้อเท็จจริง ซึ่งบรรยายลักษณะร่วมที่ผู้คนทั่วๆไปมี ประโยคเชิงคุณค่าก็อาจจะสืบมาจากข้อความลักษณะนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าความเสมอภาคในฐานะความเสมอเหมือนแสดงออกมาเป็นข้อความเชิงคุณค่า ก็อาจเป็นไปได้ว่าเป็นการเสนอข้อเท็จจริงที่น่าจะหรือควรจะยังให้เกิดขึ้น มิใช่ข้อเท็จจริงที่เป็นอยู่ เมื่อความหมายนี้ผูกพันเข้ากับอำนาจ ผลที่ตามมาอาจเป็นสิ่งน่าสะพรึงกลัวยิ่ง การที่ความหมายที่แตกต่างกันทั้งสองนี้แตกต่างกันและได้มาผูกพันกันอาจจะทำให้กระจ่างขึ้นได้ด้วยกันย้อนกลับไปดูที่ต้นกำเนิดของมันในความคิดของชาวกรีก แนวคิดแรกเริ่มที่สุดของความยุติธรรม ซึ่งได้แก่การแก้แค้น ก็มุ่งที่จะสร้างความเสมอภาคขึ้นมา (อย่างที่เราเรียกว่า “ล้างแค้น” หรือ “เอาคืน” ในปัจจุบัน) คำกล่าวโบราณที่ว่า “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” เขียนขึ้นราวกับเป็นสมการแบบหนึ่ง เช่นเดียวกับคำกล่าวที่นุ่มนวลขึ้นว่า “จงทำกับผู้อื่นอย่างที่เธออยากให้ผู้อื่นทำกับเธอ” [...]
ประมวลรายวิชาปรัชญาทั่วไป
ประมวลรายวิชา (Course Syllabus) รหัสวิชา (Course Number) 2207-102 จำนวนหน่วยกิต (Course Credit) 3 ชื่อวิชา (Course Title) ปรัชญาทั่วไป คณะ/ภาควิชา (Faculty / Department) อักษรศาสตร์/ปรัชญา ภาคการศึกษา (ต้น/ปลาย/ฤดูร้อน) Semester (First / Second / Summer) ปลาย/2554 ปีการศึกษา (Academic Year) 2554 ชื่อผู้สอน (รายวิชาที่มีผู้สอนหลายคน ระบุชื่ออาจารย์ผู้ร่วมสอนทุกคน) (Instructor / Academic Staff) โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ เงื่อนไขรายวิชา (Condition) วิชาที่ต้องเรียนมาก่อน (Prerequisite) ไม่มี วิชาบังคับร่วม (Corequisite) ไม่มี วิชาควบ (Concurrent) ไม่มี สถานภาพของวิชา (วิชาบังคับ/วิชาเลือก) [...]
ไชยันต์ ไชยพรกับปัญหาประชาธิปไตย
ในบทความเรื่อง “ปัญหาประชาธิปไตย: การใช้เสียงมหาชนแบบไหนที่ทำลายประชาธิปไตย?” ไชยันต์ ไชยพรได้เสนอความคิดว่า การเข้ามาสู่อำนาจของอดอสฟ์ ฮิตเลอร์ ผู้นำเยอรมันในช่วงทศวรรษที่ ๓๐ ไม่ใช่สิ่งถูกต้อง ถึงแม้ว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนชาวเยอรมันอย่างท่วมท้น และได้เชื่อมโยงกรณีนี้กับการยุบสภาของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๙ ที่ผ่านมา โดยอ้างว่า ในเมื่อการอ้างเสียงสนับสนุนของมหาชนเป็นจำนวนมากของฮิตเลอร์ไม่ใช่สิ่งถูกต้อง การอ้างเสียสนับสนุนของ พ.ต.ท. ทักษิณในการให้มหาชนตัดสินผ่านการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นหลังการยุบสภา ก็ย่อมไม่ถูกต้องเช่นเดียวกัน เราจะมาพิจารณากันว่า การอ้างเหตุผลและการเปรียบเทียบของไชยันต์นี้ถูกต้องหรือไม่ ประเด็นแรกเป็นเรื่องเกี่ยวกับความถูกต้องชอบธรรมของการขึ้นสู่อำนาจของฮิตเลอร์ ไชยันต์พยายามอ้างเหตุผลให้ผู้อ่านเชื่อว่า การที่ฮิตเลอร์เข้ามาสู่อำนาจได้นั้นเป็นเพราะกระบวนการประชาธิปไตย กล่าวคือไชยันต์พยายามทำให้คนอ่านเห็นว่าประชาธิปไตยไม่ใช่กระบวนการที่ถูกต้องเสมอไป เพราะปล่อยให้คนอย่างฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจได้ แต่สิ่งที่ไชยันต์ไม่ได้พูดถึงคือว่า เมื่อฮิตเลอร์ขึ้นมามีอำนาจแล้ว ก็ใช้อำนาจเปลี่ยนรัฐธรรมนูญของเยอรมันด้วยการยุบตำแหน่งประธานาธิบดี และตั้งตำแหน่งใหม่ขึ้นมาให้ตัวเองมีอำนาจสุงสุดแต่เพียงผู้เดียว ไชยันต์ไม่ได้บอกในบทความของเขาว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการสวนทางกับกระบวนประชาธิปไตยที่ถูกต้องชอบธรรมเป็นอย่างยิ่ง เพราะประชาธิปไตยที่ถูกต้องนั้นไม่ใช่การปกครองด้วยมติมหาชนแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเป็นกระบวนการที่เป็นไปตามกฎหมายด้วย จริงอยู่ฮิตเลอร์ใช้กระบวนการตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญนั้นเอง แต่การทำตามกฎหมายนั้นไม่ได้หมายถึงการทำตามตัวบทของกฎหมายแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังต้องทำให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรม หรือความถูกต้องชอบธรรมอันเป็นสากล ซึ่งอยู่เหนือกว่าบทบัญญัติของกฎหมายด้วย การทำการให้ถูกต้องตามครรลองคลองธรรมนี้เป็นหัวใจของการ “ปกครองด้วยกฎหมาย” หรือ rule of law ในภาษาอังกฤษ ซึ่งหมายถึงการที่ผู้ใช้อำนาจได้รับอำนาจมาอย่างถูกต้อง และใช้อำนาจนั้นโดยเป็นไปตามหลักของความถูกต้องนั้น เหตุผลที่สนับสนุนประเด็นนี้ก็คือว่า [...]
น้ำท่วมกับการเมือง
ในขณะที่เขียนอยู่นี้ผมกำลังลี้ภัยจากภาวะน้ำท่วมมาอยู่ที่ศูนย์ขทิรวัน ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมของมูลนิธิพันดาราที่หัวหิน ศูนย์นี้อยู่ที่ตำบลหนองพลับ ห่างจากตัวเมืองหัวหินราวๆ ๓๕ กิโลเมตร บรรยากาศเป็นป่าเขา อากาศดีเย็นสบาย คิดว่าคงมาอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งถึงสองอาทิตย์ พอมหาวิทยาลัยกับโรงเรียนของลูกเปิดเทอมก็คงกลับไป ป่านนั้นก็หวังว่าน้ำคงลดไปบ้างไม่มากก็น้อย เมื่อมาอยู่ที่นี่ก็ได้ติดตามข่าวน้ำท่วมที่กรุงเทพฯกับภาคกลางเป็นระยะๆ และเนื่องจากที่นี่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต ก็เลยต้องขับรถไปที่ตลาดหนองพลับเพื่อไปใช้งานที่ร้านอินเทอร์เน็ต โพสนี้ก็ส่งที่ร้านอินเทอร์เน็ตนี่เหมือนกัน แน่นอนว่าข่าวยอดฮิตในยุคนี้คงไม่มีอะไรเกิดน้ำท่วม และในยุคของสื่อเครือข่ายทางสังคม กระแสความคิดความเห็นต่างๆเผยแพร่ออกไปรวดเร็วมาก ที่น่าสนใจก็คือว่าน้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสความขัดแย้งทางการเมืองที่มีมานานกว่าห้าปี คนไทยส่วนใหญ่ต่างก็พยายามจะลืมความขัดแย้งนี้ ต่างก็ช่วยเหลือกันและกันเท่าที่จะทำได้ ใครที่มีความสามารถจะช่วยเหลือผู้อื่นได้ ก็สมัครเป็นจิตอาสาช่วยเหลือคนอื่นอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย นับว่าเป็นปรากฏการณ์ที่น่าชื่นใจเป็นอย่างยิ่ง เราได้เห็นคนต่างประเทศ เช่นคนญี่ปุ่นช่วยเหลือซึ่งกันและกันในยามที่เขาประสบภัยแผ่นดินไหวกับสินามิ เราก็ดีใจที่เห็นปรากฏการณ์แบบเดียวกันนี้ในประเทศไทยด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อน้ำท่วมนี้เกิดขึ้นในขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองยังลุกโชนอยู่ ก็แน่นอนว่าต้องมีฝ่ายที่พยายามโยงเอากระแสการเมืองกับกระแสน้ำท่วมเข้าไว้ด้วยกัน ในเว็บเครือข่ายทางสังคมเช่นเฟสบุ๊ค มีหลายคนที่ดูเหมือนว่าจะพยายามสร้างกระแสให้คนเกลียดรัฐบาลด้วยการด่าว่ารัฐบาลโดยเฉพาะตัวนายกรัฐมนตรีอย่างเสียๆหายๆ ขุดคุ้ยเรื่องต่างๆมาโจมตี ซึ่งหลายเรื่องก็พิสูจน์ออกมาแล้วว่าไม่เป็นความจริง กระแสการโจมตีนี้ดูหนักหน่วงราวกับว่ามีความพยายามอย่างเป็นระบบที่จะทำให้รัฐบาลดูมีความน่าเชื่อถือน้อยลง และก็สอดคล้องกับที่มีบางคนกลัวว่า ฝ่ายที่สูญเสียอำนาจกำลังพยายามโจมตีรัฐบาลเพื่อให้รัฐบาลสูญเสียความเชื่อถือจากประชาชน เพื่อให้เป็นบันไดปูทางที่ฝ่ายตัวเองจะได้กลับมาครองอำนาจอีกครั้งหนึ่ง ยิ่งตัวนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิงคนแรก ไม่มีประสบการณ์ทางการเมือง ได้เป็นนายกเพราะพี่ชายชวนมาให้เป็น และตัวพี่ชายเองก็เป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งในสายตาของหลายต่อหลายคน ก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ของรัฐบาลง่อนแง่นมากยิ่งขึ้น สถานการณ์น้ำท่วมครั้งนี้รุนแรงมากกว่าทุกๆครั้งที่ผ่านมา จนกระทั่งไม่มีใครเชื่อว่าจะมีมนุษย์คนใดหรือกลุ่มใดจะดลบันดาลให้ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นหายวับไปกับตาได้ง่ายๆ ดังนั้นแม้ว่านายกจะไม่มีประสบการณ์อย่างไรก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครสงสัยความมุ่งมั่นของเธอที่จะเอาชนะอุปสรรคครั้งนี้ นายกยิ่งลักษณ์ตกอยู่ในที่นั่งที่ลำบากมากกว่านายกรัฐมนตรีหลายคนที่ผ่านมา ที่เมื่อมาเป็นนายกฯไม่เท่าไหร่ก็ต้องเผชิญกับบทพิสูจน์อันรุนแรงทันทีจากภัยธรรมชาติครั้งนี้ แต่บทพิสูจน์ก็ย่อมมีบทบาทในการเปิดโอกาสให้คนที่แข็งแกร่งจริงๆได้พิสูจน์ตัวเอง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภัยน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้น การมุ่งโจมตีรัฐบาลจึงไม่ค่อยมีทิศทาง และดูไม่ค่อยเป็นเหตุเป็นผลเท่าใดนัก จริงๆแล้วการที่รัฐบาลถูกประชาชนโจมตีในเรื่องของการบริหารจัดการภัยพิบัติเป็นเรื่องปกติ [...]
ดรรชนี
ดรรชนี โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์ ภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รองผู้อำนวยการสำนักพิมพ์แห่งจุฬาฯ ดรรชนีคืออะไร? ในการทำหนังสือหรือตำราวิชาการ สิ่งสำคัญสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้คือการทำดรรชนี นักเขียนหลายท่านมักจะมองไม่เห็นความสำคัญของสิ่งนี้ แต่จริงๆแล้วดรรชนีมีประโยชน์มากหลายประการดังจะกล่าวต่อไป ในบทความนี้เราจะพูดถึงความสำคัญของดรรชนี ตลอดจนเสนอข้อแนะนำคร่าวๆเกี่ยวกับการทำดรรชนี เพื่อประกอบกับการเพิ่มคุณภาพหนังสือวิชาการต่อไป ก่อนอื่นก็คงจะต้องกล่าวถึงความแตกต่างระหว่าง “หนังสือ” กับ “ตำรา” เสียก่อน ในวงการวิชาการภาษาไทยมีข้อถกเถียงกันมากเกี่ยวกับความเหมือนกับความแตกต่างของสองสิ่งนี้ แต่ที่เป็นที่ตกลงกันทั่วไปก็คือว่า “หนังสือ” เป็นการนำเสนอเนื้อหาลงบนกระดาษเย็บเป็นรูปเล่ม ซึ่งเนื้อหาดังกล่าวอาจเป็นเนื้อหาวิชาการหรือไม่เป็นวิชาการก็ได้ เช่นหนังสือนวนิยายมีเนื้อหาเป็นเรื่องแต่งที่มุ่งสร้างความบันเทิงให้แก่ผู้อ่านเป็นหลัก แต่หนังสือก็มีเนื้อหาวิชาการได้ ซึ่งก็ทำให้สับสนกับตำรา แต่อย่างไรก็ตามข้อแตกต่างระหว่างหนังสือวิชาการกับตำราก็คือว่า หนังสือวิชาการเสนอความรู้และเนื้อหาทางวิชาการที่ไม่ผูกอยู่กับการเรียนการสอน ผู้อ่านหนังสือวิชาการอาจเป็นผู้ที่กำลังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษาก็ได้ เช่นนักเรียนนิสิตนักศึกษาต่างๆ หรือเป็นอาจารย์หรือนักวิชาการที่ต้องการอ่านหนังสือนั้นๆเพื่อประกอบการวิจัยของตนเองก็ได้ หรือเป็นคนทั่วไปที่อยากรู้เรื่องราวต่างๆในหนังสือนั้นๆก็ได้ ส่วนตำรานั้นเป็นหนังสือวิชาการประเภทหนึ่ง ที่มุ่งเสนอเนื้อหาที่เกี่ยวเนื่องกับการเรียนการสอนเป็นหลัก ดังนั้นจุดต่างที่สำคัญที่สุดของหนังสือกับตำราก็คือว่า ตำรามีจุดมุ่งหมายใช้เพื่อการเรียนการสอน ส่วนหนังสือวิชาการนั้น (เราไม่พูดถึงหนังสือประเภทอื่นๆในเวลานี้) จะใช้ประกอบการเรียนตามหลักสูตรก็ได้ หรือใช้อ่านเพื่อประกอบการค้นคว้าหาความรู้โดยทั่วไปก็ได้ สรุปก็คือตำราเขียนขึ้นด้วยจุดมุ่งหมายในการสอน ส่วนหนังสือวิชาการมีจุดมุ่งหมายเพื่อเสนอความรู้และเนื้อหาวิชาการ ในภาษาอังกฤษจะเรียกหนังสือว่า “book” ส่วนตำราจะเรียกว่า “textbook” ส่วนหนังสือวิชาการเรียกว่า “academic book” ไม่ว่าเราจะเขียนหนังสือหรือตำรา สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้สิ่งหนึ่งก็คือดรรชนี สำหรับท่านที่อาจจะยังไม่รู้จัก ดรรชนีคือส่วนท้ายของหนังสือที่รวบรวมเอาคำหรือวลีสำคัญๆในหนังสือ [...]
การพิมพ์งานแปล
ส่วนใหญ่หนังสือที่สำนักพิมพ์จุฬาฯพิมพ์จะเป็นหนังสือที่เขียนขึ้นใหม่ทั้งหมด หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า original work อย่างไรก็ตาม ก็มีงานแปลจากภาษาต่างประเทศที่เรารับพิมพ์อยู่เนืองๆ โดยทั่วไปเราไม่ค่อยอยากจะตีพิมพ์เผยแพร่งานแปลเท่าใดนัก เพราะมีปัญหาเรื่องค่าลิขสิทธิ์ การตีพิมพ์งานแปลหมายความว่าสำนักพิมพ์ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์สองทาง คือค่าลิขสิทธิ์ต้นฉบับที่ต้องจ่ายให้แก่สำนักพิมพ์ต่างประเทศ กับค่าลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยที่จ่ายให้แก่ผู้แปลตามร้อยละของหนังสือที่ขายได้ ซึ่งก็เป็นแนวปฏิบัติตามปกติอยู่แล้ว ดังนั้นต้นทุนการจัดพิมพ์หนังสือแปลจึงมากกว่าการพิมพ์หนังสือที่ผู้เขียนเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหมด ทั้งหมดนี้มิได้หมายความว่า สำนักพิมพ์มองไม่เห็นความสำคัญของหนังสือแปล เพราะสำนักพิมพ์ก็ได้พิมพ์หนังสือแปลมาแล้วหลายเล่ม ทั้งที่เป็นงานวิชาการประเภทตำราหรืองานวิจัย และงานวรรณกรรมเช่นนวนิยายและกวีนิพนธ์ แต่อันที่จริงแล้ว สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเช่นสำนักพิมพ์จุฬาฯนั้น มีเหตุผลที่จะเสนอว่าควรให้ความสำคัญแก่การเขียนหนังสือใหม่แทนที่จะเป็นงานแปล เพราะสำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยมีหน้าที่ในการยกระดับคุณภาพทางวิชาการของอาจารย์ในมหาวิทยาลัยเอง ด้วยการผลิตหนังสือวิชาการที่เป็นผลงานสร้างสรรค์ทางวิชาการ ไม่ว่าจะเป็นตำราหรืองานวิจัยของคณาจารย์ในมหาวิทยาลัย รวมทั้งคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยอื่นๆด้วย การตีพิมพ์ผลงานสร้างสรรค์ทางวิชาการเหล่านี้เป็นการเพิ่มความรู้ให้แก่สังคม ซึ่งความรู้นี้เป็นความรู้ที่เป็นเรื่องของ “ท้องถิ่น” ได้แก่บริบทของสังคมวัฒนธรรมไทยเอง แทนที่จะเน้นที่การตีพิมพ์หนังสือแปล ซึ่งเป็นเพียงการถ่ายทอดความรู้จากวัฒนธรรมอื่นมายังบริบทของไทยเท่านั้น ไม่ใช่การสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ภายใต้บริบทของสังคมไทยเองแต่ประการใด ถึงแม้กระนั้นก็ตาม การตีพิมพ์งานแปลบางประเภทก็ยังควรทำอยู่ หากงานแปลนั้นเข้าข่ายของการเป็น “ผลงานสร้างสรรค์ทางวิชาการ” ที่พูดถึงข้างต้น หากงานที่นำมาแปลนั้นไม่ใช่เพียงแค่หนังสือตำราธรรมดาๆ แต่เป็นงานระดับ “แบบแผน” หรือที่เรียกว่า classic ที่เป็นต้นรากของอารยธรรมของภาษาที่จะแปล และหากผู้แปลมิได้ทำการแปลอย่างเดียว แต่มีการศึกษาวิจัยบริบทต่างๆเกี่ยวกับตัวบทที่จะแปล เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจความหมายของตัวบทอย่างรอบด้าน มิใช่เพียงแค่ได้แต่ความหมายตามตัวอักษรของงานที่จะแปลอย่างเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ย่อมควรที่สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยจะให้การสนับสนุน ตัวอย่างก็เช่น ผมเคยแปลงานทางพระพุทธศาสนามหายานมาหลายชิ้น เช่นเรื่อง โศลกมูลฐานว่าด้วยทางสายกลาง ของท่านนาคารชุน ซึ่งจัดพิมพ์โดยมูลนิธิพันดารา การแปลนี้แปลจากภาษาอังกฤษ [...]
ตัวตนออนไลน์
(บทความข้างล่างนี้ผมเขียนขึ้นเพื่อลงพิมพ์ในหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาโลกออนไลน์ จัดโดยคณะสิงคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Thai Netizen Marathon ของเครือข่ายพลเมืองเน็ต) … ผลกระทบประการหนึ่งของเว็บไซต์ที่เรียกกันว่า “เครือข่ายทางสังคม” ได้แก่การที่เว็บไซต์ดังกล่าว เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถติดต่อสื่อสารกันได้ในหลากหลายรูปแบบกว่าที่ผ่านมา และที่สำคัญได้แก่การที่เว็บไซต์เหล่านี้ช่วยให้ผู้ใช้เป็น “เพื่อน” กันในโลกออนไลน์ ซึ่งทำให้กิจกรรมทางสังคมต่างๆที่เคยเกิดขึ้นในโลก “ออฟไลน์” หรือโลกของคนที่ประกอบด้วยเนื้อหนังตามปกติ สามารถเกิดขึ้นได้ในโลก “ออนไลน์” หรือโลกของคนที่ประกอบด้วยสัญญาณอิเล็คทรอนิกส์ผ่านคอมพิวเตอร์ การติดต่อสื่อสาร การเป็นเพื่อนกันกับการทำกิจกรรมทางสังคมต่างๆนี้ทำให้ผู้คนสามารถสร้าง “ตัวตน” ของตนเองในโลกใหม่อันได้แก่โลก “ออนไลน์” นี้ได้ ซึ่งบางครั้งก็เหมือนกับตัวตนเดิมของตัวเอง แต่บางครั้งก็ไม่เหมือน ทั้งหมดนี้ทำให้น่าสนใจมากว่า ตัวตนในโลกออนไลน์นี้เป็นอย่างไร สร้างขึ้นมาได้อย่างไร และเหมือนหรือต่างกับตัวตนของเราที่มีอยู่แล้วอย่างไร ก่อนจะอภิปรายเรื่องนี้ต่อไป ขอให้เราลองมาสังเกตลักษณะทั่วๆไปของเว็บเครือข่ายทางสังคมนี้ก่อน ในปัจจุบันเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคมที่มีผู้ใช้มากที่สุดได้แก่เว็บเฟสบุ๊ค (www.facebook.com) และเว็บทวิตเตอร์ (www.twitter.com) แต่จริงๆแล้วเว็บเครือข่ายทางสังคมมีมากมาย แต่ก็ไม่มีผู้ใช้มากแพร่หลายเท่ากับสองเว็บนี้ เว็บเครือข่ายทางสังคมอื่นๆนอกจากนี้ก็มี ไฮไฟว์ (www.hi5.com) มายสเปซ (www.myspace.com) ออร์คุต (www.orkut.com) และอื่นๆอีกมาก ลักษณะสำคัญของเว็บเหล่านี้ก็คือเวลาจะใช้ผู้ใช้ต้องสมัครเป็นสมาชิก แล้วจากนั้นก็ชวนผู้ใช้คนอื่นๆมาเป็น “เพื่อน” ซึ่งก็คือการชวนคนอื่นๆที่เป็นสมาชิกของเว็บเดียวกันมาเป็นผู้รับข้อมูลข่าวสารจากเรา และเราเองก็จะได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาด้วย [...]

ความเห็นล่าสุด